|
ข้อมูลความรู้เรื่องโรคเบาหวาน |

สุขภาพที่ดีของทุก ๆ ท่าน คือ
รางวัลความสำเร็จของเรา
โดย กลุ่มผู้รักสุขภาพและมีสุขภาพดี
โรคที่นำเสนอข้อมูล ไม่ได้มุงหวังให้เกิดความวิตกกังวลใดๆ
แต่จุดประสงค์เพื่อให้ทราบถึงต้นเหตุของการเจ็บป่วย
ตลอดจนวิธีการรักษาแบบรวม ๆ ของบริการทั่ว ๆ ไป
การนำเอาองค์ความรู้มาวิเคราะห์พิจารณาจะทำให้เกิดแนวคิดที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคกับเราทั้งปัจจุบันและอนาคตเพื่อสุขภาพที่ดีของทุก
ๆ ท่าน
โรคเบาหวาน
เบาหวาน diabetes
เบาหวาน
เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ
อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน
โรคเบาหวานจะมีอาการเกิดขึ้นเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม
ซึ่งโดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน
ซึ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด
ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
โรคเบาหวานนี้เปรียบเทียบได้ง่ายๆ โดยเปรียบร่างกายเราเป็นระบบปั๊มน้ำ
และน้ำในระบบก็คือเลือดของเราโดยปรกติแล้วปั๊มน้ำก็จะทำงานอย่างปรกติ
แต่เมื่อมีการทำให้น้ำในระบบเกิดความข้นขึ้น(ก็คือการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำ)
น้ำในระบบก็จะมีความหนืดขึ้น ปั๊ม(หัวใจ)ก็จะต้องทำงานหนักขึ้น
ท่อน้ำ(หลอดเลือด)ก็ต้องรับแรงดันที่มากขึ้น
ดังนั้นคนที่เป็นโรคเบาหวานก็จะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยวะต่างๆเพิ่มขึ้นได้
ปี 2550 พบผู้ป่วยเบาหวานแล้วถึง 246 ล้านคน
โดยผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย
เบาหวาน
เป็นโรคที่เป็นกันมากขึ้นทุกปีจนมีการกำหนดให้วันที่
14 พฤษจิกายน
ของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลกเพื่อให้มีการรณรงค์ป้องกันให้เป็นที่แพร่หลายขึ้น
อินซูลิน กับ เบาหวาน
อินซูลิน
เป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นโดยกลุ่มเซลล์ภายในตับอ่อน
มีหน้าที่ในการนำน้ำตาลในเลือดไปสู่เนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกายเพื่อใช้ในการสร้างพลังงานและสร้างเซลล์ต่างๆ
โดยปรกติแล้วเมื่อมีน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดตับอ่อนก็จะถูกกระตุ้นให้หลั่ง
อินซูลิน
แล้วอินซูลินก็จะเข้าจับน้ำตาลเพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย
แต่ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งร่างกายมี
อินซูลิน
ไม่เพียงพอก็จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
ประเภทของ เบาหวาน
เบาหวาน สามารถแบ่งออกได้เป็น2ชนิด ได้แก่
โรคเบาหวานชนิดที่ 1
เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์
ซึ่งสร้างอินซูลินในส่วนของตับอ่อนทำให้ร่างกายหยุดสร้างอินซูลิน
หรือสร้างได้น้อยมาก ดังที่เรียกว่า
โรคภูมิต้านทานตัวเอง หรือ ออโตอิมมูน(autoimmune)
ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1
จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน
เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว และถ้าเป็นรุนแรง
จะมีการคั่งของสารคีโตน(ketones)
สารนี้จะเป็นพิษต่อระบบประสาททำให้หมดสติถึงตายได้
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็น เบาหวาน
ที่พบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่
สาเหตุที่แท้จริงนั้นยังไม่ทราบชัดเจน
แต่มีส่วนเกี่ยวกับ พันธุกรรม นอกจากนี้
ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะ น้ำหนักตัวมาก
และขาดการออกกำลังกาย มีลูกดก
อีกทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น
เซลล์ของผู้ป่วยยังคงมีการสร้างอินซูลินแต่ทำงานไม่เป็นปกติ
เนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน
ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป
บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว
โดยอาจจะใช้ยาในการรับประทาน
และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด
เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ เบาหวาน
ยังมีสาเหตุมาจากการใช้ยาด้วย เช่น สเตอรอยด์
ยาขับปัสสาวะ ยาเม็ดคุมกำเนิด
อาการเบื้องต้นของ เบาหวาน
ผู้เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการเบื้องต้นคือ
1.ปวดปัสสาวะบ่อย ครั้งขึ้น
เนื่องจากในกระแสเลือดและอวัยวะต่างๆมีน้ำตาลค้างอยู่มาก
ไตจึงทำการกรองออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะหวาน
สังเกตุจากการที่มีมดมาตอมปัสสาวะ
จึงเป็นที่มาของการเรียก เบาหวาน
2.ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น
3.กระหายน้ำ และดื่มน้ำในปริมาณมากๆต่อครั้ง
4.อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
5.เบื่ออาหาร
6.น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
โดยเฉพาะถ้าหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน
อันเนื่องมาจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปสร้างพลังงานได้เต็มที่จึงต้องนำไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้ทดแทน
7.ติดเชื้อบ่อยกว่าปรกติ
เช่นติดเชื้อทางผิวหนังและกระเพาะอาหาร
สังเกตุได้จากเมื่อเป็นแผลแล้วแผลจะหายยาก
8.สายตาพร่ามองไม่ชัดเจน
9.อาการชาไม่ค่อยมีความรู้สึก
เนื่องมาจากเบาหวานจะทำลายเส้นประสาทให้เสื่อมสมรรถภาพลงความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกจึงถดถอยลง
10.อาจจะมีอาการของโรคหัวใจ และโรคไตโดย
เบาหวานชนิดที่ 2 อาจจะมีอาการเหล่านี้บางอย่าง
หรืออาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย
อาการแทรกซ้อนของ โรคเบาหวาน
มักจะเกิดเมื่อเป็น เบาหวาน อย่างน้อย 5
ปีแล้วไม่ได้รักษาอย่างจริงจัง
ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy)เกิดจากการที่น้ำตาลเข้าไปใน
endothelium ของ หลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา
ทำให้หลอดเลือดเหล่านี้มีการสร้างไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนย้ายออกมาเป็น
Basement membrane มากขึ้น ทำให้ Basement
membrane หนา แต่เปราะ
หลอดเลือดเหล่านี้จะฉีกขาดได้ง่าย
เลือดและสารบางอย่างที่อยู่ในเลือดจะรั่วออกมา
และมีส่วนทำให้ Macula บวม ซึ่งจะทำให้เกิด
Blurred vision
หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสร้างแขนงของหลอดเลือดใหม่ออกมามากมายจนบดบังแสงที่มาตกกระทบยัง
Retina ทำให้การมองเห็นของผู้ป่วยแย่ลง
ตาหรือจอตาเสื่อม หรือมองเห็นจุดดำลอยไปมา
และอาจจะทำให้ตาบอดได้ในที่สุด
ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy)ไตมักจะเสื่อม
จนเกิดภาวะไตวาย พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่
Glomeruli จะทำให้ Nephron ยอมให้ albumin
รั่วออกไปกับ filtrate ได้ Proximal tubule
จึงต้องรับภาระในการดูดกลับสารมากขึ้น
ซึ่งถ้าเป็นนานๆ ก็จะทำให้เกิด Renal failure ได้
ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 3 ปี
นับจากแรกเริ่มมีอาการ
ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy)
เบาหวาน จะทำให้หลอดเลือดเล็กๆ
ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพ
ก็จะทำให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้
เช่นรู้สึกชาหรือปวดแสบปวดร้อนตามปลายมือ
เมื่อผู้ป่วยมีแผล ผู้ป่วยก็จะไม่รู้ตัว
และไม่ดูแลแผลดังกล่าว
ประกอบกับเลือดผู้ป่วยมีน้ำตาลสูง
จึงเป็นอาหารอย่างดีให้กับเหล่าเชื้อโรค
และแล้วแผลก็จะเน่า และนำไปสู่ Amputation
ในที่สุด ในผู้ชายอาจมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ(impotence)
โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary vascular disease)
