กองกำลังรักษาสันติภาพ ๙๗๒ ไทย/ติมอร์

ตอนที่ ๓๕ ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาสันติภาพคนต่อไปเป็นคนไทย
     ในตอนที่แล้ว ได้พูดถึงสื่อมวลชนชาวติมอร์ฯ ที่เข้าไปเยือนทหารไทยที่กอง บัญชาการภาคตะวันออกซึ่งพวกเขาได้มีโอกาสรับประทานอาหารไทย ดูการปฏิบัติงานทางด้านกิจการพลเรือนและไปชมกองพันทหารราบไทยที่เมือง วีเคเค แม้จะเป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมง พวกเขาก็มีความประทับใจทหารไทยในระดับหนึ่ง ตามที่ได้เขียนไว้ในฉบับที่แล้ว
     มาถึงตอนนี้ มีข่าวจากองค์การสหประชาชาติว่า ได้คัดเลือกคนไทยเป็นผู้นำกองกำลังรักษาสันติภาพ เป็นคนต่อไป เหตุผล ข้อมูลรายละเอียดและอื่นๆที่น่าสนใจ ผมนำมาเสนอท่านผู้อ่านในฉบับนี้ครับ
     สำนักข่าวนิวส์เอดส์ เอเชีย รายงานเมื่อ ๗ มิ.ย.๔๓ ว่า "ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาสันติภาพคนต่อ ไปจะเป็นชาวไทย" ประเทศไทยได้รับคัดเลือกโดยเลขาธิการสหประชาชาติ นายโคฟี่ อันนัน ให้เป็นผู้นำกองกำลังรักษาสันติภาพในติมอร์ตะวันออกต่อ จาก พล.ท.เจม เดอ ลอสซานโตส ชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งได้รับการส่งเสริมให้ได้รับตำแหน่งสูงขึ้นในกองทัพของฟิลิปปินส์
     ข่าวกล่าวว่านายโคฟี่ อันนัน ได้สอบถามไปยัง พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฎฐ์ ผบ.ทหารสูงสุดถึงการส่ง ชื่อบุคคล 3 คนที่จะแต่งตั้งเป็นผู้นำกองกำลังรักษาสันติภาพในติมอร์ฯ โดย ผบ.ทหารสูงสุดได้ส่งชื่อ พล.ต.ทรงกิตติ จักรกาบาตร์ ผอ.กรมข่าว ทหาร ไปให้เลขาธิการยูเอ็นพิจารณา แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า เลขาธิการสหประชาชาติมีความเห็นว่า คนไทยมีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำกองกำลังรักษา สันติภาพนับตั้งแต่พวกเขาประสบความสำเร็จในการเข้ารักษาพื้นที่ในระยะแรก
     เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับหนังสือพิมพ์ในอินโดนีเซีย ที่ลงข่าวว่าการประชุมของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง กับเหตุการณ์ในติมอร์ตะวันออก ได้เรียกร้องให้ทหารไทยไปประจำตามแนวชายแดน ซึ่งมีข้อมูลดังนี้
     เมื่อ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๓ ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Alwi Shihab ได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลังจากการประชุมร่วมระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการกองทัพแห่งชาติ รัฐมนตรีกระทรวงสวัสดิการสัง คมและรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ เพื่อพิจารณาปัญหาของผู้อพยพชาวติมอร์ตะวันออกว่าปัจจุบันมีสมาชิกกองกำลังมิลิเทียปฏิบัติงานอยู่ในศูนย์ อพยพในติมอร์ตะวันตกจำนวน ๑,๗๓๐ คนและกระจายอยู่ในบริเวณชายแดนอีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียจะจัดหาที่อยู่ใหม่ให้ โดย จะจัดหาพื้นที่ที่อยู่ห่างจากแนวชายแดนประมาณ ๒๐ กม. ให้เป็นที่อยู่อาศัย สำหรับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ระ หว่างแนวชายแดนติมอร์ตะวันออกกับติมอร์ตะวันตก รัฐบาลอินโดนีเซียต้องการให้กองกำลังของประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ถอนออกไปจาก บริเวณชายแดนและถ้าเป็นไปได้อยากให้กองกำลังของประเทศไทยหรือประเทศจอร์แดนเข้าปฏิบัติหน้าที่แทนซึ่งระหว่างที่ประธานาธิบดีวาฮิดเดินทาง ไปองค์การสหประชาชาติและประเทศในแถบยุโรปในสองสัปดาห์หน้านี้ จะยื่นเรื่องนี้ต่อเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อแสดงเจตจำนงค์ดังกล่าว
