กองกำลังเฉพาะกิจร่วม ๙๗๒ ไทย/ติมอร์

ตอนที่ ๒๑ ดาร์วินที่พักผ่อนของกำลังพลอินเตอร์เฟต
     ก่อนที่จะสวมหมวกเบเล่ย์สีฟ้าขององค์การสหประชาชาติใน ๑ ก.พ.๔๓ เวลา ๑๓๐๐ เป็นต้นไป ผมมีโอกาสเดินทางไปพักผ่อนที่ดาร์วิน ออสเตรเลียเป็นเวลา ๓ วัน ถึงแม้ว่าการเดินทางจากเมืองเบาเกาไปดาร์วินจะลำบากยากยิ่ง แต่การไปครั้งนี้ก็นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผม เพราะจะได้วัตถุดิบที่แตกต่างจากติมอร์ฯ มาเล่าสู่ท่านผู้อ่านครับ
     ฉบับนี้จึงขออนุญาตท่านผู้อ่านเล่าเรื่องของการเดินทางไปพักผ่อนที่ดาร์วิน นับตั้งแต่เริ่มออก จากเบาเกาไปจนกระทั่งถึงการเดินทางกลับเลยนะครับ สิ่งที่ทรมานและเป็นกังวลมากที่สุดคือการไม่รู้กำหนดเวลาการเดินทางที่แน่นอน รวมทั้งการประ สานงานที่ไม่ชัดเจนพอซึ่งทหารอย่างพวกเรานั้นเมื่อเวลาไม่ชัดเจนเท่าที่ควรเราจึงต้องมีการบวกเวลาไว้แต่เนิ่นๆ หรือบวกเวลาไว้สองสามเท่าตัวของ เวลาจริง ผมว่าการกระทำอย่างนี้ถึงแม้ว่าจะทำให้ไม่พลาดเวลาหรือไม่ต้องกลัวว่าจะตกเรือคือไปไม่ทันเรือก็จริง แต่มันทำให้กำลังพลซึ่งไม่ค่อยจะมี เวลาพักผ่อนอยู่แล้วต้องมานั่งคอย นอนคอยเรือออกตั้งแต่เช้ายันค่ำเลยทีเดียว
     คณะที่จะเดินทางไปพักผ่อนครั้งนี้ประกอบด้วยกำลังพลจาก ร.๓๑ พัน.๓ รอ.และ บก.กกล.ทบ.ไทย /ติมอร์ จำนวนทั้งสิ้น ๖๐ คน พวกเราออกจากที่ตั้งที่เบาเกาในเวลา ๐๙๐๐ ของวันที่ ๑๐ ม.ค.๔๓ ถึง บก.กกล.ฉก.ร่วม ๙๗๒ ที่ดิลีก็เที่ยงพอดี(มื้อนี้ ฝากท้องไว้กับ ๙๗๒) เส้นทางที่แสนจะโหด เลี้ยวลดคดเคี้ยว เลาะไหล่เขามาโดยตลอดแถมมีฝนตกลงมาอีกจึงต้องใช้เวลาร่วม ๓ ชั่วโมงเศษ หลัง รับประทานอาหารกลางวันแล้วก็ได้รับข่าวว่าเรือซึ่งจะพาพวกเราไปดาร์วินจะออกเวลาประมาณ ๑๗๐๐ พวกเราก็รอกันอย่างมีความหวังว่าอีก ๔ ชั่ว โมงจะได้เดินทางแล้ว "ไม่เป็นไร" แต่พอใกล้จะถึงเวลา ๑๗๐๐ มีข่าวเปลี่ยนแปลงอีกว่าจะไปที่ท่าเรือเวลา ๑๗๓๐ เพื่อเชคอินกันที่ท่าเรือ ไม่มีใครว่า อะไรด้วยความที่อยากจะพักผ่อน ถึงเวลาอาหารเย็นก็ไม่มีใครอยากรับประทาน ผู้ควบคุมคณะก็เร่งให้ทุกคนพร้อมรวมทั้งห้ามไปไหนโดยเด็ดขาด เหมือนกับจะต้องยืนตรงตลอดเวลาโดยไม่มีการตามสบายพักเลยอย่างไรอย่างนั้น เป็นความตื่นของผู้ควบคุมคณะหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ถึงเวลา ๑๗๓๐ พวกเรานั่งรถยนต์ไปที่ท่าเรือดิลีเพื่อเตรียมการเชคอินลงเรือ
