กองกำลังเฉพาะกิจร่วม ๙๗๒ ไทย/ติมอร์
ตอนที่ ๓ แนะนำให้รู้จักติมอร์ตะวันออก
ผมติดท่านผู้อ่านไว้ในฉบับที่แล้ว ในเรื่องประวัติของชาวติมอร์ตะวันออก ฉบับนี้จึงเป็นเรื่องของความเป็นอยู่ของชาวติมอร์ตะวันออก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ เท่ากับ เป็นการรู้จักชีวิตจิตใจของชาวติมอร์ตะวันออก ที่เราจะต้องไปอยู่ในอาณาเขตของเขา สุภาษิตซุนวู กล่าวไว้ว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะทั้งร้อย ครั้ง" น่าจะเป็นความจริง เพราะความเป็นอยู่ของชาวติมอร์ตะวันออก จะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนทางด้านกิจการพลเรือนและปฏิบัติการจิตวิทยา เป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งจะได้พูดถึงในตอนต่อไป
ความเป็นอยู่ของชาวติมอร์ตะวันออก พ.ศ.๒๕๑๘ ประชากรบนเกาะติมอร์ทั้งเกาะมีประมาณ ๑.๘๕ ล้านคน ติมอร์ตะวันออกมีประชากรประมาณ ๖๘๐,๐๐๐ คน กลุ่มชาติพันธ์ชนเผ่าพื้นเมืองมีอยู่ ๑๒ กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีภาษาเป็นของตนเองคือ กลุ่ม ภาษาออสโตรเนเซียน(Austronesain) มี ๙ กลุ่มคือเตตุม(Tatum),แมมไบ(Mambai),โตโคเดเด(Tokodede),เคมาค(Kemak),กาโลลี(Galoli), ไอดาเต(Idate),ไวมาอา(Waima,a),นาอูเอติ(Naueti),ส่วนกลุ่มภาษาปาปวน(Paphun)มี ๓ กลุ่มคือ บูนาค(Bunak),มากาซาย(Makasae),และฟาตูลูก ุ(Fatuluku)
กลุ่มภาษาเตตุมหรือเตตุนจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างกันสองพื้นที่หลักในติมอร์ตะวันออก ภาษา เตตุนอย่างง่ายใช้พูดกันในเมืองดิลีซึ่งมีลักษณะคล้ายกับภาษาลิงกัวแฟรงกา(Linguafranca)ที่ชาวโปรตุกีสใช้ ภาษานี้แพร่กระจายไปในทุกๆ พื้นที่ ของติมอร์ฯ ประชากรใช้พูดกันประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้จะแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง แต่ประชาชนบางคนก็ฟังไม่เข้าใจ
ชาวติมอร์ฯ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวไร่ชาวนา มักจะอาศัยอยู่ในพื้นที่เป็นกลุ่มๆ ภายใต้ประเพณีของผู้เป็น เจ้า ในศตวรรษที่ผ่านมาชาวไร่ชาวนาอยู่กันอย่างกระจัดกระจายตามดงตามป่า คนพวกนี้จะปลูกพืชไว้รับประทาน เป็นส่วนน้อยที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง และมีอาชีพเป็นชาวประมง การค้า การรับซื้อสินค้าและสิ่งของบางอย่างอยู่ในมือของชาวจีน ติมอร์ฯ เต็มไปด้วยภูเขาจำนวนมาก ดังนั้นคนพื้นเมือง ชาวติมอร์ฯ จึงปลูกที่อยู่อาศัยห่างกันและอยู่ห่างไกลตัวเมือง ห่างไกลจากอิทธิพลของต่างประเทศ พวกเขาจะยุ่งอยู่แต่ในสวนหรือในไร่นาจนเป็น ลักษณะนิสัยที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนอื่น ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม การทำงานของคณะมิสชันนารีคาทอลิคชาวโปรตุเกสในศตวรรษที่ผ่านมาจนถึงปี ค.