|
ไม่น่าเชื่อว่าเส้นทางชีวิตของชายคนหนึ่ง..ที่เริ่มจากไม่มีอะไร
จนกระทั่งรวยล้นฟ้า......กลับผ่านอะไรๆมามากมายที่คนธรรมดาอย่างเราๆก็คาดไม่ถึง
ผมรวบรวมข่าวและความเห็นกรณีนี้ มาเก็บไว้เป็นกรณีศึกษาครับ
>>>>...บุญชัยยันพร้อมให้ข้อมูลตำรวจ
- ภูษณรอดคุกได้ประกันตัว
>>>>....ภูษณแจงกำไรแทคหาย
117 ล้าน เป็นเรื่องเทคนิค!!
>>>>...ภูษณมอบตัว
ปฏิเสธเสียงแข็งโกงเงินแทค
>>>>...ชัจจ์สั่งล็อกตัวภูษณกลับจากอังกฤษ19
พ.ค.นี้
>>>>...ตร.ออกหมายเพิ่ม-สศก.ยันไร้เงา
ภูษณ
>>>>...'ภูษณ'โกงเป็นแก๊ง
ตร.ขอหมายจับเพิ่ม
>>>>...ป.ป.ช.ร่วมแฉรถเถื่อนภูษณ
เผย52คันตรวจสอบที่มาไม่ได้
>>>>...ภูษณ
ปรีย์มาโนช ลูกจ้างที่รวยที่สุดในประเทศไทย!!
>>>>...ย้อนปมตำรวจไล่ยึดทรัพย์ภูษณ
>>>>...พฤษภาเดือด
มรสุมถล่ม'ภูษณ'
>>>>...'ชัจจ์
เผยหลักฐานไม่ชัดเจนยึดรถหนีภาษี "ภูษณ"
>>>>...สศก.ยึดรถโบราณที่พิษณุโลก
ภูษณ ปรีย์มาโนช
สัมพันธ์ลึกล้ำ "ภูษณ-บุญชัย"และ"ทักษิณ" เรื่องของ"ไก่"กับ"งู"
และการเจรจาลับที่"ฝรั่งเศส"
ถ้า "ภูษณ ปรีย์มาโนช" เป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทใดบริษัทหนึ่งในเมืองไทย
ไม่ใช่ "แทค" หรือ "ดีแทค"
ฐานะของเขาคงไม่ถึงขั้นมหาเศรษฐีพันล้านเหมือนในวันนี้
ไม่แปลกที่ใครจะบอกว่า "ภูษณ" เป็น "ลูกจ้าง"
ที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองไทย
เพราะจะมี "ลูกจ้าง" คนไหนที่มีเงินสดฝากอยู่ในแบงก์ในสิงคโปร์ถึง
562 ล้านบาท
เมื่อรวมกับที่ดินและของสะสมทั้งหลาย "ภูษณ" จึงมีสินทรัพย์รวมกันไม่ต่ำกว่า
1,000 ล้านบาท
ในเมืองไทยคงไม่มี "ลูกจ้าง" คนไหนที่ร่ำรวยขนาดนี้บ้าง
"แทค" นั้นมี "เถ้าแก่" ชื่อ "บุญชัย
เบญจรงคกุล" เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
แต่มีคนชอบแซว "บุญชัย" ว่าเป็น "เถ้าแก่"
ที่ทำให้สถาบัน "เถ้าแก่" สั่นสะเทือน
เพราะเขาใจกว้างดั่งแม่น้ำ
นอกจากให้อำนาจกับ "ภูษณ" แบบไม่มีลิมิต ยังให้ผลประโยชน์จำนวนมหาศาลแก่
"คุณภู" ของลูกน้องอีกด้วย
ครั้งหนึ่ง เคยมีผู้บริหารระดับสูงของ "แทค" เตือน
"บุญชัย" ให้ระวัง "ภูษณ"
แต่ "บุญชัย" ไม่เชื่อ
"คุณจะทำให้ผมสองคนแตกคอกันหรือ"
เจอประโยคนี้ประโยคเดียว ผู้บริหารคนนั้นก็พา "เจตนาดี"
ล่าถอยกลับไป
จนช่วงหลัง "บุญชัย" เริ่มรู้สึกว่าไม่เพียงแต่
"ภูษณ" จะมากเกินไป
ลูกน้องของ "ภูษณ" ก็ชักจะมากเกินควร
ฟางเส้นใกล้ๆ สุดท้ายที่หล่นบนหลัง "บุญชัย" ก็คือเมื่อมีโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ
ออกมา ตามปกติผู้รับผิดชอบด้านการตลาดจะส่งโทรศัพท์รุ่นใหม่นี้ไปให้ผู้บริหารระดับสูงได้ทดลองใช้ก่อนใคร
"ภูษณ" ได้ ผู้บริหารระดับรองมาก็ได้
แต่ "บุญชัย" ไม่ได้
เมื่อมีการสอบถามกลับไปยังคนที่รับผิดชอบ กลับได้รับคำตอบว่า
"หมดแล้ว"
ความไม่พอใจในความ "มากเกิน" สะสมมานาน จนกระทั่งเมื่อเกิดวิกฤติค่าเงินบาททำให้หนี้สินของ
"ยูคอม" และ "ดีแทค" เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
"บุญชัย" ก็ตัดสินยึด "แทค" คืนจาก
"ภูษณ" พร้อมกับพบ "ขยะ" ใต้พรมมากมาย
แต่กว่าจะยึดตึกที่ตนเองเป็น "เจ้าของ" คืนกลับมาได้ก็ต้องใช้กำลังตำรวจและทหารบุกเข้าไป
จากวันนั้นเป็นต้นมาชื่อของ "ภูษณ" และพลพรรคก็หายจากสารบบของ
"ดีแทค"
จะอยู่ก็แต่ในความทรงจำของ "บุญชัย เบญจรงคกุล"
แต่ในมุมของ "ทักษิณ ชินวัตร" คนที่รู้จัก "ภูษณ"
อย่างลึกซึ้งก่อนที่ "บุญชัย" จะเริ่มซาบซึ้ง
"ทักษิณ" นั้นเป็นคนที่แข่งขันทางธุรกิจ แบบ "จบเป็นจบ"
ประมูลแข่งกัน ถ้าแพ้ก็จบ ถ้าชนะก็จบ
แต่สำหรับ "ภูษณ" ในบางเกม "ทักษิณ"
รู้สึกว่า "ภูษณ" เล่นแรงเกินไป
ระหว่างการสัประยุทธ์ในธุรกิจมือถือ หลายครั้งที่ "ทักษิณ"
ไม่พอใจ "ภูษณ"
และเมื่อ "ทักษิณ" เริ่มเข้าสู่แวดวงการเมือง
"ภูษณ" ก็เป็นตัวแทนของ "ดีแทค" เดินเข้าสู่แวดวงการเมืองบ้าง
ว่ากันว่าเงินที่ "ดีแทค" เคยสนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ
ตามประสาธุรกิจขนาดใหญ่ล้วนผ่านมือ "ภูษณ" ทั้งสิ้น
เงินจากกระเป๋าของ "บุญชัย" แต่คนที่ได้บุญคุณและสายสัมพันธ์ทางการเมืองคือ
"ภูษณ"
จากรากฐานนี้เองที่ทำให้ "ภูษณ" ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
และเมื่อพ้นจากการเมืองโดยตรง เขาก็กลายเป็นคนยืนอยู่ในเงามืด
เคยแตะมือทำทีจะเข้าพรรคไทยรักไทยครั้งหนึ่งในช่วงต้นๆ
แต่ถอนมือออกไปก่อนระฆังเลือกตั้งจะกังวาน
การตัดสินใจครั้งนี้อาจถือเป็นการแทงไพ่ผิดครั้งสำคัญของ
"ภูษณ"
เพราะจากนั้นเป็นต้นมา ชื่อของ "ภูษณ" ก็มีการเอ่ยถึงทุกครั้งที่มีกระแสการเมืองใหม่ๆ
ไม่ว่าพรรคทางเลือกที่ 3 หรือการเป็นที่ปรึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ยุค
"ทศวรรษใหม่"
รวมทั้งข่าวเรื่องการเป็นผู้ร่วมลงขันตั้งหนังสือพิมพ์ฉบับใหม่
ระหว่างนั้น "ภูษณ" ก็พยายามต่อสายทำความเข้าใจกับ
"ทักษิณ" เพื่อรักษาระยะไม่ให้ห่างเกินไปอยู่ตลอดเวลา
แต่ก็เป็นไปในแบบ "ไก่" กับ "งู" ที่มองตาก็เห็นอาวุธของกันและกัน
จนกระทั่งวันหนึ่ง มรสุมร้ายก็มาเยือน "ภูษณ"
จนต้องหลบลมร้อนจากเมืองไทยไปอังกฤษ
มรสุม 2 ระลอกที่กระหน่ำใส่เขาทั้งคดีทุจริตใน "ดีแทค"
ที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นผู้ร้องทุกข์
และคดีเรื่องรถโบราณนั้นรุนแรงเหลือเกิน
ที่สำคัญเป็นความรุนแรงที่น่าสงสัยว่ามีเงื่อนงำอย่างยิ่ง
เรื่อง ก.ล.ต. ไม่เท่าไร เพราะเป็นเรื่องราวที่ต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่
"ประชาชาติธุรกิจ" เริ่มขุดคุ้ยคดีการซื้อขายหุ้น "อินเตอร์ไลฟ์
จอห์น แฮนดอค" ที่มีเช็คกระจายไปยังคนใกล้ชิดของ "ภูษณ"
ถ้าจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีเบื้องหลังทางการเมือง หรือ "ความแค้นเก่า"
เป็นเรื่องของ "กฎแห่งกรรม" ในโลกแห่งความเป็นจริงก็ยังพอเชื่อได้
แต่เรื่อง "รถโบราณ" ที่อยู่ดีๆ ก็มีการขุดคุ้ยกันขึ้นมา
และบังเอิญอย่างยิ่งที่ไปเริ่มต้นที่รถโบราณ ของสะสมสุดโปรดของ "คุณภู"
และคนที่ดูแลคดีชื่อ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
(ผบช.ก.)
เรื่องนี้ถ้าบอกว่าไม่มีเบื้องหลังการถ่ายทำ "ภูษณ"
คงยากจะเชื่อ
สิ่งที่ "ภูษณ" กลัวมากที่สุดในวันนี้ไม่ใช่ 2
คดีนี้
แต่เป็นเรื่องที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
(ป.ป.ง.) จะเข้ามาตรวจสอบเส้นทางเงินเนื่องจากความผิดกฎหมายศุลกากรเป็น 1
ใน 7 ความผิดมูลฐานของกฎหมาย ป.ป.ง.
นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ "ภูษณ" ต้องดิ้นสุดฤทธิ์
ไม่แปลกที่ระหว่างการเดินทางไปฝรั่งเศสของ "ทักษิณ"
จึงมีคนเห็นบุรุษที่หน้าตาคล้าย "ภูษณ" ราวกับฝาแฝดยืนรอ "ทักษิณ"
อยู่ที่ล็อบบี้
การสนทนาในวันนั้นเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้
รู้แต่ว่า "ทักษิณ" ยืนยันว่าเขาไม่รู้เรื่องคดีดังกล่าวเลย
ส่วน "ภูษณ" ก็ยืนยันว่าเขาเชื่อว่า "ทักษิณ"
ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน
เขาสงสัยคนอื่น
นับจากนี้เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้
แต่ "ภูษณ" ที่เคยคิดว่าเข้าใจการเมืองเป็นอย่างดี
คงเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม
ผู้เขียน สรกล อดุลยานนท์
................................................................
วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1187 ]
แมลงวันในไร่ส้ม
แกะรอยข่าวร้อนๆ "คุณภู"ขวัญใจ(บาง)สื่อ กับกรณี"รถโบราณ"
ข่าวการจับรถเถื่อน และการเข้าค้นบ้านพัก พิพิธภัณฑ์รถโบราณ
"คุณภู" ที่ริมถนนบางนาตราด ของ นายภูษณ ปรีย์มาโนช ครองเนื้อที่หน้า
1 และหน้าในของหนังสือพิมพ์มาหลายวัน
สำหรับนายภูษณ หรือคุณภูของนักข่าว-คอลัมนิสต์ที่คุ้นเคยกัน
มักจะตกเป็นข่าวในหน้าสังคมอยู่ 2 ประเด็นใหญ่ คือ 1.เรื่องความร่ำรวย รสนิยมที่หรูหรา
กับ 2.เรื่องอนาคตทางการเมือง
ข้อเขียนต่างๆ มักยกย่อง "คุณภู" ว่าเป็นนักการเมืองวิสัยทัศน์ไกล
มีอนาคตทางการเมืองเรืองรองรออยู่
ข่าว "คุณภู" จะเข้าพรรคนั้นจะตั้งพรรคนี้ รวมถึงพรรคทางเลือกที่สาม
ปรากฏในหน้าข่าวกอซซิปสังคมและการเมืองของสื่อต่างๆ เป็นประจำ
ครั้งหลังสุดนายภูษณได้ออกมาเปิดเผยแนวคิดว่า อาจจะตั้งพรรคแนว
"พรรคกรีน" เพื่อเป็นทางเลือกที่สาม
ความสนใจอย่างหนึ่งของนายภูษณคือการสร้างคอนเน็กชั่นในวงการข่าวสารหลายระดับ
เห็นได้จากการที่ นายสุภาพ คลี่ขจาย ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ชาติพัฒนา อดีตโฆษกทีวีชื่อดัง
ก็ยังออกมารับหน้าที่ประสานกับตำรวจเรื่องคดีรถเถื่อนให้
ก่อนหน้านี้ นายภูษณเคยให้กลุ่มผู้สื่อข่าวไอทีวี ซึ่งถูกปลดเมื่อครั้งชินคอร์ปเข้าเทคโอเวอร์ไอทีวี
ใช้สำนักงานบนตึกช้างของนายภูษณเป็นสำนักงานสำหรับรวมตัวต่อสู้
นายภูษณยังมีส่วนในการก่อตั้งสำนักข่าวไอเอ็นเอ็น และเมื่อเร็วๆ
นี้ก็เพิ่งจะมีข่าวว่า นายภูษณเป็นหนึ่งในกลุ่มทุนที่ติดต่อขอเข้าบริหารงานหนังสือพิมพ์แนวหน้าของ
วารินทร์ พูนศิริวงศ์ แต่ไม่สำเร็จ ทำให้มีการยกทีมผู้จัดทำแนวหน้าส่วนหนึ่งไปเปิดหนังสือพิมพ์รายวันฉบับใหม่
หลังจากนั้น นายภูษณก็โดนคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
หรือ ก.ล.ต. แจ้งความกรณีนำเงินของบริษัทแทคไปซื้อขายหุ้น แล้วนำเงินกำไร
117 ล้านเป็นของตนเอง
จากนั้นจึงเกิดกรณีรถโบราณอื้อฉาวขึ้นมา
ฐานะร่ำรวยของนายภูษณ กล่าวกันว่าเกิดขึ้นระหว่างเป็นกรรมการผู้จัดการ
บริษัท โทเทิล แอคเซส คอมมูนิเคชั่น หรือ แทค
นายภูษณมีบทบาทในการสร้างอาณาจักรยูคอมจนเป็นยักษ์ใหญ่สื่อสาร
ในขณะที่ตนเองก็มีฐานะอู้ฟู่ขึ้นมาพร้อมๆ กัน
เมื่อกลุ่มทุนสื่อสารเริ่มโผผวาเข้าวงการเมือง นายภูษณก็เป็นคนหนึ่งที่เข้ามามีส่วนในการเมืองสมัย
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกฯ เมื่อปี 2540
โดยรับตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการนายกฯ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ
แต่อยู่ได้เพียง 14 วัน ยังไม่ทันได้โชว์ฝีไม้ลายมือ พล.อ.ชวลิตก็ลาออกจากตำแหน่งเสียก่อน
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2540 นันเอง
หลังจากนั้นไม่นาน วันที่ 13 มกราคม 2543 นายภูษณก็โดนปลดออกจากแทค
โดยมีการกล่าวหาระหว่างเจ้าของแทคกับนายภูษณถึงความร่ำรวยของนายภูษณ ซึ่งฝ่ายหลังยืนยันว่า
ร่ำรวยขึ้นมาเพราะหุ้น
ชีวิตหลังจากนั้น นายภูษณได้วางตำแหน่งตัวเองให้เป็นนักคิด
นักเขียน จัดตั้งสถาบันนโยบายสังคมและเศรษฐกิจ หรือ ISEP ร่วมกับ นายสุรเกียรติ์
เสถียรไทย ภายหลังนายสุรเกียรติ์ไปเข้าพรรคไทยรักไทย นายภูษณได้รับช่วงเป็นประธานสถาบันดังกล่าว
หาโอกาสแสดงวิสัยทัศน์ผ่านสื่อต่างๆ อยู่เสมอ และยังมีข่าวว่าจะกลับเข้าวงการเมืองอีกครั้ง
โดยจะเข้าพรรคชาติพัฒนา ประชาธิปัตย์ แต่ในที่สุดก็เงียบๆ ไป จนกระทั่งมีข่าวรถเถื่อนเกิดขึ้นมา
หลังจากมีเรื่องรถเถื่อนเกิดขึ้น หนังสือพิมพ์หลายฉบับ ได้เปิดเผยถึงเรื่องราวส่วนตัวและประวัติทางธุรกิจของนายภูษณ
อาทิ ผู้จัดการรายวัน ซึ่งขึ้นหน้า 1 ระบุว่า เป็นลูกจ้างที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย
พร้อมกับเผยรสนิยมหรูหราวิไล เนื่องจากชมชอบความเป็นอยู่แบบอังกฤษ
ขนาดที่มีบ้านพักในอังกฤษ ส่วนในเมืองไทย มีบ้านพักหลายหลัง ที่โดดเด่นอย่างมากคือคฤหาสน์ในซอยวิภาวดี
60 ที่ออกแบบและตกแต่งภายในแบบเอ็ดเวิร์ดเดียน มีห้องเก็บไวน์ มีสโมสรเอาไว้สังสรรค์กับพรรคพวกเพื่อนฝูง
และที่นี่ก็โดนตำรวจขอเข้าค้นและยึดรถเดมเลอร์ไปตรวจสอบ
แนวการวิพากษ์วิจารณ์การตรวจค้นรถของนายภูษณในคราวนี้ หนังสือพิมพ์หลายฉบับโยงเข้าไปถึงบทบาททางการเมืองของนายภูษณ
ที่มีชื่อร่วมเคลื่อนไหวกับขั้วฝ่ายค้าน
"ดินสอโดม" แห่งหน้า 4 เดลินิวส์ ฉบับ 11 พฤษภาคม
ตั้งข้อสงสัยการตรวจค้นนายภูษณว่า
"ใครยังไม่รู้ซึ้งถึงความดีความชั่วของตัวเอง ต้องลองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองสักพัก
แบบ ภูษณ ปรีย์มาโนช ตอนนี้โดนไปแล้ว 2 คดี
คดีแรก ก.ล.ต. เล่นงานกรณีเอาเงินของแทคไปหากำไร ส่วนคดีล่าสุด
จับแบบประจาน งัดเรื่องรถเถื่อนขึ้นมาเล่นงาน
รถโบราณของภูษณสะสมมานาน ถึงขั้นเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ทำไมตำรวจเพิ่งมาเอาใจใส่ในตอนใกล้ๆ
จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ"
นั่นคือความเห็นจากคอลัมนิสต์เดลินิวส์
ส่วนหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ไทย "บางกอกทูเดย์" ฉบับ
12 พฤษภาคมขึ้นหน้า 1 ว่า "วิกฤตภูษณ"
ในเล่มมีเรื่องหลักขึ้นหัวว่า "ผมรวยเพราะค่าเงินบาทลด"
ข้อเขียนดังกล่าวระบุถึงต้นสายปลายเหตุของความร่ำรวยของนายภูษณว่า
ได้หุ้นมาฟรีจากบริษัท หุ้นละ 10 บาท ขายได้หุ้นละ 600 บาท เหมือนกับถูกหวย
ได้เงินมามากพอสมควร
จากนั้นนำเงินที่ได้ไปค้าขายเงินตรา และฝากเอาไว้ที่สิงคโปร์ในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อค่าเงินบาทลอยตัวขึ้น 40 กว่าบาท เหมือนกับถูกหวยสองเด้ง
เรื่องประกอบของสกู๊ปข่าววิกฤตภูษณก็คือ "บ้านภูษณเลียนแบบไทยคู่ฟ้า"
ระบุว่า บ้านโอ่อ่าในซอยวิภาวดี 60 ที่เคยใช้ถ่ายทำละครเรื่องปริศนามาแล้ว
ก่อสร้างมา 7-8 ปี แต่รูปลักษณะและการตกแต่งเป็นบรรยากาศอังกฤษแบบย้อนยุค
นอกจากห้องสมุดที่มีหนังสือหลายแนว รวมถึงหนังสือที่เขียนเองแล้ว
"ห้องสุดหรูที่ ดร.ภูษณ ใฝ่ฝันและทำได้คือ ห้องรับแขกที่เลียนแบบจากห้องกลมตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล
ห้องที่ตกแต่งภายในด้วยเก้าอี้หลุยส์ พรมสีเดียวกับทำเนียบ ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ
ค่อนข้างเป็นทางการ เพื่อรับแขกบ้านแขกเมือง
เช่น รองประธานาธิบดี แดน เควล ของสหรัฐ และ รมต.ต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย
รัฐมนตรีน้ำมัน แม้กระทั่งญาติของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ก็เคยมาเยือนที่นี่"
บางกอกทูเดย์ระบุ
คอลัมน์ "สังคมสยามรัฐ" โดย กะพรุนไฟ เมื่อวันที่
12 พฤษภาคม งัดเอาข้อมูลเรื่องนายภูษณกับตำแหน่งนายกฯ มาขยายต่อ
"พอมีข่าวแพลมออกมาว่า อนาคตน่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว
สนธยา คุณปลื้ม ก็แทบหมดแคนดิเดตลงไป เมื่อคุณพ่อ กำนันเป๊าะ สมชาย คุณปลื้ม
เจอคดีออกมาเป็นระลอกคลื่น
รวมทั้งเสี่ยภู ภูษณ ปรีย์มาโนช ที่หมอดูเพิ่งทายทักว่าจะได้เป็นนายกฯ
ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ก็มาเจอะอาญาเป็นคดีติดตัวพัวพันเข้าไปอื้อซ่า"
ส่วน เซี่ยงเส้าหลง ของผูจัดการ กล่าวถึงเรื่องของนายภูษณ
โดยโยงไปถึงปัญหาของ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ที่กำลังมีปัญหาแปลกแยกอย่างรุนแรงกับนายกฯ
ทักษิณ ชินวัตร ว่า
"ที่ผ่านมา สุวัจน์ เดินงานเสมือนคนไม่มีบ่วงคล้องคอ
นอกจากจะตกเป็นพระเอกข่าวลือว่า เป็นหุ้นส่วนใหญ่ ร่วมกับ
ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ ภูษณ ปรีย์มาโนช ในหนังสือพิมพ์รายวันเกิดใหม่
แล้วยังเข้าไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ หารือขออนุญาตนำเอา ภูษณ ปรีย์มาโนช
มาเป็นเลขาธิการพรรคชาติพัฒนาอีกต่างหาก
พลาด 2 ประการในกรณีนี้ คือ ไม่รู้พัฒนาการเชิงลบแห่งสายสัมพันธ์ในรอบ
3-4 ปีมานี้ ปี 2542-2546 ระหว่าง ภูษณ ปรีย์มาโนช กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
และที่สำคัญ ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของ ภูษณ ปรีย์มาโนช
เสียที..."
