:: เดลินิวส์
:: ไทยรัฐ
:: ข่าวสด
:: กรุงเทพธุรกิจ
:: ฐานเศรษฐกิจ
:: อ.ส.ม.ท
:: Bangkok Post
:: The Nation
:: ผู้จัดการ
:: GNN
:: INN
:: ThaiPost
:: มติชน
:: สยามธุรกิจ
:: แนวหน้า
:: ประชาชาติธุรกิจ
:: คม ชัด ลึก
:: สยามรัฐ
 
www.geocities.com/lungcan2000
|Home |Coffee room| Funny talk| Numbun | Poem | Quest book| Contact us| About me |
_______________________________________________________________________________
องค์กรณ์การเมือง


:: รัฐสภาไทย

:: รัฐธรรมนูญ๒๕๔๐
คณะกรรมการเลือกตั้ง
ปราบปรามการฟอกเงิน
ปราบปรามทุจริตแห่งชาติ
:: วุฒิสภา

ข้อเขียนให้อ่านกันเล่นๆ อยากแสดงความคิดเห็น อยู่ที่สภากาแฟนะครับ

 

เพิ่งปราบปรามยาบ้ามาหยกๆ รัฐบาลตะลุยใหม่ ยกผู้มีอิทธิพลเป็นเป้าหมาย
วันนี้นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมเชิงปฏิบัติการณ์ครั้งใหญ่ ท่านกลางการอารักขาเต็มพิกัด

พรุ่งนี้ดีเดย์ 'แม้ว' ลุยปราบมาเฟียทั่วประเทศ

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2546

“ประทิน-แก้วสรร” ค้าน NGO ติดโผ “ผู้มีอิทธิพล”



โดย ผู้จัดการออนไลน์

”ประทิน-แก้วสรร” เห็นพ้องนโยบายรัฐบาลในการจัดแบ่งกลุ่มผู้มีอิทธิพล แต่แย่งถึงการจัด “เอ็นจีโอ” เข้าข่ายผู้มีอิทธิพล “จุรินทร์”ร้องให้รัฐบาลยึดกฎหมาย ไม่ใช่แค่นิยามคำว่า "ผู้มีอิทธิพล" ขึ้นมาเพื่อจัดการกับโดยเฉพาะผู้ชุมนุม ซึ่งมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ หวั่นขัดรัฐธรรมนูญส่วน “บิ๊กจิ๋ว”พุ่งเป้าเชือดข้าราชการอันดับแรก พร้อมเร่งประสานความเข้าใจให้กับประชาชน

พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ส.ว.กรุงเทพและอดีตอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวว่า นโยบายปราบผู้มีอิทธิพลเป็นความคิดที่ดีของนายกรัฐมนตรี เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ยังไม่มีใครกล้าเอาจริงเอาจัง แม้แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ไม่กล้า หากรัฐบาลเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้จะทำให้ชีวิตประจำวันของประชาชนเป็นปกติสุข ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี โดยพฤติกรรมของคนเหล่านี้เป็นที่น่าสงสัยว่าได้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งหากเราสามารถลดอิทธิพลของผู้มีอิทธิพลลงได้ เราจะต้องจำกัดข้าราชการทุกฝ่ายก่อน โดยไม่ให้ไปมั่วสุมกับผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ ทั้งนี้กรณีที่ข้าราชการไปคบค้ากับคนเหล่านี้จะเป็นการส่งเสริมบารมีให้เช่น ให้สามารถเข้านอกออกใน หรือวิ่งเต้นในคดีต่าง ๆได้ เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเวลาต้องการงานกุศลต่าง ๆ ประชาชนไม่ค่อยให้ความช่วยเหลือ แต่ถ้าไปขอคนที่กระทำผิดกฎหมายหนึ่งล้านบาท หนึ่งแสนบาทคนเหล่านี้สามารถให้ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ควรที่จะเลิกกระทำ

ผู้สื่อข่าวถามว่าคำว่ามาเฟียหรือผู้มีอิทธิพลจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ตามบ่อนการพนันเสมอไปหรือไม่ พล.ต.อ.ประทิน กล่าวชี้แจงว่า คิดว่าคงรวมอยู่ในเรื่องนี้ด้วย แต่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่คนที่ทำผิดกฎหมายและใช้อิทธิพล หรือพรรคพวกไปข่มขู่ ถือว่าเป็นมาเฟียทั้งสิ้น ส่วนกลุ่มผู้มีอิทธิพล 15 กลุ่มที่รัฐบาลออกมาให้นิยามนั้นครอบคลุมหมดแล้ว แต่ต้องยึดหลักกฎหมาย และต้องทำให้เด็ดขาด ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

จัดระเบียบวินฯไม่ยาก

ส่วนกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้างจะสามารถทำครอบคลุมทุกพื้นที่หรือไม่ พล.ต.อ.ประทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ง่ายมาก เพราะเรื่องที่อยู่ในท้องที่ ตำรวจคงทราบว่าจะต้องทำอย่างไร กลุ่มมอเตอร์ไซด์ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเข้าไปจัดระเบียบเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารว่า คนขับมอเตอร์ไซด์มีคดีอาญาหรือไม่ ซึ่งคนเหล่านี้ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ใช่ไปจัดระเบียบ และเก็บเงินแล้วยังปล่อยให้ทำผิดกฎหมายเป็นสิ่งที่ประชาชนเอือมระอามาก

