:: เดลินิวส์
:: ไทยรัฐ
:: ข่าวสด
:: กรุงเทพธุรกิจ
:: ฐานเศรษฐกิจ
:: อ.ส.ม.ท
:: Bangkok Post
:: The Nation
:: ผู้จัดการ
:: GNN
:: INN
:: ThaiPost
:: มติชน
:: สยามธุรกิจ
:: แนวหน้า
:: ประชาชาติธุรกิจ
:: คม ชัด ลึก
:: สยามรัฐ
 
www.geocities.com/lungcan2000
|Home |Coffee room| Funny talk| Numbun | Poem | Quest book| Contact us| About me |
_______________________________________________________________________________
องค์กรณ์การเมือง


:: รัฐสภาไทย

:: รัฐธรรมนูญ๒๕๔๐
คณะกรรมการเลือกตั้ง
ปราบปรามการฟอกเงิน
ปราบปรามทุจริตแห่งชาติ
:: วุฒิสภา

ข้อเขียนให้อ่านกันเล่นๆ อยากแสดงความคิดเห็น อยู่ที่สภากาแฟนะครับ

 

การปราบปรามผู้มีอิทธิพล(2) บทความคัดลอกจาก เนชั่นสุดสัปดาห์

"รัฐคือผู้อุปถัมภ์รายใหม่แทนเจ้าพ่อ"
เวียงรัฐ เนติโพธิ์

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คราวที่ตำรวจออกหมายจับ 'กำนันเป๊าะ' ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองชลบุรี บิดาของรัฐมนตรีร่วมรัฐบาล นั่นก็สร้างความตกตะลึงให้กับสังคม ทั้งยังเรียกคะแนนนิยมได้จากประชาชนคนไทยไม่น้อย

ทว่า เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศนโยบายปราบปรามเจ้าพ่อ และให้เรียกประชุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อจัดเวิร์คช็อปในเรื่องดังกล่าว นั่นกลับได้รับเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญจากสังคมยิ่งกว่า

การประชุมเวิร์คช็อป เพื่อทำแผนกวาดล้างผู้มีอิทธิพล จะจัดขึ้นในวันที่ 23 พฤษภาคม 2546 ระหว่างนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้จัดทำร่างคำสั่งแผนดังกล่าว และสำรวจผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายตามมูลฐานความผิด อันเกี่ยวเนื่องการเป็นมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล และมือปืนรับจ้าง

โดยกลุ่มคนที่อยู่ในข่ายดังกล่าวมีลักษณะดังนี้ มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการทำลายทรัพยากรของชาติ, มีพฤติการณ์ค้าสินค้าหนีภาษี น้ำมันเถื่อน, มีพฤติการณ์เป็นธุระจัดหาหญิงเพื่อค้าประเวณี, มีพฤติการณ์เปิดบ่อนการพนัน หรือเป็นเจ้ามือหวยเถื่อน หวยกินรวบ, กระทำตนเป็นนักเลงอันธพาล ข่มเหงรังแกผู้อื่น และมีพฤติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน และมีพฤติการณ์ในการค้าอาวุธปืน อาวุธสงคราม วัตถุระเบิดโดยผิดกฎหมาย

กลุ่มบุคคลดังกล่าว ที่เรียกรวมๆ ว่า เจ้าพ่อ หรือ ผู้มีอิทธิพล เกิดขึ้นในสังคมไทยตั้งแต่เมื่อไร เหตุใดพวกเขาจึงดำรงอยู่ในสังคมไทยอย่างยาวนาน ประการสำคัญคือ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเจ้าพ่อเหล่านั้นล้วนมีมุมมืดในบางส่วนเสี้ยวของชีวิต

แต่ทำไมนักการเมืองจำนวนมาก ยังต้องวิ่งเข้าไปพึ่งพิงบารมีเจ้าพ่อ?

