|
ข้อมูลความรู้เรื่องโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด |

สุขภาพที่ดีของทุก ๆ ท่าน คือ
รางวัลความสำเร็จของเรา
โดย กลุ่มผู้รักสุขภาพและมีสุขภาพดี
โรคที่นำเสนอข้อมูล ไม่ได้มุงหวังให้เกิดความวิตกกังวลใดๆ
แต่จุดประสงค์เพื่อให้ทราบถึงต้นเหตุของการเจ็บป่วย
ตลอดจนวิธีการรักษาแบบรวม ๆ ของบริการทั่ว ๆ ไป
การนำเอาองค์ความรู้มาวิเคราะห์พิจารณาจะทำให้เกิดแนวคิดที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคกับเราทั้งปัจจุบันและอนาคตเพื่อสุขภาพที่ดีของทุก
ๆ ท่าน
ไขมันอุดตันในเส้นเลือด
สาเหตุ
โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดจะเกิดขึ้น
เมื่อมีการสะสมของไขมันหรือเส้นใยสะสม
และก่อตัวเป็นแผ่นไขมันที่ผนังหลอดเลือดแดงใหญ่
แผ่นไขมันที่ก่อตัวขึ้นทำให้หลอดเลือดแดงแคบลงและอาจลดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญ
เช่น หัวใจและสมองทำให้มีอาการ เช่น คออักเสบ
หรือภาวะขาดโลหิตเนื่องจากการอุดตันของทางเดินโลหิตฉับพลัน
นอกจากนี้แผ่นไขมันยังสามารถแตกออกได้ทำให้ปิดกั้นกระแสโลหิตทั้งหมดแบบฉับพลัน
หากเกิดในหัวใจจะทำให้เป็นโรคหัวใจวาย
และหากเกิดในสมองจะทำให้เป็นโรคเส้นโลหิตในสมองอุดตัน
ซึ่งสาเหตุอาจจะมาจาก
1. กรรมพันธุ์
2. ที่รับประทานอาหารพวกแป้งมากเกินไป
3. อ้วน หรือน้ำหนักเกิน
4. การขาดการออกกำลังกาย
5. เพศ/อายุ
6. ดื่มสุรามาก
7. ความเครียด
8. ยาบางชนิด เช่น ยาฮอร์โมนsteroid
9. โรคบางอย่างมักจะร่มกับภาวะไขมันสูงได้แก่
โรคเบาหวาน โรคตับ โรคไต ต่อมธัยรอยด์ ทำงานน้อย
อาการ
สังเกตง่ายๆบางคนมีอาการคล้ายเป็นโรคหัวใจเช่น
เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก
บางคนเป็นจนรู้สึกว่าหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะก็มี
อันตรายมากนะคะวิธีการรักษาก็มีหลายวิธีตามอาการไป
คนส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตจะเป็นแบบเฉียบพลัน
คือแสดงอาการและไม่สามารถช่วยชีวิตได้ทันเพราะไม่คิดว่าจะเป็นอาการของโรคนี้
เพราะบางคนจะมีการจุกแน่นที่ลิ้นปี่คล้ายอาการของโรคกระเพาะ
ยารักษา
1. รักษาโดยใช้ยา
เป็นวิธีการรักษาหลักในรายที่เป็นไม่มาก
หรือช่วยลดอาการแน่นหน้าอกหรือเหนื่อยหอบ
อาจใช้เป็นวิธีการรักษาเดี่ยวๆ
หรือใช้ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีอื่น
- ยาลดไขมันในเลือด
ในรายที่มีระดับไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย
- ยากลุ่ม ACEI(=Angiotensin converting enzyme
inhibitors)จะมีประโยชน์ในรายที่เป็นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน
หรือในราย
กล้ามเนื้อหัวใจตายที่มีการบีบตัวของหัวใจลดลงน้อยกว่า
40%
2. รักษาโดยการสวนหัวใจทำบอลลูนขยายเส้นเลือด
- ไม่สามารถทำได้ทุกราย
-
ทำได้เฉพาะในรายที่เส้นเลือดมีการตีบเฉพาะจุดอย่างชัดเจน
และควรตีบมากกว่า 50% ขึ้นไป
- มักทำในรายที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบ 1-2
เส้น(ถ้าตีบ 3 เส้นการผ่าตัดจะได้ผลดีกว่า)
- ไม่ควรทำในรายที่มีความเสี่ยงสูง เช่น
กรณีเส้นเลือดตีบที่บริเวณโคนของเส้นเลือดแดงโคโรนารี่ด้านซ้าย
การใส่ขดลวดพร้อมกับการทำบอลลูน(Stenting)
ในปัจจุบันมักใส่ stent ร่วมด้วย
ในรายที่ต้องทำบอลลูน เพื่อลดอัตราการเกิดตีบซ้ำ
ของเส้นเลือด หลังทำบอลลูน จากการศึกษาพบว่า ถ้าทำบอลลูนโดยไม่ใส่
stent จะมีอัตราการตีบซ้ำของเส้นเลือด 30-40% ถ้าทำบอลลูนพร้อมกับใส่
stentแบบธรรมดา จะมีอัตราการตีบซ้ำของเส้นเลือด
20-30%ถ้าทำบอลลูนพร้อมกับใส่ stent
แบบเคลือบยาต้านการตีบเส้นเลือด(drug eluting
stent) จะมีอัตราการตีบซ้ำของเส้นเลือด <10%
3. การผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือด ใช้เส้นเลือดบริเวณ
แขนทั้งสองข้าง ขาทั้งสองข้าง
แล้วนำเส้นเลือดนั้นมาใช้เปลี่ยนบริเวณหัวใจแทนเส้นเลือดเดิมที่มีไขมันอุดตัน
ดังนั้นคุณจะมีแผลเป็นรอยกรีดยาวบริเวณแขนด้านในจากข้อมือถึงข้อศอก
ทั้งสองแขน ขาบริเวณ หัวเข่าด้านในถึงหว่างขาใกล้อวัยวะเพศทั้งสองข้าง
และบริเวณหน้าอกจากคอลงมาถึงใต้ราวนม
จากนั้นต้องพักรักษาตัวอีกเกือบเดือน
คุณจะมีความรู้สึกว่าได้เกิดใหม่ อาการที่ตามมา
ก็คือ คุณจะรู้สึกชาบริเวณแผลเป็นในบางครั้ง
เพราะเส้นเลือดขาดหายไป
ทำให้คุณต้องคอยนวดเนื้อบริเวณนั้นบ่อยๆ
ยาก็ต้องกิน ที่สำคัญอาหารเค็มต้องงด
เพราะหัวใจจะทำงานหนักมาก
ขอขอบคุณข้อมูล
http://thaipharmacies.org/knowledge/disease/217-blood-vessels.html |
|