นั่นคือหลากหลายความเห็นที่มีต่อนายภูษณ
การเข้าไปตรวจสอบรถของนายภูษณในครั้งนี้ ทำให้มีการค้นพบรถโบราณที่ซุกซ่อนในที่ต่างๆ
อีกหลายแห่ง อาทิ ที่ จ.นนทบุรี
แต่ที่สำคัญคือ มีการเปิดเผยปูมประวัติและเรื่องราวของนายภูษณในแง่ต่างๆ
มากขึ้น
แง่มุมที่ต่าง และน้ำเสียงที่ต่างๆ กันนี้เอง ช่วยให้ผู้อ่านข่าวรู้จักนายภูษณได้ชัดเจนขึ้น
นอกเหนือจากที่รู้จักกันแต่เพียง "คุณภู" ที่สื่อบางส่วนยกย่องในวิสัยทัศน์
ขณะเดียวกัน ยังทำให้คนอ่านข่าวรู้จัก "สื่อ"
ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้นอีกด้วย
.......................................................................................................................
บุญชัยยันพร้อมให้ข้อมูลตำรวจ - ภูษณรอดคุกได้ประกันตัว
โดย ผู้จัดการออนไลน์
บุญชัย เบญจรงคกุล ผู้จัดการออนไลน์ - บุญชัยโต้ข่าวหมายจับ ยันพร้อมให้ข้อมูลตำรวจในคดีภูษณ
ปรีย์มาโนชโกงเงินแทคเต็มที่ แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นหมายเรียก ด้านภูษณได้ประกันตัวแล้วในวงเงิน
15 ล้านบาท
กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมออกหมายจับนายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
แทค ฐานไม่ไปให้ปากคำกับตำรวจในคดีที่ก.ล.ต.ฟ้องนายภูษณ ปริย์มาโนช ฐานยักยอกทรัพย์ของแทคนั้น
ล่าสุดนายบุญชัย ได้เปิดเผยกับผู้จัดการว่า ตนไม่เคยหนีหมายเรียก และพร้อมที่จะให้ข้อมูลกับตำรวจอย่างเต็มที่
แต่ที่ผ่านมา ตนยังไม่เห็นหมายเรียกในคดีนี้เลย
ส่วนความคืบหน้าคดีของนายภูษณ ปรีย์มาโนช อดีตผู้บริหารบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส
คอมมูนิเกชั่น จำกัด มหาชน หรือ แทค ถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)
แจ้งความดำเนินคดีฐานยักยักทรัพย์สินของแทค และนายภูษณได้เดินทางกลับจากต่างประเทศเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อเช้าวันนี้
ล่าสุด นายภูษณถูกตำรวจสืบสวนสอบสวนเศรษฐกิจ แจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำนานกว่า
6 ชั่วโมง หลังจากนั้นนางสาวหยดฝน ปรีย์มาโนช ได้เป็นนายประกัน ใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินย่านบางเขน
600 ตารางวา ราคาประเมิน 15 ล้านบาท ขอประกันตัวนายภูษณ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ให้ประกันตัวนายภูษณ
และจะเรียกมาให้ปากคำเพิ่มเติมอีกครั้งประมาณต้นเดือนหน้า เพื่อให้รวบรวมเอกสาร
พยานหลักฐานต่างๆ
สำหรับข้อหาที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหานายภูษณไปก่อนหน้านี้คือ ข้อหาเรื่องของผิด
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และขณะนี้ที่กำลังให้ปากคำกับตำรวจสืบสวนสอบสวนเศรษฐกิจก็จะถูกกล่าวหาอีก
2 ข้อหา คือ ข้อหายักยอกทรัพย์ และ ผิดพ.ร.บ.ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งทั้ง
2 ข้อหานี้ ตำรวจกำลังจะแจ้งให้นายภูษณได้รับทราบ รวมแล้วเบ็ดเสร็จ 3 ข้อหา
ในส่วนของคดีรถโบราณหนีภาษีนั้น อยู่ในช่วงของการรวบรวมข้อมูลอยู่ซึ่งในวันนี้ยังไม่มีการพูดถึง
.................................................................
เริ่มเรื่อง.........
สศก.ยึดรถโบราณที่พิษณุโลก
Thursday, May 08, 2003
By MGR ONLINE
ตำรวจสศก.นำกำลังยึดรถโบราณล้ำค่า 7 คัน ที่พิษณุโลก คาดเป็นของ"ภูษณ
ปรีย์มาโนช" อดีตผู้บริหาร"แทค" และเกี่ยวโยงคดียักยอกทรัพย์บริษัท
ตามที่กลต.ได้กล่าวโทษ
วานนี้(7พฤษภาคม 2546) เวลา 20.00 น. พ.ต.ต.ทรงพล บริบาลประสิทธิ์ สว.งาน5กก1.
สศก.นำกำลังเจ้าหน้าตำรวจเศรษฐกิจพร้อมหมายศาลเลขที่ 1405/46 ลงวันที่ 6
พ.ค.46 เข้าตรวจค้นและยึดรถรถยนต์จำนวน 7 คัน อาทิ ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู
ฟอร์ดจีที ออสติน ฮาร์เลย์ ไทรอัมพ์ มอร์แกน ซึ่งทั้งหมดจอดอยู่โกดังที่บ้านเลขที่
126/5 หมู่ 2 ตำบลบึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก บริเวณด้านหลังกองทัพอากาศใกล้กับสนามบินแห่งที่
2พิษณุโลก
โดยขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเศรษฐกิจนำกำลังตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว มีเพียงสองตายายเฝ้าดูแลอยู่
ต่อมาได้เคลื่อนย้ายรถยนต์ทั้ง 7 คันดังกล่าวออกไปช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่มเศษ
จากนั้นเวลาประมาณเที่ยงคืน ได้เข้าแจ้งความแก่ ร.ต.อ.ชาญชัย หาแก้ว ร้อยเวร
สภอ.เมืองพิษณุโลก รับเรื่องไว้เป็นหลักฐาน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ นอกจากหมายศาลเลขที่
1405/46 เพื่อเตรียมไปแถลงข่าวการยึดรถยนต์โบราณครั้งนี้ที่กรุงเทพมหานคร
รายงานข่าวจ้งว่า รถยนต์จำนวนดังกล่าว ต้องสงสัยว่าจะเป็นของนายภูษณ ปรีย์มาโนช
อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตกรรมการผู้จัดการบริษัท โทเทิ่ล
แอคเซส คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (แทค) และน่าจะเกี่ยวข้องจากกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ก.ล.ต.) ได้กล่าวโทษ นายภูษณ ปรีย์มาโนช และอดีตผู้บริหารแทคอีก1 คน ต่อ
สศก.กรณีร่วมกันแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้จากแทคซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2546 ที่ผ่านมา
..............................................................
