กองกำลังรักษาสันติภาพ ๙๗๒ ไทย/ติมอร์
ตอนที่ ๒๙ การเมืองภายใน เหตุแห่งความยุ่งเหยิงของการสร้างประเทศ
ตอนที่แล้วได้เกริ่นให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบว่า ในห้วงเดือนสิงหาคมที่กำลัง จะถึง UNTAET ได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อจัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศ นับจากนี้ไปก็ประมาณ ๓ เดือนเศษ ห้วงนี้การเมืองภายใน ติมอร์จึงคึกคักเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็คึกคักอยู่เพียงไม่กี่กลุ่มหรอกครับ กลุ่มที่ยืนอยู่หรือเรียกว่าเป็นฝ่ายตั้งรับอยู่นานก็คือฝ่ายของนายซานานา กุสเมา ซึ่งรวบรวมพรรคการเมืองเก่าแก่ ๕ พรรคเป็นพันธมิตร ดำเนินการจัดตั้งเป็น สภาแห่งชาติของขบวนการต่อต้านเพื่อชาวติมอร์หรือสภา CNRT และอีกกลุ่มหนึ่งที่มาแรงแซงทางโค้งสุดท้ายก็คือกลุ่ม สภาปกป้องประชาชนแห่งสาธารณะรัฐประชาธิปไตยติมอร์ตะวันออกหรือกลุ่ม CPD-RDTL ที่เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นในช่วงที่สหประชาชาติเข้าไปถ่ายโอนอำนาจ ส่วนกลุ่มมิลิเทียหรือกลุ่มที่ต้องการรวมกับอินโดนีเซียเห็นท่าจะหมดน้ำยา ไปไม่ถึงดวง ดาวแน่นอนแล้ว
ในการฟื้นฟูติมอร์ตะวันออกและเตรียมการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อให้ได้คณะผู้บริหารประเทศหรือคณะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยมาทำการปกครอง ประเทศต่อไปนั้น UNTAET ได้แต่งตั้งสมาชิกสภาที่ปรึกษาแห่งชาติติมอร์ตะวันออก หรือ National Consultative Council (NCC) ขึ้น มีจำนวน ๑๕ คนประกอบด้วยผู้แทนขององค์การสหประชาชาติ ๔ คน และผู้นำกลุ่มต่างๆ ในติมอร์ตะวันออก ๑๑ คน ดังนี้
๑.นายเซอร์จิโอ วิเอร่า เดอเมลโล หัวหน้า UNTAET หรือผู้แทนพิเศษขององค์การสหประชาชาติเป็น ประธาน
๒. นายยีน คริสเตียน แดดดี้ รอง หน.UNTAET เป็นรองประธาน
๓.นายอากีรา ทากาอาชิ รอง หน.UNTAET เป็นรองประธาน
๔.นายซิดนีย์ โจน ฝ่ายสิทธิมนุษยชน
๕.นายซานานา กุสเมา ประธานสภา CNRT
๖.นายทาอูร มาตันรวก ผบ.กองกำลังฟาลินติล
๗.นายมารี อัลคาตีรี ฝ่ายกฎหมายสภา CNRT
๘.นายอะเฟลิโน โคเฮนโฮ เลขาธิการพรรค PST
๙.นายโยเฮา การราสกาเรา เลขาธิการพรรค UDT
๑๐.นายเฟลิชิดาโด กูเทียเรส เลขาธิการสภา CNRT
๑๑.นายโยเฮา ทาวาเรส หัวหน้ากลุ่มฮาลิลินทาร์
๑๒. นายโฮเซ อันโตนิโอ คากอสตา ผู้นำศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในติมอร์ตะวันออก
๑๓.นายโยฮันนิกู เบโล หัวหน้ากลุ่มซากา
๑๔.นายคันชิโอ คาร์วาลโย หัวหน้ากลุ่ม ไอทารัก และ
๑๕.นายเยนูวีว่า มาร์ติน ไม่ทราบตำแหน่ง
ส่วนทางด้านติมอร์ฯ เองก็ได้รวบรวมกลุ่มการเมืองต่างๆ มาจัดตั้งเป็นสภาแห่งชาติเพื่อการต่อสู้ ของชาวติมอร์ฯ (Conselho Nacionalio Resistance of Timorese)หรือ(CNRT)ขึ้น โดยมีนายซานานา กุสเมา เป็นประธานสภา นายรามอส ฮอร์ตา เป็นรองประธานสภา ซึ่งสภาแห่งชาติดังกล่าวก็คือพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่มีสมาชิกพรรคมาจากกลุ่มการเมือง ๕ กลุ่มหรือ ๕ พรรคใน อดีตมารวมกัน (คือ พรรคFretilin, พรรค