|
องค์กรณ์การเมือง
|
||||||||||||||||
| ข้อคิด ข้อเขียนอิสรภาพทางความคิด มิได้มีจิตเจตนาทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดเสียหาย หากผิดพลาดพลั้งไปต้องขออภัย | ||||||||||||||||
|
เพิ่มทุนทหารไทย-ฉลาดแกมโกง?
(1)โดย วีระ ธีรภัทร เห็นรายละเอียดทั้งหมดแล้ว ผมถึงจะวิเคราะห์วิจารณ์ให้ฟังกันต่อไป นอกจากนี้ ผมต้องขอโทษคุณๆ ที่คุยเรื่องค่าเงินบาทแข็งเงินบาทอ่อน ยังไม่จบค้างไว้ และบอกว่าจะมาคุยต่อ แต่ต้องขอตัดกลับมาคุยเรื่องที่ผมคิดว่ามีประเด็นที่ควรทำความเข้าใจเร่งด่วนซะก่อน เรื่องการเพิ่มทุนครั้งล่าสุดของธนาคารทหารไทยครับ ที่จริงเมื่อตอนที่ผมเขียนเรื่องเกิดอะไรขึ้นกับแบงก์ไทย ผมก็คุยเรื่องธนาคารทหารไทยไปนิดหน่อย แต่ไปเน้นเรื่องของ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาแล้วก็ไม่ได้เล่าต่อ เลยไม่ได้พูดเรื่องธนาคารทหารไทยให้ต่อเนื่องกันไป แต่ที่หยุดชะงักไปนั้นส่วนหนึ่งก็เพราะต้องการจะทราบข้อมูลและ ข้อเท็จจริงบางประการซะก่อน ตอนนี้ข้อเท็จจริงที่ว่าก็มีความชัดเจนแล้ว ก็เลยถือโอกาสเล่าเรื่อง ที่ยังค้างคาอยู่ให้จบสิ้นกระบวนความ ต้องขอบอกเสียก่อนในเบื้องต้นว่า การที่ธนาคารทหารไทย สามารถดำเนินการเพิ่มทุนได้เรียบร้อย (คิดว่าภายในสัปดาห์นี้ก็คงทราบตัวเลขการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมด) เป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยและสนับสนุนอย่างเต็มที่ ธนาคารทหารไทยมีความจำเป็นต้องมีการเพิ่มทุนใหม่จริงๆ ครับ และถ้าหากเพิ่มทุนไม่สำเร็จก็หมิ่นเหม่ต่อการไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ เรื่องของธนาคารทหารไทยนั้น มันมีรากเหง้าของเก่าอันสลับซับซ้อน และมีความพยายามดิ้นรนเพิ่มทุนแบบหวุดอยู่หวิดไปหลายระลอก นับแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเงินในปี 2540 ที่จริงผมอยากจะบอกด้วยว่าในช่วงปี 2541-2542 นั้น ผมมีความหวั่นใจอยู่ลึกๆ ว่า ธนาคารทหารไทยเห็นทีจะต้องถูกลบชื่อออกจากสารระบบธนาคารพาณิชย์บ้านเราแน่ แต่ในที่สุดก็สามารถเอาตัวรอดผ่านมาได้อย่างจวนเจียนเต็มที งานนี้ต้องยกประโยชน์ให้กับอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่คุณทนง พิทยะ ที่ใช้ความพยายามอย่างสูงที่จะชักจูงผู้ถือหุ้นใหญ่และกระทรวงการคลังให้ร่วมมือกันเพิ่มทุนจนรอดปากเหยี่ยวปากกามาได้ แต่ปัญหาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในธนาคารทหารไทยก็ไม่ได้หมดไปด้วย แม้จะมีเงินกองทุนพอเพียงในระดับหนึ่ง ปัญหาของธนาคารทหารไทยก็เหมือนกับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ นั่นก็คือมีสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นจำนวนมาก แม้จะตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญได้ตามเกณฑ์แบงก์ชาติได้ แต่ก็ถือว่าไม่มากและปลอดภัยและยังยากลำบากในการดำเนินธุรกิจต่อไป ปัญหาบางส่วนยังเป็นเรื่องของประสิทธิภาพการบริหารจัดการ บวกกับผู้ถือหุ้นใหญ่โดยเฉพาะเหล่าทัพเองไม่ได้สามารถทำหน้าที่ใน ฐานะฝ่ายอำนวยการและนโยบายได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถ้าหากพิจารณาจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นล่าสุดในปี 2545 ก่อนมีการเพิ่มทุนในขณะนี้ก็จะเห็นได้ว่า ธนาคารทหารไทยเกือบจะมีสภาพเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่แล้ว เพราะ กระทรวงการคลัง ถือหุ้นถึงร้อยละ 49.84 (ถือหุ้นสามัญ 3,191,463 หุ้น และหุ้นบุริมสิทธิ 1991,994,600 หุ้น) ในขณะที่กองทัพบกถือหุ้นร้อยละ 7.53 (ถือหุ้นสามัญ 301,237,293 หุ้น) นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายนายกรัฐมนตรีถือหุ้นร้อยละ 3.75 (ถือหุ้นสามัญ 150,000,000 หุ้น) ส่วนผู้ถือหุ้นรายสำคัญอื่นๆ ประกอบไปด้วย บริษัท ททบ.5 จำกัด (กำลังจะขายหุ้นให้กับประชาชนเพื่อนำหุ้นไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคตอันใกล้นี้) ถือหุ้นสามัญ 142,041,694 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 3.55 ส่วน บริษัทไทยประกันชีวิต ซึ่งถือหุ้นสามัญ 119,872,460 หุ้น หรือร้อยละ 2.99 นั้นถือหุ้นมากเป็นอันดับ 5 สำหรับ กองทัพเรือ (ถือหุ้นสามัญ 43,981,709 หุ้น หรือร้อยละ 1.10) กองทัพอากาศ (ถือหุ้น 37,823,682 หุ้น หรือร้อยละ 0.94) ซึ่งแต่เดิมถือหุ้นในลำดับต้นๆ ก็ร่นมาอยู่ในลำดับที่ 6 และ 7 ตามลำดับ ถ้าหากนำหุ้นที่เหล่าทัพถือผ่านกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศและรวมเอาบริษัทททบ. จำกัดเข้าไปด้วย ก็จะถือหุ้นสามัญรวมกันทั้งหมดประมาณ 525 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 13.12 ซึ่งแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย แต่ในอดีตเหล่าทัพถือหุ้นในธนาคารทหารไทยเกินครึ่งและ มีบทบาทสำคัญในคณะกรรมการธนาคารแห่งนี้ แม้ในปัจจุบันจะยังคงมีบทบาทแต่สัดส่วนการถือหุ้นก็น้อยจน เชื่อว่าคงจะต้องลดบทบาทลงไปตามลำดับ ที่ผมลำดับความมาโดยละเอียดเรื่องผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็เพราะเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับการเพิ่มทุนครั้งล่าสุดแบบแยกกันไม่ออก และถ้าหากพิจารณาว่าปัจจุบันธนาคารทหารไทยมีทุนที่เรียกชำระแล้วทั้งหมด 40,029.67 ล้านบาทแยกเป็น หุ้นสามัญ 2,010,867,600 หุ้น (หุ้นพาร์ 10 บาท) หุ้นบุริมสิทธิหมวด ก. 99,600 หุ้น (เป็นหุ้นบุริมสิทธิที่พ่วงกับหุ้นกู้ด้อยสิทธิหรือแคปส์) และที่สำคัญก็คือ หุ้นบุริมสิทธิหมวด ข. จำนวน 1,992,000,000 หุ้น ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด (เป็นหุ้นที่เกิดจากการขอความช่วยเหลือเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 ตามโครงการ 14 ส.