เบาหวาน
เป็นตัวการที่จะเร่งให้เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดทั่วร่างกายและเมื่อหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจเสื่อมสภาพจาก
เบาหวาน ประกอบกับการมีไขมันในเลือดสูง
ก็จะส่งผลให้มีการตีบของหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิด
โรคหัวใจขาดเลือด แต่หากหลอดเลือดเกิดอุดตัน
ก็จะเกิดอาการ กล้ามเนื้อหัวใจตาย ในผู้ป่วย
เบาหวาน บางราย
กล้ามเนื้อหัวใจมีการทำงานน้อยกว่าปกติ คือ
มีการบีบตัวน้อยกว่าปกติอันเนื่องมาจาก
เส้นเลือดฝอยเล็กๆที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติจาก
เบาหวาน ซึ่งจะทำการรักษาได้ยาก
การรักษาที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ
ปัญหาที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งของผู้เป็น เบาหวาน
คือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจจะไม่แสดงอาการผิดปกติซึ่งจะบ่งชี้ว่าเป็นโรคหัวใจให้เห็นก่อน
เช่นอาการเจ็บหน้าอก
อันเป็นอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยโรคหัวใจทั่วไป
ดังนั้นผู้เป็น เบาหวาน
บางรายอาจจะแสดงอาการครั้งแรกด้วยอาการที่รุนแรง
เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ หัวใจล้มเหลว
ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ช้ากว่าปกติ
ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease)
ผู้เป็น เบาหวาน
จะมีอัตราเสี่ยงในการเกิดอัมพาตชนิดหลอดเลือดตีบได้สูง
เพราะ เบาหวาน ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งได้ง่าย
โดยจะมีหลอดเลือดแข็งทั่งร่างกายและถ้าเป็นที่หลอดเลือดของสมอง
ก็จะเกิดอัมพาตขึ้น
โดยอัตราเสี่ยงของผู้ป่วยที่เป็น โรคเบาหวาน
จะมีโอกาสเป็นอัมพาตได้สูงกว่าผู้ป่วยปกติ 2-4
เท่า โดยจะมีอาการเบื้องต้นสังเกตุได้จาก
กล้ามเนื้อแขน
ขาอ่อนแรงครึ่งซีกอย่างทันทีทันใดหรือเป็นครั้งคราว
ใบหน้าชาครึ่งซีกใดซีกหนึ่ง พูดกระตุกกระตัก
สับสนหรือพูดไม่ได้เป็นครั้งคราว
ตาพร่าหรือมืดมองไม่เห็นไปชั่วครู่ เห็นแสงผิดปกติ
วิงเวียน เดินเซไม่สามารถทรงตัวได้
กลืนอาหารแล้วสำลักบ่อยๆ
มีอาการปวดศรีษะอย่างรุนแรงโดยอาการปวดมักจะเกิดในขณะที่เคร่งเครียด
หรือมีอารมณ์รุนแรง
โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral vascular
disease)
แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer)
ผู้ที่มีโอกาสเป็น โรคเบาหวาน
เบาหวาน พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย
แต่จะพบมากในคนอายุกว่า 40 ปีขึ้นไป
คนที่อยู่ในเมืองมีโอกาสเป็น เบาหวาน
มากกว่าคนในชนบท คนอ้วนที่น้ำหนักเกิน
โดยดูจากดัชนีมวลกาย ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
และหญิงที่มีลูกดกโดยเฉพาะผู้มีประวัติคลอดบุตรมีน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า4กิโลกรัม
จะมีโอกาสเป็น เบาหวานได้มากขึ้น
แต่ในปัจจุบันลักษณะการบริโภค
และกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันส่งผลให้มีคนเป็น
เบาหวาน เพิ่มมากขึ้น
และการพบผู้ป่วยที่อายุน้อยที่เป็น เบาหวาน
ก็เพิ่มสูงขึ้น
การป้องกันการเป็นเบาหวาน
1.ควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
และแก้ไขปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอันจะก่อให้เกิดโรคเบาหวาน
2.ควบคุมโภชนาการ
ให้มีความสมดุลทั้งในด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย
รวมไปจนถึงการใช้ยารักษาโรค
3.ควรตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ
โดยปรึกษาแพทย์ว่าควรตรวจเช็คเมื่อใด และ
ระยะเวลาห่างในการตรวจที่เหมาะสม
4.ยาบางชนิดหรือยาสมุนไพร
อาจมีผลต่อการควบคุมน้ำตาลในเลือด
จะต้องปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้ยา หรือ
สมุนไพร เหล่านี้
สิ่งที่ตรวจพบเมื่อเป็น เบาหวาน