ชัจจ์ เผยหลักฐานไม่ชัดเจนยึดรถหนีภาษี "ภูษณ"
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แถลงข่าวการบุกจับกุมรถยนต์โบราณรุ่นคลาสสิก
จำนวน 7 คัน คาดเป็นของ"ภูษณ ปรีย์มาโนช" อดีตผู้บริหาร"แทค"
ที่มีเอี่ยวโยงใยคดียักยอกทรัพย์บริษัท ยี่ห้อ จากัวร์ มอร์แกน ไทรอัมพ์
ออสติน ฮาร์เล่ย์ ฟอร์ดทีจี และบีเอ็มดับเบิลยู ด้านเจ้าของบ้าน อ้างว่ามีผู้นำมาฝากผ่านไว้กับบุตรสาว
พร้อมปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนกรมศุลฯคาด 1 เดือน ทราบผล
ภายหลังตำรวจสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก.) นำกำลังพร้อมหมายค้นบุกเข้าโกดังเลขที่
126/5 หมู่ 2 ต.บึงพระ อ.เมืองพิษณุโลก ของนางแก้ว พวงปาริชาติ เครือญาติของนายภูษณ
ปรีย์มาโนช อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นกรรมการผู้จัดการ
บ.ไอเอ็นเอ็น กรุ๊ป หรือที่รู้จักกันในนาม สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น โดยนางแก้วที่แสดงตัวเป็นเจ้าของบ้าน
อ้างว่ามีผู้นำมาฝากผ่านไว้กับบุตรสาวของตนโดยไม่ได้รับมอบเอกสารใดๆ ไว้
พร้อมปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ นางแก้วเป็นแม่ของภรรยาของพี่ชายนายภูษณ ปรีย์มาโนช อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และอดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทโทเทิล แอคเซส
คอมมูนิเคชั่น หรือแทค
ด้าน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า จากการสืบสวนทางลับทราบว่ามีผู้ลักลอบนำรถยนต์หนีภาษีเข้ามาในราชอาณาจักรไทย
อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าโกดังดังกล่าวเป็นของเครือญาตินายภูษณเท่านั้น
ยังไม่มีหลักฐานใดแสดงว่าเป็นของนายภูษณ
การตรวจยึดครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ก.ล.ต.) กล่าวโทษนายภูษณในข้อหาร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้จากบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มาตรา
311 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และยักยอกทรัพย์ตามมาตรา
83 ประมวลกฎหมายอาญา เพราะคดีดังกล่าวเกิดขึ้นทีหลัง การยึดครั้งนี้สายลับได้แจ้งข้อมูลเพราะหวังรางวัลนำจับบังเอิญเรื่องเกิดขึ้นช่วงไล่เลี่ยกัน
ทำให้คนสับสน อีกทั้งมีข่าวลือว่ารถดังกล่าวเป็นของอดีตนักการเมือง จึงถูกจับมาโยงกัน
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่ารถของกลางเป็นของนายภูษณ พล.ต.ท.ชัจจ์
พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าวต่อไปว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ
และเสียภาษีนำเข้ามาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะปกติรถยนต์ทุกคันจะต้องมีคู่มือ
มีทะเบียน มีป้ายภาษีวงกลม แต่รถที่ยึดมาได้ไม่มีกระทั่งกุญแจ จึงจำเป็นต้องนำมาตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกรมศุลกากร
ส่วนจะใช้เวลาตรวจสอบนานเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับกรณี หากไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของเมื่อครบ
1 เดือน รถของกลางก็จะตกเป็นของแผ่นดิน แต่หากมีผู้นำหลักฐานเอกสารมาแสดง
อาจจะต้องใช้เวลาตรวจสอบนานกว่านั้น ทั้งนี้ ยังไม่มีผู้ใดติดต่อแสดงความเป็นเจ้าของ
แต่มีผู้ใหญ่บางคนให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่ารถทั้งหมดน่าจะเป็นของใคร ซึ่งเจ้าของจะต้องถูกปรับ
4 เท่าของมูลค่าของกลาง แต่สามารถขอระงับคดีได้ หากยกของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน
อย่างไรก็ตาม ได้ประสานกรมศุลกากรตรวจสอบ คาดว่าประมาณ 1 เดือน คงจะทราบผลว่าเป็นของใคร
นำเข้ามาถูกต้องหรือไม่ ส่วนความคืบหน้าของคดียักยอกทรัพย์ของบริษัทแทคนั้น
พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวนว่าคดีคืบหน้าไปมาก สอบปากคำเจ้าหน้าที่
ก.ล.ต.ครบทุกปากแล้ว เหลือเพียงผู้บริหารของบริษัท แทคเดิม ที่เลื่อนนัดอยู่
แต่ก็เข้าใจ เพราะนักธุรกิจที่มีตำแหน่งสูงมีกิจธุระมาก คาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้
ทางด้านพ.ต.อ.เฉลิม สุวรรณรัตน์โอสถ ผกก.สภ.อ.เมืองพิษณุโลก เปิดเผยถึงรถยุโรป
7คัน ที่ต้องสงสัยที่ทางตำรวจกองบังคับการสอบสวนเศรษฐกิจ หรือ สศก. เข้าตรวจยึดในเขต
จังหวัดพิษณุโลกว่า เป็นการตรวจยึดไปเพื่อตรวจสอบ 7คัน ซึ่งเป็นรถยนต์เก๋งไม่มีทะเบียน
พ.ต.ต.ทรงพล บริบาลประสิทธิ์ สารวัตรงาน 5 กองกำกับการ 1 บก.สศก.นำทีมตำรวจ
สศก.จากกรุงเทพฯ พร้อมหมายศาลของศาลอาญากรุงเทพฯ เข้าตรวจค้นที่บ้านเลขที่
126/5 หมู่ 2 ตำบลบึงพระ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นบ้านของนางแก้ว
พวงปาริชาติ
จากการตรวจค้นพบรถยนต์เก๋งทั้งหมดอยู่ภายในบ้าน และจากการสอบปากคำนางแก้ว
ทราบว่ารถทั้ง 7 คัน นางเยาวภา ปรีย์มาโนช บุตรสาวซึ่งอยู่กรุงเทพฯนำมาฝากไว้โดยไม่ได้บอกไว้ว่าเป็นรถของใครพ.ต.ต.ทรงพลได้แจ้งให้นางแก้ว
ให้แจ้งแก่นางเยาวภา เพื่อนำหลักฐานไปแสดงการเป็นเจ้าของรถดังกล่าวที่ บก.สศก.กทม
..............................................................
ย้อนปมตำรวจไล่ยึดทรัพย์ภูษณ
โดย ผู้จัดการออนไลน์
นายภูษณ ปรีย์มาโนช อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต
ยงใจยุทธ และ อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทแทค ตกเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้ง
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ(สศก.) แบ่งสายตะลุยยึดทรัพย์ที่สงสัยว่าจะเป็นของนายภูษณทั้งที่พิษณุโลกและบ้านย่านสุขุมวิท
การบุกตรวจค้นของตำรวจ สศก.เมื่อวานนี้ (7พ.ค.) คาดคะเนกันว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับคดีที่
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ เขาและ
นางสาวอัจฉรา บุญสาใจ อดีตผู้บริหารแทค ต่อ สศก.กรณีร่วมกันแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้จากแทค
เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา
คดีดังกล่าวก.ล.ต.ระบุว่า นายภูษณและพวกได้ร่วมกันอนุมัติและสั่งจ่ายเงินของแทคจำนวน
153.3 ล้านบาท โดยอ้างว่าเพื่อจ่ายค่ามัดจำสัญญาจะซื้อที่ดิน แต่ปรากฏว่าเงินส่วนหนึ่งจำนวน
118.3 ล้านบาท ถูกนำไปซื้อขายหุ้นของบริษัท อินเตอร์ไลฟ์ จอห์นแฮนคอค ประกันชีวิต
จำกัด ของสมาชิกวุฒิสภารายหนึ่ง ในชื่อของกลุ่มและนอมินี
ต่อมาแม้ว่ามีการขายหุ้นดังกล่าวและนำเงินชำระคืนแทคแล้ว แต่กลับปรากฏว่าผลกำไรที่เกิดขึ้นจำนวน
117.1 ล้านบาทนำไปเข้าบัญชีของนายภูษณและบุคคลในกลุ่ม โดยที่แทคไม่ได้รับประโยชน์แต่อย่างใด
ก.ล.ต.ระบุอีกว่า ไม่เชื่อว่าคู่สัญญามีเจตนาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกันจริง
ประกอบกับการที่นายภูษณและนางสาวอัจฉราสั่งจ่ายเช็ค "เงินสด" เป็นค่าใช้จ่ายตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินด้วยเงินจำนวนมากถือเป็นการผิดปกติวิสัยของการจ่ายเงิน
โดยปกติของธุรกิจที่จะต้องระบุชื่อผู้รับเงินไว้ให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ในการอ้างอิงกรณีมีการฟ้องร้องคดี
เป็นการกระทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการนำเช็คไปจัดทำตราสารเพื่อการซื้อหุ้นบริษัทประกันดังกล่าว
อันแสดงให้เห็นได้ว่านายภูษณและนางสาวอัจฉรามีเจตนานำเงินของบริษัทออกไปซื้อหุ้น
ถือเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 311 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
พ.ศ.2535 ประกอบมาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
...............................................................
พฤษภาเดือด มรสุมถล่ม'ภูษณ'
โดย ผู้จัดการออนไลน์
มรสุมถล่ม "ภูษณ ปรีย์มาโนช" ถูกยึดรถโบราณคลาสสิก 7 คัน ในบ้านเครือญาติที่พิษณุโลก
ชี้อาจโยงไม่ถึงตัวอดีตกรรมการผู้จัดการ บ.แทค ด้าน ผบช.ก. ยันไม่เกี่ยวกับกรณี
ก.ล.ต. กล่าวโทษนายภูษณข้อหาร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้จากบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์
และยักยอกทรัพย์ที่กำลังงวดเข้ามา อ้างสายลับให้ข้อมูลเพราะหวังรางวัลนำจับ
เผยสัปดาห์หน้าออกหมายจับผู้ต้องหายักยอกทรัพย์ บ.แทค
คดีตรวจยึดรถยนต์คลาสสิกโบราณจำนวน 7 คัน จากจ.พิษณุโลก ในบ้านเครือญาติของนายภูษณ
ปรีย์มาโนช อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
และอดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทโทเทิล แอคเซส คอมมูนิเคชั่น หรือแทค เมื่อวันที่
7 พ.ค. ที่ผ่านมา รายงานระบุว่าวานนี้ (8 พ.ค.) ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ
(บก.สศก.) พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า
จากการสืบทราบว่ามีผู้ลักลอบนำรถยนต์เข้าราชอาณาจักรโดยไม่ชำระภาษี อันเป็นความผิดตาม
พ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 27 ทวิ ซุกซ่อนอยู่บ้านเลขที่ 126/5 หมู่ 2 ต.บึงพระ
อ.เมือง จ.พิษณุโลก จากการสืบสวนต่อมาพบว่ามีรถต้องสงสัยอยู่จริงจึงขออนุมัติหมายค้นจากศาลอาญา
จากการตรวจค้นพบรถยนต์คลาสสิกนั่งส่วนบุคคลรวม 7 คัน ประกอบไปด้วย ยี่ห้อ
MORGAN สีเหลือง ติดป้ายทะเบียน C987WWK ยี่ห้อ JAGUAR สีดำ ไม่มีป้ายทะเบียน
ยี่ห้อ ASTON MARTIN รุ่น LABONDA ไม่ติดป้ายทะเบียน ยี่ห้อ AUSTIN HEARAY
สีขาว ติดป้ายทะเบียน MYX630D ยี่ห้อTRIUMPH สีขาว ไม่ติดป้ายทะเบียนยี่ห้อ
MG สีแดง ติดป้ายทะเบียน 8 ก 7009 และยี่ห้อ FORD GI40 ติดป้ายทะเบียน GUF943D
มีนางแก้ว พวงปาริชาติ อายุ 73 ปี แสดงตนเป็นเจ้าของบ้าน และแจ้งเจ้าหน้าที่ว่ารถดังกล่าวมีผู้นำมาฝากไว้ผ่านทางบุตรสาวซึ่งมีบ้านพักอยู่ใน
กทม. แต่มิได้มอบเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์เอาไว้ให้ จึงไม่ทราบแหล่งที่มาของรถของกลาง
ซึ่งนางแก้วยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ยึดรถทั้งหมดไปตรวจสอบ
หากมีผู้แสดงตนเป็นเจ้าของก็จะดำเนินการกับบุคคลดังกล่าว แต่ถ้าไม่มีก็จะดำเนินการกับนางแก้ว
หรือบุตรสาว
นางแก้วเป็นแม่ของภรรยาของพี่ชายนายภูษณ ปรีย์มาโนช อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และอดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทโทเทิล แอคเซส
คอมมูนิเคชั่น หรือแทค
"การตรวจยึดครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(ก.ล.ต.) กล่าวโทษนายภูษณในข้อหาร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้จากบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มาตรา
311 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และยักยอกทรัพย์ตามมาตรา
83 ประมวลกฎหมายอาญา เพราะคดีดังกล่าวเกิดขึ้นทีหลัง การยึดครั้งนี้สายลับได้แจ้งข้อมูลเพราะหวังรางวัลนำจับบังเอิญเรื่องเกิดขึ้นช่วงไล่เลี่ยกัน
ทำให้คนสับสน อีกทั้งมีข่าวลือว่ารถดังกล่าวเป็นของอดีตนักการเมือง จึงถูกจับมาโยงกัน
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่ารถของกลางเป็นของนายภูษณ"
พล.ต.ท.ชัจจ์
พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ
และเสียภาษีนำเข้ามาถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะปกติรถยนต์ทุกคันจะต้องมีคู่มือ
มีทะเบียน มีป้ายภาษีวงกลม แต่รถที่ยึดมาได้ไม่มีกระทั่งกุญแจ จึงจำเป็นต้องนำมาตรวจสอบร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกรมศุลกากร
ส่วนจะใช้เวลาตรวจสอบนานเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับกรณี หากไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของเมื่อครบ
1 เดือน รถของกลางก็จะตกเป็นของแผ่นดิน แต่หากมีผู้นำหลักฐานเอกสารมาแสดง
อาจจะต้องใช้เวลาตรวจสอบนานกว่านั้น ทั้งนี้ ยังไม่มีผู้ใดติดต่อแสดงความเป็นเจ้าของ
แต่มีผู้ใหญ่บางคนให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่ารถทั้งหมดน่าจะเป็นของใคร ซึ่งเจ้าของจะต้องถูกปรับ
4 เท่าของมูลค่าของกลาง แต่สามารถขอระงับคดีได้ หากยกของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน
ส่วนความคืบหน้าของคดียักยอกทรัพย์ของบริษัทแทคนั้น พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าวว่า
ได้รับรายงานจากพนักงานสอบสวนว่าคดีคืบหน้าไปมาก สอบปากคำเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.ครบทุกปากแล้ว
เหลือเพียงผู้บริหารของบริษัท แทคเดิม ที่เลื่อนนัดอยู่ แต่ก็เข้าใจ เพราะนักธุรกิจที่มีตำแหน่งสูงมีกิจธุระมาก
คาดว่าสัปดาห์หน้าจะสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้
ด้านพ.ต.อ.เฉลิม สุวรรณรัตน์โอสถ ผกก.สภ.อ.เมืองพิษณุโลก เปิดเผยถึงรถยุโรป
7 คัน ที่ต้องสงสัยที่ทางตำรวจกองบังคับการสอบสวนเศรษฐกิจ หรือ สศก. เข้าตรวจยึดในเขต
จ.พิษณุโลกว่า เป็นการตรวจยึดไปเพื่อตรวจสอบ 7 คัน ซึ่งเป็นรถยนต์เก๋งไม่มีทะเบียน
พ.ต.ต.ทรงพล บริบาลประสิทธิ์ สารวัตรงาน 5 กองกำกับการ 1 บก.สศก.นำทีมตำรวจ
สศก.จากกรุงเทพฯ พร้อมหมายศาลของศาลอาญากรุงเทพฯ เข้าตรวจค้นที่บ้านเลขที่
126/5 หมู่ 2 ต.บึงพระ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เป็นบ้านของนางแก้ว พวงปาริชาติ
จากการตรวจค้นพบรถยนต์เก๋งทั้งหมดอยู่ภายในบ้าน และจากการสอบปากคำนางแก้ว
ทราบว่ารถทั้ง 7 คัน นางเยาวภา ปรีย์มาโนช บุตรสาวซึ่งอยู่กทม.นำมาฝากไว้โดยไม่ได้บอกไว้ว่าเป็นรถของใครพ.ต.ต.ทรงพลได้แจ้งให้นางแก้ว
ให้แจ้งแก่นางเยาวภา เพื่อนำหลักฐานไปแสดงการเป็นเจ้าของรถดังกล่าวที่ บก.สศก.กทม.
....................................................................
ภูษณ ปรีย์มาโนช ลูกจ้างที่รวยที่สุดในประเทศไทย!!
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ภูษณ ปรีย์มาโนช ช่วงที่รุ่งโรจน์ของภูษณ ปรีย์มาโนช กับ แทค นั้นไม่มีใครปฎิเสธว่า
เขาเป็นที่อิจฉาตาร้อนของคนในวงสังคมคนหนึ่ง เพราะความร่ำรวยและความมีชื่อเสียงที่มาพร้อมๆกัน
จนวันที่ต้องแยกทางกันเดินกับบุญชัย เบญจรงคกุล เมื่อหลายปีก่อนชื่อของภูษณก็ค่อยๆเลือนหายไปจากวงสังคม
แม้จะมีธุรกิจและสวมบทบาทของนักวิชาการอยู่บ้างก็ตาม กระทั่งวันที่โชคชะตาลิขิตให้เขาต้องเผชิญกับคดีความในฐานผู้ต้องสงสัยยักยอกทรัพย์ของแทค
และ ถูกตำรวจบุกยึดรถโบราณราคาแพงที่พิษณุโลก คำถามถึงเบื้องหลังความร่ำรวยของภูษณ
ก็เริ่มดังขึ้น ผู้จัดการออนไลน์มีรายงานพิเศษที่จะบ่งบอกตัวตนของภูษณได้ดีมานำเสนอ
-------------------------------
ภูษณเป็นมืออาชีพคนหนึ่ง ที่เติบโตมาในยุคทองของธุรกิจโทรคมนาคมใน เมืองไทย
ที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่ง
ผมคิดว่าโดยธรรมชาติของธุรกิจโทรคมนาคมแล้ว ไม่ว่าเป็นผมบริหาร หรือใครบริหาร
ถ้าโปร่งใส อ่านเทคโนโลยีให้ออก ก็ไม่มีวันเจ๊งแล้ว
ภูษณร่วมงานในยูคอม ตั้งแต่ยังเป็นเพียงแค่บริษัทเล็กๆ ตั้งอยู่ริมถนน ราชเทวี
ไต่เต้าจากผู้จัดการฝ่ายขายพีเอบีเอ็กซ์มาเป็นรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่เป็นเบอร์
2 รองจากบุญชัย เบญจรงคกุล เมื่อเข้าสู่การเมือง เขาก็ ก้าวขึ้นเป็นถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
และกรรมการบริหารพรรคความหวังใหม่ และเคยเป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล
"จิ๋ว" แม้ว่าจะเป็นได้แค่ 14 วัน
สิ่งที่ภูษณสร้าง "มูลค่าเพิ่ม" ให้กับตัวเอง ก็คือ การขวนขวายหาความรู้
ตลอดเวลา ทั้งจากตำรับตำราทางด้านโทรคมนาคม ด้านบริหาร และการเงิน เพราะนั่นหมายถึงการเข้าถึงข้อมูลแ
ละสร้าง "วิสัยทัศน์" ในการมองธุรกิจในวัน ข้างหน้า
ภูษณ ปรีย์มาโนช ลูกจ้างที่รวยที่สุดในประเทศไทย ด้านหลังเขาคิบ้านพักสไตล์เอ็ดเวิดเดียนของอังกฤษ
ในซอยพหลโยธิน 60 ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่อิมพอร์ตมาจากประเทศเจ้าตำรับ
มีห้องใต้ดินพิเศษที่เชื่อมต่อไปยังทาว์นเฮาส์ใกล้ๆเผื่อกรณีฉุกเฉิน "ผมบอกแล้วว่า
ผมจะเป็นนักข่าว ก็ไม่มีใครเชื่อ ในที่สุดผมก็เป็นนักข่าวจริงๆ" ภูษณเล่าถึงการเป็นนักข่าวของเขา
ในฐานะของ commentator ประจำ รายการบิสซิเนสเรดิโอ คลื่น 96.5 ที่ครั้งหนึ่งแทคเคยถือหุ้น
ภูษณเข้าสู่เส้นทางการเมือง ในยุคกลุ่มทุนสื่อสารจึงต้องสร้างอำนาจต่อรองใหม่
ต่อเชื่อมโดยตรงกับพรรคการเมือง โดยอาศัยร่างทรงเหล่านี้ เข้าสู่ ศูนย์กลางของอำนาจโดยตรง
ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์หรือ ความเป็นนัก ต่อรอง ที่ถึงลูกถึงคน ภูษณเหมาะสมสำหรับงานนี้มากกว่าบุญชัย
การประสบผลสำเร็จในฐานะของมืออาชีพในเวลาอันรวดเร็ว สร้างความ เชื่อมั่นให้กับภูษณอย่างมากในสนามการเมือง
ซึ่งภูษณก็สามารถสร้างเครือ ข่ายทางการเมืองขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว
แต่ถึงแม้ว่าภูษณจะชื่นชอบ และหลงใหลกับชีวิตทางการเมืองมาก เพียงใด แต่เขายังไม่คิดจะทิ้งชีวิตการเป็น
"ลูกจ้างมืออาชีพ" ในบริษัทแทค มันจึง กลายเป็นงาน 2 ส่วน ที่ภูษณพยายามรักษาเอาไว้ให้ครบถ้วน
ด้วยเหตุนี้เอง ถึงแม้ภูษณจะไม่มีตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทแทค เป็นแค่ประธาน
ที่ปรึกษา กิตติมศักดิ์ ด้วยเหตุผลทางการเมืองมาแล้วถึง 3 ปี แต่ภูษณ ยังคงเข้าไปนั่งบัญชาการในแทค
ในห้องทำงานบนชั้น 29 ตึกชัย ทุกวันตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึงเ ที่ยง
ภายในห้องทำงานชั้นล่างของบ้าน ที่เดินสายด้วยไฟเบอร์ออพติค ความเร็ว 64
เค ไว้สำหรับรับข้อมูลข่าวสารออนไลน์จากสำนักข่าวต่างประเทศ เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าถึงข้อมูล
ในขณะที่บริษัทแทคเอง ในช่วงหลังจะมุ่งเน้นไปใน เรื่องของกิจกรรมสังคม มีมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกัน
มูลนิธิ ไอเซป และยังรวมไปถึงป้ายคำขวัญ ขนาดใหญ่บนตึกชัย และโฆษณาประชาสัมพันธ์ในแนวของสังคม
เพื่อตอกย้ำ แนวทางของแทคภายใต้การบริหารงานของภูษณ
แต่แล้วการตัดสินใจของบุญชัยเมื่อวันที่ 13 มกราคม ก็ทำให้ภูษณต้อง เหลือเพียงเส้นทางเดียว
ถึงแม้ว่าเขาจะหมดจากอาชีพลูกจ้างไปโดยปริยาย แต่ผลตอบแทน ที่ เขาได้รับจากบุญชัยก็มากพอจะทำให้เขาได้ชื่อว่า
เป็นลูกจ้าง ที่รวยที่สุดในประเทศ
บุญชัยบอกกับ "ผู้จัดการ" ว่า เขาได้ตอบแทนให้กับภูษณในฐานะของลูกจ้างมืออาชีพ
ที่ร่วมทุ่มเทกันมาด้วยหุ้น 3% ในบริษัทยูคอมก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์
ภูษณบอกกับ "ผู้จัดการ" ว่า หุ้นยูคอม ที่เขาได้รับมาในครั้งนั้น
ได้ขายออกไปหมดแล้ว ในช่วง ที่หุ้นยูคอมมีราคา 400 บาทต่อหุ้น 1% ได้เงินมา
400 ล้านบาท นั่นหมายความ ว่าภูษณได้รับผลตอบแทนจากการเป็นลูกจ้างมืออาชีพไปทั้งสิ้น
1,200 ล้านบาท
"ผมกล้าพูดได้เลยว่า เป็นผลตอบแทน ที่สูงที่สุดในประเทศไทย มากกว่าแบงเกอร์
มากกว่าธุรกิจใดๆ ก็ตามในประเทศไทย ผมกล้าพูดได้เลย สำหรับตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ
เนี่ยก็นับว่ามหาศาลแล้ว เพราะในยูคอม แล้ว เขาไม่เคยเป็นถึงกรรมการผู้จัดการ"
บุญชัยกล่าว
ภูษณมีบ้านพักหรูหรา 4 หลัง บนเนื้อ ที่เกือบ 4 ไร่ ในซอยพหลโยธิน 60 ที่เป็นบ้านสไตล์อังกฤษ
ชนิด ที่ถอดแบบสถาปัตยกรรมของเจ้าตำรับมา หมดไม่ว่าจะเป็นตัวบ้าน การตกแต่ง
เครื่องใช้ไม้สอยภายในบ้าน ล้วนแต่อิมพอร์ตทั้งสิ้น การตกแต่งสวนกลางบ้าน
ที่ใครไปดูแล้วอดคิดไม่ได้ว่ากำลังนั่ง อยู่ ที่ประเทศอังกฤษ แม้กระทั่งสุนัขตัวโปรด
ที่เขาได้มาจากโภคิน พลกุล ก็เป็นพันธุ์โอลด์ อิงลิช มัสติส
ดูเหมือนว่าภูษณจะชื่นชอบความเป็นประเทศอังกฤษเอามาก แม้ว่าจะ ไปร่ำเรียน
และอยู่เพียงแค่ 4 ปีครึ่ง แต่เขาก็พยายามถ่ายทอดความเป็น อังกฤษมาอย่างครบถ้วนที่สุด
ยังไม่รวม ที่ทำงานบนชั้น 29 ตึกชัย ที่ตกแต่ง สไตล์อังกฤษล้วนๆ
ห้องเก็บไวน์ ที่อยู่ในห้องใต้ดินของบ้านหลังเล็กถัดเข้าไปบริเวณสวนกลางบ้าน
ชั้นบนเป็น entertainment room พร้อมด้วยจอฉายหนังขนาดใหญ่ และเครื่องเสียงชั้นเยี่ยม
ซึ่งไวน์ขวดที่แพงที่สุดในห้องนี้ ผลิตในปี 1954 บ้านหลังใหญ่ ที่เป็นบ้านสไตล์เอ็ดเวิดเดียน
อายุ 4 ปี ภายในตกแต่ง ด้วยเฟอร์นิเจอร์จากอังกฤษล้วนๆ ภายในบ้านเดินสายด้วยไฟเบอร์ออพติก