ศ. ๑๙๗๕ ทำให้ชาวพื้นเมืองนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคมากถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ผู้นำท้องถิ่นยังมีอิทธิพลต่อชาวพื้น เมืองมากและพวกเขาจะมีความจงรักภักดีและซื่อสัตย์ กลุ่มผู้มีการศึกษาหรือกลุ่มปัญญาชนมีจำนวนน้อย ตั้งแต่ปี ค.ศ.๑๙๗๕ หลังจากอินโดนีเซีย รุกรานและเข้ายึดครองประเทศ ชาวติมอร์ฯ ได้ถูกควบคุมและจำกัดจำนวนผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นเจ้าอาณานิคม ในห้วงที่อิน โดนีเซียผนวกดินแดนเข้าเป็นของตน อินโดนีเซียจะพยายามไม่ให้ชาวติมอร์ฯ พูดภาษาโปรตุกีสหรือเตตุม (Tetum) ในกรุงดิลีเด็กชาวติมอร์ฯ วิจารณ์กันว่า ภาษาอินโดนีเซียเป็นภาษาหยาบคาย (the fucking language) ซึ่งในกรุงดิลีต้องใช้ภาษาอินโดนีเซียในการสื่อสารกันรวมทั้งตอบปัญหา ต่างๆ กับเจ้าหน้าที่ชาวอินโดนีเซีย แต่ในพื้นที่ห่างไกลออกไป ชาวติมอร์ฯ ยังคงใช้ภาษาเตตุมพูดกัน แม้จะถูกสั่งห้ามพูดก็ตาม
ในสมัยที่โปรตุเกสเข้าครอบครองดินแดนติมอร์ฯ ดินแดนนี้ได้รับการพัฒนาอย่างจำกัดเนื่องจาก โปรตุเกสเป็นประเทศที่ยากจนและในปี ค.ศ.๑๙๖๑ โปรตุเกสก็ยุ่งอยู่กับการสู้รบในสงครามของอาณานิคมในอาฟริกาคือโมซัมบิคและแองโกล่า ดังนั้น จึงมีการจำกัดผลประโยชน์และทรัพยากรที่จะส่งมาให้ติมอร์ฯ ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ โปรตุเกสได้สร้างท่าเรือขึ้นใหม่ สร้างโรงพยาบาล ที่ทำการรัฐบาลและโรงเรียนในดิลีและสร้างศูนย์อนามัยทั้ง ๑๓ อำเภอและ ๕๒ กิ่งอำเภอ อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วโครงสร้าง ทางด้านสุขภาพและการศึกษาในดินแดนแห่งนี้ ยังมีการจัดการไว้อย่างจำกัด
ชาวติมอร์ฯ กลัวและเกลียดชังชาวชวาซึ่งทหารอินโดนีเซียที่เข้าไปประจำการอยู่ในติมอร์ฯ ส่วนใหญ่ จะเป็นมุสลิมที่มาจากเกาะชวา ชาวติมอร์ฯ มีความรู้สึกไม่พอใจและต่อต้านการเข้ามาปกครอง หรือครอบงำทางการเมืองของคนชวาอยู่ตลอดเวลา ใน ขณะที่ทหารอินโดนีเซียที่ถูกส่งไปรุกรานติมอร์ตะวันออกในปี พ.ศ.๒๕๑๘ นั้น บางส่วนเข้าใจว่ารัฐบาลส่งไปปราบปรามคอมมิวนิสต์ บางส่วนเข้าใจว่า รัฐบาลให้ไปทำสงครามศาสนากับกลุ่มชาวคริสต์ในติมอร์ตะวันออก การไม่สามารถจะพูดกันรู้เรื่องจึงเป็นปัญหาใหญ่ของการปฏิบัติการครั้งนั้น อินโด นีเซียเองก็ฟังและพูดภาษาเตตุมหรือภาษาโปรตุกีสไม่ได้ เช่นเดียวกันชาวติมอร์ฯ เองก็ไม่เข้าใจภาษาอินโดนีเซีย
