กองกำลังเฉพาะกิจร่วม ๙๗๒ ไทย/ติมอร์

ตอนที่ 14 เด็กชายน้อยกับลูกจระเข้
     การดำรงชีวิตของมนุษย์ในโลกนั้น วนเวียนอยู่ในวัฐฐจักรสี่อย่างคือ กิน ขี้ ปี้ นอนซึ่งกล่าวได้ว่ามนุษย์ทั่วโลกน่าจะไม่มีกิจกรรมอื่นที่แตกต่างไปจากนี้ เว้นเสียแต่ว่าห้วงเวลาของกิจกรรมสี่ อย่างนี้ ใครจะทำอะไรในช่วงไหนเท่านั้น โดยเฉพาะกิจกรรมประการที่สามนั้น มนุษย์กระทำเพื่อวัตถุประสงค์หลักสองประการ คือ ตอบสนองความอยากของตนเองประการหนึ่งและดำรงไว้ซึ่ง เผ่าพันธุ์ของตนให้คงอยู่ต่อไปอีกประการหนึ่ง เราจึงไม่แปลกใจเลยว่าในติมอร์นั้น ไปที่ไหนๆ ก็มีเด็กอยู่เป็นจำนวนมาก ยิ่งที่นี่ไม่มีใครรู้จักมีชัยเจ็ด สีประกายรุ้งด้วยแล้ว อัตราการเกิดจึงมีมากกว่าอัตราการตาย การปฏิบัติงานด้านกิจการพลเรือนในห้วงนี้ พวกเราได้เอาสิ่งของไปช่วยที่โรงเรียน อนุบาลและโรงเรียนประถมเป็นหลัก เมื่อคืนนี้ฝนตกลงพอประมาณ พื้นที่หลายๆ พื้นที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน แต่ไม่นานนักก็ซึมลงไปในดินจนหมด แต่ก็ ยังดีที่มีฝนตกลงมา ต้นไม้ที่มีอยู่พลอยได้รับอานิสงฆ์จากน้ำฝนไปด้วยทำให้เกิดความเขียวขจีขึ้นมาบ้าง ต้นขี้เหล็กกำลังออกดอกตูมรับความชุ่มเย็น ของน้ำฝน แต่ชาวติมอร์หรือแคบเข้าไปอีกนิดคือชาวกูลิกัยเมืองเบาเกา ไม่รู้จักรับประทานขี้เหล็ก เขาไม่รู้ว่าดอกและใบอ่อนของขี้เหล็กสามารถเอาไป ทำแกงรับประทานได้ รวมทั้งใบกระเพราซึ่งเป็นทั้งยาและช่วยชูรสอาหารได้เป็นอย่างดี ถ้าหากเขารู้คงจะช่วยให้เด็กๆ รับประทานอาหารได้มากๆ จะได้ ไม่ขาดเป็นโรคขาดอาหาร
     อากาศกำลังสบาย เช้าวันนี้แดดไม่ร้อนเพราะมีเมฆบังดวงอาทิตย์เอาไว้ ไม่แน่ว่าอีก ๒-๓ ชั่วโมงข้าง หน้านี้ ฝนจะตกลงมาอีก ทั้งครูและนักเรียนต่างก็ไม่มีเครื่องแบบทั้งคู่ ใครมีชุดอะไรใส่ไปเถอะไม่ว่ากัน โรงเรียนอบาฟาลาตั้งอยู่บนเชิงเขา หน้าโรง เรียนมีถนนผ่านไปยังหมู่บ้านกูลิกัย ที่เสาธงหน้าโรงเรียนยังไม่มีการชักธงชาติ เพราะยังไม่ได้กำหนดว่าจะใช้ธงอย่างไร ครูกำลังอธิบายให้รู้จักภาษา ไทยบางคำเช่น ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะและสอนวิธีการไหว้แบบไทยตามที่ล่ามได้แปลให้ครูฟัง เด็กๆ ซ้อมร้องเพลง Ko le le mai (รื่นเริง ยินดี) เพื่อเตรียมรับ ผบ.กกล.ทบ.และรองฯ ที่จะมาแจกของ สิ่งของที่ได้นำมาแจกให้กับเด็กนักเรียนคือ บะหมี่สำเร็จรูป นมกล่อง สมุด ปากกา ฟุตบอล วอลเล่บอล และบาสเกตบอล โดยสิ่งต่างๆ ที่เราแจกให้กับเด็กๆ ที่นี่ ได้รับการบริจาคมาจากประเทศไทย โดยท่าน ผช.เสธ.ทบ.ฝกร.ฯ พล.ท.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้รับบริจาคจากภาคเอกชนรวบรวมส่งไปให้ กกล.ทบ.