ความเร็ว 64 เค เพื่อใช้ในการรับข้อมูลข่าวสารออนไลน์ จากสำนักข่าวต่างๆ
ที่เชื่อมต่อจากห้องทำงานกับห้องนอนชั้นบน ที่ภูษณบอกรับเป็นสมาชิก ซึ่ง
เป็นสวนหนึ่งของการเข้าถึงข้อมูล และสร้างวิสัยทัศน์ให้กับตัวเองตลอดเวลา
บ้านหลังเล็กอีก 3 หลัง อยู่ถัดเข้าไปในสวน จะเป็นบ้านสำหรับพักผ่อน ที่ติดตั้งเครื่องเสียงราคาแพงแล้ว
ยังเป็นสถานที่เก็บไวน์ ถัดเข้าไป ข้าง ในเป็นห้องเก็บไวน์ ที่ควบคุมอุณหภูมิอย่างดี
ภูษณบอกว่าขวด ที่ราคาแพงที่สุดปี 1954 เป็นปีเกิดของภูษณตามสไตล์ของผู้ที่นิยม
สะสมไวน์ ถัดไปอีก หลังเป็นบ้านไม้ขนาดย่อม ริมสระว่ายน้ำ ภายในจะเป็นห้องออกกำลังกาย
ห้องอบเซาน่า มีอ่างจากุชชี่
มูลค่าของบ้านหลังนี้เมื่อครั้งเปิดเผยทรัพย์สินช่วง ที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี
ในสมัยรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ถูกประเมินไว้ ที่ 60 ล้านบาท ซึ่งเป็นการประเมินไว้ตั้งแต่ปี
2540 แต่จากการประเมินของ "ผู้จัดการ" มูลค่า ของบ้านหลังนี้ไม่ควรจะต่ำกว่า
200 ล้านบาท
จากข้อมูลทรัพย์สิน ที่ถูกเปิดเผยในสมัย ที่เป็นรองนายก พบว่านอกจาก บ้านในเมืองไทยแล้ว
ภูษณยั งมีบ้าน พร้อม ที่ดิน ที่อังกฤษ บนเส้นทางไป มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด
มูลค่า ที่ตีราคาไว้ในช่วงนั้น ก็คือ 160 ล้านบาท
มุมที่สวยที่สุดมุมหนึ่งของบ้าน มองจากสระว่ายน้ำที่อยู่ภายในบ้าน โอบล้อมด้วยสวนตามสไตล์อังกฤษ
ซึ่งจะมีบ้านเล็กอีกหลังไว้สำหรับเป็นที่ออกกำลังกาย เพียบพร้อมไปด้วยห้องอบเซาน่าอ่างจากุชชี่
ส่วน ที่ดินในไทย มีกระจัดกระจายไม่ใช่ ที่ดินผืนใหญ่ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดระยอง
เชียงราย ร้อยเอ็ด, อุตรดิตถ์, อุดรธานี, กบินทร์บุรี, เพชรบูรณ์ สระบุรี,
บุรีรัมย์ รวมมูลค่า 182 ล้านบาท
ภูษณมีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย สาขาสี่พระยา 62 ล้านบาท มีเงิน ฝาก ที่ธนาคารแสตนดาร์ดช
าร์เตอร์ด สาขาประเทศสิงคโปร์ 733 ล้านบาท ส่วนของภรรยา ที่ชื่อสิริวรรณ
เอคอนพาณิชย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ บริษัทยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวงย์ บริษัทในเครือยูคอม
มีเงินฝาก 53 ล้านบาท
มีหุ้นในโรงเรียนนานาชาติแฮร์โรว์ 10 ล้านบาท วิภาวดีออฟฟิศ 3 ล้านบาท เซ็นจูรี่
ปาร์ค คอนโดมิเนียม 10 ล้านบาท
ภูษณเป็นนักสะสมรถตัวยง มีรถยนต์ และรถโบราณทั้งหมด 52 คัน มูลค่า 70 ล้านบาท
จอดอยู่ริมถนนบางนา ตราด ที่ทำเป็นพิพิธภัณฑ์รถ โดยเฉพาะมีเรือยอตช์ เจ็ตสกี
และเรือยาว มูลค่า 52 ล้านบาท
ที่เหลือเป็นนาฬิกา 190 เรือน มูลค่า 40 ล้านบาท ปืนยาว 16 กระบอก มูลค่า
6.4 ล้านบาท มีปืนสั้น 147 กระบอก มูลค่า 7.35 ล้านบาท
รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งสิ้นโดยประมาณ 1,431 ล้านบาท แต่ทั้งหมดนี้ เป็นมูลค่า
ที่ถูกตีราคาไว้ เมื่อปี 2540 ราคา ที่ประเมินไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว คง ไม่ใช่ราคา
ที่ถูกต้องอีกต่อไป และไม่รู้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้น จะงอกเงยหรือลด ลงอย่างไร
----------------------------------------------------------------------
๏ ข้อมูลจากนิตยสารผู้จัดการ (กุมภาพันธ์ 2543)
.................................................................................................
ป.ป.ช.ร่วมแฉรถเถื่อนภูษณ เผย52คันตรวจสอบที่มาไม่ได้
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ผู้จัดการออนไลน์-ป.ป.ช.ร่วมขบวนสำทับภูษณ รถโบราณที่ถูกยึดล้วนเป็นของเถื่อนที่ไม่สามารถหาหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของ
เผยทรัพย์สินที่เคยแจ้งไว้สมัยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯมีกว่า 1,195 ล้านบาท
นับเฉพาะรถโบราณอย่างเดียวมีถึง 52 คัน
คดีครึกโครมที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ(สศก.)
บุกขึ้นเหนือไปพิษณุโลกเมื่อวันพุธ (7พ.ค.) ยึดรถยนต์โบราณจำนวน 7 คันที่คาดว่าเป็นของนายภูษณ
ปรีย์มาโนช อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต
ยงใจยุทธ และอดีตผู้บริหารระดับสูงของแทค ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ของประเทศ
ซึ่งคาดว่าจะเกี่ยวโยงกับคดียักยอกทรัพย์บริษัทแทคที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)กล่าวโทษต่อสศก.เมื่อวันที่
11 เมษายนที่ผ่านมา ยังเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ
จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายภูษณ ปรีย์มาโนช ในสมัยที่พ้นจากตำแหน่งรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีครบ
1 ปี เมื่อปี 2541 พบว่า เขาได้แจ้งแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ(ป.ป.ป.)ว่า
มีทรัพย์สินรวมทั้งหมด1,194,751,157บาท โดยแจ้งว่ามีรถสะสมโบราณทั้งหมด 52
คัน มูลค่า 70 ล้านบาท ซึ่งเป็นรถสะสมยี่ห้อดัง อาทิเช่น จากัวร์ สีแดง ปี
2497 ,บีเอ็มดับบลิว สีดำ ปี 2499, โฟล์ค สีเขียวเหลือง ปี 2499,เอ็นบี สีเขียว
ปี 2501ไทรอัมพ์ สีส้มขาว ปี 2505 เป็นต้น
รถโบราณส่วนใหญ่เป็นของสะสมที่นายภูษณชื่นชอบโดยเก็บไว้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์รถโบราณที่ถนนบางนา-ตราดส่วนหนึ่ง
และ กระจายไปตามบ้านพักที่ต่างๆอีกจำนวนหนึ่ง โดยตำรวจได้ออกมายืนยันเมื่อวันพฤหัสบดี(8พ.ค.)
ว่า รถทั้ง 7 คันที่ยึดมาได้ไม่มีหลักฐานที่แสดงความเป็นเจ้าของ รวมทั้งหลักฐานการนำเข้าและเสียภาษีอย่างถูกต้องถือเป็นรถเถื่อนที่ต้องรอกรมศุลกากรยืนยันอีกครั้งหนึ่ง
แหล่งข่าวจากกรรมการป.ป.ช.กล่าวว่า กรณีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินในส่วนที่เป็นยานพาหนะนั้น
โดยทั่วไปแล้วหาก ป.ป.ช.จะตรวจสอบในกรณีของยานหานะ ก็จะต้องขอข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก
เพื่อตรวจสอบการมีอยู่จริงจากหลักฐานการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกว่า
ตรงตามที่มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินมาหรือไม่ แต่ไม่สามารถตรวจสอบถึงที่มาและการเสียภาษีว่าได้ทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
เช่นกรณีของนายภูษณที่มีปัญหาเรื่องรถโบราณเถื่อน 7 คันที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้
ป.ป.ช.ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของรถดังกล่าว
นอกจากนี้ในประเด็นที่ว่ารถที่ไม่ได้ใช้วิ่งจะต้องเสียภาษีหรือไม่นั้น กรรมการป.ป.ช.