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำอย่างไรกับข้าราชการนอกรีตที่ออกมารับงานข้างนอก พล.ต.อ.ประทิน กล่าวว่า หากมารับงานที่สุจริต ไม่ผิดกฎหมายก็ควรส่งเสริม เพราะเงินเดือนอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องไม่ทำผิดกฎหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ผู้บังคับบัญชาต้องกวดขัน เวลานี้ไม่ใช่ยุให้ผู้บังคับบัญชาทำผิดกฎหมาย เอาเงินทองมาแบ่งกันกินอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ หากผู้มีอิทธิพลเป็นตำรวจแล้วกระทำความผิดเสียเอง ผู้บัญชาการในหน่วยนั้น ๆ ไม่ควรประนีประนอมกัน รัฐบาลต้องลงโทษ ถ้าผู้บังคับหน่วยงานใดปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิด ถือเป็นการหย่อนการปกครอง สามารถลงโทษด้วยการไล่ออกทันที อย่างไรก็ตามการปราบปรามผู้มีอิทธิพลจะต้องทำอย่างต่อเนื่อง และจริงจังถึงจะได้ผล หากทำแบบชั่วครั้งชั่วคราว โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งขึ้นมาก็ปฏิบัติอย่างจริงจัง แต่พอนานไปปล่อยเหมือนเดิม อย่างนี้คงไม่ได้ผล เรื่องนี้ต้องทำกันตลอดไป ดังนั้นขอให้ทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง หากนักการเมืองไม่ดี รัฐบาลไม่ควรแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรี

“แก้วสรร”คัดค้านรัฐฯรวมเอ็นจีโอเข้าข่ายผู้มีอิทธิพล

นายแก้วสรร อติโพธิ ส.ว.กรุงเทพฯ กล่าวถึงนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลว่า รัฐบาลต้องทำให้เด็ดขาดเพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ถ้ารัฐบาลเอาจริงตามวิถีทางของกฎหมาย สาวให้ถึงตัวจริงไม่ใช่แค่“ลูกกระจ๊อก” ขอให้รัฐบาลทำอย่างจริงจังทั่วประเทศ จัดการกับพวกที่ทำให้บ้านเมืองไม่สงบ กลุ่มคนเหล่านี้สร้างปัญหามานานแล้ว โดยเฉพาะพวกที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน ก่อปัญหาอาชญากรรมถือเป็นเสี้ยนหนามทั้งสิ้น แต่ผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่รัฐบาลบอกว่า จะจัดการนั้น ตนไม่เข้าใจว่าจะทำอย่างไร เช่น “นายเจริญ วัดอักษร” แกนนำต่อต้านโรงไฟฟ้าบ่อนอกหินกรูด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รัฐบาลจะปราบและจับอย่างไร เพราะการประชุมแต่ละครั้งจะพูดถึงแนวทางการต่อสู้และแนวทางการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งถือว่าไม่มีความผิด ไม่เหมือนพวกค้ายาบ้า ค้าหวย และค้าผู้หญิง คนเหล่านี้เห็นอยู่ตำตา อยู่ข้างสถานีตำรวจเหตุใดไม่จับ รัฐบาลจะต้องแยกให้ออก อย่ามั่ว

นายแก้วสรร กล่าวอีกว่า ผู้มีอิทธิพลทางความคิดไม่มีกฎหมายใดไปจัดการได้ แต่ถ้าคนกลุ่มนี้เตรียมการหรือก่อความไม่สงบรัฐบาลก็จัดการไป ทั้งนี้มีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมว่า ใครที่มาชุมนุมอย่างสงบต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อไปอำนวยความสะดวก มีการตรวจค้นไม่ให้มีอาวุธ บอกชื่อแกนนำทำลักษณะนี้เห็นว่าน่าจะดีกว่า ผู้มีอิทธิพลทางความคิดไม่ถือว่า กระทำความผิด นอกจากเคลื่อนไหวผิดกฎหมาย เรื่องความขัดแย้งทางความคิดอย่าแก้ปัญหาโดยการใช้อำนาจรัฐ ถ้าใช้มาก ๆคนที่อยู่ในพรรคไทยรักไทยอาจจะโดนบ้างก็ได้ เพราะมีผู้นำทางความคิดอยู่ในพรรคไทยรักไทยจำนวนมาก ซึ่งคนพวกนี้เคยเดินขบวนมาก่อนด้วย


ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า องค์กรพัฒนาเอกชนจะหารือและกำหนดท่าทีร่วมกัน เพราะเห็นว่าระบุถึงผู้มีอิทธิพลทางความคิด น่าจะเป็นความพยายามจัดระเบียบองค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีไม่มีเจตนาดังกล่าว ก็ควรจะทำความเข้าใจกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าผู้มีอิทธิพลทางความคิดมีความหมายอย่างไร เพราะนโยบายนี้เป็นการเปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้งผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล โดยเพ่งเล็งการทำงานขององค์กรพัฒนาเอกชน ซึ่งถือว่าเป็นนโยบายเผด็จการ

เรียกตร.ภูธรภาค 2 รวมบัญชีผู้มีอิทธิพล

พล.ต.ต.ระพีพัฒน์ ปาละวงศ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ทุกพื้นที่ไปพิจารณารายชื่อบุคคลที่เข้าข่ายผู้มีอิทธิพล เพื่อส่งให้กับ พ.ต.อ.กิตติพงษ์ เงามุก ผู้กำกับการสืบสวน ภาค 2 เป็นผู้รวบรวมให้เป็นบัญชีเดียว โดยกำชับให้ทุกรายชื่อเป็นความลับ ส่วนรายชื่อที่สำนักงานตำรวจภูธร ภาค 2 มีอยู่ในมือ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มมือปืนรับจ้าง ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายบุคคล สำหรับพื้นที่ จ.ชลบุรี ตำรวจเน้นบุคคลที่ทำธุรกิจค้ามนุษย์ข้ามชาติ และการฮั้วประมูลงานต่างๆ ที่เป็นระบบผูกขาดจากนายทุนผู้มีอิทธิพลมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี

“จิ๋วชี้” สั่งเร่งชี้แจงนโยบายให้ประชาชนทราบ

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการต่อสู้เพื่อเอาชนะยาเสพติด (ศตส.) เป็นประธานประชุมหน่วยงานด้านการข่าวและศตส. ซึ่งได้รับมอบภารกิจให้ดูแลเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามนโยบายรัฐบาล เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้มีการทบทวนสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายจากการประชุมสรุปผลการปราบปรามยาเสพติดในช่วง 7 เดือนหลัง และการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพลเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยที่ประชุมเห็นว่าควรจะให้มีการแพร่กระจายนโยบายดังกล่าวให้ประชาชนรับทราบทั่วกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าการดำเนินการกับผู้มีอิทธิพลครั้งนี้ ไม่ใช่การทำลายล้าง แต่เป็นการให้โอกาสใหม่ในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องชอบธรรม ไม่ประพฤติในสิ่งที่จะเป็นโทษต่อประเทศชาติและประชาชน แต่ที่ทำผิดไว้แล้วมีคดีอาญาติดตัวเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการตามกฏหมาย

ข้าราชการเป็นเป้าหมายแรก

พล.อ.ชวลิต กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่ต้องจัดการเป็นลำดับแรกและโดยด่วนคือ “ข้าราชการ” ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองที่เข้าไปเกี่ยวข้องในขบวนการเหล่านี้ต้องละวางทันที หากไม่ละวางตั้งแต่วันนี้ จะต้องมีโทษ ขณะที่ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดจะต้องรับผิดชอบด้วย และกรณีที่มีความชัดเจนเช่น วินมอเตอร์ไซค์ เจ้ามือหวยเถื่อน จะใช้พื้นที่เป็นตัวหลักในการดำเนินการ พื้นที่ใครต้องจัดการให้หมด ส่วนเป้าหมายที่ไม่ชัดเจนจะส่งรวมขึ้นมาที่ศตส. เพื่อให้คณะกรรมการชุดต่าง ๆ กลั่นกรองตามข้อมูลข่าวสาร ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานข่าวต่าง ๆ

“ต้องกำหนดระยะเวลาการทำงานให้แน่นอน โดยให้เริ่มทำตั้งแต่วันนี้และจะประเมินผลการทำงานเมื่อครบ 3 เดือน เพื่อให้ชัดเจนและให้เสร็จในสิ้นปีนี้ สิ้นปีนี้ทุกอย่างต้องเบาบางลง แต่จะให้หมดสิ้นไปเลยยังไม่ได้ เพราะกระบวนการมันเยอะ แต่ส่วนใหญ่ผู้มีอิทธิพลจะมี 2 ขาที่ยันกันอยู่คือ ผู้ถือกฎหมาย ผู้มีอำนาจหรือข้าราชการที่ต้องจัดการเป็นลำดับแรก เพราะถ้าขาพวกนี้ขาดไปขบวนการก็จะล้มไปเอง ต้องทำในส่วนนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะทำได้ทันทีและใช้เวลาไม่นาน แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าออกมาทำงานบริสุทธิ์แล้วจะต้องถูกดำเนินการไปด้วย เรื่องนี้ผู้บังคับบัญชาต้องดูแลด้วยว่าบริสุทธิ์จริงหรือไม่”พล.อ.ชวลิต กล่าว

ต่อข้อถามว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจอาจไม่กล้าดำเนินการกับคนเหล่านั้น เพราะมีอิทธิพลอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานานนั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ความไม่กล้ามี 2 สถาน คือรู้แล้วไม่กล้าหรือไม่รู้เลย ถ้าไม่รู้เราก็จะแจ้ง แต่ถ้าแจ้งแล้วไม่ทำเราจะทำให้ และผู้ที่รับผิดชอบก็ต้องรับผิดไป เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่าต้องลงโทษอย่างจริงจัง และตอบแทนด้วยความจริงจังและรวดเร็ว คือการให้บำเหน็จรางวัลเมื่อทำความดี ขณะเดียวกันถ้าทำไม่ดีก็ต้องถูกประจำกันไปหรือมีความผิด สิ่งเหล่านี้จะต้องออกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี และเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป แต่การดำเนินการทำได้ตั้งแต่วันนี้

สั่งจัดการ”มือปืน”แบบไม่ต้องรอทำบัญชีรายชื่อ

พล.อ.ชวลิต กล่าวด้วยว่า พวกมือปืน พวกปฏิบัติการต่าง ๆ จะปราบได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะที่เห็นกันทนโท่ ก็ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว หรือขบวนการพิเศษ ๆ ทั้งหลายที่รู้ ๆ กันอยู่ ต้องตัดออกไป พวกแก๊งมือปืนต่าง ๆ ก็ต้องบอกให้เอาปืนมาทำให้ถูกต้อง ถ้าไม่มา ถ้ามีหมายจับก็จับ ถ้าไม่มีหมายจับก็ต้องจัดการกันด้วยวิธีอื่น การจัดการกับคนเหล่านี้ไม่ต้องรอการรวมรายชื่อให้เป็นบัญชีเดียวเสร็จ อะไรที่ชัดเจนทำได้เลย อะไรที่ไม่แน่นอนให้ส่งมา คณะกรรมการจะกลั่นกรองอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนรายชื่อที่ตรงกันในบัญชีที่มาจากหลายหน่วยงานมีจำนวนเท่าใดนั้น ต้องนำมาทบทวนอีกครั้ง เพราะเมื่อทำความเข้าใจกันเรื่องเหล่านี้หมดแล้ว จะตัดรายชื่อออกไปจากบัญชีได้จำนวน สามารถทำได้เลยเพราะปรากฏชัดเจน แน่นอน และถ้าตัดกลุ่มของข้าราชการที่สนับสนุนก็เกือบจะหมดแล้ว เหลือแต่พวกมือปืน องค์กรต่าง ๆ โยกย้ายเงินเถื่อน ลักลอบหลอกลวงสตรีและเด็ก ต้องไตร่ตรองให้ดีแล้วจัดการกัน