ความเชื่อของชาวติมอร์ฯ แม้ว่าจะนับถือคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค แต่ก็ยังนับถือจิตวิญญาณหรือ สัตว์ควบคู่ไปด้วย ชาวนายังคงใช้เลือดไก่สาดลงไปบนดิน ก่อนที่จะขุดดินเพื่อทำการเกษตร ชาวติมอร์ฯ เคร่งครัดในศาสนามาก มีความกระตือลือ ล้นที่จะสร้างโบสถ์ไว้มากๆ แม้ว่าจะต้องยอมเสียเส้นทางน้ำซึ่งมีความจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตของพวกเขาอย่างมากก็ตาม อิทธิพลของศาสนาและความ สำคัญของโบสถ์ ทำให้อินโดนีเซียเชิญโปป จอนปอลที่ ๒ ไปเยือนติมอร์ฯ ใน พ.ศ.๒๕๓๒ เพื่อให้ศีลให้พร โบสถ์ในปัจจุบันมักจะถูกแย่งชิงระหว่าง ฝ่ายชาวบ้านกับฝ่ายรัฐบาล เพื่อดึงเอาไปใช้ประโยชน์กับกลุ่มของตน
ก่อนที่โปรตุเกสจะเข้าไปปกครอง ชาวพื้นเมืองติมอร์ตะวันออกจะมีกีฬาอย่างหนึ่งที่นิยมกันมาก คือ การล่าหัวมนุษย์ แต่หลังจากที่กีฬานี้หมดความนิยม กลุ่มล่าหัวมนุษย์ก็กลับไปอยู่ตามหมู่บ้านเดิมของตนซึ่งพวกล่าหัวมนุษย์นี้คือชนเผ่าเตตุ้ม (Tetum Tribe) ชนเผ่าอีกกลุ่มหนึ่งที่ชื่อว่าอะโตนี่(Atoni)เชื่อกันว่าส่วนใหญ่จะเป็นพวกชนเผ่าดั้งเดิม (Aborigins) ของเกาะติมอร์ พวกนี้ได้ถูกขับ ไล่ให้ไปอยู่ทางตะวันตก ปัจจุบันชาวอะโตนี่จึงเป็นกลุ่มชนหลักของติมอร์ตะวันตก ชนเผ่านี้ได้ถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่ม ก่อนที่ ชาวตะวันตกจะมายึดครองเกาะติมอร์เชื่อกันว่า กลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาฮินดูซึ่งมาจากพวกชวาที่เข้ามาค้าขาย กลุ่มนี้จึงยังมีความเชื่อในจิต วิญญาณและบูชาบรรพบุรุษ นอกจากนี้ยังมีชาวเบลู (Beluese) และโรอิน(Roinese) ที่อพยพเข้ามาทีหลังกลุ่มอะโตนีและผลักดันให้กลุ่มอะโตนีเข้า ไปอยู่ในพื้นที่ภูเขาด้านในของเกาะ
ชนกลุ่มต่างๆ ทุกกลุ่มบนเกาะติมอร์จะเคี้ยวใบสุริท (Surih)หรือใบพลูหลังอาหารและในพิธีการต่างๆ ผู้ใหญ่จะเคี้ยวหมากวันละ ๑๕ ลูก เด็กจะเริ่มเคี้ยวใบสุริทเมื่ออายุประมาณ ๗-๘ ปี
