ของใช้ประจำวัน
ยาสีฟัน
กระทรวงอุตสาหกรรมได้ แบ่งยาสีฟันออกเป็นสองชนิดตามลักษณะแนบแน่น (CONSISTENCY)
ของยาสีฟัน คือ
1 ยาสีฟันชนิดผง (TOOTH POWDER) แบ่งออกเป็นอีกสองลักษณะ คือ
ใช้สมุนไพรล้วน และประเภทสมุนไพรผสมสารเคมี มีส่วนประกอบหลักดังนี้
ข่อย ลิ้นทะเล เกลือ กานพลู สารส้ม การบูร แคลเซียมคาร์บอเนต กรีเซอลีน
หัวน้ำหอม
2 ยาสีฟันชนิดเหลวข้น (TOOTH PASTE)
ยาสีฟันชนิดนี้เป็นสูตรที่นำมาจากต่างประเทศ แต่ผลิตที่ประเทศไทย
ประกอบด้วยสารหลายชนิดเพื่อปรับปรุงแต่งสีและกลิ่น เช่น ตัวยาผงขัด (ABRASIVE)
สารกันความชื้น (HUMECTANT) น้ำ สารช่วยยึด (BINDER) สารทำให้เกิดฟอง (DETERGENT)
ยากันบูด (PRESERVATIVE) และยาบำบัดรักษา
น้ำยาบ้วนปาก
ทพ.ญ.อรุณี แนะนำว่า
การเลือกใช้ง่ายที่สุด คือ
เลือกใช้น้ำยาบ้วนปากที่ได้รับการรับรองถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยจากสมาคมทัตแพทย์ชั้นนำ
ซึ่งน้ำยาบ้วนปากที่วางจำหน่ายทั่วไปในตลาดเมืองไทย ไม่รวมถึงที่ทันตแพทย์เป็นผู้สั่งจ่าย
ปัจจุบันมีเพียงชนิดที่มีองค์ประกอบของน้ำมันจากสารสกัดธรรมชาติ 4 ชนิด
ได้แก่ ไทมอล, ยูคาลิปตอล, เมนทอล และ เมธิล ซาลิไซเลต
เท่านั้นที่ได้รับการรับรองจากสมาคมทันตแพทย์อเมริกา และสมาคมทันตแพทย์ชั้นนำในหลายประเทศว่า
มีประสิทธิภาพในการควบคุมคราบจุลินทรีย์ และปลอดภัยต่อการใช้ในระยะยาว
"ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการศึกษาใดๆ
ที่พบว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากจะทำให้เกิดการเสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรียในช่องปาก
นอกจากนี้ การเลือกใช้น้ำยาบ้วนปากที่ได้รับการรับรองเรื่องประสิทธิภาพ
และความปลอดภัยจากสมาคมทันตแพทย์ชั้นนำ
น่าจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับผู้บริโภค
สบู่ทำมาจากอะไร
สบู่มีส่วนประกอบหลัก คือโซดาไฟและไขสัตว์ ส่วนอย่างอื่นเป็นปลีกย่อย
ถ้าใช้ไม่หมดเหลือก้อนเล็กๆ สามารถนำมารวมเป็นก้อนใหญ่ได้
หรือจะนำมาแช่นํ้าแล้วรอให้ละลายเป็นครีม นำมาล้างมือได้
http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=3075254b9aa7bfb1
วิธีทำแชมพู -
ส่วนผสม
1. หัวแชมพู 8000 จำนวน 2 กก. 2. ผงฟอง 1 ขีด 3. ผงข้น 1 ขีด 4. ลาโนลีน
1 ขีด
5. น้ำหอมกลิ่นตามชอบ 1 ออนซ์ (ไม่ต้องใส่ก็ได้)
6. น้ำมะกรูด 300 กรัม นำไปต้มให้เดือด 2 นาที
แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง 7. สีผสมอาหาร
8. น้ำกลั่น 2 ลิตร
วิธีทำ - 1. นำผงฟองเทผสมลงในน้ำ 1 ลิตร ค่อย ๆ
คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน 2. เติมหัวแชมพู คนให้เข้ากัน 3. นำลาโนลีนมาละลายในน้ำร้อนแล้วเทลงในส่วนผสม
คนให้เข้ากัน 4. จากนั้นเติม กลิ่น สี น้ำมะกรูด คนให้เข้ากัน 5.