พล.อ.ชวลิต กล่าวย้ำด้วยว่า ถ้าขาพวกนี้ขาดไปขบวนการก็จะล้มไปเอง จึงต้องทำในส่วนนี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเพราะทำได้ทันทีและใช้เวลาไม่นาน แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าเป็นการออกมาทำงานบริสุทธิ์ แล้วจะต้องถูกดำเนินการไปด้วย เรื่องนี้ผู้บังคับบัญชาต้องดูแลด้วยว่าบริสุทธิ์จริงหรือไม่

“พงษ์เทพ” ขอเวลา 1 เดือนทำแบล็คลิสต์

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลคร่าว ๆ ว่าจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอรายชื่อขึ้นมา โดยมี พล.อ.ชวลิต เป็นเจ้าภาพในการกลั่นกรองรายชื่อที่มีอยู่ทั้งหมดว่าเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่ หรือดูว่าคนที่น่าจะมีชื่ออยู่ในบัญชีมีอยู่หรือไม่ เพราะการตรวจสอบกรณีเช่นนี้จะแสดงให้เห็นถึงระบบกลไกภาครัฐที่อาจจะเข้าไปอยู่เบื้องหลังหรือสนับสนุนผู้มีอิทธิพลเสียเอง

“แต่การปราบปรามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการได้เลยคือ พวกที่มีหมายจับ หรือ พวกที่คุมวินมอร์เตอร์ไซค์และเรียกเก็บเงินอยู่ ไม่ต้องรอการทำบัญชี ส่วนกลุ่มบุคคลที่เรียกร้อง กระทำการโดยไม่ชอบกฎหมายเป็นเหตุให้คนเดือดร้อน เช่น ปิดถนน ก็สามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายเช่นกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่เรียกร้องเป็นผู้มีอิทธิพล ส่วนคนที่เรียกร้องแบบถูกต้องไม่สร้างความเดือดร้อนก็สามารถทำได้ไม่มีปัญหา” นายพงษ์เทพ กล่าว

นายพงษ์เทพ กล่าวต่ออีกว่า วันนี้ยังไม่ได้มีการเสนอรายชื่อผู้มีอิทธิพลเข้าพิจารณา เพียงแต่ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันว่า ให้แจ้งเตือนไปยังข้าราชการที่ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลให้ได้ทราบว่าให้เลิกพฤติกรรมที่เคยทำให้หมด ส่วนขั้นตอนการดำเนินการนั้น ทาง ศตส.จะจัดคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อดูแลผู้มีอิทธิพลโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันทาง พล.ต.ท.ชิดชัย วรรณสถิตย์ เลขาธิการ ปปส.จะทำเรื่องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อให้มีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ในอนาคตกรมสืบสวนคดีพิเศษ และ สำนักงานอัยการสูงสุด อาจเข้ามาร่วมดำเนินการด้วย

เตรียมยึดทรัพย์ผู้มีอิทธิพล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวด้วยว่า ได้เตรียมมาตรการยึดทรัพย์ตามกฎหมายฟอกเงินไว้ดำเนินการกับบรรดาผู้มีอิทธิพล และข้าราชการที่ยังไม่เลิกพฤติกรรมดังกล่าว รวมถึงจะใช้กลไกของรัฐที่มีอยู่ตามกฎหมายดำเนินการ ทั้งกฎหมายอาญา กฎหมายฟอกเงิน กฎหมายภาษี อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมาย ป.ป.ง.เพื่อเพิ่มความผิดขั้นมูลฐานเพื่อให้ทันการประเมินผลงานช่วง 3 เดือนแรกคงไม่ทัน แต่กฎหมาย ปปง.ที่มีอยู่นำมาจัดการกับผู้มีอิทธิพลได้จำนวนหนึ่ง การเพิ่มเติมความผิดมูลฐานจะต้องเสนอเข้าสู่การประชุมของรัฐสภา ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิจารณานาน

“เมื่อวานนี้ (20 พ.ค.) ผมได้เรียนนายกรัฐมนตรีว่า ในส่วนของความผิดที่กฎหมายบัญญัติ คือความผิด หรือการกระทำ ไม่ใช่เป็นความเลวในตัว ไม่เหมือนกับการฆ่าคนตาย การลักทรัพย์ผู้อื่น แต่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นความผิด เช่น การรับจ้างจะต้องมีใบอนุญาต กรณีเหล่านี้ที่ผ่านมามีความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้จำนวนมาก และมีการปล่อยปะละเลยกัน ซึ่งความจริงเป็นเครื่องมือในการทำหากินของคนสุจริต แต่เมื่อเขาใช้หากินแล้วมีคนไปไปเรียกเก็บเงินจากเขาทำให้เกิดผู้มีอิทธิพลขึ้นมา หากเราใช้วิธีการพิจารณาว่าความผิดอะไรที่กฎหมายบัญญัติไม่สมควรมีความผิด แล้วทำให้ธุรกิจใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน บนโต๊ะ มีการเสียภาษีถูกต้อง ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐไปหาผลประโยชน์โดยมิชอบและเกิดการโยงใยเป็นเครือข่ายจะปรับรูปแบบใหม่ คิดใหม่หรือไม่ เรื่องนี้ต้องใช้เวลาทบทวนเพื่อแก้ไขกฎหมาย โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลทั้งวินมอร์เตอร์ไซค์ หรือความผิดที่คล้ายกัน ต้องดูว่ากำหนดความผิดเอาไว้แล้วดำเนินการอะไรไม่ได้” นายพงษ์เทพ กล่าว