ค.2541) ก็จะเห็นอะไรชัดเจนขึ้น ถ้าหากจับประเด็นหลักที่ผมแยกแยะเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้น ทุนที่เรียกชำระแล้วและติดตามข่าวการเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทย ครั้งล่าสุดก็จะเชื่อมโยงเรื่องได้ไม่ยาก แต่ถ้าหากเชื่อมโยงไม่ถูกก็ติดตามเรื่องนี้ต่อไป เพราะผมจะค่อยๆ โยงเรื่องต่อภาพให้เห็นทั้งหมดครับ เพิ่มทุนทหารไทย-ฉลาดแกมโกง? (2) หารายงานประจำปีมานั่งอ่านอย่างละเอียดสักหน่อย ยิ่งถ้าหากพอเข้าใจงบการเงินหรือเก่งขนาดวิเคราะห์ฐานะกิจการได้ด้วยแล้วล่ะก้อ แทบจะมองได้ทะลุปรุโปร่งเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เมื่อจะพูดถึงฐานะของธนาคารทหารไทย ผมจึงต้องยอมเสียเวลานั่งอ่านรายงานประจำปีล่าสุด คือปี 2545 เพื่อตรวจดูข้อมูลบางอย่างที่ผมอยากทราบ ณ สิ้นปี 2545 ธนาคารทหารไทยมี สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ 43,197 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.30 ของสินเชื่อรวม และมี การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เอาไว้เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 15,335 ล้านบาท ในขณะที่มี เงินกองทุนตามกฎหมาย 34,622 ล้านบาท และมี ยอดขาดทุนสะสม ประมาณ 42,743 ล้านบาท ข้อมูลดังกล่าวช่วยทำให้เราเห็นภาพความเป็นไปของฐานะกิจการของธนาคารทหารไทยได้ดียิ่งขึ้น แม้จะไม่เห็นภาพทั้งหมดก็ตามที ประเด็นของธนาคารทหารไทยที่เป็นปมปัญหาสำคัญก็คือ สินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้มีจำนวนสูงพอสมควร (ที่จริงจะต้องดูให้ทะลุไปถึง บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท ที่ผ่องถ่ายนี้เสียออกไปด้วย) การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญมีน้อยไปหน่อย แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แนวโน้มการหารายได้และทำกำไรไม่สดใส และถ้าหากไม่ทำอะไรสักอย่างจะเกิดผลขาดทุนมากัดเซาะฐานะเงินกองทุนให้ร่อยหรอ เกิดปัญหาเงินกองทุนไม่เพียงพอขึ้นได้ นี่ยังไม่รวมภาระดอกเบี้ยจ่ายอันเกิดจากการออกหุ้นกู้ด้อย สิทธิควบหุ้นบุริมสิทธิหรือแคปส์ที่ธนาคารใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มเงินกองทุนชั้นที่ 1 วงเงิน 9,960 ล้านบาท ซึ่งผมคิดว่าธนาคารทหารไทยคงอยากจะไถ่ถอนเพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย แต่ติดขัดตรงที่ถ้าหากไถ่ถอนก็จะทำให้เงินกองทุนชั้นที่ 1 หดหายไปเกือบหนึ่งหมื่นล้านบาท พิจารณาคร่าวๆ เช่นนี้ ก็ทำให้เข้าใจได้ไม่ยากว่า ธนาคารทหารไทยมีความจำเป็นต้องล้างท้องถ่ายพยาธิครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพิ่มการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพื่อให้สามารถ เคลียร์ปัญหาหนี้เสียได้มากและเร็วขึ้น และหาทางไถ่ถอนแคปส์เพื่อลดดอกเบี้ยจ่ายและเพิ่มทุนของ ธนาคารให้เพียงพอกับการเคลียร์ปัญหาเดิมและมีฐานเงินทุน ที่แน่นหนาเพื่อนำไปสร้างรายได้ให้งอกเงย ทั้งหมดที่ต้องทำโดยเฉพาะการเพิ่มทุนใหม่นั้น ซึ่งมีเงื่อนไขที่สำคัญคือจะต้องไม่มีการลดทุนเดิมของธนาคารทหารไทย ซึ่งเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้สามารถลดทุนได้ก็คงหนีไม่พ้นผู้ถือหุ้นเดิมที่จะสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นเหล่าทัพหรือว่ากระทรวงการคลัง ถึงอยากทำก็ทำไม่ได้ ทำแล้วยุ่งก็เลยต้องเสี่ยง ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารทหารไทยเองก็พยายามหาผู้ร่วมทุนภายนอกเข้ามาเพิ่มเติมมีการเจรจากันไปหลายรอบหลายกลุ่ม แต่จนแล้วจนรอดก็ตกลงกันไม่ได้ และต้องหันมาว่ากันใหม่พิจารณาเพิ่มทุนโดยอาศัยผู้ถือหุ้นเดิมเป็นสำคัญ ธนาคารทหารไทยประกาศเพิ่มทุนโดยขายหุ้นเพิ่มทุนใหม่ ทั้งหมดให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในสัดส่วน 5 หุ้นเดิมต่อ 8 หุ้นใหม่ และขายให้ในราคาหุ้นละ 3.50 บาท จากราคาเต็มคือราคาพาร์ 10 บาท ย้อนกลับไปดูทุนที่เรียกชำระแล้วของธนาคารทหารไทยที่เป็นหุ้นสามัญจำนวน 2,010,867,600 หุ้น และหุ้นบุริมสิทธิหมวด ข. จำนวน 1,992,000,000 หุ้น คิดรวมกันเป็นจำนวนทั้งหมดประมาณ 4,002.86 ล้านหุ้น ผมตัดหุ้นบุริมสิทธิหมวด ก. จำนวน 99,600 หุ้นออกไปเพราะคงไม่มีการเพิ่มทุน เนื่องจากหุ้นบุริมสิทธิดังกล่าวนั้น ผูกโยงกับหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ซึ่งเป็นตราสารแบบกึ่งหนี้กึ่งทุนและมีวิธีบริหารจัดการที่แตกต่างไป จากหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิหมวด ข. เมื่อธนาคารเพิ่มทุนโดยให้ถือหุ้นเดิมมีสิทธ ิซื้อหุ้นเพิ่มทุนใหม่ในสัดส่วน 5 หุ้นเดิมต่อ 8 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 3.50 บาท ก็หมายความว่าจะมีการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวนทั้งหมด 6,404.57 ล้านหุ้น (คิดให้ง่ายขึ้นก็คือมีหุ้นเดิมเท่าไร เอา 1.6 คูณเข้าไปก็จะได้ซื้อหุ้นใหม่จำนวนเท่านั้น) และด้วยเหตุที่ชำระเงินค่าหุ้นในอัตราหุ้นละ 3.50 บาท การเพิ่มทุนครั้งนี้ก็จะเป็นการขายหุ้นเพิ่มทุน ในราคาต่ำกว่าพาร์ได้เงินทั้งหมดประมาณ 22,416 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นเดิมรายไหนใช้สิทธิ ก็เตรียมหาเงินมาจ่ายค่าหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนของตัวเอง เมื่อย้อนกลับไปดูผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ก็พอคำนวณได้ไม่ยากว่า กระทรวงการคลังต้องหาเงินมาจ่ายประมาณ 11,200 ล้านบาท คุณพานทองแท้ ชินวัตร ต้องเตรียมเงินจ่ายค่าเพิ่มทุนประมาณ 840 ล้านบาท ส่วนเหล่าทัพอันประกอบด้วยกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และบริษัท ททบ.5 จำกัด