กองกำลังเฉพาะกิจร่วม ๙๗๒ ไทย/ติมอร์
ตอนที่ 11 เส้นทางสุดโหดระหว่างเมืองดิลีกับเบาเกา
Dili 0800 วันที่ ๔ พ.ย.ขบวนรถยนต์บรรทุกยุทโธปกรณ์ของ กกล.ทบ.ไทย /ติมอร์ วิ่งออกจาก บก.กกล.ฉก.๙๗๒ ไปเติมน้ำมันที่ในสนามบินโคโมโร แล้วกลับไปตั้งขบวนที่ข้างกองบัญชาการ เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปบาเกา เนื่องจากเรือ MV ที่รับจ้างขนยุทโธปกรณ์ไม่ยอมเดินทางต่อไปที่ท่าเรือคอม อ.เลา เทมซึ่งอยู่ห่างจากดิลีไปทางตะวันออกประมาณ ๒๑๒ กม.โดย อ้างว่าสหรัฐฯ ว่าจ้างเขามาแค่ดิลีเท่านั้น หากเดินทางต่อไป มีปัญหาเกิดขึ้น ประกันภัยที่เขาทำไว้จะไม่ยอมรับผิดชอบ เราจึงต้องส่งพลขับไปรับ ยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่ท่าเรือเมืองดิลี
ต่อไปนี้เป็นบันทึกการเดินทางจากเมืองดิลีไปยังเมืองบาเกา ระยะทางประมาณ ๑๒๙ ก.ม.เป็นถนน ราดยางที่ยังไม่อยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่ไกลแต่สุดโหดเพราะเป็นทางขึ้นเขา ข้ามห้วย ตลอดเส้นทางแถมยังเป็นทางหักข้อศอกบนยอดเขาอีกต่างหาก โดยเฉพาะ ถนนในติมอร์ตะวันออกทั้งหมดไม่ได้มาตรฐาน มีความกว้างของถนนเพียง ๔ เมตร ทำให้รถยนต์ที่วิ่งสวนทางมาเลี่ยงกันลำบาก การใช้ ถนนเส้นนี้จึงอยู่ในอัตราเสี่ยงที่สูงมาก ๐๙๓๐ เดินทางไปได้ กม.เศษ ก็ขึ้นเขาสูงชัน ลงเขา เลาะริมฝั่งทะเล หมู่บ้าน เลาะชายเขา เลาะริมฝั่งทะเล วันนี้ ท้องฟ้าเป็นสีครามสดใส น้ำทะเลสีน้ำเงินเข้ม ใกล้ๆ ชายฝั่งมองเห็นปะการังที่พื้น ชายหาดมีขนาดเล็กแต่อากาศร้อน ถนนช่วงนี้เลาะริมทะเลไปตลอด ชายทะเลมีป่าไม้บ้างประปราย กม.ที่ ๒๑ ผ่านหมู่บ้านประปราย เห็นซากปรักหักพังของที่ตั้งหน่วยทหารของอินโดนีเซีย ต้นไม้มีกล้วย ก้ามปู ต้นตาล ขี้เหล็ก มะพร้าว ภูเขาแทบทุกลูกหัวโล้นหมดแต่ไม่ใช่โล้นเพราะการตัดฟัน มันเป็นไปตามธรรมชาติของที่นี่ อากาศแห้งแล้ง หินบนภูเขาเป็นหินภูเขาไฟ แข็ง เปาะ มีดินน้อย ต้นไม้ก็เลยไม่อยากจะขึ้น กม.ที่ ๓๓ ทางราบ มีบ้านเป็นระยะ กม.ที่ ๓๔ มีต้นตาลหนาแน่นมาก ติดชายทะเล ก้านตาลมีประโยชน์ สำหรับที่นี่มาก นอกจากจะใช้ขัดเป็นรั้วบ้านแล้ว ยังสามารถผ่าออกเป็นสองส่วนเอาไปทำฝาบ้านได้อีกและฝาบ้านประเภทนี้มีเป็นจำนวนมากเสียด้วย กม.