|
ข้อมูลความรู้เรื่องโรคตับ |

สุขภาพที่ดีของทุก ๆ ท่าน คือ
รางวัลความสำเร็จของเรา
โดย กลุ่มผู้รักสุขภาพและมีสุขภาพดี
โรคที่นำเสนอข้อมูล ไม่ได้มุงหวังให้เกิดความวิตกกังวลใดๆ
แต่จุดประสงค์เพื่อให้ทราบถึงต้นเหตุของการเจ็บป่วย
ตลอดจนวิธีการรักษาแบบรวม ๆ ของบริการทั่ว ๆ ไป
การนำเอาองค์ความรู้มาวิเคราะห์พิจารณาจะทำให้เกิดแนวคิดที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคกับเราทั้งปัจจุบันและอนาคตเพื่อสุขภาพที่ดีของทุก
ๆ ท่าน
โรคดับ
ตับและโรคตับอักเสบ
ตับเป็นอวัยวะเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกายเรา
จะอยู่ตอนบนสุดของช่องท้อง มีรูปร่างคล้ายลิ่ม
มีสีน้ำตาลแดง มีรูปร่างเป็น 2
กลีบขนาดไม่เท่ากัน กลีบใหญ่อยู่ใต้ชายโครงด้านขวา
กลีบเล็กมีลักษณะเหมือนปลายลิ่ม
อยู่ใต้ชายโครงด้านซ้าย
ด้านบนอยู่แนบกับด้านล่างของกะบังลม
(กะบังลมเป็นอวัยวะที่กั้นระหว่างช่องท้องและช่องอก)
ด้านล่างเว้าอยู่ตอนบนของไตขวา
ถุงน้ำดีและส่วนบนของลำไส้ใหญ่
ตับจะถูกตรึงด้วยแผ่นเยื่อยึดไว้กับกะบังลมและกระเพาะอาหาร
ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมาก มีหน้าที่หลายอย่าง เช่น
การสร้างน้ำดี ช่วยย่อยอาหารประเภทไขมัน
เก็บสำรองอาหาร โดยการเก็บ glucose
ไปสะสมไว้ในเซลล์ตับ ในรูปของ glucogen
และเมื่อร่างกายต้องการใช้ ก็จะทำการเปลี่ยน
glucogen มาเป็น glucose
ตับเป็นแหล่งสะสมวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ ดี
และบี12
และยังทำหน้าที่ขจัดสารพิษที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
ตับยังทำหน้าที่สร้าง วิตามินเอ จากสารแคโรทีน
ซึ่งมีสะสมอยู่ในพวกแครอทและมะละกอ สร้างธาตุเหล็ก
ทองแดง และยังสร้างสารป้องกันการแข็งตัวของเลือด
นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กินและทำลายเชื้อโรค
และเป็นแหล่งให้พลังงานความร้อนแก่ร่างกาย
จะเห็นได้ว่าตับทำหน้าที่สำคัญมากมายให้แก่ร่างกายเรา
ฉะนั้นหากเซลล์ตับถูกทำลายหรือเสื่อมสภาพไป
ก็จะมีผลเสียแก่สุขภาพของเรา
เราจึงควรหมั่นตรวจสอบสมรรถภาพของตับอย่างสม่ำเสมอ
การทดสอบสมรรถภาพของตับ
ทำได้โดยทดสอบทางห้องชันสูตร
แตผลการทดสอบไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า
ตับปกติดีร้อยเปอร์เซนต์ หรือเสื่อมสภาพไป
แต่การทดสอบสามารถบ่งชี้ถึงความเสื่อมสภาพที่เกิดขึ้นเท่านั้น
แต่ก็มีประโยชน์ในการแยกประเภทของโรค
การติดตามการดำเนินของโรค
และการติดตามผลการรักษาโรค
โรคตับอักเสบ หมายถึง
โรคที่เซลล์ของตับมีการอักเสบเกิดขึ้น
ซึ่งอาจเกิดจากการแพ้สารพิษ หรือการติดเชื้อจุลชีพ
หรือติดเชื้อไวรัส
ปัจจุบันพบว่าส่วนใหญ่ติดเชื้อจากไวรัส ตับจะบวมโต
ผู่ป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นบริเวณตับ อ่อนเพลีย
เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย บางรายมีไข้ต่ำๆ คลื่นใส้
และอาเจียน บางรายตัวเหลื่อง ตาเหลือง
โรคตับอักเสบ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือชนิดเฉียบพลัน
และชนิดเรื้อรัง อาการของผู่ป่วยจะคล้ายคลึงกัน
ต้องอาศัยการตรวจเลือดเพื่อดูอาการของตับ
และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เพื่อให้ทราบถึงตัวเชื้อต้นเหตุ