กลาโหมพร้อมฟันทหารมาเฟียคุมวินฯ

พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพลว่า ต้องผลักดันตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี สำหรับบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลเป็นเพียงข้อมูลพื้นฐาน โดยพิจารณาจากพื้นที่ของผู้มีอิทธิพลเป็นหลักว่าใครเบียดเบียนประชาชนในท้องถิ่นหรือรังแกชาวบ้าน ต้องดำเนินการตามกฎหมายให้มากที่สุด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องให้ความร่วมมือ หากผู้มีอิทธิพลมีคดีติดตัวอยู่ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดำเนินการทันที

ผู้สื่อข่าวถามถึงการดำเนินการกับทหารที่เป็นผู้มีอิทธิพล หรือทำตัวเป็นมาเฟีย พล.อ.ธรรมรักษ์ กล่าวว่า เรื่องทหารมาเฟียได้ตกลงกันก่อนที่ตนจะเข้ามารับหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่า หากมีเรื่องหรือมีข้อหาให้ดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นการปลดออกจากราชการ หรือพักราชการ เพราะทำให้เครดิตของกองทัพเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นสีเขียว สีเทา ถ้าเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการ ซึ่งผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ดำเนินการอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ในระดับชาติ

“ส่วนทหารที่เข้าไปคุมวินมอร์เตอร์ไซค์ มีจำนวนเท่าไหร่นั้นผมไม่ทราบ แต่ถ้ามีเรื่องก็จะฟันทันที ถ้าทำงานสุจริตเราก็ไม่ทำอะไร ตกลงจะไม่ให้ทหารไปทำอะไรเลยหรือ ไม่อย่างนั้นก็ต้องขึ้นเงินเดือนให้เขา ส่วนที่นายกรัฐมนตรีสั่งให้ควบคุมอาวุธสงครามด้วย ขณะนี้กองทัพควบคุมอยู่แล้ว แม้แต่อาวุธประจำกายก็ไม่สามารถนำออกจากหน่วยได้ แต่ที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงหมายถึงบุคคลที่ไปทำงานพิเศษต้องควบคุมว่าใครเอาอาวุธอะไรไป ถ้าขโมยไปขายก็ต้องเป็นคดี ขณะนี้ต้องเอาคอมพิวเตอร์เข้าไปเช็คยอดอาวุธของกองทัพให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ การประชุมสภากลาโหมได้ย้ำกันเสมอว่าใครเบิกอะไรไปใช้ต้องระบุให้ชัดเจน”รมว.กลาโหม กล่าว

ปลัดกทม.รับลูกสั่งทุกเขตสำรวจวินมอเตอร์ไซด์

นางนฐนนท ทวีสิน ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครโดยผู้อำนวยการเขตจะร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสำรวจว่ามีจำนวนวินมอเตอร์ไซค์ทั้งหมดกี่แห่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการอยู่ หลังจากที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเข้าร่วมประชุมรับมอบนโยบายแล้ว ได้มีการประชุมมอบนโยบายให้กับเจ้าหน้าที่เทศกิจ คงทราบผลเร็วๆนี้ และเมื่อสำรวจเรียบร้อยก็สามารถดำเนินการตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีได้

ส่วนเรื่องที่ทางราชการจะสนับสนุนเสื้อวินให้กับผู้ขับขี่นั้น เห็นว่าจะใช้เงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนเสื้อให้เหมือนกันจะเป็นภาพลักษณ์ที่ป้องกันข้อครหาต่าง ๆ ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ทั้งนี้ ไม่รู้สึกหนักใจกับการที่ต้องทำงานเรื่องนี้ แม้ว่าจะต้องพบกับอิทธิพลที่คุ้มครองอยู่ เพราะถือว่าเป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ ไม่ควรจะมองในแง่ของผู้มีอิทธิพลหรือมีราคาค่าเสื้อ เพียงแต่เปลี่ยนภาพลักษณะใหม่สำหรับวินมอเตอร์ไซค์ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในอนาคต

“ที่เกรงกันว่าเรื่องนี้จะทำกันได้ไม่นาน คิดว่าไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าน้อง ๆ มอเตอร์ไซค์เข้าใจ เพราะกทม.เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย คิดว่าไม่น่ามีปัญหา คงดำเนินการได้ในเร็ว ๆ นี้ เพราะต้องสำรวจจำนวนวิน จำนวนรถมอเตอร์ไซค์ก่อนว่ามีอยู่เท่าไหร่ทั่วกทม.เพื่อปรับในเรื่องเสื้อวิน ส่วนหน้าตาของเสื้อเป็นอย่างไรก็ต้องมาคุยกันอีกครั้ง จะจัดหามาอย่างไรคงจะมีการประกวดราคา และอาจให้โรงเรียนฝึกอาชีพของกทม.หรือศูนย์ฝึกอาชีพของกทม.ที่มีเครื่องจักรอุตสาหกรรมอยู่แล้ว หรืออาจจะใช้ของกระทรวงพัฒนาสังคม ซึ่งมีงานด้านฝึกอาชีพเช่นกันมาดำเนินการ ขึ้นอยู่ที่ว่าคณะกรรมการจะต้องการให้ดำเนินการรูปแบบไหน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้มีการประเมินว่าเสื้อจะมีราคาตัวละเท่าไหร่ เพราะเพิ่งประชุมกัน แต่เราต้องทำงานลักษณะคู่ขนานกันไปทั้งการสำรวจจำนวนวิน จำนวนรถและการจัดหาเสื้อเพื่อให้ผลงานสำเร็จโดยเร็วที่สุด”ปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าว