ต้องเตรียมเงินเอาไว้จ่ายค่าหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 2,940 ล้านบาท ในขณะนี้เรายังไม่รู้ว่าผู้ถือหุ้นเดิมจะจองซื้อหุ้นใหม่กันครบถ้วนหรือไม่ เราทราบแต่เพียงว่ากระทรวงการคลังซึ่งต้องหาเงินมา จ่ายค่าหุ้นเพิ่มทุนประมาณ 11,200 ล้านบาทนั้น พร้อมจ่ายเงินค่าหุ้นเพิ่มทุนใหม่นี้โดยใช้วิธีที่ผมอยากจะเรียกว่าเป็นวิธีการที่ชาญฉลาดแกมโกง กระทรวงการคลังหาเงิน 11,200 ล้านบาท มาจากไหนและอย่างไร ผมจะขอวิสัชนาสาธยายรายละเอียดในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกันนะครับ เพิ่มทุนทหารไทย-ฉลาดแกมโกง ? (3) ถ้าหากซื้อกันครบ ใช้สิทธิเต็มที่ ก็จะทำให้ธนาคารทหารไทย มีเงินใหม่เข้ามาก้อนโตพอสมควรคือประมาณ 22,416 ล้านบาท งานนี้คนที่ต้องใส่เงินเข้าไปมากที่สุด เพราะถือหุ้นมากที่สุดก็คือ กระทรวงการคลัง จำนวนเงินที่ต้องจ่ายประมาณ 11,200 ล้านบาท (ตัวเลขที่ถูกต้องคือ 11,172 ล้านบาท) ซึ่งไม่น้อยนะครับ แต่อันที่จริงเรื่องเงินจะเป็นเท่าไร ขึ้นชื่อว่ากระทรวงการคลังแล้ว ไม่ใช่ปัญหา มีช่องทางหามาให้ได้ทั้งนั้น จะเก็บภาษีเพิ่ม จะกู้จากแบงก์ชาติ จะกู้จากต่างประเทศ กู้ด้วยการขายพันธบัตร กู้ด้วยการทำงบประมาณขาดดุล ขายหุ้นรัฐวิสาหกิจ ฯลฯ แล้วแต่จะเลือกเอา แต่ผมไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระทรวงการคลังกรณีการเพิ่มทุนธนาคารทหารไทย ซึ่งใช้เงินเพียงแค่หมื่นล้านบาทกับเศษอีกนิดหน่อย เรื่องมันพัลวันพัลเกถึงขนาดที่กระทรวงการคลังต้อง ไปกู้เงินจากธนาคารออมสินมาจ่ายค่าหุ้นเพิ่มทุนคราวนี้ ผมลองค่อยๆ แกะรอยดูว่าเรื่องมันเป็นยังไงมายังไง ก็ได้ความเบื้องต้นว่า ทางกระทรวงการคลังบอกว่าไม่ได้เตรียมเงินสำหรับการเพิ่มทุนธนาคารทหารไทยไว้ในงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2546 เพราะฉะนั้นถึงเวลาฉุกเฉินขึ้นมาต้องหาเงินไปจ่ายแบบนี้จึงไม่มีเงินอยู่ในมือ ฟังแล้วมันทะแม่งๆ หูอยู่ แต่ผมยอมเชื่อตามที่บอกก็แล้วกัน แต่ความน่าสนใจเห็นจะอยู่ที่ขั้นตอนการดำเนินการเพื่อให้ได้เงินจำนวน 11,172 ล้านบาทครับ เพราะกระทรวงการคลังใช้วิธีการไปขอกู้เงินจากธนาคารออมสิน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมากระทรวง การคลังก็เคยใช้วิธีการเดินนี้ในการจัดสรรเงินไปให้กองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองมาแล้วเกือบแปดหมื่นล้านบาท โดยใช้วิธีให้ธนาคารออมสินจ่ายไปก่อนแล้วตั้งงบประมาณ รายจ่ายจ่ายให้กับธนาคารออมสินเป็นปีๆ ไปจนครบทั้งจำนวน เข้าใจว่าในปัจจุบันน่าจะจ่ายให้กับธนาคารออมสินครบ ทั้งก้อนบวกดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายดำเนินการอีกนิดหน่อย แต่ความน่าสนใจในเรื่องนี้กลับมีมากกว่านั้นครับ เพราะถ้าหากไปอ่านมติคณะรัฐมนตรีเรื่องที่ 30 ในการประชุมวันที่ 9 ก.