0 0 0

เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ทำวิจัยเรื่อง 'ทัศนคติเรื่องเจ้าพ่อของข้าราชการปกครองกรมตำรวจ' และ 'การเมืองท้องถิ่น' (ศึกษากรณีเชียงใหม่) กล่าวถึงปรากฏการณ์เจ้าพ่อในสังคมไทยว่า

เมื่อพูดถึง 'เจ้าพ่อ' ของไทยมีความหมายครอบคลุม 2 ประเด็น คือ 1) stong men หมายถึง คนที่มีอำนาจมากนอกภาครัฐ สามารถรวบรวมความจงรักภักดี ความนับถือจากคนจำนวนมาก และสามารถเข้าถึงผู้มีอำนาจทั้งในและนอกภาครัฐ สามารถปะทะสังสรรค์กับอำนาจรัฐได้อย่างเท่าเทียม มากกว่า หรือน้อยกว่า ขณะที่ประชาชนทั่วไปทำไม่ได้

2) มาเฟียหรืออาชญากรรมองค์กร เป็นธุรกิจผิดกฎหมาย มีลูกน้องมาก ใช้ความรุนแรง เพื่อรักษาฐานเสียงตัวเองและใช้ช่องทางที่ระบบราชการอ่อนแอ เข้ามาแสวงหาประโยชน์

โดยด้านสำคัญที่สุดของเจ้าพ่อคือ การเป็นคนมีอำนาจมาก และสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐ ภาวะการเช่นนี้มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเข้าไปรวมศูนย์อำนาจรัฐ สร้างรัฐสมัยใหม่ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น นายอำเภอไปอยู่ชายแดนไกลๆ ไม่รู้จักใครเลย ก็ต้องเข้าหานักเลงประจำถิ่น เพื่อหาข้อมูล จากงานวิจัยที่ผ่านมาบอกว่าลักษณะการเป็นสตรองเมน มีปฏิสัมพันธ์กับรัฐที่อ่อนแอ ไม่มีงบประมาณ หรือกำลังคนพอ รัฐจึงต้องสยบให้และว่า

ในระบบการเมืองไทยชาวบ้านมีความสำคัญ เพราะเป็นฐานเสียงในระบอบประชาธิปไตย ขณะเดียวกันอำนาจทางการเมืองไทยยังมีข้าราชการ นักการเมือง พรรคการเมือง และรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ยังต้องพึ่งพาเจ้าพ่อ ให้เป็นตัวกลางระหว่างข้าราชการกับชาวบ้าน

เหตุผลก็คือ ข้าราชการซึ่งเป็นคนนอกพื้นที่ เมื่อถูกส่งไปเป็นผู้ว่าฯ นายอำเภอ ปลัดอำเภอ หากไม่มีฐานชาวบ้าน ก็ไม่สามารถกะเกณฑ์คนมาทำงานให้อำเภอ ติดต่อพ่อค้ามาบริจากเงินให้กับงานของอำเภอ หรือเอางานไปลงก่อสร้างโดยไม่มีคนขโมยของ รัฐจะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมีสายสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ที่เข้าใจ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นยุคการเมืองแบบราชการ หรือยุค ส.ส.-นักการเมือง เจ้าพ่อจึงยังคงความสำคัญ เพราะเป็นฐานมวลชน

ส่วนความแตกต่างระหว่างเจ้าพ่อและมาเฟียคือ มาเฟียหรือยากูซ่า (ในญี่ปุ่น) ล้วนแต่มีเป้าหมายหลักเพื่อแสวงหากำไรจากธุรกิจผิดกฎหมาย หรือหาสัมปทานจากราชการ ต้องมีเส้นสายเข้าถึงตำรวจ จึงคล้ายๆ กับเจ้าพ่อในด้านของเป้าหมายการทำธุรกิจผิดกฎหมาย