ที่ ๓๘ ถนนเรียบริมทะเลมีหาดทรายยาวประมาณ 300 เมตร แต่มีหินอยู่ในน้ำไม่เหมาะกับการลงเล่น บนภูเขาเห็นแต่หินและดินแดงๆ กม.ที่ ๔๐ รั้วก้านตาลหนาแน่นขึ้น มีเรือหาปลาเล็กๆ สองลำ ของชาวบ้านห่างไปประมาณ 500 เมตร ถนนเป็นหลุม บ่อประมาณ 100 เมตร เข้าเขตเมือง Manatuto เส้นทางขึ้นเขาและเลาะริมทะเล กม.ที่ ๔๓ เริ่มเลาะหน้าผาสูงขึ้นอีก มองลงไปเห็นน้ำทะเลสดใสจนถึงพื้น ช่วงนี้ทางจะเลาะชายฝั่งทะเล ตลอด แต่รถยนต์วิ่งอยู่บนหน้าผา กม.ที่ ๔๘ มีบ้านคนอยู่ตามเชิงเขาสูง เห็นจานดาวเทียมและเสาส่งสัญญาณแต่เหลือแต่ซาก จากป้ายเก่าๆที่เห็นน่า จะเป็นสถานีถ่ายทอดสัญญาณดาวเทียมของอินโดนีเซีย ทว่ามีร่องรอยถูกรื้ออุปกรณ์ออกไป ทหารออสซี่คอยดูแลเส้นทางให้เราตลอดขบวน เด็กโบก มือให้ตลอดทาง เริ่มขึ้นภูเขาสูงอีกครั้ง เร่งเครื่องยนต์เต็มที่ สูงขึ้น สูงขึ้น ไปทีละเมตรทีละเมตร ยังไม่ถึงจุดสูงสุดมาตรวัดความร้อนของเครื่อง ยนต์ชี้ว่าความร้อนขึ้นสูง พลขับยังขับรถไปเรื่อยๆ ช่วยพลขับลุ้นมาตลอดทาง ยังยังสูงชันไปอีกประมาณ 2 กม.เศษ
กม.ที่ ๕๐ ยังวิ่งอยู่บนไหล่เขา ถนนตัดตรงผ่านช่องเขา กม.ที่ ๕๒ ทางเริ่มลงเขา มีหมู่บ้านเล็กๆ ผ่านสะพานแรก เด็กๆ ที่นี่ดำสุดๆ ไม่สวมเสื้อ แถมไม่อาบน้ำอีกต่างหาก กม.ที่ ๕๓ เส้นทางอยู่ระหว่างเขา แต่ปลายทางโผล่ออกทะเล ทางลงเขาหักข้อ ศอก ลัดเลาะไปตามเชิงเขาที่สูงขึ้น กม.ที่ ๕๕ เวลา ๑๑๐๐ รถบรรทุกของชาวบ้าน ๓ คันสวนทางมาติดอยู่ที่รถทหารออสซี่ซึ่งคุ้มกันดูแลขบวนรถเรา อีกห้วงหนึ่ง เส้นทางช่วงนี้สวยงามมาก รถวิ่งเลาะเรียบชายทะเล เห็นภูเขาอยู่ข้างหน้า ลมพัดเย็น แต่อากาศร้อนมากๆ ท้องทะเลเป็นอ่าวเช่นเดียวกับ สงขลาบ้านเรา มีเรือหาปลา ๒-๓ ลำบริเวณชายฝั่ง จอดรถพักหลบข้างทางให้รถยนต์อื่นไปก่อนซึ่งก็มีแต่รถของ UNAMET ๓-๔ คันแล่นผ่านไป ขบวนของเราวิ่งต่อไปผ่านหมู่บ้านประมาณ ๕๐ หลังคาเรือนมีถนนแยกเข้าไปในภูเขา บ้านหลายหลังถูกเผา หลายหลังเป็นกระท่อมเล็กๆ มุงด้วยผ้า ยางเรียงกันเป็นระเบียบคล้ายเป็นบ้านสาธิตอะไรอย่างหนึ่ง ผ่านสะพานแห่งที่สองยาว ๓๐๐ เมตร พื้นดินใต้สะพานเป็นร่องน้ำกว้าง มีน้ำไหลจากภูเขา ลงสู่ทะเลแต่มีน้ำไม่มากนักสีแดงขุ่นครัก อำเภอManatuto อยู่ติดชายทะเล ทหารพิลิบปินส์ประจำอยู่ที่นี่ อาคารสถานที่ราชการถูกเผา ผู้คนนำของมา ขายริมทาง หมู่บ้านประมาณ ๓๐๐ หลังคาเรือนแต่ถูกเผาหมด กม.