ไทย/ติมอร์ ที่บาเกา ในห้วงที่อินโดนีเซียปกครองติมอร์นั้น คนติมอร์บางคนเล่าว่า ความพยายามของผู้ปกครองประเทศได้พยายามที่จะสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสิ่งสาธารณูปโภคให้ติมอร์ แต่ไม่รู้ว่าอะไรมาเป็นสิ่งบดบังการ กระทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้เสีย มันอาจจะเป็นที่อำนาจของผู้บริหารส่วนกลางก็ได้ที่ทำให้นโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัดติมอร์ตะวันออกมันเขวทางไป ถนนหนทางทุกๆ เส้นทางจะต้องตัดผ่านภูเขา เนิน พื้นที่ต่างระดับโดยตลอด เพราะทุกหนทุกแห่งในดินแดนติมอร์ตะวันออกเต็มไปด้วยภูเขา การสร้าง ถนนหนทางจึงต้องใช้ความพยายามที่สูงยิ่ง แต่หากมีการปรนนิบัติบำรุงที่ดีเช่น การตัดต้นไม้ข้างทาง ตัดหญ้า ตรวจดูร่องน้ำให้อยู่ในสภาพที่ดีเชื่อว่า ยังจะใช้ได้อีกนาน แต่ปัจจุบันขาดการดูแลรักษามันจึงทรุดโทรมไปตามสภาพ บางตอนจึงเสี่ยงต่อการเดินทางเป็นอย่างยิ่ง ในเรื่องของการปกครอง ชาวติมอร์หลายคนพูดตรงกันว่า หากจะเปรียบเทียบการปกครองระหว่างโปรตุเกสกับอินโดนีเซีย พิจารณาทางด้านการพัฒนาแล้วเขาเลือกที่จะอยู่กับ อินโดนีเซียมากกว่า แต่ทางด้านมนุษยธรรมแล้วโปรตุเกสดูจะมีมนุษยธรรมมากกว่าแต่โปรตุเกสไม่ได้ช่วยพัฒนาให้ติมอร์ฯ ดีขึ้นเลย
     มีประวัติความเป็นมาของเกาะติมอร์ที่อยากจะเหล่าสู่กันฟังเรื่องหนึ่ง อาจจะเรียกว่านิยายปรัมปราที่ คนติมอร์ถ่ายทอดให้ลูกหลานฟังต่อๆ กันมาก็ได้ เรื่องมีอยู่ว่านานมาแล้วในดินแดนของมาร์กัสซาร์ (Makassar) มีเด็กชายคนหนึ่งได้พบลูกจระเข้ บนหาดทรายที่อยู่ชายฝั่ง ซึ่งเวลานั้นเป็นช่วงฤดูแล้ง ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าส่องแสงแรงกล้ามากซึ่งทำให้หาดทรายก็ร้อนจัดเช่นเดียวกัน เมื่อ เจอ ความร้อนเช่นนี้ จรเข้น้อยตัวนี้ก็ไปไม่ไหวนอนหลับตานิ่งรอความตาย เด็กชายคนนี้มาพบเข้าก็เกิดความสงสาร ตรงเข้าไปอุ้มจรเข้ตัวนี้ไปปล่อยลงใน ทะเล
     จระเข้น้อยเมื่อลงไปอยู่ในทะเล มันก็กลับคืนสู่ความมีชีวิตมีเรี่ยวแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มันนึกถึงบุญ คุณของเด็กชายที่ได้ช่วยชีวิตมันไว้แล้วมันก็พูดกับเด็กชายว่า"เราทั้งสองมาเป็นเพื่อนรักกันดีกว่า และถ้าเพื่อนต้องการจะท่องเที่ยวไปแห่งหนใด เพื่อ นร้องเรียกว่าคร๊อกคอไดล์ คร๊อกคอไดล์ เราจะมาหาทันที แล้วเพื่อนจงขี่หลังเรา เราก็จะเดินทางไปด้วยกัน" แล้วต่างคนต่างก็แยกจากกันไป วันเวลา ได้ผ่านเลยไป เด็กชายยังจำได้ดีถึงคำที่จรเข้ได้ให้สัญญากับเขาไว้ วันหนึ่งเขาได้ไปที่ชายทะเลและได้ตะโกนเรียกเพื่อนเก่าของเขา จรเข้ดีใจมากที่เพื่อน เรียกมันรีบว่ายน้ำขึ้นมาหา แล้วมันก็บอกให้เด็กชายขึ้นขี่หลังท่องทะเลไปด้วยกัน เด็กชายดีใจมากเขาท่องไปทุกหนทุกแห่งที่เขาอยากจะไป อยู่มาวัน หนึ่งเจ้าจรเข้ได้เกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นในหัวใจ มันต้องการที่จะกินเด็กชายคนนี้เสีย แต่ก่อนที่มันจะกิน มันได้ไปถามปลาในทะเลว่า "ฉันควรจะกินเด็ก ชายคนนี้ดีหรือไม่" ปลาได้ให้คำตอบแก่มันว่า เจ้าไม่ควรจะกินเขาเพราะครั้งหนึ่งที่ผ่านมาเขาได้ช่วยชีวิตเจ้าให้พ้นจากความตาย จรเข้มันยังไม่แน่ใจว่า จะทำอย่างไรดี มันจึงไปถามสรรพสัตว์ที่อยู่ในโลกอีกซึ่งมันก็ได้รับคำตอบเช่นเดียวกับที่ปลาตอบมัน ท้ายที่สุดจรเข้มองไปเห็นลิงที่อยู่บนต้นไม้ เจ้า ลิงเมื่อเห็นจรเข้มันก็กระโดดไปมาจากกิ่งนี้ไปยังกิ่งโน้น แล้วมันก็ถามความคิดเห็นจากเจ้าลิงบนต้นไม้อีกซึ่งมันก็ได้รับคำตอบว่า" เจ้าไม่ละอายใจ หรอกหรือถ้าหากเด็กคนนี้ไม่ช่วยชีวิตเจ้าไว้ เจ้าก็จะต้องตายอยู่บนหาดทรายนั่นเอง เจ้าน่าจะนึกถึงบุญคุณของเด็กคนนี้บ้างซิ เจ้าช่างเป็นจรเข้ที่เลว มาก" จรเข้รู้สึกละอายใจกับความคิดอันชั่วร้ายของมัน จนไม่คิดที่จะกินเพื่อนของมันอีกต่อไปและให้เพื่อนขี่หลังใหม่ วันเวลาผ่านไปทั้งจรเข้และเด็ก น้อยต่างก็โตขึ้นเรื่อยๆ ในไม่ช้าความแก่ชราก็ได้เข้ามาเยือน วันหนึ่งเจ้าจรเข้มันรู้ตัวว่ากำลังจะสิ้นชีวิตมันได้พูดกับเพื่อนของมันว่า "เพื่อนรักถึงเวลา แล้วที่เราจะต้องจากกัน เราอยากทดแทนบุญคุณของเจ้า เราจะทำผืนน้ำแห่งนี้ให้เป็นแผ่นดินเพื่อให้เพื่อนและลูกหลานของเพื่อนมีแผ่นดินอยู่ เรามี ความปรารถนาที่จะตอบแทนความดีของเพื่อน "
     ในที่สุด เจ้าจรเข้ได้ว่ายน้ำจากไปยังพื้นที่ทางทิศตะวันออกและมันก็จบชีวิตลง อย่างไม่คาดฝันร่าง ของมันได้กลายมาเป็นแผ่นดินติมอร์อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ชื่อติมอร์มีความหมายว่า"ตะวันออก" คูปัง(เมืองเอกของจังหวัดนูซ่า เต็งการาตะวันออก) เปรียบเสมือนส่วนหัวของจระเข้และเมืองเลาเท็มเป็นส่วนหาง ประชาชนชาวติมอร์ที่อยู่ในปัจจุบันเป็นลูกหลานของเด็กชายคนนั้น ชาวติมอร์ทุกคนรัก แผ่นดินของเขามากเช่นเดียวกับที่เด็กชายซึ่งเป็นบรรพบุรุษของเขารักจรเข้ ชาวติมอร์ทุกคนจะยิ้มแย้มแจ่มใสอารมณ์ดีและยินดีต้อนรับคนแปลกหน้า พวกเขาจะดีใจมากที่มีคนเข้ามาช่วยเหลือ เขาจะตอบแทนบุญคุณทุกคนเช่นเดียวกับการกระทำของเด็กชาย ทุกวันนี้ชาวติมอร์ฯ ยังคงนับถือจระเข้ว่า เป็นเสมือนปู่ย่าตายายของเขา เมื่อพวกเขาข้ามแม่น้ำพวกเขาจะร้องบอกเจ้าจรเข้เสมอๆ ว่า "คร๊อกคอไดล์ คร๊อกคอไดล์ ฉันเป็นลูกหลานท่าน อย่ากิน ฉันนะ" ท่านผู้อ่านฟังหูไว้หูนะครับ อย่าเชื่อที่ผมเล่ามาทั้งหมด
     สุภาษิตไทยบอกไว้ว่า "หนีเสือปะจระเข้" มันก็คือกันนั่นแหละ
     มีแต่ตายลูกเดียว

01 02 03 04 05 06 07 08 09 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40

picture   e-mail address: [email protected], baucau EAST TIMOR
Hosted by www.Geocities.ws

1