"หากมีอำนาจอื่นที่มีความเข้มแข็งกว่า สามารถเชื่อมฐานมวลชนได้ เช่น มีรัฐหรือระบบราชการเข้มแข็ง คนสามารถฝากลูกเข้าโรงเรียน โรงเรียนทุกแห่งมาตรฐานดีหมด ทุกอย่างเป็นระบบ ไม่ต้องให้เจ้าพ่อมาวิ่ง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีเจ้าพ่อ ถ้าธุรกิจผิดกฎหมายยังมี มาเฟียก็ต้องมี เพราะยากูซ่าที่ค้าอาวุธ ค้ายาเสพติด ค้าโสเภณีในญี่ปุ่นยังมีอยู่ เพราะมีเป้าหมายตรงนั้น แต่มันจำเป็นต้องเอาฐานมวลชนไปเชื่อมกับอำนาจของราชการ โลกของมาเฟีย ยากูซ่า จึงเป็นโลกใต้ดินที่แยกออกจากโลกของจริยธรรม หรือโลกบนดินโดยสิ้นเชิง"

ขณะที่เป้าหมายของเจ้าพ่อในบ้านเราคือ อำนาจ บารมี พรรคพวก เป็นลักษณะทางวัฒนธรรม และสังคม เจ้าพ่อจึงตอบสนองความต้องการของตัวเองด้วยเป้าหมายนั้น โดยต้องมีธุรกิจผิดกฎหมายรองรับ ต้องมีเครือข่ายกับตำรวจที่จะแบ่งประโยชน์กัน และมีเงินไปเลี้ยงดูลูกน้อง

พูดง่ายๆ คือ ธุรกิจผิดกฎหมายเป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นเป้าหมาย และสังคมไทยต้องการคนแบบเจ้าพ่อ เพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างชาวบ้านที่ไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรให้เข้ากับรัฐได้

ด้วยนิยามนี้จึงกล่าวได้ว่า เจ้าพ่อของบ้านเรามีอีกสถานะหนึ่งที่เป็นมาเฟียด้วย

ปรากฏการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นในสังคมญี่ปุ่น ช่วงทศวรรษ 60-70 ที่นักการเมืองต้องการฐานของธุรกิจผิดกฎหมายมาสนับสนุนตัวเอง เช่น อดีตนายกรัฐมนตรี ทานากะ คาคุเอ มีความสัมพันธ์กับยากูซ่า เพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน รวมทั้งต้องการใช้ฐานมวลชนเพื่อฟื้นคะแนนเสียง ด้วยการประมูลสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่

ในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อ 20 ก็มีปรากฏการณ์เช่นนี้ในชิคาโก และนิวยอร์กเช่นกัน กล่าวคือ มีการเชื่อมต่อระหว่างมาเฟียกับนักการเมืองที่มีลักษณะเจ้าพ่อ แต่เชื่อมโดยจ่ายเงินลับๆ ไม่ใช่คนๆ เดียวกัน

0 0 0

เมื่อเจ้าพ่อตามนิยามของสังคมไทยมีความหมายเช่นนี้ มาตรการกวาดล้างเจ้าพ่อของรัฐบาลจะส่งผลอย่างไรบ้างนั้น

อ.เวียงรัฐ ตอบว่า ความที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นทุนใหญ่ระดับชาติ และได้รับความนิยมสูง จึงพยายามจะเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของมาเฟียเล็กๆ วิธีการประนีประนอมคือ อยากให้ ส.ส.ทุกคนมาเป็นผู้อุปถัมภ์แทนเจ้าพ่อท้องถิ่น เหมือนให้ ส.ส.ในพรรคมาเป็นผู้อุปถัมภ์แทน

"ถ้า ส.ส.ทำหน้าที่นี้ได้ดี แต่ไม่มาสยบให้กับพรรคของหรือรัฐบาล เขาก็ทำให้มันมาเป็นส่วนหนึ่ง คือมันจะปะทะได้เฉพาะกับคนที่แข็งจริงๆ อย่างกรณีกำนันเป๊าะ นั่นต้องเป็นความขัดแย้งแน่ๆ และเขาใช้กลไกที่เหนือกว่านั้นคือกลไกตำรวจเข้าปราบปราม