     เรือ Jervis Bay ซึ่งเป็นเรือที่จะรับพวกเราไปดาร์วิน จอดรอเราอยู่ที่ท่าเรือ วันนี้มีทหารของอิน เตอร์เฟตเดินทางไปออสเตรเลียเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะทหารของออสเตรเลียเองซึ่งเป็นการผลัดเปลี่ยนกำลังมีประมาณ ๓๐๐ คน พวกเราทหาร ไทย ๖๐ คน ทหารฝรั่งเศส ๒๐ คน นอกนั้นเป็นพลเรือนอีกจำนวนหนึ่งกว่าพวกเราจะเชคอินได้ก็ ๑๙๐๐ แล้ว ในห้วงนี้ทุกคนมีสีหน้าท่าทางยิ้มแย้ม แจ่มใส(ข้าวเย็นยังไม่ถึงท้อง)ด้วยความหวังที่ว่าจะได้พักผ่อนแน่ จนลืมความหิวไปเลย แต่เชื่อไหมพวกเรานั่งอยู่ในเรือจนกระทั่ง ๒๑๓๐ เรือจึง เคลื่อนออกจากดิลี เรือ Jervis Bay เป็นเรือลำเลียงของกองทัพเรือออสเตรเลียที่ใช้ปฏิบัติการในติมอร์ครั้งนี้ เขาให้ชื่อว่า "ดิลี เอกซ์เพลส" สร้างเมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๗ โดยผู้สร้างในประเทศออสเตรเลีย สามารถบรรทุกทหารพร้อมเครื่องสนามได้ ๕๐๐ คน ยานพาหนะได้ ๔๐ คันความยาวเรือ ๘๖ เมตร ความเร็ว ๔๐ น๊อต วิ่งได้ ๑๒๐๐ ไมล์ เครื่องยนต์เจ็ต ๔ เครื่องยนต์ ลูกเรือ ๒๐ คน ในการปฏิบัติการที่ติมอร์หรือดิลีเอกซ์เพลส ได้บริการ ผู้โดยสารมาแล้ว ๔,๖๖๙ คน บรรทุกยานพาหนะไปมาจำนวน ๓๗๑ คันและบรรทุกสิ่งของมาแล้วถึง ๒,๑๘๖ ตัน การเดินทางจากดิลีไปดาร์วินใช้เวลา เดินทางประมาณ ๑๒ ชั่วโมง โดยใช้เส้นทางเดินเรือเรียบเกาะติมอร์ลงไปทางตะวันออกจนสุดเกาะแล้วหักลงใต้ไปเรื่อยๆ เมื่อสุดเกาะติมอร์แล้วจะ เห็นแต่น้ำทะเลกับท้องฟ้าไปตลอดจนถึงท่าเทียบเรือที่ดาร์วิน
     ถึงดาร์วินเมื่อเวลา ๐๙๓๐ ของวันที่ ๑๑ ม.ค.๔๓ นั่งรอเชคเอ้าท์ลงจากเรืออีกประมาณ ๒ ชั่วโมง เศษจึงลงจากเรือได้ มีรถบัสคันใหญ่มารอรับพวกเราไปที่เรือหลวงสุรินทร์ แต่กว่าจะได้ลงไปพักที่เรือหลวงสุรินทร์ได้ก็ต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมือง ก่อนซึ่งการตรวจคน เข้าเมืองที่นี่แสนจะโหดสุดๆ พวกเรา ๖๐ คนเสียเวลาไปอีก ๔ ชั่วโมงเศษ "อะไรกัน ทำไมมันจึงเป็นเช่นนี้" ซึ่งผมเคยเล่าให้ท่านผู้ อ่านฟังในตอนก่อนว่า ออสเตรเลียนั้นเข้มงวดกวดขันมาก การตรวจคนเข้าเมืองของเขา ทีมตรวจโรคพืชและแมลงจะตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วย การรื้อของทุกชนิดออกจากกระเป๋าหรือเป้สนามหรือที่ใส่ของอย่างอื่นทั้งหมด โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางไปจากติมอร์จะตรวจเป็นพิเศษไม่เว้นแม้ทหารของตนเอง รองเท้าและสิ่งของอื่นที่ไม่สะอาด หรือมีเศษดิน เศษหินหรือเศษใบไม้ติดมา จะถูกไล่ให้นำไปล้างใหม่โดยเขาเตรียมน้ำและแปลงไว้ให้ พวกเราขนสิ่งของไปเข้าแถวรอตรวจ