ย.2546 นั้น จะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องที่กระทรวง การคลังเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการจำหน่ายหลักทรัพย์ เพื่อนำไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ครม.ก็อนุมัติตามที่เสนอขอมา รายละเอียดที่ทราบเพิ่มเติมก็คือ หลักทรัพย์ที่จะขายหรือจำหน่ายนั้นคือ หุ้นของบริษัทรัฐวิสาหกิจสองแห่งที่ถือในนามกระทรวงการคลัง นั่นก็คือหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยทางกระทรงการคลังจะขายให้กับธนาคารออมสินเพื่อให้ได้เงินประมาณ 11,172 ล้านบาท แล้วก็จะนำเงินที่ว่าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของธนาคารทหารไทย อ่านดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ เพราะกระทรวงการคลังขายหุ้นที่มีในบริษัทการบินไทย และบริษัทปตท. ให้ธนาคารออมสินได้เงินมาจำนวนที่ต้องการ ก็เอาไปจ่ายค่าหุ้นธนาคารทหารไทยที่จองซื้อตามสิทธิที่มี แต่ที่ต้องบอกว่ามีอะไรก็เพราะในภายหลังเมื่อมีการแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมกลับกลายเป็นว่า กระทรวงการคลังจะกู้เงินจำนวน 11,172 ล้านบาท แล้วนำหุ้นบริษัทการบินไทยและบริษัทปตท. ไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินดังกล่าวจากธนาคารออมสินแทน ความสับสนดังกล่าวน่าจะเป็นเพราะแท้ที่จริงแล้วกระทรวง การคลังขายหุ้นการบินไทยและปตท.ให้กับธนาคารออมสินตามมติ ครม.ก็จริง แต่ได้ทำสัญญาซื้อหุ้นคืนทั้งหมดในราคาเดิมบวกดอกเบี้ยและค่าบริการจัดการ ในอีกสามปีข้างหน้า ตรงนี้แหละครับ ที่ผมอยากจะเรียกเป็นเรื่องฉลาดแกมโกง แน่นอนครับว่าทางกระทรวงการคลัง มีค่าใช้จ่ายประมาณร้อยละ 2.91 (ดอกเบี้ยบวกค่าบริหารจัดการ) ของยอดเงินที่ขายหุ้นแบบทำสัญญาซื้อคืน หรือคิดเป็นเงินที่ต้องจ่ายให้ธนาคารออมสินจริงๆ ตกประมาณ 325 ล้านบาท แต่ผลที่ได้รับก็คือได้เงินไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทยเรียบร้อยลงตัว มองด้านหนึ่ง นี่คือการขายหุ้นแบบมีเงื่อนไขรับซื้อคืนในราคาที่ตกลงกันก่อนล่วงหน้าในอนาคต มองอีกด้านหนึ่งนี่ก็คือการกู้เงินโดยมีหุ้นค้ำประกันโดยเสียค่าใช้จ่ายนิดหน่อยเท่านั้นเอง เพียงแต่ว่าดอกผลระหว่างทางคือเงินปันผลที่กระทรวง การคลังจะได้รับถ้าหากมีทางธนาคารออมสินก็จะได้รับเข้ากระเป๋าในฐานะเจ้าของหุ้นแทน สรุปรวมความก็คงจะต้องบอกว่า งานนี้ฉลาดแกมโกงอย่างที่ตั้งเป็นหัวเรื่องเอาไว้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล บทความเกี่ยวกับการเพิ่มทุนธนาคารทหารไทย โดย วีระ ธีรภัทร
|
||||||||||||||||
|
พรรคการเมือง
|
||||||||||||||||
|
บ้านสวนลุงแคน
|
||||||||||||||||
|
บ้านดอกบัว
|
||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||
|
อภิปรายไม่ไว้วางใจ
ภูษณ ปรีย์มาโนช
โกงที่ดินภูเก็ตนับหมื่นไร่
|
||||||||||||||||
| . | ||||||||||||||||
![]() |
||||||||||||||||