ปชป.เตือนอย่ามุ่งกำจัดผู้มีอิทธิพลทางความคิด

นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และประธานคณะกรกรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิป)กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีมีนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งรวมถึงผู้มีอิทธิพลทางความคิดด้วยว่า รัฐบาลต้องถือหลักกฎหมายเป็นหลัก หากใครทำผิดแม้จะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือไม่เป็น รัฐบาลต้องจัดการ และถ้าเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายรัฐบาลจะไปกลั่นแกล้งไม่ได้ ที่ผ่านมารัฐบาลก็ควรจะดำเนินการปราบปรามผู้มีอิทธิพลไม่ใช่จะมาทำเฉพาะช่วงนี้ หากรัฐบาลจะจัดการกับคนที่มีอิทธิพลที่ทำไม่ถูกต้องก็คงไม่มีใครคัดค้าน แต่ถ้าถึงขั้นใช้คำจำกัดความผู้มีอิทธิพลเพื่อหาเหตุกลั่นแกล้งคนอื่นที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมายก็ถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ส่วนจะเลยไปถึงผู้มีอิทธิพลทางความคิดนั้นเห็นว่าเป็นเรื่องไปกันใหญ่ เป็นการส่อเจตนาให้เห็นว่าเบื้องลึกที่แท้จริง

ชี้นโยบายล้างมาเฟียมีวาระซ่อนเร้น

“นโยบายดังกล่าวส่วนหนึ่งมีวาระซ่อนเร้นคือรัฐบาลต้องการเข้าไปจัดการกับคนกลุ่มใด คือกลุ่มคนที่มีความคิดไม่ตรงกับรัฐบาลใช่หรือไม่ ทั้งๆที่เขามีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปเพื่อไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจโดยอ้างว่าจะไปจัดการกับผู้มีอิทธิพลแล้วไปรังแกคนอื่นตามอำเภอใจ เพราะประชาชนที่บริสุทธิ์อาจจะถูกกระทำก็ได้ แล้วมาอ้างว่าเป็นผู้มีอิทธิพล และการที่ระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเป็นผู้มีอิทธิพลนั้น จุดนี้ก็เป็นจุดที่ส่อเจตนาว่ารัฐบาลต้องการเข้าไปจัดการกับคนกลุ่มไหนแล้วอ้างว่าเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล รัฐบาลจะต้องถือกฎหมายเป็นหลักไม่ใช่ใช้นิยามส่วนตัวของรัฐบาลเป็นหลัก มิฉะนั้นรัฐบาลก็จัดการได้ตามอำเภอใจ” นายจุรินทร์ กล่าว

ส่วนนโยบายดังกล่าวจะย้อนกลับไปสู่ข้อกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่นั้น นายจุรินทร์ กล่าวว่า ต้องติดตามต่อไปว่าผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลนี้จะย้อนยุคเหมือนกับภัยสังคม หรือเหมือนกับที่เคยเป็นข้อหาเหวี่ยงแหเขาไปจัดการกับใครก็ได้ ดังนั้น รัฐบาลต้องยึดหลักกฎหมายซึ่งไม่ใช่เรื่องล้าสมัยย้อนยุคแต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องปฎิบัติ

“ปิยะณัฐ”ชี้มาเฟีย 800 คนมากเกินจัดการได้

ด้านนายปิยะณัฐ วัชราภรณ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย เห็นด้วยกับนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล เพราะสังคมไทยอยู่ไม่เป็นสุขมาเป็นเวลานานแล้ว ดังนั้น รัฐบาลต้องรีบเข้าไปปราบปรามทั้งอาชญากร และอาชญากรรมให้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาก็เห็นชัดเจนแล้วว่าคนเหล่านี้ไม่เคารพกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม นายปิยะณัฐ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องแบล็คลิสต์ 800 คน คิดว่ามากเกินไป ซึ่งตนอยากให้มีการจัดการกับผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ที่เพียงแค่ 10-20 คนมากกว่า โดยประกาศชื่อออกมาให้เป็นที่ประจักษ์กับสังคม เพราะหากจัดการมากเกินไป จะทำให้นโยบายเละเทะ และยากที่จะจัดการได้ หากจัดการเพียงแค่ 10-20 คนก่อน จะทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลทำได้จริง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรจะต้องทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ เพื่อทำให้เกิดความมั่นใจในการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เพราะขณะนี้มีคำถามค้างคาใจว่า การมีนโยบายนี้ ทำให้ผู้มีหน้าที่ปราบปรามมีช่องทางหาผลประโยชน์จากการจัดการผู้มีอิทธิพลหรือไม่

เมื่อถามว่ารัฐบาลควรจะมีการปราบปรามผู้มีอิทธิพลทางความคิดหรือไม่ นายปิยะณัฐ กล่าวว่า ไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปปราบปรามผู้มีอิทธิพลทางความคิด เพราะหากรัฐบาลเห็นว่าคนมีความคิดเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลเป็นศัตรูจะยิ่งทำให้สังคมเกิดความวุ่นวายมากยิ่งขึ้น


ผบช.น.สั่งทำบัญชีวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ นิลคูหา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ทุกสถานีตำรวจทำการสำรวจจำนวนวินรถจักรยานยนต์รับจ้างและรถตู้รับจ้าง เพื่อจัดทำบัญชีรายชื่อให้สะดวกในการตรวจสอบและปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์กับวินรถจักรยานยนต์และวินรถตู้ พร้อมทั้งจะประสานกับนายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) วางมาตรการควบคุมจำนวนรถจักรยานยนต์และรถตู้รับจ้างในเขตกรุงเทพฯ โดยให้ทุกสำนักงานเขตร่วมกับสถานีตำรวจในพื้นที่ดำเนินการตามนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลให้เกิดประสิทธิภาพ สำหรับวินรถจักรยานยนต์และรถตู้รับจ้างที่มีทหารเข้ามาคุมวินและมีอิทธิพลจะประสานกองทัพดำเนินการ โดยกองทัพยินดีให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยังขอความร่วมมือให้ประชาชนแจ้งเบาะแสผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้างผ่านทางเว็บไซต์ตำรวจนครบาล และหมายเลขโทรศัพท์ 191 เพื่อดำเนินการสืบสวนกวาดล้างให้หมดสิ้น