ที่ ๖๕ วิ่งเรื่อยมา มีบ้านเพิ่มขึ้นอาจมีมากกว่า ๓๐๐ หลังคาเรือน ขบวนของเราหลง เข้าไปในหมู่บ้านต้องปรับขบวนกันใหม่ ออกเดินทางพบสุสานคาทอลิคท้ายหมู่บ้าน หน้าสุสานมีที่ว่าการอำเภอ แต่ถูกเผาเรียบร้อย กม.ที่ ๖๖ ขึ้นเขาอีก แล้วแต่ไม่สูงมาก ทางคดเป็นงูเลื้อย กม.ที่ ๗๐ ลงเขา กม.ที่ ๗๒ วิ่งบนที่ราบและหุบเขาพบควาย 3 ตัวและเล็มหญ้าไม่เห็นเจ้าของ รถยนต์ประจำทาง (รถตู้)สวนทางไปเมืองดิลี ผู้โดยสารแน่นจนต้องขึ้นไปนั่งบนหลังคา กม.ที่ ๗๗ ยังอยู่กลางหุบเขา เห็นควายมากขึ้น
กม.ที่ ๘๐ ทางขึ้นเขาอีกแล้วแต่ไม่โหดเหมือนออกจากเมืองดิลี กม.ที่ ๘๒ สถานีทวนสัญญาณ (Remote Area Lalecia) อยู่บนไหล่เขา ข้างล่างมีหมู่บ้านถูกเผา ซ้ายมือเป็นหมู่บ้าน Laleia ที่ กม.ที่ ๘๔ ประมาณ 100 ครัวเรือน มีโบสถ์รูปร่าง คล้ายปราสาท มีต้นมะพร้าวจำนวนมากแต่ไม่ค่อยจะมีผล ข้ามสะพานแห่งที่สี่ยาวประมาณ ๔๐๐ เมตร ใต้สะพานเป็นลำน้ำไหลลงสู่ทะเล แต่ไม่มีน้ำไหล ผ่าน กม.ที่ ๘๕ หมู่บ้านคล้ายบ้านอพยพ ปลูกเป็นระเบียบเรียบร้อยหลังเล็กๆ ชั้นเดียว มีที่ฝังศพปักไม้กางเขนริมทางเหมือนสุสาน ที่ราบลุ่มมีไม้สน ใบคู่กลุ่มใหญ่ หมู่บ้านข้างทาง 50 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่มุงด้วยใบตาล เป็นที่น่าสังเกตุว่าเขาใช้ใบตาลขนาดเล็กแบ่งครึ่งตากแห้งแล้วถึงจะนำไปมุง หลังคา กม.ที่ ๘๙ พื้นที่หน้าเขาเป็นที่ราบไปจนจดชายทะเลยาวประมาณ ๒-๓ กม. สะพานแห่งที่ห้ายาวประมาณ 400 เมตร มีน้ำไหลผ่านเล็กน้อยน้ำขุ่น ข้นเป็นโคลน หมู่บ้านเชิงสะพานประมาณ ๒๐๐ ครัวเรือนถูกเผาประปราย เฉพาะสถานที่ราชการ บริเวณที่ราบติดชายทะเลมีร่องรอยของการทำนา เลี้ยงแพะ เลี้ยงแกะผสมกัน ริมทะเลมีป่ามะพร้าว รอบ ๆ เชิงเขาเป็นหมู่บ้านมุงด้วยใบตาล ถนนเลียบชายทะเล กม.ที่ ๙๔ BCA28(อีก ๒๘ กม.ถึง บาเกา) บ้านเล็กๆ ที่ปลูกอยู่ริมทางจะมุงด้วยใบตาล สะพานแห่งที่หกยาว ๓๐๐ เมตรไม่มีน้ำ มีหลักฐานว่าสะพานทั้งหมดสร้างโดยรัฐบาลอินโดนีเซีย ท่าเรือคาราเบล่า สภาพทั่วไปบอกว่าเป็นท่าเรือที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ สองฝั่งถนนมีต้นไม้ขึ้นร่มเย็น ใกล้บาเกาเข้าไปแล้ว วิ่งขึ้นภูเขาอีก
