|
ข้อมูลความรู้เรื่องโรคหัวใจ |

สุขภาพที่ดีของทุก ๆ ท่าน คือ
รางวัลความสำเร็จของเรา
โดย กลุ่มผู้รักสุขภาพและมีสุขภาพดี
โรคที่นำเสนอข้อมูล ไม่ได้มุงหวังให้เกิดความวิตกกังวลใดๆ
แต่จุดประสงค์เพื่อให้ทราบถึงต้นเหตุของการเจ็บป่วย
ตลอดจนวิธีการรักษาแบบรวม ๆ ของบริการทั่ว ๆ ไป
การนำเอาองค์ความรู้มาวิเคราะห์พิจารณาจะทำให้เกิดแนวคิดที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคกับเราทั้งปัจจุบันและอนาคตเพื่อสุขภาพที่ดีของทุก
ๆ ท่าน
โรคหัวใจ
โรคหัวใจขาดเลือด Myocardial Infarction
โรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Ischemic
heart disease/IHD) หรือโรคหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary
artery disease/CAD) หมายถึง โรคหัวใจ
ที่เกิดจากการตีบ
และแข็งตัวของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยง
กล้ามเนื้อหัวใจ หรือที่
เรียกว่าหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary artery)
ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
ลดลงหรือชะงักไป
เมื่อผู้ป่วยมีภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจต้องการออกซิเจนมากขึ้น
เช่น การออกแรงมาก ๆ การมีอารมณ์โกรธ
หรือจิตใจเครียด เป็นต้น ก็จะทำให้มีอาการ
เจ็บหน้าอกเป็นครั้งคราว
โดยที่ยังไม่มีการตายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้น
เราเรียก ว่า
อาการดังกล่าวว่าโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ (Angina
pectoris) แต่ถ้ากล้าม
เนื้อหัวใจมีการตายเกิดขึ้นบางส่วน
เนื่องจากหลอดเลือดโคโรนารีเกิดการอุดตัน
เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้เลยก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง
ซึ่งมักจะมีภาวะช็อก และหัวใจวายร่วมด้วย
เราเรียกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial
infarction)
โรคนี้มักจะพบได้มากขึ้นตามอายุ
ส่วนมากจะมีอาการเริ่มแรกเมื่อมีอายุมากกว่า 40
ปีขึ้นไป มักไม่พบในผู้ชายอายุต่ำ 30 ปี
หรือผู้หญิงอายุต่ำกว่า 40 ปีที่ไม่มีโรค
ประจำตัวอยู่ก่อน พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
คนที่อยู่ดีกินดี คนที่มีอาชีพทำงานนั่ง โต๊ะ
และคนในเมืองมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนยากจน
คนทีมีอาชีพใช้แรงงาน
และชาวชนบท
สาเหตุ
เกิดจากมีการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ
(หลอดเลือดโคโรนารี)
ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอ
มักเป็นผลจากผนังหลอดเลือดแข็งเนื่องจากมี
ไขมันเกาะ ดังที่เรียกว่าอะเทอโรสเคลอโรซิส (Atherosclerosis)
ซึ่งอาจเป็นผลมาจาก ความเสื่อมของร่างกายตามวัย
นอกจากนี้
ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่อาจทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งเร็วขึ้น
เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูง, การสูบบุหรี่จัด,
โรคความดันโลหิตสูง , โรคเบาหวาน , โรคเกาต์ ,
ความอ้วน, การขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น
ผู้ป่วยบางรายอาจมีประวัติว่ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย
อาการ
ในรายที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ
จะมีอาการปวดเค้นคล้ายมีอะไรกดทับ
หรือจุกแน่นที่ตรง กลางหน้าอก หรือยอดอก
ซึ่งมักจะเจ็บร้าวมาที่ไหล่ซ้าย ด้านในของแขนซ้าย
บางคนอาจร้าวมาที่คอขากรรไกร หลัง หรือแขนขวา
บางคนอาจรู้สึกจุกแน่นที่ใต้ลิ้นปี่
คล้ายอาการอาหารไม่ย่อย หรือท้องอืดเฟ้อ
ผู้ป่วยมักมีอาการเวลา
ออกแรงมาก ๆ (เช่น ยกของหนัก เดินขึ้นที่สูง
ออกกำลังแรง ๆ ทำงานหนัก ๆ แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน)
มีอารมณ์โกรธ ตื่นเต้น ตกใจ เสียใจ หรือ
จิตใจเคร่งเครียด ขณะร่วมเพศ หลังกินข้าวอิ่มจัด
หรือ เวลาถูกอากาศเย็น ๆ
ผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง เป็นไข้
หรือหัวใจเต้นเร็ว (เช่น หลังกินกาแฟ
หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคคอพอกเป็นพิษ)
ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคนี้ได้
อาการเจ็บหน้าอก มักจะเป็นอยู่นาน 2-3 นาที (มักไม่เกิน
10-15 นาที) แล้วหายไปเมื่อได้พัก หรือหยุด
กระทำสิ่งที่เป็นสาเหตุชักนำ
หรือหลังจากได้อมยาขยายหลอดเลือด (เช่น ไนโตรกลีเซอรีน)
นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีอาการใจสั่น เหนื่อยหอบ
เหงื่อออก เวียนศรีษะ คลื่นไส้ร่วมด้วย
ผู้ป่วยที่มีความรู้สึกเจ็บหน้าอกแบบแปล๊บ ๆ หรือ
รู้สึกเจ็บเวลาก้ม หรือเอี้ยวตัว หรือรู้สึกเจ็บ
อยู่ตลอดเวลา (เวลาออกกำลังกาย
หรือทำอะไรเพลินหายเจ็บ)
มักไม่ใช่โรคหัวใจขาดเลือด
ในรายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย
จะมีอาการเจ็บหน้าอกในลักษณะเดียวกับโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ
แต่จะเจ็บรุนแรงและนาน แม้จะได้นอนพักก็ไม่ทุเลา
ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลีย ใจสั่น หน้ามืด วิงเวียน
คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าเป็นรุนแรง
จะมีอาการหายใจหอบเหนื่อย เนื่องจากมีภาวะหัวใจวาย
หรือเกิด ภาวะช็อก (เหงื่อออก ตัวเย็น
ชีพจรเต้นเบาและเร็ว ความดันเลือดตก)
หรือชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ ผู้ป่วยอาจเป็นลมหมดสติ
หรือตายในทันทีทันใด บางคนอาจมีประวัติว่า
เคยมีอาการเจ็บหน้าอกเป็นพัก ๆ นำมาก่อน
เป็นเวลาหลายสัปดาห์
บางคนอาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกมาก่อนเลยก็ได้
สิ่งตรวจพบ
ในรายที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ
อาจตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร ในบางรายอาจตรวจพบ
ความดันโลหิตสูง
ส่วนในรายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย
อาจตรวจพบภาวะช็อก
การรักษา
1. หากสงสัย
ควรแนะนำผู้ป่วยไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาล
ซึ่งจะตรวจคลื่นหัวใจ (Electrocardiography/ECG/EKG),
ตรวจเลือด, ตรวจปัสสาวะ, การเอกซเรย์
หลอดเลือดหัวใจ (coronary arteriography)
หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ และให้การ
รักษาโดยให้ยาขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ
ได้แก่ ไนโตรกลีเซอรีน (Nitroglycerine)
หรือไอโซซอร์ไบด์ (Isosorbide)
