|
โสม
โสมเป็นรากของพืชทำให้แห้งอยู่ในตระกูล Araliaceae
แบ่งคร่าวๆว่าเป็นโสมที่มีแหล่งกำเนิดจากเอเซียเรียก Asian ginseng (
Panax ginseng C.A., Meyer)ได้โสมจากประเทศ จีน เกาหลี
โสมจากประเทศอเมริกา American ginseng ( Panax quinquefolius L. )
ให้ผลการรักษาน้อยกว่าจากเอเซีย อีกชนิดหนึ่งคือ Siberian ginseng
ส่วนประกอบจะไม่เหมือนสองชนิดแรก
โสมเป็นสมุนไพรซึ่งนิยมใช้ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันโดยประเทศทางตะวันออกเชื่อว่าเป็นยาครอบจักรวาลช่วยเพิ่มพลัง
โสมนี้ยังมีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น โสมจัน โสมญี่ปุ่น โสมเกาหลี
โสมอเมริกา ผักกะโสม โสมไทย โสมดอกแดง และโสมที่นิยมใช้กันมาพันปี คือ
โสมเกาหลี หรือโสมอเมริกา ซึ่งเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยาอย่างแท้จริง
การเก็บโสม
การเก็บโสม ส่วนที่เก็บคือราก การเก็บรากโสมต้องทำให้แห้งโดยเร็ว
เพื่อป้องกันมิให้ enzyme ในรากออกมาทำลาย saponin
ในประเทศเกาหลีจะมีการคัดโสมคุณภาพดีจำนวนหนึ่งอบไอน้ำเพื่อฆ่า enzyme
ให้หมดก่อนอบแห้ง เรียกโสมที่ผ่านกรรมวิธีนี้ว่า โสมแดง
จัดเป็นโสมที่มีคุณภาพสูงสุด ราคาสูง ส่วนโสมที่นำไปตากแดด
หรือทำให้แห้งโดยวิธีอื่น เรียกว่า โสมขาว คุณภาพและราคาต่ำกว่าชนิดแรก
ปัจจุบันโสมเป็นสมุนไพรที่รู้จักกันดีทั่วโลก ในลักษณะอาหารเสริมสุขภาพ
แต่เนื่องจากราคาค่อนข้างแพง จึงทำให้ผู้ใช้เกิดความสนใจว่า
โสมมีคุณภาพมากมาย จริงหรือไม่?
1.ช่วยเพิ่มพลัง คุณสมบัติต่อต้านความเมื่อยล้าของโสม
ทำให้ร่างกายมีการปลดปล่อยพลังงานมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพขณะทำงานหรือออกกำลังกาย
โสมช่วยให้ผนังเซลล์ดูดซึมออกซิเจนเพิ่มขึ้น
มีผลทำให้ขบวนการเผาผลาญภายในร่างกายเพิ่มมากขึ้น
ร่างกายจึงปลดปล่อยพลังงานได้มากขึ้นร่างกายจึงเหน็ดเหนื่อยช้า
มีความทนต่อการทำงานหนักมากยิ่งขึ้น
2.ใช้ป้องกันโรคมะเร็ง
3.เสริมภูมิคุ้มกัน มีการทดลองในสัตว์พบว่าโสมสามารถเพิ่มการตอบสนองของภูมเิ่พิ่มขึ้น
50% มีปฏิกิริยาตอบสนองของเม็ดเลือดขาวต่อสารเคมีสูงขึ้น
มีอัตราการทำลายจุลินทรีย์
หรืออนุภาคแปลกปลอมต่างๆของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น
จำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้น
เป็นผลทำให้ร่างกายสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรค
ที่มีสาเหตุจากเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อไวรัส เชื้อรา และสารเคมีต่างๆ
ตลอดจนการต่อต้านโรคภูมิแพ้
หรือโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดต่างๆได้ดี
4.ช่วยคลายเครียด คุณสมบัติต่อต้านความเครียดของโสม
ช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจ ให้ทนต่อความกดดันจากภายนอก
โสมจะเป็นตัวป้องกันและต่อต้านความเครียด
โดยเร่งขบวนการเผาผลาญอาหารต่างๆ
เพื่อปลดปล่อยพลังงานออกมาต่อต้านความเครียด
5.เป็นสมุนไพรที่ชลอความแก่่ อนุมูลอิสระที่สลายตัวจากการเผาพลาญ
