กองกำลังรักษาสันติภาพ ๙๗๒ ไทย/ติมอร์

ตอนที่ ๓๔ สื่อมวลชนติมอร์ตะวันออกสนใจทหารไทย
     ติมอร์ตะวันออกเริ่มเห็นอนาคตของตนเองขึ้นรางๆ แล้วนะครับ ในห้วงเวลา ครึ่งปีหลังของ พ.ศ.๒๕๔๓ องค์การบริหารการถ่ายโอนอำนาจในติมอร์ตะวันออกหรือ UNTAET ได้สรุปการดำเนินงานในรอบ ๖ เดือนที่ผ่านมา ตั้ง แต่จัดตั้ง UNTAET ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๔๒ เป็นต้นมา งานที่ดำเนินการไปแล้วมีจำนวนมากมายหลายอย่างอาทิ การกำหนดนโยบายหลักได้กำ หนดขึ้นแล้ว ๑๗ นโยบาย กระบวนการยุติธรรมหรือการพิจารณาคดีในศาลได้จัดตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ตั้งโรงเรียนตำรวจและ เปิดอบรมนักเรียนตำรวจขึ้นเป็นครั้งแรก ประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเพื่อกำหนดนโยบายการบริหารอย่างรอบคอบ กำหนดให้มีการเก็บ ภาษีศุลกากรต่างๆ ข้าราชการพลเรือนชาวติมอร์ฯ กว่า ๔,๐๐๐ คนได้รับการจ่ายเงินเดือนย้อนหลัง ขุดศพในทุกพื้นที่ขึ้นพิสูจน์ทราบจำนวนกว่า ๑๖๐ ศพ จัดตั้งสถานีอนามัยในพื้นที่กว่า ๔๐ แห่ง โรงเรียนระดับประถมศึกษาที่ถูกปิดไปตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ได้เปิดทำการสอนแล้วประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ โรงไฟฟ้าสามารถปรับปรุงขึ้นใช้ได้ใหม่ประมาณ ๘๕ เปอร์เซ็นต์และแหล่งน้ำกินน้ำใช้ที่เคยขาดแคลนสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ทั้ง ๑๓ อำเภอ
     ประเทศติมอร์ตะวันออกหรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ตะวันออก ที่กลุ่มการเมืองหลายกลุ่ม แย่งกันแต่งตั้งเป็นชื่อประเทศนั้นก็เริ่มเห็นอนาคตของตนแล้ว นอกจากความก้าวหน้าในประเทศแล้ว ก็ยังมีความก้าวหน้าในระดับโลกอีกคือในสนาม แข่งขันกีฬาโอลิมปิค ก็มีความเกี่ยวข้องกับติมอร์ฯด้วย ผมมีรายละเอียดมานำเสนอท่านผู้อ่านครับ
     รอยเตอร์รายงานข่าวว่า ติมอร์ตะวันออกสามารถส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันในโอลิมปิคเกมส์ที่ซิดนีย์ได้ โดยอ้างแหล่งข่าวจากกรุง ริโอ เดอจาเนโร บราซิล เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการโอลิมปิคสากลอนุญาตให้ติมอร์ตะวันออกส่งนักกีฬา ของตนเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่ซิดนีย์ได้ แต่จะไม่มีสีประจำชาติและเพลงประจำชาติ นาย Francois Carrad ผู้จัดการทั่วไปคณะกรรมการโอลิมปิคสากลกล่าวว่า "สถานะทางสังคมของนักกีฬาโอลิมปิคต้องแยกออกจากการเมือง หากพวกเขามีความพร้อมในการเข้าร่วม เราก็จะไม่ปิดกั้นในการแข่งขัน" กฎบัตรของโอลิมปิคอนุญาตให้รัฐปกครองตนเอง เข้าไปมีส่วนร่วมในกีฬานานาชาติหรือกีฬาระหว่างชาติได้ ซึ่งติมอร์ตะวันออกได้ลงมติเมื่อปีที่แล้ว ในการแยกตัวออกจากอินโดนีเซียที่ปกครองมาเป็นเวลา 24 ปี โดยมีองค์การสหประชาชาติเข้าช่วยเหลือให้ดินแดนแห่งนี้เป็นอิสระภาพ "ประสบการณ์ ในอดีตที่ผ่านมานั้น การปกครองตนเองเป็นกระบวนการที่เพิ่งจะพัฒนา แต่มันก็เป็นสิ่งเดียวที่มีความสำคัญอย่างมากต่อนักกีฬาในการที่ให้พวกเขามี ส่วนร่วม" คาราสกล่าวเพิ่มเติม คณะกรรมการโอลิมปิคสากลกล่าวย้ำว่า ตามกฎบัตรของโอลิมปิคสากลข้อ 9.1 นักกีฬาชาวติมอร์ตะวันออกจะต้อง สวมชุดกีฬาที่ไม่มีเครื่องหมายและร่วมขบวนพาเหรดต่อจากธงโอลิมปิค ถ้าพวกเขาชนะในการแข่งขันได้รับเหรียญใดเหรียญหนึ่ง ในการมอบเหรียญ จะไม่สามารถชักธงโอลิมปิคขึ้นสู่ยอดเสาและบรรเลงเพลงชาติได้ คาราสบอกว่า เขาจะรีบเสนอแผนการนี้ไปให้นายโคฟี อันนัน เลขาธิการสหประชาติ พิจารณาตัดสินใจในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวโปรตุเกสและชาวออสเตรเลียมีความกระตือรือร้นที่จะอนุญาตให้นักกีฬาของติมอร์ฯเข้าร่วมได้ แต่ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งชาติอินโดนีเซียได้คัดค้านไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้นักกีฬาของติมอร์ฯ เข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้