UDT, พรรค Kota, พรรค Apodati และพรรค Trabalhista ปัจจุบันมีการเคลื่อนไหวทางด้านการเมือง อย่างเปิดเผย มีการจัดการเลือกตั้งและวางตัวแทนลงในระบบการปกครองแทบทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับสูงจนถึงระดับหมู่บ้าน กลุ่มเฟรติลินซึ่งเป็น พันธมิตรหนึ่งในห้าพรรคการเมืองที่รวมตัวกันตั้งเป็นสภา CNRT เป็นแกนนำในการดำเนินการแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญ สมาชิกพรรค เฟรติลินจะได้ตำแหน่งเกือบทั้งหมด
การริเริ่มในการรวมตัวกันต่อสู้กับอินโดนีเซียเพื่อแยกตัวออกมาปกครองตนเองของชาวติมอร์ตะวัน ออกนั้น หลายกลุ่มได้ยอมรับนายซานานา กุสเมา ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนสัญญลักษณ์แห่งการต่อสู้ ให้เป็นผู้นำสูงสุดในการรวมกันต่อสู้ บนความพยายาม ที่หมิ่นเหม่ในการบรรลุความสำเร็จ พวกเขาได้จัดตั้งสภาแห่งชาติเพื่อการต่อสู้ของชาวติมอร์ขึ้นซึ่งภายหลังโปรตุเกสประกาศเลิกการครอบครอง ติมอร์ตั้งแต่ปี ๑๙๗๕ เดิมก็ได้มีการกำหนดหลักการขึ้นว่า " จะต้องรวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวเป็นสหภาพประชาธิปไตยเพื่อชาวติมอร์ (Union Demo cratica Timorese) หรือ UDT ขึ้นโดยมีนายซานานา กุสเมาเป็นผู้นำสูงสุด ผู้แทนของชาวติมอร์กว่า ๒๐๐ คนได้เปิดประชุมขึ้นที่เมืองเฟนิเซห่าง จากกรุงลิสบอน โปรตุเกสประมาณ ๖๐ กิโลเมตร ที่ประชุมได้เห็นพ้องต้องกัน ให้มีการร่างกฏหรือแผนในการต่อสู้เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการปก ครองตนเอง ภายหลังที่ร่างแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติขึ้น ทำให้การดำเนินการคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยเครือข่ายของ CNRT ที่มีอยู่อย่างกว้างขวาง การจัดประชุมเพื่อรับรองแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ มีขึ้นระหว่างวันที่ ๕-๙ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๒ แผนยุทธศาสตร์โดยสรุปมีรายละเอียดดังนี้
แผนการเพาะปลูกรวมทั้งการประมงและการเลี้ยงสัตว์
แผนการเศรษฐกิจรวมทั้งการคลัง สกุลเงินตรา ธุรกิจขนาดเล็กและอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การลงทุนในต่างประเทศ พลังงานและสิ่งที่เกื้อหนุนตามธรรมชาติ
แผนการศึกษารวมทั้งภาษา การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับมนุษย์ วัฒนธรรม ศิลปและการกีฬา
แผนสิ่งแวดล้อม
แผนรัฐและการปกครองรวมทั้งการร่างรัฐธรรมนูญ สังคมทั่วไปและบทบาทขององค์กรเอกชน
แผนสุขภาพรวมทั้งการสาธารณสุขทั่วไป การสาธารณสุขศาสตร์และความปลอดภัย
แผนโครงสร้าง
แผนระบบกฏหมาย
แผนการติดต่อสื่อสารรวมทั้งเทคโนโลยีในการกระจายข่าวสาร
คณะกรรมการการเมืองแห่งชาติ ประกอบด้วย
๑. Dr Jose Ramos Horta เป็นประธาน
๒. นาย Joao Carrascarao
๓. Padre Dr Francisco Femandes
๔. Dr Mari Alkatari
๕. Dr Ana Pessor
๖. Dr Alberto Araujo
๗. Sr Domingos Olivera
และมีคณะกรรมการบริหารอีก ๗ นายคือ
๑. Dr Jose Ramos Horta ประธานกรรมการ
๒. Dr Jose Luis Guterres ฝ่ายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