จะเป็นตัวทำลายเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ ให้เสื่อมสลายลง
อันเป็นสาเหตุหนึ่งของความแก่ โสมสามารถทำลายอนุมูลอิสระของออกซิเจน
ช่วยให้เนื้อเยื่อเสื่อมช้าลง
ประกอบกับคุณสมบัติเป็นตัวปรับสภาพให้ร่างกายและจิตใจ
มีความทนทานต่อความกดดัน ซึ่งช่วยลดขบวนการของความแก่
ดังนั้นโสมจึงช่วยให้ชะลอความแก่ลงได้
6.ช่วยลดน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน ในคนไข้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
โสมทำให้ต่อมในตับอ่อนหลั่งอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น
ช่วยป้องกันการเกิด อาการมึนชา ตามนิ้วมือนิ้วเท้า
และการเกิดแผลเน่าเปื่อย นอกจากนี้ ginsenoside Rb และ ginsenoside Rc
ยังออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน
จึงช่วยลดขนาดการใช้อินซูลินจากภายนอกในการรักษาคนไข้โรคเบาหวานได้
7.รักษาโรคสมรรถภาพทางเพศเสื่อม ผลต่อสมรรถภาพทางเพศ
ในสมัยโบราณเชื่อกันว่าโสมเป็นตัวกระตุ้นกำหนัดทางเพศ
แต่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่า
โสมไม่ได้ทำให้ฮอร์โมนทางเพศเปลี่ยนแปลงเลย
การที่โสมช่วยให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น เป็นผลจากคุณสมบัติ
ที่ทำให้สุขภาพจิต และสมรรถภาพทางร่างกายดีขึ้น
สารสำคัญในโสม
สารสำคัญ ที่พบในรากเป็นสาร saponin ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม
ginsenoside กลุ่ม panaxoside และกลุ่ม chikusetsusaponin
แต่ส่วนประกอบที่สำคัญ ของโสมคือ ginsenoside ซึ่งจะมีในโสมประมาณ
ร้อยละ 1 -2 โดยน้ำหนัก ขึ้นกับชนิดของโสม แหล่งที่ปลูก
รวมทั้งกระบวนการผลิต พบว่าโสมที่ขายในท้องตลาดบางชนิดแทบจะไม่มี
ginsenoside เลย
ดังนั้นเมื่อหาซื้อโสมมาบำรุงร่างกายจึงควรดูส่วนประกอบของโสม คือ
ginsenoside เป็นสำคัญ http://www.siamhealth.net/public_html/alter
/herbal/ginseng.htm
โสมไซบีเรีย (Siberian Ginseng) หรือ อีลิวเธโร
ถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนโสมจีนหรือโสมเกาหลี ซึ่งหายากและมีราคาแพงมากขึ้น
จึงเริ่มมีการนำโสมไซบีเรียไปใช้
ทดแทนโดยมีการเผยแพร่และเพาะปลูกนอกเขตไทก้า
ทั้งยังมีการส่งเสริมการเพาะปลูกในสหรัฐอเมริกา
แคนาดา และยุโรป
จากการศึกษาวิจัยด้านฤทธิ์และสรรพคุณของโสมไซบีเรียในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า
โสมกลุ่มนี้มีสรรพคุณแตกต่างจากโสมเกาหลี
เหตุนี้เองที่ทำให้ผลิตภัณฑ์โสมไซบีเรียได้รับ
ความสนใจมากขึ้นในฐานะผลิตภัณฑ์สมุนไพรชนิดใหม่
หากพิจารณาในแง่มุมทางการแพทย์แผนตะวันออกแล้ว
โสมไซบีเรียมีบันทึกอยู่ในตำราการแพทย์จีนโบราณกว่า2,000 ปีมาแล้ว
โดยเรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า ซิหวู่เจี่ย
ซึ่งมีการนำรากและลำต้นใต้ดินมาใช้ป้องกันและรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจหวัด
และไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมพละกำลังสร้างความกระปรี้กระเปร่า
คล้ายคลึงกับสรรพคุณที่พบในโสมเกาหลี
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย
การเสริมอาหารด้วยโสมไซบีเรีย
ทำให้กล้ามเนื้อสามารถใช้ออกซิเจนได้มากขึ้นซึ่งเป็นข้อมูลบ่งชี้ว่า
กล้ามเนื้อสามารถทำงานในเชิงแอโรบิกได้ยาวนานขึ้นและฟื้นตัว
จากอาการล้าได้เร็วขึ้น จากการศึกษาของ Asano และคณะ (2529)
กลุ่มนักวิจัยได้ให้อาสาสมัครชาย 6 คน
รับประทานสารละลายที่ได้จากการสกัดโสมไซบีเรียแห้งจำนวน 150 กรัม
จากนั้นทำการวัดการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อโดยใช้พารามิเตอร์ชี้วัดการทำงานของกล้ามเนื้อและการฟื้นตัวจากอาการล้า
ได้ผลว่าสารสกัดจากโสมไซบีเรียทำให้พารามิเตอร์ชี้วัดมีค่าสูงขึ้นโดยเฉลี่ย
23.3% ซึ่งข้อมูลที่ศึกษาได้นี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนว่า
เหตุใดวงการกีฬาของรัสเซียจึงนิยมใช้โสมไซบีเรียในการเสริมสร้างสมรรถนะของนักกีฬา
ผลต่อภูมิต้านทานของร่างกาย Dardymov (2509) ทำการศึกษาพบว่า
เมื่อให้อาสาสมัครจำนวน 114 คน
รับประทานของเหลวที่สกัดจากรากของโสมไซบีเรียในปริมาณ 1 มิลลิลิตร /
วัน ติดต่อกันนาน 10 วันปรากฏว่า
คนกลุ่มนี้เป็นหวัดน้อยกว่าในระยะที่ไม่ได้รับประทานสารสกัดอยู่สองเท่าตัวหมายความว่าสารสกัดจากรากโสมไซบีเรียสามารถช่วย
เพิ่มภูมิต้านทานต่อเชื้อหวัดได้ ในขณะเดียวกัน Wagner และคณะ (2537)
พบว่าสารพฤกษเคมีบางชนิดที่พบในโสมไซบีเรียช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมอะดรีนัลเมื่อร่างกายเกิดภาวะเครียด
เหตุนี้เองจึงนับว่าโสมไซบีเรียเป็นสารที่ช่วยปรับตัวของร่างกายหรือที่เรียกว่า
Adaptogen
ผลต่อการทำงานของตับ
หน้าที่หนึ่งของตับคือ การกำจัดสารพิษ
สารสกัดจากโสมไซบีเรียช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตับในการขจัดสารพิษหลายชนิด
ได้แก่ ethanol, sodium barbital, tetanus toxoid และ
พิษจากการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยยาต้านมะเร็งได้
นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาวิจัยจากประเทศรัสเซียซึ่งมีประสบการณ์ด้านอุบัติภัยจากการรั่วของรังสีว่า
การรับประทานสารสกัดจากโสมไซบีเรียอาจช่วยชะลอผลข้างเคียงที่เกิดจากการได้รับรังสีมากเกินไป
และยังช่วยให้ไขกระดูกของผู้ที่ได้รับรังสีและสารเคมีในปริมาณมากสามารถฟื้นตัวสร้างเม็ดโลหิตได้เร็วขึ้น
อันเป็นผลดีต่อการรักษาและใช้เคมีบำบัดในผู้ที่ได้รับรังสี
นอกจากนี้สารสกัดจากโสมไซบีเรียยังช่วยป้องกันเนื้อเยื่อของมนุษย์จากการทำลายของรังสีได้บางส่วน
ใบแป๊ะก๊วย หรือจิงโก บิโลบา แป๊ะก๊วยหรือจิงโก บิโลบา
เป็นต้นไม้ที่มีสายพันธุ์เก่าแก่ที่สุดในโลกสายพันธุ์หนึ่ง
และมีบันทึกว่ามนุษย์ได้ใช้
จิงโก บิโลบาเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคมากกว่า 5,000 ปีแล้ว
สารออกฤทธิ์สำคัญที่พบในจิงโก บิโลบา มี 2 กลุ่มหลัก คือ
จิงโก ฟลาโวน ไกลโคไซด์ (Ginkgo flavone glycosides)
ออกฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมความแข็งแรงแก่เส้นเลือดฝอย
ลดการอักเสบ ป้องกันการห้อเลือด
เทอร์ปีนส์ แลคโตน (Terpenes lactone)
ออกฤทธิ์ป้องกันการแข็งตัวของเลือด
เพิ่มกระแสไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงสมอง
และช่วยให้ร่างกายใช้น้ำตาลกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการถูก
ทำลายของเส้นประสาทในขณะที่สมองขาดออกซิเจน
ประโยชน์ของสารสกัดจากจิงโก บิโลบา ผลต่อสมอง สารสกัดจากจิงโก บิโลบา
มีคุณสมบัติช่วยเสริมการทำงานของสมอง โดยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
ไปเลี้ยงสมอง
การไหลเวียนของโลหิตในสมองที่ดีมีความจำเป็นต่อการทำงานของสมองเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องดำเนินชีวิตภายใต้ความเครียด การสูบบุหรี่
การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆที่ส่งผลต่อการเสื่อมของสมอง
และความจำเสื่อม
จิงโกบิโลบายังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ต่อต้านสารอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ต่างๆในสมองโดยเฉพาะได้เป็นอย่างดี
ผลต่อโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's
disease) โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เกิดกับสมอง
ซึ่งทำลายเซลล์สมองอย่างช้าๆ
การถูกทำลายของเซลล์ประสาทสำคัญที่ควบคุมการงานของสมองจะทำให้เป็นโรคความจำเสื่อม
การทำงานของสมองลดประสิทธิ ภาพลงการรับประทานสารสกัดมาตรฐานจากจิงโก
บิโลบาจะช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้
โดยเฉพาะในระยะเริ่มแรกของการเกิดโรค
ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงเซลล์สมองได้ไม่เพียงพอ
ใครบ้างควรรับประทานสารสกัดมาตรฐาน จากโสมไซบีเรียและจิงโก บิโลบา
นักเรียนหรือนักศึกษาที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป
ที่ต้องเผชิญกับสภาวะความเครียดจากการเรียนอย่างหนัก
การใช้สมองและความคิดอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
ผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยทำงานและมีอาชีพที่เผชิญกับสภาวะความเครียดและความกดดันในการทำงานและสภาวะการใช้ระบบความคิดและความจำอย่างหนัก
เช่น นักธุรกิจ แพทย์ นักบัญชี , ทนายความ
บุคคลในอาชีพที่เผชิญกับภาวะที่ต้องการเพิ่มความฟิตของร่างกายอยู่เสมอ
เช่น อาชีพนักกีฬาที่ต้องฟิตซ้อมร่างกายอยู่เป็นประจำ ได้แก่ นักฟุตบอล
นักวิ่งมาราธอน เป็นต้น
ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบความจำ
หรือมีความสัมพันธ์เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์
|
|
ข้อมูลที่ดูง่าย สบายตา |
เก็บข้อมูลสถิติมาให้ท่านพิจราณา |
|
ข้อมูลง่ายทำง่าย |
คุณจะเป็นผู้ที่มีความสุขตลอดไป |
|
|
คุณอาจจะช้าไปสำหรับสุขภาพที่ดี
แต่ยังไม่สายเกินไปที่จะมีสุขภาพดี เริ่มต้นวันนี้ แล้วคุณจะรู้ว่า
ไม่ใช่ยากเลยหากคุณจะทำ
|
|