อมใต้ลิ้นทันทีเมื่อมีอาการ
ยานี้อาจทำให้เกิดอาการปวดศรีษะได้นอกจากนี้
อาจให้ยาขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจชนิด
ออกฤทธิ์นาน เช่น ไอโซซอร์ไบด์ (lsosorbide),
เพอร์แซนทิน (Persantin), เพอริเทรต (Peritrate)
กินวันละ 2-4 ครั้ง ๆ ละ 1 เม็ด
เพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการ
บางครั้งอาจต้องให้ยาปิดกั้นบีตา (Beta-blockers) เช่น
โพรพราโนลอล (Propranolol) กินวันละ 4ครั้ง ๆ ละ
20-80 มก., ยาต้านแคลเซียม เช่น ไนเฟดิพีน
ชนิดออกฤทธิ์นาน 30-90 มก. วันละครั้ง ให้แอสไพริน
ขนาด 75-325 มก. วันละครั้ง
เพื่อป้องกันมิให้เลือดจับเป็น
ลิ่มอุดตันหลอดเลือดหัวใจ
ถ้าผู้ป่วยมีโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น
ภาวะไขมันในเลือดสูง เบาหวาน
ความดันโลหิตสูงก็ต้องให้ยา
รักษาโรคเหล่านี้ร่วมด้วย
ในรายที่มีการตีบตันของหลอดเลือดโคโรนารีหลายแห่ง
และกินยาไม่ได้ผล อาจต้องทำการผ่าตัดเปิดทางระบาย
(ทางเบี่ยง) ของหลอดเลือด (Coronary artery bypass
grafting/CABG)
หรือใช้บัลลูนชนิดพิเศษขยายหลอดเลือด
(Percutaneous transluminal coronary angioplasty/PTCA)
2. ถ้ามีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรง มีภาวะหัวใจวาย
ช็อก หรือหมดสติ ควรส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลด่วน
ถ้าเป็นไปได้ ควรฉีดยาระงับปวดอย่างแรง เช่น
มอร์ฟีน (Morphine)
ก่อนส่งโรงพยาบาลและให้ออกซิเจน (ถ้ามี)
มาระหว่างทางด้วย
ผู้ป่วยมักจะต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 2-4
สัปดาห์ หากไม่มีโรค
แทรกซ้อนที่รุนแรงก็มีโอกาสหายได้
แต่มักจะต้องกินยาเป็นประจำ โดยให้ยา
ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ และยาปิดกั้นบีตา
ถ้ามีภาวะหัวใจวาย อาจให้ยา ช่วยหัวใจทำงาน เช่น
ลาน็อกซิน (Lanoxin) หรือ ไดจอกซิน(Digoxin)
กินวันละ 1/2 - 1 เม็ดเป็นประจำ
(ยานี้ถ้าใช้เกินขนาด อาจทำให้ตาพร่าตาลาย
คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจหยุดเต้น
หรือเต้นผิดจังหวะได้
ควรให้ใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ เท่านั้น)
ข้อแนะนำ
1. โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง
และอาจมีอันตรายร้ายแรงเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ควรติดต่อ รักษากับแพทย์เป็นประจำ
และควรพกยาไนโตรกลีเซอรีน หรือไอโซซอร์ไบด์
ชนิดอมใต้ลิ้น ติดตัวไว้ใช้เวลามีอาการ
2. สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย
เมื่อกลับจากโรงพยาบาลแล้ว ควร พักฟื้นที่บ้าน
อีกสักระยะหนึ่ง อย่าทำงานหนัก
และงดการร่วมเพศเป็นเวลา 4-5 สัปดาห์
ผู้ป่วยสามารถเริ่มกลับไปทำงานได้หลังมีอาการ 8-12
สัปดาห์ แต่ห้าม ทำงานที่ต้องใช้แรงมาก
ผู้ป่วยควรป้องกันมิให้มีอาการกำเริบอีก
โดยการกินยา ตามแพทย์สั่งเป็นประจำ
และปฏิบัติตัวดังในข้อ 7
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไม่มาก ก็อาจมีโอกาสหายขาด
และมีชีวิตยืนยาวเช่น คนปกติได้
ส่วนในรายที่กำเริบใหม่
มักมีโรคอื่นแทรกซ้อนอยู่ก่อน หรือหลอด
เลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจมีการตีบตันจำนวนมาก
3.