๓. Dr Manuel Tilman ฝ่ายบริหารจัดการและทรัพยากร
๔. Dr Roque Rodrigues ฝ่ายบริการทั่วไป
๕. Dr Emilia Pires ฝ่ายบริการภูมิภาค
๖. Dr Pascoela Barreto ฝ่ายการเงินและการแก้ปัญหา
๗. Rama Matan ฝ่ายเยาวชน
โครงสร้างของสภา CNRT แบ่งงานออกเป็น ๓ ฝ่ายหลัก คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และสำนักงานเลขาธิการ ฝ่ายนิติบัญญัติจะประกอบไปด้วยเลขาธิการพรรคการเมืองทั้ง ๕ พรรค ฝ่ายบริหาร ประกอบด้วยทำเนียบประธานสภาและรองประธาน, กรรมการฝ่ายวิจัยและแผน, กรรมการฝ่ายประสานงานภายใน, กรรมการฉุกเฉิน, กรรมการสิทธิมนุษยธรรม, กรรมการการเมืองภายในและกรรมการถ่ายโอนอำนาจ โดยเฉพาะกรรมการถ่ายโอนอำนาจจะประกอบด้วยงานหลักคือ กฎหมาย การศึกษาภายใน การคลัง เศรษฐกิจและการพัฒนา เยาวชนและการกีฬา ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ การปกครองและคมนาคม สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว สาธารณสุขและสวัสดิการสังคมและการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน นายลูโอโล เลขาธิการพรรค Fretilin ได้ประกาศนโยบายของพรรคว่า พรรคสนับสนุนการปฏิบัติงานของ INTERFET และ UNTAET ให้สามารถส่งมอบการปกครองให้ชาวติมอร์ฯ ตามขั้นตอนและสนับสนุนกองกำลังฟาลินติล เป็นกองทัพที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด เพื่อจะได้ปรับเป็นกองทัพแห่งชาติต่อไป สนับสนุนให้ใช้ภาษาเตตุน (Tetun) เป็นภาษาราชการและใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง ส่วนภาษาโปรตุเกสให้รักษาไว้เป็นความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ภาษาอินโดนีเซียให้หยุดทำการสอนจนกว่าจะผ่านขั้นตอนการถ่ายโอนอำนาจไปแล้ว การเงิน สนับสนุนให้ใช้เงินตราสกุลรูเปียส์และดอลล่าร์ออสเตรเลีย สนับสนุนให้ยึดสถานที่ราชการของอินโดนีเซียและทรัพย์สินสาธารณะเป็นของรัฐทั้งหมด
พรรค CPD-RDTL (Conselho Popular da Defesa da Republica Democratica de Timor Leste) หรือ PCD-DRET(People,s Council for Defence of the Democratic Republic of East Timor)หรือสภาของประชาชนเพื่อการต่อสู้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ตะวันออกซึ่งเขียนเป็นภาษาโปรตุกีสและภาษาอังกฤษตามลำดับ เป็นพรรคการเมืองใหม่ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นในห้วงที่สหประชาชาติเข้าไปดำเนินการจัดระเบียบใหม่ ซึ่งหลายฝ่ายได้วิเคราะห์กันว่า พรรคนี้มีความเกี่ยวข้องกับกองกำลังต่อต้านเอกราชหรือพวกมิลิเทียและได้รับการสนับสนุนจากประเทศที่สามอีกด้วย ซึ่งสมาชิกพรรคใหม่นี้ส่วนหนึ่งได้แยกตัวออกไปจากพรรคเฟรติลิน เนื่องจากมีความคิดทางการเมืองขัดแย้งกัน สภาของประชาชนเพื่อการต่อสู้ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ตะวันออก ได้จัดทำสมุดปกขาวแนวนโยบายทางการเมืองของพรรคออกแจกจ่าย แก่ผู้สนใจ โดยมีนายคริสเตียโน ดา คอสตา เป็นผู้ร่างขึ้นและได้รับการตรวจสอบจากที่ประชุมของพรรคแล้วเมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓ ซึ่งนโย บายของพรรคโดยสรุปดังนี้