     ระหว่างนั้นเลยเวลาเที่ยงไปนานแล้ว ทนหิวข้าวไม่ไหวก็เลยขอตัวลงไปรับประทานข้าวที่เรือหลวง สุรินทร์ก่อน เขาอนุญาตแต่จะต้องวางสิ่งของทั้งหมดเอาไว้ที่ด่านตรวจ ไม่เว้นแม้แต่กล้องถ่ายรูปที่ผมนำติดตัวไป ผมตรวจสอบเวลาดู นับตั้งแต่นั่ง รถยนต์ไปลงเรือที่ดิลีจนกระทั่งถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองใช้เวลาเกือบสองวัน ยังครับ ยังไม่เห็นดาร์วินหรอกครับ เพราะต้องไปรับฟังระเบียบ ข้อ ห้าม ข้อบังคับ ข้ออะไรต่ออะไรอีกหลายสิบข้อก่อน ถึงจะเดินเที่ยวเมืองดาร์วินได้ ผมคิดในใจ ก็ดีไปอย่างผู้บังคับบัญชาของเรารวมทั้งผู้ควบคุม คณะ ท่านเป็นห่วงเป็นใยพวกเรามาก ท่านจึงฝากทุกข้อไว้ให้พวกเรา (ฟังแล้วแทบไม่อยากออกไปเดินในเมืองดาร์วินเลย)
     ดาร์วิน ก็เหมือนเมืองชายแดนทางทะเลทั่วไป ตั้งอยู่ริมทะเลตอนเหนือสุด เป็นเมืองเอกของรัฐนอร์ท เทิร์นเทอริทอรีซึ่งรัฐนี้เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐอื่นๆ ในออสเตรเลียแล้ว เป็นรัฐที่มีประชากรน้อยที่สุด ประมาณ ๗๗,๐๐๐ คน โดยเฉพาะพวกอะบอริจิ นิสมีจำนวนถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ว่างเปล่า มีทะเลทรายและหินสีแดง ในตัวเมืองดาร์วินซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบริเวณท่าเทียบเรือเป็นตลาดที่ไม่ใหญ่โตอะไรมากนัก ในย่านสมิทสตรีทมอลล์จะมีร้านค้านานาชนิดรวมทั้งร้านค้าปลอดภาษี(Duty Free)ตั้งอยู่ ที่นี่ จะมีร้านอาหารไทยอยู่ด้วยคือร้านบางกอก ดีไลท์ ส่วนใหญ่ร้านค้าแถวนี้เป็นร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว ส่วนในเขตรอบนอกที่รถประจำทางวิ่งถึงจะมีชอปปิ้งเซ็นเตอร์ที่น่าสนใจแห่งหนึ่งคือ คาร์ชัวรินาชอปปิ้งสแควร์ โดยที่นั่นจะมีห้างย่อยๆ เข้าไปตั้งอยู่หลายห้างเช่น บิ๊กดับเบิ้ลยู,เคมาร์ท,วูลเวิร์ท,โคเลส,เบสแอนด์เลส เป็นต้น นอกจากนี้แล้วยังมีบ่อนหรือสถานกาสิโนอยู่อีกหนึ่งแห่งเอาไว้ดูดเงินนักท่องเที่ยวรวมทั้งชาวออสซี่เองด้วย ผมไปดูมาแล้วครับ มีไพ่ รูเลตและตู้สลอตเป็นหลัก ซึ่งก็มีข่าวลือกันว่ากำลังพลอินเตอร์เฟตจากประเทศไทยของเราหลงเสน่ห์กาสิโนที่นี่ หมดตูดไปหลายพันเหรียญแล้ว(จริง ไม่จริงอยู่ที่เจ้ากรมข่าวลือนะครับ) อย่างอื่นไม่มีอะไรน่าสนใจมากนัก
     ผมบอกกับท่านผู้อ่านไว้ว่า จะเฉลยเรื่องเหตุผลที่ทหารไทยทำไมชอบซื้อโทรศัพท์มือถือของออสซี่มาก เรื่องมันมีอยู่ว่า ตั้งแต่เดินทางจากประเทศไทยมาจนถึงวันนี้ก็ประมาณ ๔ เดือนเศษ ก่อนออกเดินทางมา ผู้บังคับบัญชาก็ให้ความหวังไว้ว่า เรื่องการ ติดต่อกับครอบครัวหรือผู้ที่อยู่แนวหลังจะไม่มีปัญหาโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะข่าวทหารบกที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี่ก็ได้ประชาสัมพันธ์ถึงเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่เอาเข้าจริงๆ กลับบ่มีไก๊ จนทุกคนรวมทั้งผู้บังคับบัญชาคนที่ให้ความหวัง พูดกันเป็นเสียงเดียวว่า "ไปรษณีย์สนามของเราล้มเหลว" พวกเราจึง