กล่าวว่ารถทุกคันที่มีอยู่ในประเทศจะต้องมีการจดทะเบียนและเสียภาษี มิเช่นนั้นจะถือว่าเป็นรถเถื่อน
สำหรับความเคลื่อนไหวของนายภูษณ ซึ่งขณะนี้อาศัยอยู่ที่บ้านในประเทศอังกฤษ
กล่าวผ่านรายการวิทยุบีบีซีภาคภาษาไทยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า เขาพร้อมที่จะกลับมาสู้คดีที่เมืองไทย
ซึ่งเห็นว่า คดีที่ก.ล.ต.กล่าวโทษไม่มีความชัดเจนนัก ส่วนกรณีรถโบราณ 7คันที่พิษณุโลกนั้นเป็นของพี่ชาย
และ รถโบราณหลายคันก็ไม่มีชื่อเขาเป็นผู้ครอบครองอยู่แล้ว
................................................................
'ภูษณ'โกงเป็นแก๊ง ตร.ขอหมายจับเพิ่ม
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ตำรวจเตรียมเสนอศาลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการกับ "ภูษณ" ในคดียักยอกเงินบริษัทแทคไปซื้อขายหุ้นอีกหลายรายเร็วๆ
นี้ ระบุ มีหลักฐานโยงใยชัดเจน ขณะที่เจ้าตัวโทรศัพท์ทางไกลจากอังกฤษ ขอเข้ามอบตัว
19 พ.ค.แน่นอน "ชัจจ์" เผยรถโบราณยี่ห้อเดมเลอร์ ที่ยึดจากบ้านพัก
จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในคดีรถเถื่อน ด้านกระทรวงพาณิชย์ย้ำนำเข้ารถไม่ขออนุญาตมีโทษถึงคุก
ขณะที่ "สุภาพ คลี่ขจาย" แจงวิ่งเต้นช่วยเหลือในฐานะเพื่อน ไม่เกี่ยวการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลอาญากรุงเทพใต้ อนุมัติหมายจับ นายภูษณ ปรีย์มาโนช
อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็ส
คอมมูนิเคชั่น หรือ แทค และนางอัจฉรา บุญสาใจ อดีตผู้บริหารบริษัทโทเทิ่ลแอ็คเซ็ส
คอมมูนิเคชั่น 3 ข้อหา คือ ผิดพระราชบัญญัติ กำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์
ผิดพระราชบัญญัติห้างหุ้นส่วนจำกัด และเป็นกรรมการบริษัท ยักยอกทรัพย์บริษัท
กรณีคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กล่าวหาร่วมกันยักยอกเงินบริษัทไปซื้อขายหุ้น
ซึ่งสร้างความเสียหายให้แก่บริษัทเป็นเงินกว่า 117 ล้านบาทนั้น
พล.ต.ท. ชัจจ์ กุลดิลก ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวว่า เมื่อช่วงคำวันที่
12 พ.ค. นายภูษณ ได้โทรศัพท์ติดต่อขอเปลี่ยนกำหนดการเข้ามอบตัวจากเดิม ที่เตรียมซื้อตั๋วเครื่องบินกลับประเทศไทยในวันที่
13 พ.ค. มาเป็นวันที่ 19 พ.ค. โดยยืนยันจะเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนเองไม่จำเป้นต้องให้ตำรวจไปติดตามจับกุม
นอกจากนี้ได้สอบถามเรื่องการขอประกันตัว ซึ่ง แจ้งกลับไปว่าต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานสอบสวน
"กำหนดวันมอบตัวเป็นเรื่องที่ผู้ต้องหาแจ้งมาไม่ใช่พนักงานสอบสวนกำหนด
จึงยังไม่แน่นอน อาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาขึ้นอยู่กับตัวผู้ต้องหา ส่วนมามอบตัวแล้วจะให้ประกันตัวหรือไม่
รวมทั้งจะตั้งวงเงินประกันเท่าไร พนักงานสอบสวนก็ต้องหารือก่อน แต่ส่วนใหญ่คดีที่มีความเสียหายลักษณะมูลค่าเป็น
100 ล้านบาท เมื่อพิจารณาจากข้อหาที่มีโทษสูงสุด วงเงินประกันน่าจะอยู่ที่
10 ล้านบาทขึ้นไป อย่างไรก็ตาม จำนวนวงเงินก็ต้องขึ้นกับพฤติกรรมของผู้ต้องหาประกอบด้วย
เช่นเข้ามามอบตัวเอง หรือมีพฤติกรรมจะหลบหนีหรือไม่ ส่วนนางอัจฉรา ผู้ต้องหาอีกคน
ตอนนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อว่าจะเข้ามอบตัวเมื่อใด กำลังให้ฝ่ายสืบสวนติดตาม
เพราะทราบว่าอยู่ในประเทศไทย" พล.ต.ท.ซัจจ์ กล่าว
เผยโกงกันเป็นแก๊ง
พล.ต.ท.ซัจจ์ กล่าวถึงสำนวนการสอบคดีนี้ว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังเร่งติดต่อ
นายบุญชัย เบญจรงคกุล ผู้บริหารระดับสูงบริษัท แทค เพื่อสอบปากคำในฐานะพยาน
ถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกรณียักยอกทรัพย์นายภูษณ แต่ได้รับแจ้งว่านายบุญชัย
ไม่พร้อม ซึ่งคงต้องพยายามสอบปากคำให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ รวมทั้งยังต้องสอบปากคำพยานคนอื่นๆ
ที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางเดินเงินดังกล่าวที่มีการนำไปใช้ และน่าจะมีการออกหมายจับผู้ต้องเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่งด้วย
มีรายงานข่าวแจ้งว่า พนักงานสอบสวนเตรียมขออนุมัติศาล ออกหมายจับกุมพนักงานระดับล่าง
ของบริษัทแทคหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยสนุบสนุนนำเงินของแทค จำนวน
118.3 ล้านบาท ซื้อหุ้นบริษัท อินเตอร์ไลฟ์ จอห์นแฮนคอด ประกันชีวิต จำกัด
และดำเนินการเรื่องอื่นๆ เพื่อหาพยานหลักฐานเชื่อมโยง การจ่ายเงินให้กับนักการเมือง
แหล่งข่าว กล่าวว่า การที่นายภูษณ ยังไม่เข้ามามอบตัว น่าจะอยู่ระหว่างการดูท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่นายภูษณ จะติดต่อสถานทูตไทยประจำกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
ขอเข้ามอบตัวในคดีพนักงานสอบสวน สศก. ออกหมายจับใน 3 ข้อหา เพื่อในสถานทูตส่งตัวต่อมาให้กองการต่างประเทศ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับมอบตัวไว้ และนำไปส่งพนักงานสอบสวน สศก. หลีกเลี่ยงการถูกจับกุมที่สนามบิน
หากเดินทางกลับมาเอง เพราะกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้ประสานหมายจับไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้ว
รถเดมเลอร์เงื่อนตายมัด "ภูษณ"
ส่วนความคืบหน้าคดีการยึดรถโบราณ ที่ต้องางสัยว่าเป็นของนายภูษณนั้น พล.ต.ท.ซัจจ์
กล่าวว่า ยังไม่มีใครมาแสดงตัวเป็นเจ้าของรถยนต์โบราณทั้งหมดที่ตำรวจจับกุมมาได้
ดังนั้นได้ประสานให้กองพิสูจน์หลักฐานเข้ามาช่วยตรวจสอบเลขตัวถัง เลขแชสชีส์
และ เลขเครื่อง เพื่อนำข้อมูลไปตรวจสอบกับกรมการขนส่งทางบก และกรมศุลกากรหาแหล่งที่มาของการนำเข้า
และชื่อผู้สั่งนำเข้า จึงยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะเกี่ยวข้องกับนายภูษณหรือไม่
แต่ที่น่าเชื่อว่าจะเกี่ยวกับนายภูษณ ก็มีเพียงร เบนซ์เดมเลอร์ คันเดียวเพราะยึดมาได้จากบ้านนายภูษณ
สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับการยึดรถยนต์โบราณ ที่มีชื่อของนายภูษณเข้าไปเกี่ยวข้อง
เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจพบรถยนต์โบราณเพิ่มอีก 33 คัน โดย 4 คันอยู่ในโกดังร้าง
ย่านแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี หนึ่งในนั้นมีชื่อของนายภูษณ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
ส่วนอีก 29 คัน พบที่โกดังโรงงานร้าง ซินเหอ สปินนิ่ง ย่านสำโรงใต้ พระประแดง
และบริษัท สยามซันไดรว์ฟ ในเขตนิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ โดยมีรถโบราณหรูหราหลายยี่ห้อ
ทั้ง จีเอ็มเอ็กซ์ 415 จากัวร์เอ็กซ์เจ 6 ซีรี่ย์ 1 เอ็มจี วอลโว่ โฟล์คสวาเกน
ซีตรอง รวมถึงเบนซ์รุ่นเก่า และรถแข่งโบราณยี่ห้อดังๆ จากประเทศอังกฤษและสวีเดน
ซึ่งแต่ละคันมีเอกสารระบุประวัติรถ และข้อความว่า พิพิธภัณฑ์คุณภู จึงได้อายัดไว้ตรวจสอบ
นำเข้ารถไม่ถูกต้องมีโทษทั้งจำทั้งปรับ
ด้านนางดวงพร ยอดพยาธิ์ ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการนำเข้าและส่งออกสินค้าทั่วไป
กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงกรณีที่มีการตรวจพบว่า มีการนำเข้ารถโบราณของอดีตนักการเมืองคนหนึ่ง
ที่ผ่านมาทางกรมการค้าต่างประเทศไม่ได้รับคำขออนุญาต หรือขอนำเข้าจากบุคคลในประเทศแต่อย่างใด
ซึ่งก็ไม่ทราบว่า รถยนต์โบราณที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ นำเข้ามาได้อย่างไร
แต่จะมีบ้างเป็นบางกรณีที่มีการขออนุญาตนำเข้ารถยนต์ประจำตำแหน่งจากต่างประเทศบ้างเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนั้น เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว กรมการค้าต่างประเทศ คงต้องหารือในแง่กฎหมายกับกรมศุลกากรต่อไป
แต่ในทางปฏิบัติตามกฎหมายการนำเข้า และการส่งออกมาในราชอาณาจักร ปี พ.ศ.
2522 มีการระบุไว้ชัดเจนว่า หากไม่ได้มีการนำเข้ารถโบราณอย่างถูกต้อง ก็จะถูกปรับเป็นเงิน
5 เท่าของมูลค่ารถ จำคุก 10 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับต่อไป
"สุภาพ" ช่วยในฐานะเพื่อน
ด้านนายสุภาพ คลี่ขจาย โฆษกพรรคชาติพัฒนา กล่าวถึงการเข้าไป วิ่งเต้น ช่วยเหลือในการประสานงานกับตำรวจ
ในคดีที่นายภูษณ ถูก ก.ล.ต.กล่าวโทษว่ายักยอกทรัพย์ของบริษัท แทค ว่า ไม่มีเรื่องการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง
แต่เป็นเพราะ นายภูษณ อยู่ต่างประเทศ จึงไม่สะดวกในการติดต่อกับเจ้าหน้าที่
และเขาเห็นว่าข้อหาของนายภูษณไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรงอย่างการค้ายาเสพติด
จึงได้ช่วยเหลือในฐานะเพื่อน ไม่เกี่ยวกับข่าวก่อนหน้านี้ที่ว่า นายภูษณ
จะเข้าร่วมทำงานการเมืองกับพรรคชาติพัฒนา
.........................................................