     ทางด้านสื่อมวลชนชาวติมอร์ฯ มีความสนใจทหารไทยเป็นพิเศษ เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน กองบัญชาการ ภาคตะวันออกได้ต้อนรับสื่อมวลชนชาวติมอร์ฯ โดยมี พ.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ รอง ผบ.ภาคตะวันออก/รอง ผบ.กกล.รักษาสันติภาพ 972 ไทย/ติมอร์ ตะวันออก นายริชาร์ด แมนนิ่ง ผู้บริหารอำเภอเบาเกาและนายอารุก นายทหารติดต่อของ กกล.ฟาลินติลประจำกองบัญชาการภาคตะวันออกได้ร่วมกัน ต้อนรับสื่อมวลชนชาวติมอร์ฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้สื่อข่าวจากสถานีวิทยุกระจายเสียงคาทอลิค ผู้สื่อข่าวสถานีวิทยุกระจายเสียงฟาลินติล ผู้สื่อข่าว สถานีวิทยุกระจายเสียง UNTAET ผู้สื่อข่าว น.ส.พ.ติมอร์โพสต์และผู้สื่อข่าว น.ส.พ.ดิออสเตรเลียน รวมทั้งสิ้นจำนวน 8 คน โดยมี ร.อ.เกษตร ศาสตร์ ศานตสงเคราะห์ จากสำนักงานประชาสัมพันธ์ กองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติเป็นผู้นำคณะ
     หลังจากบรรยายสรุปภารกิจและการปฏิบัติของกองบัญชาการภาคตะวันออก รวมทั้งตอบข้อซักถาม ของสื่อมวลชนแล้ว ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปชมการปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนโดยการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กนักเรียนและมอบอุปกรณ์การศึกษา ให้แก่โรงเรียนตรีโลกาและจัดชุดแพทย์ให้การรักษาพยาบาลชาวบ้านในหมู่บ้านตรีโลกา ในเวลาบ่ายได้เดินทางไปเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของกำลังพล พัน.ร.ไทย ที่อำเภอวีเคเค โดยสื่อมวลชนได้ให้ความสนใจทหารไทยเป็นอย่างมาก
     นายโมเนมนาซี อินดรา (Monemnasi Indra) ผู้จัดการฝ่ายกระจายเสียงสถานีวิทยุคาทอลิคกล่าว ถึงความรู้สึกที่มีต่อทหารไทยว่า ชอบทหารไทย เนื่องจากทหารไทยได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทั้งทางอาหารการกินและการช่วยเหลือด้าน อื่น รวมทั้งนิสัยใจคอทหารไทยเป็นชาติที่มีความโอบอ้อมอารี ซึ่งเขาได้ถามประชาชนในพื้นที่แล้วว่า มีความรู้สึกอย่างไรกับทหารไทย ประชาชนตอบว่า ทหารไทยใจดีมาก เมื่อวันก่อนเขาได้เดินทางไปเมืองเบาเกาก็ได้ยินแต่คนพูดถึงทหารไทย ประชาชนบอกว่าทหารไทยมีความเมตตา มีความเป็นกันเอง สนุกสนาน ช่วยเหลือพวกเขาทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นยา อาหารและช่วยเหลือด้านอื่น ซึ่งตัวเขาเองดีใจที่ทหารไทยเข้ามาช่วยติมอร์ตะวันออกและประชาชน ทั่วไปก็รู้จักทหารไทยเป็นอย่างดี พวกเด็กนักเรียนอยากให้ทหารช่วยเหลือด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาล เพระมีความขาดแคลนมากขาดอุป กรณ์การเรียนการสอนหนังสือสมุดดินสอซึ่งทหารไทยสามารถช่วยได้ก็จะเกิดประดยชน์ต่อเขามาก ขอบคุณทหารไทยที่เป็นชาติที่ให้ความสนใจต่อ ชาวบ้านมากที่สุด ซึ่งชาติอื่นไม่มีอย่างนี้
     สถานีวิทยุกระจายเสียงคาทอลิคแบ่งงานออกเป็นแผนกต่างๆ มีนักข่าว นักเขียนสารคดี จัดรายการ และเขียนข่าวไปลงหนังสือพิมพ์แบ่งหน้าที่กันทำ เมื่อได้รับข่าวก็จะกระจายไปตามที่ต่างๆ ปัจจุบัน โมเนมนาซี อินดรา อายุ 26 ปี ทำงานกับสถานีวิทยุ คาทอลิคมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี
     นางสาวมาดาลีนา ฟิลิปเป (Magdalena Viegar Filipe) จากสถานีวิทยุกระจายเสียง UNTAET กล่าวว่า เขามีความชื่นชมทหารไทยมาก จากการที่ได้ไปดูการปฏิบัติของทหารไทย เขารู้สึกว่าทหารไทยมีความใกล้ชิดกับชาวติมอร์ตะวันออก เขาต้อง ขอบคุณที่ทหารไทยได้ช่วยสอนให้เด็กๆ ได้รู้จักความสะอาด รู้จักสุขอนามัย รู้จักโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น มาลาเรีย ซึ่งโรคดังกล่าวเป็นโรคที่ทำอัน ตรายแก่ชาวบ้านท้องถิ่น หากจะเปรียบเทียบการทหารชาติอื่น เขาเองไม่ค่อยได้สัมผัสทหารชาติอื่น แต่ความรู้สึกที่มีต่อทหารโดยทั่วไปแล้วทหารไทย ทุกคนดีซึ่งนอกจากจะมารักษาความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยเหลือในด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การรักษาพยาบาลหรือว่าสอนให้รู้จักพวกพ้อง มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทหารไทยนั้นเป็นมืออาชีพในการประสานประโยชน์ระหว่างประชาชนในท้องถิ่นและนอกจากจะมช่วยเหลือแล้ว ทหารไทยยัง เป็นมิตรที่ดีกับประเทศติมอร์ตะวันออกต่อไปในอนาคตด้วย
     คุณมาดาลีนาอายุ 28 ปี เข้าทำงานครั้งแรกกับหน่วย UNAMET ตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเป็นผู้ประกาศ ข่าวภาษาอินโดนีเซีย แต่เมื่อมาทำงานกับ UNTAET มีผู้ร่วมงานเป็นชาวต่างชาติจำนวนมากและต้องใช้ภาษาอังกฤษทุกวัน ปัจจุบันก็เลยพูดภาษาอัง กฤษคล่องแคล่วขึ้น พูดได้ทั้งภาษาอังกฤษและโปรตุกีส
     ทางด้านกิจการตำรวจ UNTAET ได้จัดตั้งวิทยาลัยตำรวจขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองดิลี เปิดรับนัก เรียนตำรวจเข้ารับการฝึกอบรมเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อเป็นผู้ช่วย Civpol ปฏิบัติงานที่สนามบินโคโมโร นักเรียนตำรวจชุดแรก จำนวน 50 คนเป็น ชาย 39 คนและหญิง 11 คน แต่งกายในชุดเสื้อเชิ๊ทสีขาวกางเกงขายาวสีกากีพร้อมหมวกแก๊ปสีฟ้าของยูเอ็น ได้เข้ามารายงานตัวเข้ารับการอบรมตั้ง แต่วันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีนาย Carlos Coelho Lima หัวหน้าตำรวจของ UNTAET ชาวโปรตุเกสเป็นผู้อำนวยการฝึก
     นาย Carlos กล่าวว่า"ถ้าท่านมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะใช้ความเที่ยงตรงในการปฏิบัติหน้าที่ ประชาชนทุกคนก็จะเชื่อถือรวมทั้งเต็มใจปฏิบัติตามคำแนะนำของท่าน ท่านจะเป็นคนสำคัญคนหนึ่งในการสร้างประชาธิปไตยในประเทศของท่าน" นายเมลโล หัวหน้า UNTAET กล่าวถึงปัญหาในอนาคตว่า"มันจะไม่เป็นงานที่ง่ายนัก เพราะ ๒๔ ปีที่ผ่านมา ชาวติมอร์ฯ ยังมีความสลดใจในเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นจากความโหดร้ายทารุณโดยคนของรัฐและมีไม่น้อยที่ตำรวจเป็นผู้กระทำเสียเอง" ติมอร์ตะวันออกในอนาคต จะมีตำรวจประมาณ 3,000 นาย ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ แต่คงจะต้องใช้เวลาราว 3 ปี จึงจะได้ตำรวจครบตามจำนวนดังกล่าว
     ก่อนที่จะจบเรื่องราวของติมอร์ฯตอนนี้ ในนามของเอกสารข่าวทหารบก ต้องขอขอบคุณ ร.อ.เกษตรศาสตร์ ศานตสงเคราะห์ จากสำนักงานประชาสัมพันธ์ของ UNTAET (OCPI) ที่ได้เป็นธุระรวบรวมเอกสารซึ่งประกอบด้วย เอกสารบรรยายสรุปประจำวัน ข่าวสารประจำเดือน ข่าวอากาศในติมอร์ฯ เอกสารอ้างอิงข้อกำหนดนโยบายและระเบียบของ UNTAET และอื่นๆ ส่งให้ผู้เขียน
     ขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ครับ
     ไม่มีข้อมูลสนับสนุน ฝอยไม่ออกหรอกครับ.

01 02 03 04 05 06 07 08 09 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40

picture   e-mail address: [email protected],฿หยวbaucau EAST TIMOR
Hosted by www.Geocities.ws

1