กม.ที่ ๑๐๒ บอกว่าเหลืออีก ๒๐ กม.จะถึงบาเกา รถยนต์วิ่งบนไหล่เขา สะพานแห่งที่เจ็ดข้ามลำห้วย ลงสะพานแล้วเริ่มเป็นทางลงเขา ขึ้นเขา สะพานแห่งที่แปดยาว ๑๐ เมตรเป็นสะพานข้ามห้วย ขึ้นเขา ขึ้นเขา ทางหักศอกสองข้างทางเป็นป่าสาบเสือ ลงเขา มีหมู่บ้านเล็กๆ หลังคาใบตาล เห็นต้นสักขึ้นนิดหน่อยสงสัยเป็นป่าสงวน ลงเขาตลอดทาง กม.ที่ ๑๐๖ บาเกา ๑๖ กม.ยังอยู่บนยอดเขาแต่เส้น ทางติดทะเล ปลูกมะพร้าวจำนวนมาก ไม่มีบ้านคน กม.ที่ ๑๐๗ บาเกา ๑๕ กม.ขึ้นเนินเขา มีบ้านสองข้างทาง ๖-๗ หลัง เด็กที่อยู่ริมทางโบกไม้โบกมือ ให้ คงจะมาเลี้ยงแพะ แกะ ม้า ตัวเล็กๆ ที่นาขั้นบันได มะพร้าวจำนวนมาก สองข้างทางมีบ้านมากขึ้นชื่อหมู่บ้านบูโคลี่ อยู่ในเขต อ.บาเกา รถยังวิ่งอยู่ บนเขา คนขับใช้เกียร์หนึ่ง คลาน เบรค คลานใหม่ เปลี่ยนเป็นเกียร์สอง ขึ้นเนิน เหยียบใหม่ บนยอดเนิน รถบรรทุกของ WFP ๒ คันสวนทางมา ต้อง ค่อยๆ เลี่ยงทางกันบนเนิน หลีกรถเสียที่จอดอยู่ข้างทาง กม.ที่ ๑๑๑ บาเกา ๑๑ กม.ป่ากล้วยบนเนินเขา โรงเรียน ลงเนิน ที่ราบ มีลมพัด ชายทะเล อีก ๙ กม.ถึงบาเกา อีก ๘ กม.ถึงบาเกา มองเห็นสนามบินบาเกาทางขวามือแล้ว อีก ๗ กม.ถึงเมืองบาเกาและเดินทางมาห่างจากเมืองดิลีมาแล้ว ๑๑๖ กม.ถึงหัวสนามบิน เข้า กลล.ทบ.ไทย/ติมอร์ เวลา ๑๓๓๐
เฮ้อ โล่งอกไปที ผมอยากเรียนท่านผู้อ่านว่า เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นภูมิทัศน์สองข้างทางจากเมืองดิลี จนถึงเมืองบาเกา นอกจากจะบันทึกภาพนิ่งสถานที่ที่น่าสนใจแล้ว ผมยังจดบันทึกสิ่งที่ได้เห็นมาตลอดสองข้างทางที่ค่อนข้างละเอียด ดังที่ท่านได้อ่าน มาตั้งแต่ต้น แต่เชื่อไหมว่า ระหว่างที่นั่งรถยนต์ ๒ ๑/๒ ตันที่เรียกว่ารถยี่เอ็มซีมากับพลขับนั้น ผมนั่งหายใจไม่ทั่วท้องมาตลอดเวลา เพราะอะไรหรือ ก็เพราะว่าระหว่างที่นั่งรถจากบาเกาไปดิลีได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นเล็กน้อยก่อนจะถึงดิลีเพียง ๑ กม.เศษ ขากลับจึงเกิดอาการขยาด โดยไม่นึกว่าถนนหน ทางในติมอร์จะโหดถึงปานนี้
แล้วจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังว่าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น
01
02
03
04
05
06
07
08
09
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
e-mail address:
[email protected]
, baucau EAST TIMOR