ชัจจ์สั่งล็อกตัวภูษณ กลับจากอังกฤษ19 พ.ค.นี้
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ผู้จัดการออนไลน์ - ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มั่นใจ มีหลักฐานเพียงพอดำเนินคดี
ภูษณ ปรีย์มาโนช ในคดียักยอกเงินแทค 117 ล้านบาทได้ สั่งตำรวจเตรียมพร้อมประกบตัวทันทีหลังจากกลับอังกฤษ
จันทร์ 19 พ.ค.นี้
ความคืบหน้ากรณีนายภูษณ ปรีย์มาโนช อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และพวก
ถูกคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ แจ้งความดำเนินคดีฐานร่วมกันยักยอกเงินบริษัทโทเทิ่ล
แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ แทค ไปซื้อขายหุ้นในสมัยดำรงตำแหน่งผู้บริหาร
ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับบริษัทจำนวนกว่า 117 ล้านบาท หลังจากศาลได้อนุมัติหมายจับนายภูษณ
และนางอัจฉรา บุญสาใจ อดีตผู้บริหารแทคไปแล้ว ล่าสุด พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก
ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า นายภูษณได้ติดต่อมายังพนักงานสอบสวนว่า
จะเดินทางมาถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 19 พ.ค.นี้ เวลา 06.00 น. จากนั้นจะเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนในทันที
โดยให้ญาติเตรียมหลักทรัพย์ 10 ล้านบาท ไว้ประกันตัวด้วย
พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าวอีกว่า ได้สั่งการไปยังพนักงานให้จัดกำลังคอยประกบตัวนายภูษณ
ปรีย์มาโนชทันทีที่นายภูษณเดินทางจากประเทศอังกฤษ มาถึงท่าอากาศยานกรุงเทพ
เพื่อนำตัวมาแจ้งข้อกล่าวหา และสอบสวน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ใส่กุญแจมือเพราะนายภูษณเคยเป็นถึงรัฐมนตรี
จึงเชื่อว่าจะไม่ผิดคำพูดและหลบหนี
ส่วนนางอัจฉรา บุญสาใจ ซึ่งถูกออกหมายจับในคราวเดียวกันหากวันพรุ่งนี้ (15พ.ค.)
ไม่ติดต่อขอมอบตัวจะจัดชุดติดตามจับกุม และอาจไม่ให้ประกันตัว เพราะไม่แสดงเจตนาที่จะขอต่อสู้คดี
อย่างไรก็ตาม คดีนี้เป็นคดีที่ไม่สลับซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมาพิจารณาสำนวนคดี
โดยมั่นใจในพยานหลักฐานว่าเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับนายภูษณและพวกได้
..........................................................
ภูษณมอบตัว ปฏิเสธเสียงแข็งโกงเงินแทค
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ภูษณเดินทางถึงเมืองไทย เข้ามอบตัวต่อตำรวจสอบสวนกลางเรียบร้อยแล้ว พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหายักยอกทรัพย์สินแทคเป็นเงินกว่า
117 ล้านบาท ล่าสุดได้รับการประกันตัวแล้ว
ภายหลังจากที่นายภูษณ ปรีย์มาโนช อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส
คอมมูนิเกชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAC ที่ถูกออกหมายจับในความผิดพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์
พระราชบัญญัติห้างหุ้นส่วนจำกัด และความผิดข้อหาเป็นกรรมการผู้จัดการยักยอกทรัพย์สินในบริษัทมหาชน
จากการยักยอกทรัพย์สินของ TAC กว่า 117 ล้านบาท ที่ตำรวจได้ออกหมายจับไปเมื่อวันที่
12 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่านายภูษณจะเดินทางกลับจากประเทศอังกฤษ เพื่อมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงเช้าจากกรุงลอนดอน
มายังกรุงเทพฯด้วยเที่ยวบินที่ TG 911 ลงจอดเวลา 5.30 น.
เช้าวันนี้ ได้มีสื่อมวลชนจำนวนมากไปเฝ้ารอ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมารอด้วยเช่นกัน
แต่ก็ไม่มีวี่แววของนายภูษณแต่อย่างใด ทั้งนี้นายภูษณได้เคยติดต่อขอมอบตัวมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่
13 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ขอเลื่อนไปเนื่องด้วยมีการต่อรองเรื่องการขอประกันตัว
โดยพนักงานสอบสวนจะต้องมีการหารือกันเสียก่อนว่าจะอนุญาตให้ประกันตัวหรือไม่
ทำให้ต้องเลื่อนการเข้ามอบตัวเป็นวันนี้
ต่อมา มีรายงานว่านายภูษณได้เดินทางโดยสายการบินอินเดียน แอร์ไลน์ จากกรุงลอนดอนเข้าสู่ประเทศสิงคโปร์
และมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. จากนั้นได้เดินทางไปมอบตัวต่อพล.ต.ท.ชัจจ์
กุลดิลก ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งระหว่างการเข้ามอบตัว นายภูษณ มีสีหน้ายิ้มแย้ม
แจ่มใส ไม่มีสีหน้าวิตกกังวลแต่อย่างใด
สำหรับนายภูษณตกเป็นผู้ต้องหา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับใน 3 ข้อหาคือผิด
พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ ผิด พ.ร.บ.ห้างหุ้นส่วน จำกัด และเป็นกรรมการผู้จัดการยักยอกทรัพย์บริษัท
พร้อมทั้งตั้งหลักทรัพย์ประกันตัวไว้ 10 ล้านบาท.
หลังจากเข้ารายงานตัวต่อพล.ต.ท.ชัจจ์ นายภูษณ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ปฏิเสธข้อกล่าวหายักยอกเงินแทคโดยสิ้นเชิง
ก่อนที่จะเดินทางไปให้ปากคำที่กองสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ หรือ สศก. ต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากการสอบสวนที่สศก. ผ่านไปเป็นเวลา 6 ชั่วโมง
และตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายภูษณแล้ว ได้อนุญาตให้ประกันตัวออกไป โดยญาติของนายภูษณได้ใช้โฉนดที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมูลค่า
15 ล้านบาท เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
***โปรดติดตามรายละเอียดความคืบหน้า ทางผู้จัดการออนไลน์***
.....................................................................
ภูษณแจงกำไรแทคหาย 117 ล้าน เป็นเรื่องเทคนิค!!
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ภูษณ ปรีย์มาโนช เข้ามอบตัวที่กองปราบปรามเช้าวันนี้(19พ.ค.) ภูษณยืนยันความบริสุทธิ์ใจอนุมติเงินแทคซื้อที่ดิน
ไม่ได้เจตนายักยอกไปซื้อหุ้นเอากำไรเข้าพกเข้าห่อและได้คืนเงินให้บริษัทหมดแล้ว
ส่วนกำไร 117 ล้านที่ได้มาแต่ไม่เช้าบัญชีแทคนั้นเป็นเรื่องทางเทคนิค ที่เปิดเผยไม่ได้
ภายหลังจากที่นายภูษณ ปรีย์มาโนช อดีตกรรมการผู้จัดการบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส
คอมมูนิเกชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAC ถูกออกหมายจับในความผิดพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์
พระราชบัญญัติห้างหุ้นส่วนจำกัด และความผิดข้อหาเป็นกรรมการผู้จัดการยักยอกทรัพย์สินในบริษัทมหาชน
จากการยักยอกทรัพย์สินของ TAC กว่า 117 ล้านบาท ที่ตำรวจได้ออกหมายจับไปเมื่อวันที่
12 พ.ค.ที่ผ่านมา และนายภูษณได้เดินทางไปมอบตัวต่อพล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 19 พ.ค.
โผมไม่ผิด ง่ะ! พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า
ในเบื้องต้น พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายภูษณเพียง 1 ข้อหา คือความผิดตามพระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์
และจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมอีก 2 ข้อหา ในข้อหายักยอกทรัพย์ และพรบ.ห้างหุ้นส่วนจำกัด
จากนั้นได้ส่งตัวให้ พ.ต.อ.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนเศรษฐกิจ
หรือ สศก. สอบสวนปากคำและแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อไปฃ สำหรับวงเงินการประกันตัวนั้นพนักงานสอบสวนตั้งไว้ที่
10 ล้านบาท และนายภูษณจะได้ประกันตัวหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน
ก่อนหน้านี้ พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนมีพยานหลักฐานยืนยันการกระทำผิดของนายภูษณ
และพวกตามที่ก.ล.ต. ร้องทุกข์ กล่าวโทษว่ามีการสั่งจ่ายเงินของแทคจำนวน 153.3
ล้านบาท โดยอ้างว่าเพื่อจ่ายมัดจำสัญญาจะซื้อที่ดิน แต่ปรากฏว่าเงินส่วนหนึ่งจำนวน
118.3 ล้านบาท ถูกนำไปซื้อหุ้นของบริษัท อินเตอร์ไลฟ์ จอห์นแฮนคอค ประกันชีวิต
จำกัด ต่อมาแม้จะมีการขายหุ้นดังกล่าวและนำเงินชำระคืนแทค แต่ผลกำไรที่เกิดขึ้นจำนวน
117.1 ล้านบาท นำไปเข้าบัญชีของนายภูษณ โดยแทคไม่ได้ประโยชน์แต่อย่างใด
มั่นใจสุด ๆ รายงานข่าวแจ้งว่า หลังจากนายภูษณ เข้ารายงานตัวต่อพล.ต.ท.ชัจจ์แล้ว
ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหา
และยืนยันว่าที่ผ่านมานั้นไม่ได้หลบหนีไปไหนและหาทางเดินทางกลับประเทศไทยโดยตลอด
นายภูษณ กล่าวว่า ตนได้ลงนามอนุมัติเงินของแทคเพื่อการซื้อดินจริง แต่ไม่ได้อนุมัติเพื่อการนำไปซื้อหุ้นและได้คืนเงินให้บริษัทไปทั้งหมดแล้ว
ส่วนกำไรที่ได้มา 117 ล้านบาทไม่ได้เข้าบัญชีของแทคนั้น เป็นเรื่องทางเทคนิค
ซึ่งมีการนำเงินออกโดยพนักงานบางคน แต่ตนไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด
สำหรับกรณีของรถโบราณที่ถูกยึดโดยอ้างว่าเสียภาษีไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น
นายภูษณกล่าวว่า มีรถของตนถูกยึด 2 คัน และมีเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของอย่างถูกต้อง
ส่วนรถที่ถูกยึดได้ที่พิษณุโลก หรือที่อื่นๆ นั้น มีการเข้าใจผิดว่าเป็นของตน
นายภูษณกล่าวว่า ตนมีรถทั้งเก่าและใหม่ทั้งหมด ประมาณ 50 คัน และเคยแจ้งในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
หรือ ป.ป.ป. แล้ว และไม่พบว่าเป็นการได้มาโดยทุจริตแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม
ยินดีให้มีการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์อีกครั้งว่ามีการเสียภาษีถูกต้องหรือไม่
ทั้งนี้หากผิดจริง ก็ยอมรับความผิด
...............................................................
[
ลุงแคน
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น
|