๑. นำกลับคืนมาและต่อสู้เพื่อให้มีอิสระภาพและเป็นรัฐที่ปกครองตนเองของสาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์ตะวันออก
๒. อนุรักษ์และคุ้มครองความเป็นชนชาติ วัฒนธรรมและสัญญลักษณ์ซึ่งเป็นมรดกของวีรบุรุษนับร้อยนับพัน โดยจะไม่นำสิ่งเหล่านี้ไปสู่ลัทธิอาณานิคมหรืออาณาจักรในยุคหินอีกต่อไป
๓. ยอมรับการปรองดองและความสามัคคีของชาวติมอร์ตะวันออกด้วยความยินดี
๔. ความถูกต้องพื้นฐานของสิ่งใดของชาวติมอร์ตะวันออกทุกคน เป็นสิ่งที่จะต้องให้การรับรองและป้องกันไว้
๕. เห็นอกเห็นใจและส่งเสริมให้ประชาชนมีความเป็นสากลอย่างมีคุณค่า
๖. ปลูกฝังความคิดในระบอบประชาธิปไตยและสังคมพื้นฐานบนความเชื่อถือที่สืบทอดกันมาและให้ความสำคัญของวัฒนธรรมประเพณี
๗. สนับสนุนให้สังคมในติมอร์ตะวันออกมีความยุติธรรม
พรรค CPD-RDTL ทำเอกสารแสดงเจตนารมย์และนโยบายของพรรคออกแจกจ่ายประชาชน สาระ สำคัญคือ ให้ประชาชนยึดถือเอาวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน เป็นวันประกาศเอกราชหรือวันชาติของติมอร์ตะวันออก ไม่ฝักใฝ่อินโดนีเซียและโปรตุเกสซึ่ง พรรคมองว่าทั้งสองประเทศเป็นจักรวรรดิ์ที่ต่อต้านความเป็นเอกราช ในห้วงการถ่ายโอนอำนาจให้จัดตั้งรัฐบาลผสมและให้ UNTAET หรือองค์การ สหประชาชาติสนับสนุนพรรคของตนด้วย การออกกฎหมายพื้นฐานให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน UNTAET ต้องไม่กระทำการอันเป็นการแทรกแซงหรือละเมิดอธิปไตยของประเทศและอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติ ให้ยกเลิกรูปแบบการปกครองเดิม ที่เคยใช้อยู่ในสมัยจักรวรรดิ์นิยมและเห็นควรให้จัดการปกครองโดยแบ่งเป็นอำเภอ/เขตและระดับภาค ภายใต้การควบคุมดูแลของเลขาธิการองค์การ สหประ ชาชาติ กองกำลังฟาลินติลและ CPD-RDTL ถือเป็นกำลังหลักที่ต่อสู้เพื่อเอกราชติมอร์ตะวันออก เป็นสัญญลักษณ์แห่งการปลดปล่อยประ ชาชนอย่างแท้จริงและยาวนาน ไม่เห็นด้วยกับบทบาทของฟาลินติลในปัจจุบันเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการรักษาสันติภาพ ซึ่งขัดแย้งกับความต้องการ ของประชาชนและสนับสนุนการจัดตั้งกองกำลังนานาชาติเพื่อทำหน้าที่รักษาสันติภาพ สกุลเงินตรา สนับสนุนให้มีการใช้เงินสกุลรูเปียส์ของอินโดนีเซีย และสกุลเอสคูโคของโปรตุเกสตามประชามติ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๕ ภาษาขั้นต้นควรใช้ภาษาโปรตุกีสเป็นภาษาทางราชการ ส่วนภาษาเตตุนยังไม่พร้อมที่จะ นำมาใช้เป็นภาษาประจำชาติ เนื่องจากถูกกลืนทางด้านวัฒนธรรมจากโปรตุเกสและอินโดนีเซีย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สนับสนุนให้ประเทศใน กลุ่มเอเซียเข้าร่วมรักษาสันติภาพในติมอร์ ยึดถือหลักการพื้นฐานของกลุ่มประเทศเอเซียแปซิฟิคที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด รักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันและไม่ก้าวก่ายกิจการภายในของประ เทศอื่น