     จากการให้สัมภาษณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียดังกล่าว ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าอินโดนีเซียกับ ออสเตรเลียนั้นไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไรนัก ทั้งตั้งแต่สมัยที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในสัญญาติมอร์แก็ป(Timor Gap)และเร็วๆนี้ก็คือ การเข้ามาเป็น ผู้นำในกองกำลังนานาชาติที่เข้ามารักษาความสงบเรียบร้อยในติมอร์ตะวันออกหลังลงประชามติแยกตัวเป็นเอกราช นอกจากนั้นระหว่างที่เข้ามารักษา ความสงบ ออสเตรเลียก็ได้ใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบทั้งในติมอรฯ และบริเวณแนวชายแดน จนถึงปัจจุบันกองกำลังออสเตร เลียที่เข้าร่วมในกองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติได้เข้ารับผิดชอบพื้นที่ภาคตะวันตกของติมอร์ฯ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ติดต่อกับติมอร์ตะวันตกของอิน โดนีเซียซึ่งฝ่ายอินโดนีเซียก็ได้กล่าวหาว่า ทหารของกองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติรุกล้ำเขตแดนและมีเรื่องกระทบกระทั่งกันมาโดยตลอดเช่น ที่จุดตรวจบริเวณแนวชายแดนเกิดการกระทบกระทั้งกันบ่อยครั้ง ระหว่างทหารของอินโดนีเซียที่เข้าไปปฎิบัติการอยู่ในติมอตะวันตกกับทหารออส เตเลียและทหารของนิวซีแลนด์ซึ่งจุดตรวจ A,B,C,และ D อยู่ในอำเภอโบโบนาโรและอยู่ในความรับผิดชอบของออสเตรเลีย จุดตรวจ E และ F อยู่ใน อำเภอโควาลิมาและอยู่ในความรับผิดชอบของนิวซีแลนด์ซึ่งแนวชายแดนติมอร์ฯ มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ ๑๕๐ กม. นอกจากนั้นทหารของกองกำ ลังรักษาสันติภาพยังเกิดการกระทบกระทั่งกับชาวอินโดนีเซีย(ติมอร์ตะวันตก)ที่ออกไปล่าสัตว์ตามแนวชายแดนอีกด้วย
     ในเรื่องของแนวชายแดนที่ยังไม่ชัดเจนนี้ หนังสือพิมพ์ Suara Karaya เคยลงข่าวว่ากองทัพแห่ง ชาติอินโดนีเซียจะรับจัดทำหลักเขต/แผนที่บริเวณพรมแดนใหม่ โดย พล.ต.Budi Triaso ผู้บังคับหน่วยแผนที่ทหารกล่าวว่าจะใช้เจ้าหน้าที่ประมาณ ๑๐๐ คนในการดำเนินการให้แล้วเสร็จใน ๙ เดือน เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาบริเวณชายแดนดังกล่าวซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองฝ่าย ในอนาคต
     นอกจากข่าวของการผลัดเปลี่ยนผู้นำกองกำลังฯ แล้วในติมอร์ฯ เองก็มีข่าวอะไรหลายข่าว ส่วน ใหญ่เป็นเรื่องของการพัฒนา การช่วยเหลือประชาชน การฝึกอบรมบุคคลากรเพื่อรองรับการปกครองตนเองที่จะมีขึ้นในอนาคต นอกจากนั้นก็มีข่าว ม๊อบเกิดขึ้นบ้างประปรายเช่น กลุ่มผู้ขับรถโดยสารและกลุ่มผู้ใช้มอเตอร์ไซด์รวมตัวกันปิดถนนประท้วงที่ราคาน้ำมันแพง เป็นต้น ผมยกข่าวที่สำคัญๆ มาเล่าสู่ท่านผู้อ่านครับ
     หนังสือพิมพ์ซิดนี่ย์ มอร์นิ่ง เฮราลด์ รายงานข่าวเมื่อ ๘ พ.ค.๔๓ ในการสัมภาษณ์นายโจเซ รามอสฮอร์ตาถึงข้อคิคเห็นที่เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทัพของติมอร์ฯ ว่า"เราต้องการกองทัพเป์นของพวกเรา" ซึ่งผู้นำระดับสูงในการต่อสู้เพื่อเอก ราชของติมอร์ฯเชื่อมั่นว่า การเมืองในอนาคตของชนชาติใหม่ในซีกโลกทางตะวันตกจะตื่นตัวจากเหตุการณ์ยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นในเกาะฟิจิและเกาะโซโล มอน