"หากมองภาพในอนาคต ถ้าสังคมไทยยังเป็นอย่างนี้ มีคนจน มีวัฒนธรรมแบบที่เป็นอยู่ คือคุณทักษิณต้องการสร้างนักการเมืองเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหม่ เอาเงินจากพรรคเข้าไปให้ประชาชน เอาเงินจากรัฐไปอัดฉีดให้กับคนจน คืออาจไม่เรียกว่าสวัสดิการโดยตรง แต่ให้นักการเมืองเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหม่ และแตกย่อยผู้อุปถัมภ์รายใหญ่แบบกำนันเป๊าะ ให้เป็นผู้อุปถัมภ์รายย่อย"

พูดง่ายๆ คือ ตราบใดไม่สามารถทำให้ชาวบ้านร่ำรวยขึ้นมาได้ ก็เป็นระบบอุปถัมภ์แน่นอน พร้อมกับตั้งคำถามว่ามีใครบ้างที่ไม่ชอบระบบอุปถัมภ์ นอกจากเอ็นจีโอ นักวิชาการ และพวกหัวก้าวหน้าเท่านั้น ตราบใดที่เป็นอย่างนี้ ตนจึงไม่เชื่อว่าเจ้าพ่อจะหมดไป นอกจากการสร้างผู้อุปถัมภ์รายใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็คือ ส.ส.พรรคไทยรักไทย

นั่นหมายความว่า ส.ส.ต้องหาเงินมาให้พอเพื่อเลี้ยงชาวบ้าน โดยไม่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย ถึงตอนนี้มีคำถามอีกว่า ส.ส.สามารถทำเช่นนั้นได้หรือไม่

"ตอนนี้ประเทศไทยเข้าตาจนด้วย เพราะไม่มีเงิน ดังนั้น ยังไงคุณก็ต้องพึ่งธุรกิจผิดกฎหมาย ค้าขายชายแดน การค้าหนีภาษี ค้าผู้หญิง คุณเลี้ยงคนแบบที่กำนันเป๊าะเลี้ยงได้ไหม ถ้าได้ ก็ทำให้บ้านเมืองสะอาด ไม่มีธุรกิจพวกนี้ เคสกำนันเป๊าะคือ อำนาจนอกภาครัฐที่เข้มแข็ง และปะทะกับอำนาจรัฐที่พยายามสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง เป็นกรณีที่ชัดเจน..."

นอกจากเจ้าพ่อเมืองชลอย่างกำนันเป๊าะแล้ว ยังมีคนอื่นที่เข้มแข็งต่อภาครัฐอีกหรือไม่ อ.เวียงรัฐตอบว่า พื้นที่ภาคใต้ก็น่าสนใจ เพราะมีคนจีนที่มีอิทธิพลต่อการค้า ต่อท้องถิ่นจำนวนหนึ่ง เป็นพวกประชาธิปัตย์ ส่วนภาคเหนือเป็นของพรรคไทยรักไทยเสียส่วนใหญ่ แต่ยังประนีประนอมแบ่งผลประโยชน์กันได้ เป็นกลุ่มเจ้าพ่อเหมือนกัน

ภาคใต้น่าสนใจว่าเขาเคลื่อนไหวอย่างไร จะเอามาเป็นพวก หรือตัดกำลังให้อ่อนแอลงได้อย่างไร และว่า

"ในที่สุดอาจทำไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้มีเจ้าพ่อตัวเล็กๆ แต่ถ้าใหญ่ขึ้นมาเมื่อไร คุมหลายพื้นที่เขาอาจปราบแบบ กำนันเป๊าะก็ได้ แต่ถ้าปราบแบบนั้น ก็ยังมีเจ้าพ่อเล็กๆ อยู่ที่เอามาเป็นพวกไม่ได้ นั่นก็เห็นถึงการปะทะกันระหว่างรัฐ ที่พยายามสร้างความเข้มแข็งให้ตัวเอง กับอำนาจนอกภาครัฐที่สลายไม่ได้ก็จริงแต่ทำให้มันเล็กลง อย่าเข้ามาต่อรองเขาอย่างประชิดตัวได้ คือยังไงเจ้าพ่อก็ยังอยู่ อาจปรับเป็นเจ้าพ่อขนาดเล็กย่อยๆ แต่ยังไม่เป็นโมเดลแบบญี่ปุ่นหรืออเมริกาที่ลงไปใต้ดิน"

กล่าวถึงที่สุด หากการล้างบางเจ้าพ่อสัมฤทธิผล ย่อมต้องเกิดการ 'จัดศูนย์อำนาจใหม่' และผู้ที่จะมีบทบาทสูงสุดคือพรรครัฐบาล!