เสร็จแล้วค่อย ๆ เติมผงข้นลงไปในส่วนผสมโดยเติมไปคนไปจนข้นพอประมาณ
6. ปล่อยทิ้งค้างคืนไว้ 1 คืนจึงนำไปบรรจุใส่ขวด
ครีมนวด - ส่วนผสม
1. เซ็ททิลแอลกอฮอล์ 2. กรดมะนาว 3. คอมปาวด์
4. น้ำหอม
การทำน้ำยาล้างจาน
ส่วนผสม
1. NAS (สารช่วยทำความสะอาดขจัดความมัน) 1 ก.ก.
2. KD (สารช่วยทำให้เหนียว) 120 CC.
3. แชมพู 70% (สารช่วยทำความสะอาดเกิดฟอง ) 0.5 ก.ก.
4. มะนาว
5. เกลือแกง (ช่วยให้สารส่วนผสมเข้ากันได้ง่าย)
วิธีทำ
1. นำส่วนผสม NAS , KD และ แชมพู 70% ผสมรวมกันในภาชนะ
2. ใช้ไม้พายคนส่วนผสมทั้ง 3 ชนิด ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
3. เติมเกลือแกงลงไปประมาณ 1 2 ช้อนโต๊ะ คนให้ส่วนผสมเข้ากัน
4. ค่อยๆเติมน้ำลงไป 4 5 ลิตร คนไปเรื่อยๆ
จนส่วนผสมกับน้ำเป็นเนื้อเดียวกัน
5. ผสมน้ำมะนาวลงไป คนจนเข้ากัน จึงบรรจุขวด
ข้อควรระวัง
1. ห้ามรับประทาน
2. ระวังอย่าให้น้ำยาเข้าตา
3. ห้ามทิ้งภาชนะที่ใช้หมดแล้วลงในแม่น้ำลำคลองหรือแหล่งน้ำสาธารณะ
4. ผู้ที่แพ้สารเคมีง่ายควรสวมถุงมือยาง
ฟองของน้ำยาล้างจานเป็นสิ่งปิดกั้นบนผิวน้ำ
ทำให้ออกซิเจนในอากาศละลายน้ำไม่ได้
และกั้นไม่ให้แสงอาทิตย์ส่องลงไปใต้ผิวน้ำ
พืชน้ำก็จะไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้
เมื่อสิ่งมีชีวิตในน้ำขาดออกซิเจนก็จะตายลง
และเมื่อสิ่งมีชีวิตตายลงจะส่งผลทำให้น้ำเน่าเสีย นอกจากนั้น
สารเคมีบางชนิดในน้ำยาล้างจานอาจเป็นอันตรายกับทั้งพืชน้ำและสัตว์น้ำ
และยังอาจทำให้ผิวของเราระคายเคือง
ผงซักฟอก
สารตั้งต้นในการผลิตผงซักฟอกมี 2 ชนิด คือ
1. Bbranched alkyl benzene (BAB)
สารตั้งต้นชนิดนี้เป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมมาก
เพราะทำให้เกิดฟองและสลายตัวยาวนาน
เกิดน้ำเสียและทำลายสิ่งมีชีวิตในน้ำ
2. L incar alkyl benzene (LAB)
สารตั้งต้นชนิดนี้สามารถแก้ปัญหาของ BAB ได้ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
BAB ประมาณร้อยละ 10 - 25
ปัจจุบันโรงงานผลิตผงซักฟอกทั้งหมดภายในประเทศ
ผลิตผงซักฟอกโดยใช้กรรมวิธีผลิตแบบ LAB เพื่อให้
ตรงตามมาตรฐานผงซักฟอกที่กำหนดให้ใช้สารลดแรงตึงผิวประเภท LAB
เพื่อแก้ปัญหามลพิษตั้งแต่ปลายปี 2528
ซึ่งมีกรรมวิธีผลิตเป็นลำดับขั้นตอน (รูปที่ 1) ดังนี้
1. sulphonation-sulphation โดยนำ LAB ซึ่งเป็น
ผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมมาทำปฏิกิริยากับโอเลียม (oleum)
หรือซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO3)
2. neutralization คือ นำวัตถุดิบที่ได้จากชั้นที่ 1
มาทำให้เป็นกลางด้วยสารละลายโซดาไฟ (caustic soda)
เพื่อเปลี่ยนกรดซัลโฟนิก (sulphonic acid) ให้เป็นเกลือโซเดียม (soduim
salt) ซึ่งเป็นสารช่วยลดแรงตึงผิวของน้ำ
ในขั้นนี้ยังช่วยกำจัดกรดซัลฟิวริก (sulphuric acid) ให้หมดไปด้วย
เพราะกรดซัลฟิวริกจะเป็นอันตรายต่อเส้นใยของผ้าและ ผิวหนังของคน
3. crutching คือ นำวัตถุดิบในขั้นที่ 2
มาผสมกับสารลดความกระด้างของน้ำ เช่น STPP ซีโอไลต์ ซิลิเคต
และสารเติมแต่งอื่นอีกหลายชนิดตามสูตรของแต่ละโรงงาน
เพื่อช่วยให้การซักฟอกมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
สารผสมที่ได้จะมีลักษณะเป็นของเหลวข้นๆ คล้ายแป้งเปียก (paste)
เก็บไว้ในถังซึ่งอยู่ในระดับต่ำ (drop tank)
4. สูบ (pump) สารผสมที่มีลักษณะเป็นของเหลวข้นขึ้นไปยังหอสูง (spray
tower) เพื่อนำไปฉีดพ่น (spraying) ให้เป็นเม็ดด้วยความดันสูง
ซึ่งปกติหอสูงจะมีความสูงประมาณ 80 ฟุต
เมื่อสารผสมที่ถูกฉีดออกมาปะทะกับ ลมร้อนก็จะกลายเป็นเม็ดผงซักฟอกเล็ก
ๆ มีลักษณะแห้ง (dried granules) และนำเม็ดผงซักฟอกที่มีขนาดใหญ่
เกินความต้องการไปหลอมตัวเป็นของเหลวใหม่ในขั้นที่ 3
ก่อนส่งกลับขึ้นมายังหอสูงเพื่อฉีดเป็นเม็ดให้ได้ขนาดตามความต้องการต่อไป
5. เม็ดผงซักฟอกเล็กๆ ที่ได้จะเคลื่อนไปยังไซโคลน
โดยการดันขึ้นไปของลมเย็น เพื่อไล่ความชื้น
และแยกเม็ดผงซักฟอกให้ได้ตามขนาดที่ต้องการโดยผ่านตะแกรง
6.
นำเม็ดผงซักฟอกที่ได้ขนาดไปผ่านการฉีดน้ำหอมเพื่อช่วยให้ผ้าหรือสิ่งชำระล้างมีกลิ่นหอม
7. ตรวจสอบคุณภาพและนำไปบรรจุใส่กล่องหรือซองให้ได้ขนาดและน้ำหนักต่างๆ
ตามที่ต้องการแล้วบรรจุใส่หีบเพื่อรอการจำหน่าย
http://library.uru.ac.th/webdb/images/detergent2.html
http://www.chemtrack.org/Board-Detail.asp?TID=0&ID=2907
|
|
ข้อมูลที่ดูง่าย สบายตา |
เก็บข้อมูลสถิติมาให้ท่านพิจราณา |
|
ข้อมูลง่ายทำง่าย |
คุณจะเป็นผู้ที่มีความสุขตลอดไป |
|
|
คุณอาจจะช้าไปสำหรับสุขภาพที่ดี
แต่ยังไม่สายเกินไปที่จะมีสุขภาพดี เริ่มต้นวันนี้ แล้วคุณจะรู้ว่า
ไม่ใช่ยากเลยหากคุณจะทำ
|
|