     โจเซ รามอส ฮอร์ตา รองประธานสภา CNRT กล่าวต่อไปอีกว่า "เขาสัญญาว่าติมอร์ตะวันออกจะก้าว ไปสู่ระบบประชาธิปไตยที่ดีที่สุดซึ่งประเทศของเขาต้องการกองทัพที่มีขนาดเล็กและมีประสิทธิภาพในการป้องกันตน แต่ความปลอดภัยที่จะเกิดขึ้น กับตนเองโดยเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปคือการมีสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งรวมถึงประเทศอินโดนีเซียด้วย ติมอร์ตะวันออกจะไม่ดิ่งลง ต่ำเช่นฟิจิและโซโลมอนซึ่งออสเตรเลียสามารถจะให้คำรับรองได้ว่า ติมอร์ตะวันออกนั้นจะยอมรับในคุณค่าของพื้นฐานประชาธิปไตยและกฎระเบียบ เราต้องการขนาดเล็ก แต่น่าเชื่อถือ ได้รับการฝึกอย่างเชี่ยวชาญและสามารถเคลื่อนที่เข้าหยุดยั้งข้าศึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     สำนักข่าว AFP รายงานข่าวจากกรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกสว่า องค์การสหประชาชาติและกลุ่มผู้ สนับสนุนการแยกตัวเป็นเอกราช เตรียมจัดตั้งชาวติมอร์ฯ เป็นผู้บริหารงานร่วมกับผู้บริหารของสหประชาชาติ โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน กรกฎาคม ๒๕๔๓ เป็นต้นไป      นายเซอร์จิโอ เวียร่า เดอ เมลโล หัวหน้าองค์การบริหารการถ่ายโอนอำนาจของสหประชาชาติหรือ UNTAET แถลงว่า "ข้าพเจ้าคาดหวังว่านับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๔๓ เป็นต้นไป เราจะสามารถจัดตั้งผู้บริหารร่วมได้ แม้จะไม่ครบทั่วประเทศ แต่อย่างน้อยก็เป็นไปตาม "แผนการจัดการปกครองดินแดนติมอร์ฯ" (Timor of the Territory) ซึ่งจะต้องรีบดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย นายเมลโล ยังกล่าวต่อไปอีกว่า เขาได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้สนับสนุนการแยกตัวเป็นอิสระหรือสภา CNRT ซึ่งมีนายซานานา กุสเมา เป็นประธาน เกี่ยวกับแผนการจัดการปกครองดินแดนติมอร์ตะวันออก ในห้วงระยะเวลาแห่งการพัฒนาไปสู่การปกครองดินแดนอย่างเต็มตัวนั้นคาดว่าจะต้องใช้ เวลา ๒ - ๓ ปี
     ข่าวเล็กๆ อีกข่าวหนึ่งก็บอกว่า เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐสภาของอินโดนีเซียก็ได้ให้สัตยาบัน ยอมรับอย่างเป็นทางการต่อการลงประชามติเรียกร้องการแยกตัวเป็นอิสระของติมอร์ตะวันออก เมื่อ ๓๐ ส.ค.๒๕๔๒ ซึ่งอินโดนีเซียได้บุกรุกเข้า ครอบครองติมอร์ตะวันออกเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ และผนวกดินแดนเข้าเป็นจังหวัดหนึ่งของอินโดนีเซียในปี พ.ศ.๒๕๑๙
     ประชาคมโลกต่างก็ยอมรับในความสามารถของคนไทย ว่ามีความเป็นมืออาชีพในทุกๆ เรื่อง ในติมอร์ตะวันออกเองกิตติศัพท์ของทหารไทยฟุ้งกระจายไปทั่วดินแดนแห่งนี้ ตั้งแต่เมืองดิลีไปทางตะวันออกจนถึงเมืองเลาเท็ม ทหารไทยผ่านพื้นที่ใดเป็นต้องได้ยินเสียง ไตแลนด์ๆ ยกเว้นทางด้านตะวันตกหรือตามแนวชายแดนเท่านั้นที่ทหารไทยยังไม่ได้เข้าไปสัมผัส
     ผมวิเคราะห์เอาเองว่า การผลัดเปลี่ยนกำลังพลระหว่าง ร.๓๑ พัน.๓ รอ.กับ ร.๖ พัน.๑ ในเดือน กรกฏาคมที่จะถึงนี้
     อาจจะต้องไปผลัดเปลี่ยนกำลังกับทหารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ที่อยู่ทางตะวันตกด้วย
     เตรียมตัวไว้ด้วยครับ.

01 02 03 04 05 06 07 08 09 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40

picture   e-mail address: [email protected],฿หยวbaucau EAST TIMOR
Hosted by www.Geocities.ws

1