เบาหวานชนิดที่ 1 มักพบในคนที่ มีรูปร่างซูบผอม
ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อลีบฝ่อ
เบาหวานชนิดที่ 2 อาจมีรูปร่างอ้วน
บางรายตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติตามร่างกาย
การตรวจปัสสาวะมักจะพบน้ำตาลในปัสสาวะขนาดมากกว่าหนึ่งบวกขึ้นไป
การตรวจน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร 6 ชั่วโมง
(fasting plasma glucose/FPG)
มักพบว่ามีค่าเท่ากับหรือมากกว่า 126
มิลลิกรัมต่อเลือด 100 มิลลิลิตร
การวินิจฉัย เบาหวาน
หากสงสัยว่าเป็น เบาหวาน
ควรไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลโดย
อดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด ตั้งแต่เที่ยงคืน
แล้วไปเจาะเลือดในตอนเช้า
เพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร6ชั่วโมง (FPG)
ซึ่งคนปกติจะมีค่าต่ำกว่า 110 มิลลิกรัม ต่อเลือด
100 มิลลิลิตร หากพบมีค่า เท่ากับหรือมากกว่า 126
มิลลิกรัม ในการตรวจอย่างน้อย 2ครั้ง
ก็วินิจฉัยได้ว่าเป็นเบาหวาน
และยิ่งมีค่าสูงเท่าใดก็แสดงว่ามีความรุนแรงของการเป็นเบาหวาน
เพิ่มมากขึ้น
คำแนะนำเกี่ยวกับ เบาหวาน
1.เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง
ต้องใช้เวลาการรักษานานหรือตลอดชีวิต
หากไม่ได้รับการปฏิบัติที่ถูกต้องก็อาจมีอันตรายจากโรคแทรกซ้อนได้มาก
2.ผู้ที่กินยาหรือฉีดยารักษาเบาหวานอยู่
บางครั้งอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ อาการได้แก่
ใจสั่น หน้ามืด ตาลาย ตัวเย็น เหงื่อออก
ถ้าเป็นมากๆ อาจเป็นลม หมดสติ และอาจจะชักได้
ควรจะต้องพก น้ำตาลหรือของหวานติดตัวไว้
ถ้ารู้สึกมีอาการก็ให้รีบรับประทาน
แล้วทบทวนดูว่าเกิดอาการเหล่านี้ได้อย่างไร
โดยสังเกตุตัวเองจากการบริโภคอาหารเมื่อเป็นเบาหวานเช่น
กินอาหารน้อยไปหรือไม่ ออกกำลังมากเกินไปหรือไม่
กินหรือฉีดยาเบาหวาน เกินขนาดไปหรือไม่
แล้วควมคุมทั้ง 3 อย่างนี้ให้พอดีกัน
สำหรับผู้ที่กินอาหารผิดเวลาก็อาจเกิดภาวะนี้ได้เช่นกัน
ดังนั้นจึงควร
รับประทานอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อด้วย
3.อย่าซื้อยากินเอง
เนื่องจากยาบางประเภทมีผลต่อค่าน้ำตาลในเลือดได้
เช่น สเตอรอยด์ ยาขับปัสสาวะ
และยาบางประเภทก็อาจทำให้ฤทธิ์ของยารักษาเบาหวาน
แรงขึ้นได้ ก็จะมีผลให้น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติ
เช่น แอสไพริน ดังนั้นเมื่อเป็น เบาหวาน
ก่อนทานยาประเภทใดควรจะต้องแน่ใจว่ายานั้นไม่มีผลต่อค่าน้ำตาลในเลือด
4.ผู้ที่มีญาติพี่น้องเป็นเบาหวาน
ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นครั้งคราว
เพื่อป้องกันตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
การบริโภคอาหารเมื่อเป็น เบาหวาน
1.เลือกบริโภคอาหารให้ครบ 5หมู่
โดยคำนึงถึงพลังงานที่ได้จากอาหารโดยประมาณจากคาร์โบไฮเดรต(แป้ง)
ประมาณ 55-60%โปรตีน (เนื้อสัตว์) ประมาณ 15-20%ไขมัน
ประมาณ 25%
2.ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากควรจะต้องลดปริมาณการรับประทานลง
โดยอาจจะค่อยๆลดลงให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เคยรับประทานปรกติ
และพยายามงด อาหารมันๆ ทอดๆ
3.รับประทานอาหารที่มีกากใยมากเพื่อช่วยในการขับถ่าย
4.หลีกเลี่ยงการรับประทานจุกจิกและรับประทานอาหารไม่ตรงเวลา
5.พยายามรับประทานอาหารในปริมาณที่สม่ำเสมอกันในทุกมื้อ
6.หากมีอาการเกี่ยวกับโรคไตหรือความดันโลหิตสูง
ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม
7.แม้ระดับน้ำตาลในเลือดจะปรกติดีแล้วก็ควรจะต้องควบคุมอาหารตลอดไป
อาหารที่ห้ามรับประทานเมื่อเป็น เบาหวาน
diabetes
น้ำตาลทุกชนิด รวมไปถึงน้ำผึ้ง
ผลไม้กวนประเภทต่างๆ
ขนมเชื่อม ขนมหวานต่างๆ
ผลไม้ที่มีรสหวานมากๆ
น้ำหวานประเภทต่างๆ
ขนมทอดกรอบหรือชุบแป้งทอด
ขอขอบคุณ
http://thaidiabetes.blogspot.com
|
|