ก่อนที่โปรตุเกสจะเข้าครอบครองติมอร์ตะวันออก เกาะติมอร์ถูกแบ่งออกเป็นเขตต่างๆ ปกครอง ภายใต้กษัตริย์ของเขตนั้นๆ ในแต่ละเขตยังประกอบไปด้วยชนเผ่าต่างๆ หลายเผ่าพันธ์รวมกัน จากนั้นจึงแยกออกเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ชาวโปรตุเกสเข้า มาปกครองโดยส่งผู้แทนไปประจำตามเขตต่างๆลักษณะของบ้านที่อยู่อาศัย จะถูกสร้างแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่างๆ ในพื้นที่ตะวันออกบ้านจะ ปลูกอยู่บนเสาสูงๆ ทางชายฝั่งด้านเหนือจะเป็นบ้านทรงแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ในพื้นที่ที่มีภูเขาจะพบหมู่บ้านอยู่ตามยอดเขาสูง เพื่อป้องกันศัตรูเข้าไป โจมตี บ้านเรือนส่วนใหญ่จะปลูกห่างออกไปจากถนนมากและเชื่อมต่อกันด้วยทางเดินเท้าซึ่งชาวติมอร์ฯสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว
พวกชาวนาจะเลี้ยงชีพด้วยการปลูกข้าวโพดและพืชประเภทเผือก มันหรือถั่วลิสงในผืนดินที่ตกทอด กันมาจากบรรพบุรุษ มีการปลูกข้าวตามไหล่เขาและพื้นที่ราบที่เหลืออยู่ เลี้ยงควาย แพะ แกะ หมู ไก่และไก่ชน มีการถักผ้า ทำดาบ ลูกปัดแก้วและเครื่องร างที่ทำด้วยทองคำ เพื่อการแลกเปลี่ยนค้าขาย แต่ธุรกิจขายปลีกหรือพ่อค้าคนกลางจะเป็นของคนจีนที่อยู่ในเมืองและคนจีนยังขยายไปทำการปลูก กาแฟเพื่อส่งออกอีกด้วย บริษัทคนจีนที่ใหญ่ที่สุดชื่อ แสงไทยฮู (Sang Tai Hoo) เจ้าของเป็นพี่น้องชาวจีนสองคนที่ทำการติดต่อค้าขายกับสิงคโปร์ ฮ่องกง และมาเก๊า ธุรกิจของคนจีนที่อยู่ในเมืองดิลีประมาณ ๔๐๐ กิจการหรือประมาณร้อยละ ๙๕ ของธุรกิจทั้งหมดในติมอร์ตะวันออก นอกจากนี้ คนจีนยังทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางทำการซื้อขายผลิตผลการเกษตรและกาแฟอีกด้วย คนจีนจะไม่สนใจการเมือง จะสนใจอยู่แต่ธุรกิจของตน ใน มุมมองของชาวติมอร์จะมองคนจีนว่า เป็นคนต่างชาติที่สนใจเฉพาะเรื่องเงินทองเท่านั้น ไม่สนใจเรื่องอื่นๆของติมอร์ แสวงประโยชน์จากทรัพยากร ของติมอร์จนร่ำรวยและถ่ายเทความร่ำรวยไปยังสิงคโปร์และฮ่องกง ชาวติมอร์มีความรู้สึกที่ต้องการจะทำลายการเข้ามายึดธุรกิจของคนจีนค่อนข้าง สูง ด้วยเหตุนี้ทำให้กลุ่มคนจีนเป็นกลุ่มที่สนับสนุนให้โปรตุเกสยึดครองติมอร์ตะวันออกต่อไป คนจีนจะอยู่ทั่วไปตามเมืองใหญ่ของติมอร์ตะวันออก และเมืองเล็กที่สามารถเปิดร้านขายของได้
นอกจากชาวจีนแล้วก็มีชาวอาหรับอยู่ประมาณ ๕๐๐ คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ชาวติมอร์ก็ไม่ไว้วางใจ คนกลุ่มนี้เช่นกัน อาหรับส่วนใหญ่พูกภาษาบาฮาซา มาจากสุราบายา(Surabaya) และมากาสซา (Makassar) มาเปิดร้านขายของเล็กๆ อยู่ในติมอร์ ตะวันออก พวกอาหรับคือ กลุ่มชนที่สนับสนุนให้ติมอร์ตะวันออกรวมกับอินโดนีเซียเช่น นาย Mari Alkatiri หัวหน้าชุมชนชาวมุสลิมในกรุงดิลี เคยได้ รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศในสมัยที่รัฐบาลของพรรคเฟรติลินประกาศเอกราช ในเมืองที่มีชาวเมติเตอร์เรเนียนอาศัยอยู่ พวกคนงาน เสมียน ผู้จัดการ จะพักนอนกลางวันประมาณวันละ ๔ ชั่วโมง ทำให้เมืองนั้นดูเงียบผิดปกติในช่วงเวลานั้น