นครบาลโชว์จับอาวุธสงครามพร้อมกระสุน

วันแรกของนโยบายปราบผู้มีอิทธิพล ตำรวจสืบสวนนครบาล 7 จับกุมตัวนายโชคชัย เหมจิตร อายุ 54 ปี ได้ที่บ้านพักเลขที่ 1881 หมู่บ้านปลื้มโอฬาร ซอยจรัญสนิทวงศ์ 75 ย่านบางพลัด พร้อมอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด 5.56 มิลลิเมตร 20 นัด กระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร 23 นัด และซองกระสุนปืนเอ็ม 16 จำนวน 2 ซอง

ทั้งนี้ นายโชคชัย ผู้ต้องหาปฏิเสธเป็นเจ้าของอาวุธปืนเอ็ม 16 โดยอ้างว่าเมื่อ 10 วันก่อน เพื่อนได้นำมาฝากไว้ ตำรวจจึงจะสืบสวนหาที่มาของอาวุธปืนและเครื่องกระสุน เพราะเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจเตรียมเอาไว้ก่อคดีอาชญากรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สำหรับผู้ต้องหาเบื้องต้นถูกดำเนินคดี ข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ไว้ในความครอบครองโดยผิดกฎหมาย ด้าน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ขอความร่วมมือให้ผู้ที่มีอาวุธสงครามนำออกมาส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลและมือปืนรับจ้างของรัฐบาลก่อนวันที่ 30 มิถุนายนนี้ โดยจะไม่ถูกดำเนินคดี หากตำรวจจับกุมได้ภายหลังจะดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด

‘สันต์’ แจง ‘เอ็นจีโอ’ ไม่เข้าข่าย ‘ผู้ทรงอิทธิพล’



โดย ผู้จัดการออนไลน์


ผบ.ตร.ระบุนโยบายกวาดผู้มีอิทธิพล จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดและไม่ใช้ชื่อในบัญชีเก่า ยืนยันเอ็นจีโอที่ไม่เข้าข่ายบัญชีดำ เว้นแต่พวกที่นำชาวบ้านปิดถนน ด้าน “พล.ต.อ.สมบัติ”ขู่เด้งตำรวจที่ไม่เอาจริง แนะดึงประชาชนร่วมประเมินผลงาน

พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เปิดเผยถึงความต่อเนื่องในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ทางการค้า ทางการเงินและทางความคิดว่า ขณะนี้ได้นำนโยบายของรัฐบาลมาแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติ ซึ่งจะมีการประชุมกันในวันนี้ (22 พ.ค.) ทั้งนี้ แนวทางของเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเริ่มทำด้วยความนิ่มนวลและจะไม่ใช้ชื่อในบัญชีเก่า จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมดตั้งแต่วันนี้

สำหรับผู้มีอิทธิพลทั้ง 4 กลุ่ม ที่กล่าวมานั้น ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ที่ผิดกฎหมาย และตรงกันข้ามกลับเป็นผู้ที่น่ายกย่อง แต่ถ้ามีความต้องการอุปกรณ์ ซ่องสุ่มผู้คน ซ่อมสุมอาวุธแล้วไปรังแกประชาชนเพื่อหาประโยชน์เข้าตัวเองในทางที่ผิดกฎหมายนั้น จะเข้าข่ายกระทำความผิดของผู้มีอิทธิพล

ส่วน คนที่มีชื่อเสียง เป็นผู้กว้างขวาง มีคน มีอาวุธ และตอนนี้กลับตัวกลับใจ มีคนไว้ใจในทางที่ดี หรือมีอาวุธก็นำมามอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เอาไว้ใช้ในทางที่ผิดกฎหมายจะถือว่าผู้นั้นไม่เข้าข่ายก็ไม่เดือดร้อน ส่วนข้อหาที่สามารถแจ้งกับผู้มีอิทธิพลในด้านการตัดไม้ การค้าน้ำมันเถื่อน ขนคน ความผิดทางอาญา

สำหรับกรณีกลุ่มเอ็นจีโอที่ออกมาเคลื่อนไหวจะถือว่าเข้าข่ายหรือไม่ พล.ต.อ.สันต์ กล่าวว่า ไม่เข้าข่ายของกลุ่มผู้มีอิทธิพลและไม่ได้สั่งให้ทำบัญชีรายชื่อแต่อย่างใดเพราะเอ็นจีโอบางคนมีคนนับถือ มีคนเชื่อฟัง หากนำคนไปในทางที่ประเทศชาติประชาชนได้ประโยชน์ ก็ไม่ต้องเดือดร้อนและไม่ผิดกฎหมาย แต่เอ็นจีโอที่นำชาวบ้านมาปิดถนน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนถือว่าผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กำชับในเรื่องของการชุมนุมประท้วงปิดถนนเมื่อใด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมได้ทันที เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้อง จะมาให้เดือดร้อนด้วยได้อย่างไร หากอยากประท้วงให้ถูกต้อง จะมีสถานที่รองรับให้ โดยไม่ต้องไปปิดกั้นการจราจรให้ชาวบ้านเดือดร้อน

ส่วนกรณีบริษัทรับจ้างทวงหนี้เข้าข่ายกระทำความผิดด้วยหรือไม่ พล.ต.อ.สันต์ กล่าวว่า บริษัทรับจ้างทวงหนี้เป็นบริษัททนายความที่แปรเปลี่ยนมาเป็นการรับจ้างทวงหนี้ โดยการรับฟ้องร้องคดีไปติดตาม หรือไปสืบให้ว่าลูกหนี้อยู่ที่ไหน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมาย แต่ถ้าการติดตามทวงหนี้เกิดขึ้นในลักษณะเมื่อเจอลูกหนี้แล้วอุ้มไปบังคับให้ชดใช้นั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยทำให้เสื่อมเสียอิสรภาพ