และเป็นแนวทางในการดูแลป้องกันและรักษาผู้ป่วย
โรคตับอักเสบที่เกิดจากไวรัสต่างชนิดกัน
จะมีความรุนแรงและการรักษาต่างกันไปที่พบบ่อยเกิดจากเชื้อ
เป็นโรคตับจะปฏิบัติตัวอย่างไรดี
คำถามนี้เป็นคำถามที่ผู้ป่วย
ซึ่งเป็นโรคตับมักจะถามแพทย์เสมอ
นอกจากทานยาตามที่แพทย์สั่งสม่ำเสมอแล้ว
ความจริงคำว่าโรคตับมีความหมายค่อนข้างกว้าง
อาจจะหมายถึงผู้ที่เป็นพาหะของโรคตับอักเสบบี
ซึ่งสภาพตับโดยทั่วไปแล้ว
ไม่ได้แตกต่างจากคนปกติทั่วไปเท่าไรนัก
ไปจนถึงผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง
ซึ่งอาจจะมีอาการดีซ่าน บวม หรือท้องมานก็ได้
ซึ่งหมายถึงมีการเสื่อมสภาพของตับไปมาก
สำหรับผู้ป่วยที่เป็นตับแข็ง
คงต้องการการดูแลเป็นพิเศษ
แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคตับเหล่านี้พอจะแบ่งออกได้เป็นหัวข้อสำคัญๆ
6 อ. คือ
1. อาหาร
สำหรับผู้ที่เป็นโรคตับเพียงเล็กน้อย เช่น
เป็นพาหะของเชื้อไวรัสบี
ผู้ป่วยเหล่านี้สามารถรับประทานอาหารได้ทุกชนิด
ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง
ในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบเฉียบพลัน
การรับประทานน้ำหวานมาก ๆ
ไม่มีรายงานว่าทำให้การดำเนินของโรคดีขึ้นกว่าการไม่ได้รับประทานน้ำหวาน
อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางรายไม่สามารถบริโภคอาหารได้
เนื่องจากมีคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร
ในกรณีเช่นนี้การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรทพวกแป้ง
และน้ำตาล เป็นหลักจะทำให้ย่อยอาหารได้ง่าย
และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง สำหรับผู้ป่วย
ซึ่งเริ่มมีอาการตับแข็งแล้ว
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคือ อาหารที่มีรสเค็มจัด
เนื่องจากการรับประทานอาหารเค็มสามารถทำให้อาการบวม
หรืออาการท้องมานเลวลงได้
โดยทั่วไปแล้วในผู้ป่วยที่มีอาการบวม หรือท้องมาน
แพทย์จะแนะนำให้รับประทานเกลือได้ไม่เกินวันละ 2
กรัม
หรือเทียบเท่ากับเกลือป่นประมาณเศษหนึ่งส่วนสามช้อนชาต่อวันเท่านั้น
ผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งควรรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงขึ้นใหม่
ไม่ควรรับประทานอาหารที่เก็บค้างคืน
หรืออาหารที่ประกอบขึ้นสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น การลวก
การย่าง
เพราะบ่อยครั้งทีเดียวที่ผู้ป่วยโรคตับแข็งมาพบแพทย์ด้วยอาการติดเชื้อจากทางระบบทางเดินอาหาร
ซึ่งบางครั้งสามารถเป็นรุนแรงจนเสียชีวิตได้
ผู้ป่วยตับแข็งที่ไม่มีอาการซึม หรืออาการทางสมอง
สามารถรับประทานโปรตีนได้ตามปกติเหมือนกับคนปกติทั่วไป
ผู้ที่มีอาการทางสมองร่วมกับภาวะตับแข็ง
ผู้ป่วยเหล่านี้ควรจำกัดปริมาณโปรตีนที่ได้จากสัตว์
อย่างไรก็ตามสามารถเสริมโปรตีนได้ในรูปของโปรตีนได้ในรูปของโปรตีนจากพืช
หรือถั่ว เป็นต้น
ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารที่เป็นผัก
และผลไม้ให้เพียงพอเพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการภาวะท้องผูก
การรับประทานอาหารเสริมที่เป็นโปรตีนที่มีกิ่ง