พรรค CPD-RDTL ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีการจัดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์กลุ่มของตน มีการเชิญธงชาติขึ้นลง โดยธงชาติ ดังกล่าวพรรคถือว่าเป็นธงชาติติมอร์ตะวันออก มีลักษณะพื้นธงเป็นสีแดง มีแถบสีเหลืองและสีดำ ภายในมีดาวสีขาว ๑ ดวง เดิมธงนี้เป็นธงประจำ พรรคเฟรติลิน ปัจจุบันทั้งสองพรรคเกิดการแย่งชิงกันจนเป็นปัญหาทะเลาะวิวาทตามมา และ CPD-RDTL ยังกล่าวถึงการปฏิบัติงานของ UN ว่า จากภาพในทางลึกที่เกี่ยวพันกับเหตุการต่างๆ เขาเชื่อว่าองค์การสหประชาชาติไม่ใช่รัฐบาลของโลก การเข้าไปบริหารการช่วยเหลือติมอร์ตะวันออก เป็นหลักสูตรที่ปราศจากสิทธิเป็นอันดับแรก ในเรื่องของความสำคัญในประวัติศาสตร์ขององค์การสหประชาชาติ แบบของชาวบอสเนียไม่อาจจะ เปรียบเทียบกับติมอร์ตะวันออกได้ เพราะมีความแตกต่างกันในสถานการณ์ ดังนั้นสำหรับชาวติมอร์ฯ สมุดปกขาวเล่มนี้มีความต้องการจะชี้ให้เห็นถึง ความรอบคอบในการบริหารตามระเบียบและขั้นตอนอย่างเป็นทางการของเจ้าหน้าที่บริหารซึ่งก่อให้เกิดความล่าช้าและสิ้นเปลืองเงิน ไม่เหมาะสมกับ ความต้องการของประชาชนชาวติมอร์ฯ
การรุกคืบหน้าของสภา CNRT มีแผนจะแบ่งเขตการปกครองในติมอร์ฯ ใหม่คือ การแบ่งเขตการ ปกครองระดับจังหวัดมีแผนจะจัดตั้งจังหวัดใหม่ดังนี้ จังหวัดทางด้านตะวันออกจะประกอบด้วย อำเภอเบาเกา อำเภอวีเคเค อำเภอเลาเทมและอำเภอ มานาตูโต จังหวัดทางตอนกลางประกอบด้วย อำเภอดิลี อำเภอโบโบนาโร อำเภอลีกีซาและอำเภอไอเลียว จังหวัดทางด้านตะวันตกประกอบด้วยอำเภอ โควาลิมา อำเภอซูไอ และอำเภอไอนาโร ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในติมอร์ตะวันตกคืออำเภออัมเบโน จะตั้งเป็นเขตการปกครองพิเศษ การปกครองระดับจังหวัด (Propensi)ระดับอำเภอ(Kobupaten)และระดับกิ่งอำเภอ (Kecamaten) หัวหน้าฝ่ายปกครองจะมาจากการแต่งตั้ง โดยสภา CNRT จะเป็นผู้แต่ง ตั้ง ส่วนระดับตำบล (Desa) และหมู่บ้าน(Kampong) หัวหน้าฝ่ายปกครองจะมาจากการเลือกตั้ง โดยดำรงตำแหน่งครั้งละ ๕ ปี แต่หากปฏิบัติงาน ไม่ได้ผลหรือขาดประสิทธิภาพ กรรมการบริหารระดับสูงและประชาชนสามารถถอนออกจากตำแหน่งได้
สถานการณ์การเมืองในติมอร์ กำลังพัฒนาไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ภายใต้การกำ กับดูแลของ UNTAET รวมทั้งการดำเนินการของสภา CNRT ที่พยายามแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการที่จะเข้าไปบริหารประเทศในอนาคต เช่น การจัดประชุมผู้นำระดับสูงในโครงการอยู่ร่วมกันระหว่าง ฝ่ายต่างๆ การจัดประชุมสมาชิกระดับนำเกี่ยวกับนโยบายระหว่างประเทศ การแต่งตั้ง ตัวแทนประสานงานในต่างประเทศ แต่งตั้งผู้นำระดับตำบลอำเภอและจังหวัด รวมทั้งการเตรียมการเลือกตั้งผู้บริหารระดับสูงในเดือนสิงหาคมที่จะ ถึง คาดว่ากลุ่มของสภา CNRT จะเป็นกลุ่มการเมืองที่สำคัญในการปกครองและพัฒนาประเทศ
แม้ว่าจะมีกลุ่มการเมืองอื่นพยายามต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจก็ตาม
แต่ก็ยังไม่มีกลุ่มการเมืองใดทาบรัศมีได้ คงต้องจับตาดูกันต่อไป.
01
02
03
04
05
06
07
08
09
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
e-mail address:
[email protected]
, baucau EAST TIMOR