เกี่ยวกับเรื่องนี้ อ.เวียงรัฐ อธิบายว่าหากจะสร้างพรรคที่เข้มแข็ง ต้องทำให้ชาวบ้านเห็น 'ตราพรรค' สำคัญกว่าชื่อคน หรืออย่างน้อยที่สุดต้องทำให้ชาวบ้านเห็นว่า ส.ส.ที่สังกัดพรรค มีความหมายมากกว่าเจ้าพ่อ หรือพรรคพวกของเจ้าพ่อ

"เวลาถามชาวบ้านว่าชอบคนนี้เพราะอะไร คำตอบคือ เขาดีเหมือนญาติ มางานศพ มางานทุกครั้ง รวมทั้งเขาสังกัดพรรคนี้ เป็นพรรคที่มีเงินมาให้ คือต้องย้ายศูนย์อำนาจจากคน มาเป็นอำนาจของพรรคด้วย ต้องให้พวกที่แตกย่อยๆ มาอยู่ในพรรคด้วยถึงจะสำเร็จได้ ถ้าชาวบ้านยังอยู่ในสภาพแบบนี้ หรือมีธุรกิจใต้ดินที่หาเงินได้มหาศาล เจ้าพ่อที่แตกย่อยไป ก็ต้องรวมกันได้อีก ถ้าเขาไม่ย้ายความคิดชาวบ้านที่ว่า รัฐบาลหรือพรรคเป็นผู้อุปถัมภ์..."

0 0 0

อันที่จริงนโยบายปราบเจ้าพ่อของรัฐบาลทักษิณ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร รัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาก็เคยมีประกาศในเรื่องดังกล่าว เพียงแต่ว่าไม่มีใครเอาจริงเอาจังเท่า

"แต่รัฐบาลคราวนี้เอาจริง สิ่งที่คุณทักษิณทำ ไม่ใช่แค่ประกาศสร้างความชอบธรรม แต่สร้างความเข้มแข็งให้รัฐเขาทำหลายอย่าง รวมทั้งทำงานความคิดด้วย แต่นิยามของเจ้าพ่อที่คนไทยเข้าใจ เป็นการมองภาพมาเฟีย ความรุนแรงและธุรกิจผิดกฎหมาย ฉะนั้น ต้องเข้าใจผิดกับเจ้าพ่อแน่นอน คือคุณปราบตรงนั้นได้ แต่ปราบระบบอุปถัมภ์ได้ไหม...

"เขาอาจลืมไปว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการดำรงอยู่ของเจ้าพ่อคือ การเชื่อมเป็นช่องทางให้ชาวบ้าน ถ้าไม่ได้หาช่องทางใหม่ให้ เจ้าพ่อก็ยังอยู่ไม่ว่ารูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หากเจ้าพ่อไม่สามารถทำธุรกิจเดิม เขาก็ต้องไปหาช่องทางอื่น เพื่อรักษาฐานความเป็นเจ้าพ่อไว้ แล้วในเมืองไทยมีช่องทางทำธุรกิจผิดกฎหมายอีกเยอะ คือกฎหมายอาจตามทันแต่ในขั้นปฏิบัติมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง"

หากเปรียบเทียบประเทศเจริญที่เจริญแล้ว มาเฟียจะหมดไป เพราะประเทศนั้นๆ มีรัฐสวัสดิการให้ ชาวบ้านได้เรียนฟรี รักษาโรคฟรี ได้รับการดูแล้วด้านสาธารณูปโภคอย่างเพียงพอ โดยไม่ต้องไปหาเจ้าพ่อ พูดง่ายๆ คือ เมื่อรัฐสวัสดิการส่งผล รัฐเข้ามาเป็นผู้อุปถัมภ์ หรือชาวบ้านที่ยากจนหมดไป ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีคนอิตาลี ไอร์แลนด์ อพยพจากยุโรปตะวันออก เขาต้องการมีเจ้าพ่อ เพื่อเป็นตัวแทนในการเข้าหานักการเมือง หรือข้าราชการ คนเหล่านี้ยากจน เป็นชนชั้นล่าง และรัฐไม่มีสวัสดิการให้