“นโยบายของรัฐบาลที่ต้องการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซด์รับจ้างนั้น ตรงกับนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่ต้องการให้คนที่ยากจน ต้องมาเสียเงินให้กับคนที่คุมวิน ที่อาจจะเป็นนักเลง ทหาร หรือตำรวจ ส่วนการที่จะทำให้ทุกวินถูกต้องตามกฎหมายนั้น ยังมีส่วนที่ติดขัดอยู่เพราะเป็นเรื่องการบริหารสาธารณะ จะต้องคำนึงถึงด้านความปลอดภัยของผู้ใช้ บางแห่งไม่มีหมวกกันน็อค ไม่มีที่จับยึดให้กับผู้มาใช้บริการ ก็ถือว่าผิดกฎหมาย ต้องทำให้ถูกกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้ ซึ่งการดำเนินการอาจไม่รวดเร็วตามที่นายกรัฐมนตรีต้องการ “พล.ต.อ.สันต์ กล่าว

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สันต์ ยังระบุอีกว่า วันนี้ (22 พ.ค.)จะเรียก รอง ผบ.ตร.ทุกคน รวมถึงฝ่ายที่รับผิดชอบพื้นที่ ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายบริหารและฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มาประชุมร่วมกันว่าใครจะรับผิดชอบด้านใดบ้าง ซึ่งจะให้ พล.ต.อ.ชาญชิต เพียรเลิศ และ พล.ต.อ.วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ รอง ผบ.ตร. เป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อให้มีรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ”

เมื่อถามว่าจะมีการนำกฎหมายอั้งยี่ ซ่องโจร ออกมาใช้ในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลหรือไม่ พล.ต.อ.สันต์ กล่าวว่า กฎหมายอั้งยี่เป็นกฎหมายพ่วงที่ต้องใช้ร่วมกับกฎหมายหลักอื่น ๆ เช่น กรณีที่มีการข่มเหงรังแกประชาชน ก็จะแจ้งข้อหา

รอง ผบ.ตร.แนะดึงชาวบ้านร่วมประเมินผลงาน

ด้านพล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามผู้มีอิทธิพล และมือปืนรับจ้าง(ผอ.ปอร.) ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจ(ศปก.ตร.) กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ (22 พ.ค.)จะเชิญผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติหลัก อาทิ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนและผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อวางแนวทางตามที่รัฐบาลวางกรอบผู้มีอิทธิพลเอาไว้ 15 กลุ่ม โดยจะสั่งการให้รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมและปรับให้เป็นปัจจุบัน หลังจากที่ได้เคยรวบรวมมาแล้วและให้ส่งข้อมูลใหม่มาภายในสัปดาห์หน้า

“เป็นการรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมของบุคคลในพื้นที่แต่ละแห่งในสายตาเจ้าหน้าที่ว่าใครน่าจะอยู่ในข่ายผู้มีอิทธิพลตามคำจำกัดความใหม่บ้างแต่จะไม่จับกุมทันทีเพราะนายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่าผู้ที่เคยมีพฤติกรรมในอดีตจะไม่นำมาคิด แต่หากยังมีพฤติกรรมอยู่อีกต้องดำเนินคดี โดยตำรวจจะใช้การสอบสวนนำการสืบสวน กล่าวคือต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านั้น จากเดิมเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอาจจะไม่เอาจริงเอาจัง แต่หลังจากนี้ทุกคนต้องสนองนโยบายรัฐบาล หากใครย่อหย่อนคงต้องใช้มาตรการทางการปกครอง หาคนที่เหมาะสมไปทำหน้าที่แทน โดยจะให้ผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นประเมินผลงาน ซึ่งคงต้องให้เวลาแต่ละฝ่ายไปทำงานสัก 3 เดือน ” ผอ.ปอร. กล่าว

พล.ต.อ.สมบัติ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับเกณฑ์การประเมินนั้น ผบ.ตร. จะเป็นผู้กำหนดอีกครั้ง คิดว่าต้องให้ประชาชนในพื้นที่ร่วมประเมินด้วย เพราะการทำงานต่างจากการปราบปรามยาเสพติดที่มีของกลางชัดเจน แต่การปราบปรามผู้มีอิทธิพลซึ่งอาจไม่มีของกลางชัดเจน จึงต้องถามประชาชนว่าพึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจหรือไม่ ทั้งนี้จะต้องนำกฎหมายอื่นมาร่วมด้วย เช่น กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากร และกฎหมายปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อให้การดำเนินการสัมฤทธิ์ผล



>>>>......เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

พรรคการเมือง
:: พรรคประชาธิปัตย์
:: พรรคไทยรักไทย
::พรรคชาติไทย
::พรรคชาติพัฒนา
บ้านสวนลุงแคน

สรวลเสเฮฮา
น้ำบุญ สามตำบล
อรัญ คนโก้
อาร์ตเล็กเล็ก อังศุมาลิน

ลิ้งค์ทั่วแดน-ค้นหา

บ้านดอกบัว
บ้านครูต๊อก
บ้านใจเป็นธรรม
นักเลงโบราณ
บ้านแม่พลอย
บ้านพลสมบัติ

บ้านโจ
บ้านน้องนัท
บอร์ดแม่เฒ่า

ซุปเปอร์เว็บ  
msn yahoo |
sanook | hunsa |
pantip | thai.net

สภากาแฟ
กลอน/น้ำพิง/ภูผา
อเมริกา - อิรัก
ชม.ต่อ ชม.สงครามอ่าว
.
ubonclick.com
แก้ไขครั้งล่าสุด 21/5/2546
Hosted by www.Geocities.ws

1