(Branch Chains Amino Acid)
อาจทำให้ภาวะโภชนาการของผู้ป่วยดีขึ้นได้
อย่างไรก็ตามอาหารเสริมดังกล่าวยังมีราคาแพง
และทดแทนได้ด้วยการรับประทานโปรตีนจากพืช
ปัจจุบันยังไม่มีรายงานที่ชัดเจนว่า
อาหารเสริมต่าง ๆ
ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดจะมีประโยชน์โดยแท้จริงกับผู้ป่วยโรคตับนอกจากการรับประทานอาหารที่ถูกต้องร่วมกับพืช
ผัก
และผลไม้ที่สะอาดในปริมาณที่พอเพียงจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย
การรับประทานอาหารเผ็ด
หรือเปรี้ยวไม่มีผลเสียโดยตรงอย่างไรต่อตับ
2. แอลกอฮอล์
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ
ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
อาจจะพบรับประทานได้บ้าง
แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบชนิดบีแบบเรื้อรัง
มีหลักฐานชัดเจนพบว่าการรับประทานแอลกอฮอล์
มีส่วนสัมพันธ์โดยตรง
ทำให้การดำเนินของโรคลุกลามเร็วขึ้น
ถึงแม้ว่าการสูบบุหรี่จะไม่มีผลโดยตรงกับโรคตับ
แต่การสูบบุหรี่มีผลเสียต่อร่างกาย
รวมทั้งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดมะเร็งในหลาย
ๆ ส่วนของร่างกาย นอกจากปอด ดังนั้น
เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงควรจะงด
และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ด้วย
3. อัลฟาท๊อกซิน (Aflatoxin)
สารอัลฟาท๊อกซินเป็นสารที่สร้างจากเชื้อรา
Aspergillus
ซึ่งเป็นเชื้อราตระกูลเดียวกัลที่พบตามขนมปังที่เก็บไว้นาน
ๆ นั่นเอง เชื้อรา Aspergillus
บางตระกูลสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่า
อัลฟาท๊อกซินขึ้น
ซึ่งสารพิษนี้สามารถชักนำให้เกิดมะเร็งตับได้
เชื้อราชนิดนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในอาหารบางอย่าง
ซึ่งเก็บอย่างไม่ถูกวิธี และมีความชื้น เช่น ถั่ว
พรกป่น ข้าวโพด ข้าวสารเป็นต้น
การศึกษาจากประเทศจีนตอนใต้พบว่า
อุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งตับในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบแบบบีเรื้อรัง
ในหมู่บ้านที่มีสารอัลฟาท๊อกซินปนเปื้อนในอาหารสูงกว่ากลุ่มประชากรที่เป็นตับอักเสบบีแบบเรื้องรัง
ที่บริโภคอาหารที่ไม่ได้ปนเปื้อนด้วยสารอัลฟาท๊อกซินอย่างชัดเจน
ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคตับจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารดังที่กล่าวมาแล้ว
4. อารมณ์ และการพักผ่อน
บ่อยครั้งทีเดียวทีแพทย์พบผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบแบบเรื้อรัง
หรือเป็นโรคตับแข็งที่มีอาการทั่วไปสบายดีมาตลอด
แต่เมื่อผู้ป่วยได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอ
หรือตรากตรำงานมากเกินไป
ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงมีส่วนชักนำให้ตับอักเสบเพิ่มขึ้น
ผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการดีซ่าน
หรือบางครั้งรุนแรงจนเกิดภาวะตับวายเกิดขึ้นได้
นอกจากการพักผ่อนที่เพียงพอแล้ว
การมีจิตใจที่เบิกบานแจ่มใสก็มีความสำคัญทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้นด้วย
5. ออกกำลัง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง
และมีอาการที่บ่งว่ามีสภาพการทำงานของตับเหลืออยู่น้อย
เช่น ดีซ่าน ท้องมาน
ผู้ป่วยเหล่านี้ควรงดออกกำลังกาย
และหลีกเลี่ยงการเดิน หรือนั่งนาน ๆ
ผู้ป่วยที่มีประวัติเส้นเลือดขอดในหลอดอาหาร
ไม่ควรออกกำลังที่จะต้องเบ่ง
หรือเกร็งกล้ามเนื้อท้อง เข่น การยกน้ำหนัก
เนื่องจากจะกระตุ้นให้ความดันเส้นเลือดขอดในหลอดอาหารแตกได้
อย่างไรก็ตามผู้ที่เป็นตับแข็งในระยะเริ่มต้นที่ไม่มีอาการผิดปกติสามารถออกกำลังได้ตามปกติ
แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังที่หักโหม เช่น
การวิ่งมาราธอน หรือกีฬาที่ต้องแข่งขัน
การออกกำลัง เข่น การเดิน วิ่งเบา ๆ
ดูจะเป็นการออกกำลังที่เหมาะสม
6. อัลฟาฟีโตโปรตีน
(Alpha feto-protein)
เป็นสารซึ่งสร้างขึ้นโดยเซลล์ตับ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่มีการแบ่งตัวของเซลล์ตับ
เราพบสาร Alpa feto-protein สูงขึ้นในเด็กแรกเกิด
อย่างไรก็ตาม
ในผู้ป่วยซึ่งเป็นมะเร็งตับอาจมีการเพิ่มขึ้นของ
Alpha feto-protein
ซึ่งใช้เป็นเครื่องแจ้งเตือนมะเร็งของตับได้
ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 45 ปี
ตลอดจนผู้ที่เป็นตับแข็ง ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม
ถือว่าเป็นประชากรที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงในการเกิดมะเร็งของตับได้ทั้งสิ้น
การตรวจพบมะเร็งตับในระยะเริ่มต้น
สามารถให้การรักษาที่เหมาะสม และมีโอกาสหายขาดได้
ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคตับควรมาพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามแพย์นัด
และตรวจ Alpha feto-protien ตามที่แพทย์เห็นสมควร
การรับประทานยาในผู้ป่วยโรคตับเป็นสิ่งที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง
เนื่องจากยาหลายชนิดต้องถูกกำจัด
โดยผ่านตับการที่ตับมีการทำงานบกพร่อง
เนื่องจากโรคต่าง ๆ เช่น ตับอักเสบเรื้อรัง
ตับแข็ง อาจทำให้มีการสะสมของยาจนเกิดโทษได้
ท่านควรแจ้งให้แพทย์ทราบเสมอว่าท่านมีปัญหาโรคตับ
เพื่อแพทย์จะได้เลือก ยาที่ปลอดภัยให้
หรือถ้าสงสัยอาจปรึกษาแพทย์ เฉพาะทางดูก่อน
ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งไม่ควรรับประทานยาลดไข้พวก
paracetamol เกินกว่าวันละ 1500 mg
หรือทานติดต่อกันนานเกิน 3 วัน
อย่างไรก็ตามในผู้ที่เป็นตับอักเสบเล็กน้อย
หรือพาหะของตับอักเสบบี สามารถทาน paracetamol
ได้ในขนาดปกติ
สำหรับยาแก้ปวดนั้นผู้ที่เป็นตับแข็งควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวด
พวกที่เป็นแอสไพรินทั้งหลาย
เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงใตลดลงจนอาจทำให้มีการเสื่อมหน้าที่ของไต
หรือไตวายได้
ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ยาแก้ปวดกลุ่มอื่นแทน
ถึงแม้ว่าจะมีพืช อาหาร
และสมุนไพรหลายอย่างที่อ้างว่ามีสรรพคุณป้องกันการเกิด
และรักษาโรคตับได้
แต่ยังไม่มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ดีเพียงพอที่จะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทาน
นอกจากนั้นสมุนไพรบางตัวอาจมีผลข้างเคียงต่อตับได้
เช่น บอระเพ็ด ใบขี้เหล็ก จึงควรระมัดระวัง
|
|