ต้องหาทางติดต่อกับทางบ้านกันเอาเอง ดีที่ยังมีช่องทางอื่นอีกสองช่องทางคือ ทางอินเตอร์เนตโดยการส่งจดหมายไปทางอี-เมล์ซึ่งเรามีคอมพิว เตอร์ไปใช้อย่างจำกัดและใช้ได้นอกเวลาราชการเท่านั้น จึงต้องแย่งกันยังกับจะเล่นเก้าอี้ดนตรี ระบบอินเตอร์เนตครั้งแรกได้รับการสนับสนุนการต่อ อินเตอร์เนตจากหมวดสื่อสารของทหารสหรัฐอเมริกาที่เข้าร่วมในอินเตอร์เฟต เมื่อสหรัฐถอนกำลัง เราได้รับการสนับสนุนจากออสเตรเลียซึ่งก็ใช้อยู่ จนถึงปัจจุบัน โดยที่ยังไม่รู้ว่าเมื่อเปลี่ยนเป็นกองกำลังของสหประชาชาติในเดือนกุมภาพันธ์แล้ว ออสเตรเลียจะถอนอินเตอร์เนตออกไปด้วยหรือไม่ อีกทางหนึ่งคือซื้อโทรศัพท์มือถือมาใช้ ซึ่งธุรกิจมือถือเป็นของบริษัทในออสเตรเลียเข้าไปดำเนินการในติมอร์ ระบบมือถือของออสเตรเลียเป็นระบบ ที่เสียเงินซื้อมือถือหรือใช้มือถือถูกกว่าประเทศไทย จะเรียกว่าถูกกว่าหลายเท่าก็ย่อมได้ ที่นั่นมือถือเครื่องหนึ่งต่ำสุดแค่ ๒,๔๐๐ บาท(๙๙ เหรียญออส เตรเลีย) แถมการ์ดสำหรับใช้โทรอีกหนึ่งใบ(ราคา ๒๕ เหรียญ) เมื่อหมดการ์ดที่แถมมาให้ก็สามารถจะซื้อการ์ดใบใหม่เติมลงไปอีกได้ โดยมีการ์ดให้ เลือกสามราคาคือ ๒๕ เหรียญ ๖๐ เหรียญและ ๑๐๐ เหรียญ ไม่ต้องมีการขอหมายเลข ไม่ต้องจดทะเบียนให้ยุ่งยาก เพียงแต่ซื้อครั้งแรกแกะชิบที่เขา ให้มาพร้อมเครื่องติดตั้งเข้าไปในตัวเครื่อง แล้วใช้มือถือเครื่องที่ซื้อมาโทรแจ้งให้บริษัททราบตามข้อมูลที่บริษัทให้มาก็เป็นอันว่าใช้ได้ ทหารไทยใน ติมอร์ฯ เกือบทุกคนทั้ง ทหารบก เรือ อากาศและกองบัญชาการทหารสูงสุดต่างก็มีมือถือใช้ ใครไม่ใช้หรือไม่มีมือถือ นับเป็นเรื่องที่เชยเอามากๆ บาง คนไม่แต่จะซื้อใช้เองเท่านั้น ยังซื้อเพิ่มอีกสองสามเครื่องเพื่อเอาไปฝากเพื่อนในประเทศไทยด้วย ว่ากันว่าสามารถดัดแปลงใช้กับระบบในประเทศไทย ได้เป็นอย่างดีซึ่งเมื่อเสียค่าใช้จ่ายในการดัดแปลงแล้ว ก็ยังมีราคาถูกกว่าในประเทศไทยเสียอีก ในห้วงปีใหม่ที่ผ่านมาเริ่มใช้มือถือได้ที่เมืองดิลีและที่ สนามบินเมืองเบาเกา
     ปรากฏว่าที่เมืองดาร์วิน โทรศัพท์มือถือถูกทหารไทยกวาดซื้อจนเกลี้ยงตลาด นอกจากนั้นการ์ดเพิ่ม เติมก็ยังถูกกวาดซื้อจนเกลี้ยงอีกเช่นเดียวกัน ใครว่าทหารไทยจน การ์ดโทรศัพท์ใบละ ๒๕ เหรียญ(ประมาณ ๕๐๐ บาท) บางคนโทรฯ ครั้งเดียวหมด จนต้องเติมการ์ดใหม่      แฟชั่นใหม่ครับ เดี๋ยวนี้ทหารไทยพกมือถือกัน
     ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาจนถึงทหารคนสุดท้าย.

01 02 03 04 05 06 07 08 09 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40

picture   e-mail address: [email protected], baucau EAST TIMOR
Hosted by www.Geocities.ws

1