ในกรุงดิลี มีโบสถ์คาทอลิคที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นโบสถ์ที่โปป จอนปอล ที่ ๒ ได้มาทำพิธีมิตซาเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๒ ซึ่งวันนั้นผู้คนชาวติมอร์เดินทางออกมาจากทั่วสารทิศเพื่อเข้าร่วมพิธีส่วนใหญ่จะเดินทางด้วยเท้า กลุ่มเฟรติลินได้อ้างว่าสถานที่แห่งนี้คือจุดที่ทหารอินโดนีเซียฆ่าชาวติมอร์ตะวันออกไปนับพันคน
อาหารในเมืองดิลี จะเป็นอาหารของชาวชวาและชาวสุราเวสีเป็นส่วนใหญ่และไม่มีอาหารพื้นเมืองของ ชาวติมอร์ขาย คนที่อพยพเข้าไปอยู่ใหม่เช่นชาวชวา สุลาเวสี สุมาตราหรือคนจากหมู่เกาะอื่นรอบๆ ติมอร์ ส่วนใหญ่จะมีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ คนพื้นเมืองติมอร์จะเป็นคนเงียบไม่ชอบพูด โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า แม้ว่าจะไม่ใช่ศัตรูของพวกเขาและส่วนใหญ่จะไม่ชอบผู้อพยพเข้าไปอยู่ใหม่ การทำธุรกิจของชาวติมอร์ชอบแบบตรงไปตรงมาและไม่มีการต่อรองราคา พวกโปรตุเกสที่เข้าไปปกครองไม่สอนให้คนติมอร์อ่านหรือเขียนหนังสือ คนติมอร์ส่วนใหญ่จะถูกจ้างให้เป็นลูกจ้างพื้นเมืองหรือคนรับใช้คนโปรตุเกสหรือคนชาติอื่น
ในห้วงที่อินโดนีเซียเข้าไปปกครอง ทหารอินโดนีเซียได้ครอบครองธุรกิจส่วนใหญ่ของชาวติมอร์ ตะวันออก เช่น การส่งออกกาแฟและไม้ ทหารจะเป็นผู้ผูกขาดดำเนินการ กาแฟทั้งหมดจะต้องขายให้รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้ราคาตายตัว ผู้ปลูก กาแฟบ่นว่า กาแฟของตนได้ราคาต่ำกว่าของชาวติมอร์ตะวันตกซึ่งสิ่งนี้ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เพิ่มกระแสความไม่พอใจต่อทหารอินโดนีเซียเรื่อยมา การส่งออกกาแฟเพิ่งจะเปลี่ยนมือเป็นบริษัทของคนอินโดนีเซียเชื้อสายจีนเมื่อเร็วๆ นี้เอง
ต่อจากนี้ จะเป็นเรื่องของการจัดกำลังไปปฏิบัติภารกิจในติมอร์ตะวันออกซึ่งต้นฉบับในตอนต่อไป อาจจะล่าช้าไปบ้าง เพราะอยู่ในห้วงของการเดินทางไปติมอร์
หากมีโอกาสเตรียมต้นฉบับไว้ล่วงหน้า
ผมจะพยายามไม่ให้ขาดตอนครับ.
01
02
03
04
05
06
07
08
09
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
e-mail address:
[email protected]
, baucau EAST TIMOR