ผู้ที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดบางคนอาจไม่มีอาการเจ็บจุกหน้าอกชัดเจน
แต่ อาจรู้สึกคล้ายมีอาการปวดเมื่อย ที่ขากรรไกร
หรือหัวไหล่ ถ้าหากมีอาการ กำเริบบ่อย
และมีอายุมากหรือปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ (เช่น
สูบบุหรี่จัด ความดัน โลหิตสูง เป็นเบาหวาน อ้วน
ฯลฯ) ก็ควรจะตรวจเช็กให้แน่ใจ
4. โรคนี้บางครั้ง อาจมีอาการจุกแน่นลิ้นปี่
เหมือนอาการอาหารไม่ย่อย โดย
เฉพาะอย่างยิ่งเป็นหลัง กินอาหารใหม่ ๆ
อาจทำให้วินิจฉัยผิดได้ ดังนั้น ถ้าพบ
อาการจุกแน่นลิ้นปี่ในคนสูงอายุ
หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆก็ควรจะตรวจเช็กให้ แน่ใจ
ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นเพียงอาการอาหารไม่ย่อย
5. การตรวจคลื่นหัวใจ
มีความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคนี้ประมาณ 50-75%
หมายความว่า ประมาณ 25-50% ของคนที่เป็นโรคนี้
อาจตรวจคลื่นหัวใจแล้ว บอกผลว่าปกติ เรียกว่า
"ผลลบลวง" (false negative) ก็ได้
ถ้ายังมีอาการเจ็บ จุกหน้าอก
เข้าลักษณะโรคหัวใจขาดเลือด
ควรทำการตรวจพิเศษโดยวิธีอื่น เช่น
การตรวจคลื่นหัวใจ โดยการวิ่งบนสายสะพาน
หรือปั่นจักรยาน (Stress testing/Excercise ECG)
เป็นต้น และบางครั้ง อาจจำเป็นต้องให้การรักษา
และปฏิบัติตัวแบบโรคหัวใจขาดเลือด
6. บางคน
อาจมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบโดยไม่ปรากฏอาการก็ได้
ดังนั้นผู้ที่ มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคนี้
(มีประวัติโรคหัวใจขาดเลือดในครอบครัว,
สูบบุหรี่จัด, เป็นความดันโลหิตสูง, เบาหวาน)
ควรตรวจเช็กหัวใจ
และอาจต้องให้การรักษาตามความเหมาะสมต่อไป
7.ข้อปฏิบัติตัว
จะมีส่วนช่วยรักษาให้มีชีวิตยืนยาวได้เท่าหรือเกือบเท่าคนปกติ
ควรแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัว ดังนี้
7.1 เลิกสูบบุหรี่ เด็ดขาด
7.2 ถ้าอ้วน ควรหาทางลดน้ำหนัก
7.3 อย่ากินอาหารที่มีไขมันสัตว์สูง
โดยใช้น้ำมันจากพืชแทน ยกเว้นกะทิ
7.4 ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหม และควร
เพิ่มขึ้นทีละน้อย
ทางที่ดีควรขอคำแนะนำจากแพทย์เสียก่อนที่จะออกกำลัง
กายมาก ๆ การออกกำลังกายที่แนะนำให้ทำกันได้แก่
การเดินเร็ว วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น
7.5
หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการโรคหัวใจกำเริบ
เช่น
- อย่าทำงานหักโหมเกินไป
- อย่ากินข้ามอิ่มเกินไป
- ระวังอย่าให้ท้องผูก โดยการดื่มน้ำมาก ๆ
กินผลไม้ให้มาก ๆ และควรกินยา ระบายเวลาท้องผูก
- ควรงดดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่ใส่กาเฟอีน
- หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ
หรือการกระทบกระเทือนทางจิตใจ และทำ
จิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ
การป้องกัน
โรคนี้สามารถป้องกันได้
โดยการออกกำลังกายสม่ำเสมอ, ไม่สูบบุหรี่,
ผ่อนคลาย ความเครียดด้วยวิธีต่างๆ,
ระวังอย่าให้อ้วน, ลดการกินอาหารที่มีไขมันสูง,
รักษา ภาวะไขมันในเลือดสูง, ความดันโลหิตสูง
และเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุม ได้
การกินแอสไพริน วันละ 75-325 มก.
ก็มีส่วนในการป้องกันโรคนี้ได้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง
ในผู้ป่วยที่เป็นไขมันในเลือดสูง เบาหวาน
และความดันโลหิตสูง
รายละเอียด
ป้องกันโรคหัวใจ ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำ
http://www.thailabonline.com/sec31myo.htm
|
|