พอต้นศตวรรษ 20 มีความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้นในสหรัฐ กล่าวคือเปลี่ยนเป็นรัฐสวัสดิการ พร้อมกันนั้นชนชั้นล่างถูกยกขึ้นมาเป็นชนชั้นกลาง เมื่อเป็นรัฐสวัสดิการ และชนชั้นล่างหมดไป เจ้าพ่อจึงหมดไปด้วย ปัจจุบันในสหรัฐหรือญี่ปุ่น ไม่มีเจ้าพ่อ มีแต่มาเฟียซึ่งอยู่ใต้ดิน ทำธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน ถือเป็นพัฒนาการแบบหนึ่ง แต่เมื่อรัฐเข้มแข็งสามารถให้สวัสดิการ ชาวบ้านก็ไม่ต้องการคนพวกนี้อีกต่อไป...

"นโยบายปราบมาเฟียดูเหมือนน่าชื่นใจ แต่ถ้าดูลึกลงไปแล้วมันเป็นไปได้ไหม มันเป็นเรื่องเศร้าจริงๆ คือต้องทนอยู่อย่างนี้ให้ชาวบ้านลำบาก พึ่งพาอิทธิพลระบบอุปถัมภ์ต่อไป..หากดูจากสภาพสังคมที่เป็นอยู่ ใครๆ ก็ต้องการรัฐสวัสดิการ แต่รัฐบาลไม่มีเงิน ถ้าคุณปราบรายเก่ามันก็ต้องมีรายใหม่ ถึงได้บอกว่ามันหมดหนทาง ถ้าเอ็นจีโอจะเถียงว่า เรามีความหวัง มีชาวบ้าน อยากถามว่าชาวบ้านตรงนั้นเป็นสัดส่วนเท่าไร ปัญหาของเขาเป็นปัญหาใหม่ หรือยังเป็นเรื่องปากท้องอยู่"

0 0 0

อ.เวียงรัฐ มีความเห็นว่า สังคมไทยในขณะนี้อยู่ในภาวะที่อ่อนแอและสิ้นหวัง กระนั้นก็ดี ยังมีอุดมการณ์บางอย่างที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และรัฐทำให้เข้มแข็งได้นั่นคือ อุดมการณ์ศาสนาและพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจคนไทยอยู่

ถ้าเกิดว่าคุณอดอยาก ก็มีผ้าห่มจากในเมืองไปแจก พอร้องเพลงชาติ เพลงสดุดีมหาราชา ร่วมกันก็รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หากเทียบกับญี่ปุ่น หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สังคมแตกสลาย เพราะแพ้สงคราม มีคนตายจำนวนมาก สิ่งใหม่ที่จะทำได้คือ เชื่อมั่นในสังคมร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน ต้องเชื่อมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะทำให้ทุกคนมั่งมีเท่ากัน คนญี่ปุ่นพร้อมจะรับอันใหม่ คือจมถึงที่สุดแล้วจึงขึ้นมาใหม่ เหมือนเยอรมัน

แต่สังคมไทยยังอยู่ได้ ไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ เพราะคนไทยมีอุดมการณ์ที่รัฐเอาไปให้ และเชื่อมั่นร่วมกัน ถ้าถามคนที่อยู่ต่างจังหวัดว่าเขารู้สึกสิ้นหวัง เหมือนคนงานในช่วงทศวรรษที่ 1950-1960 ของญี่ปุ่นหรือเปล่า คำตอบคือ ไม่ เขาไม่ได้ต้องการรวมตัว แต่เห็นว่าพอยังชีพได้ และมีอุดมการณ์เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะอยู่รอด...เมืองไทยอ่อนแอในเรื่องกลไกรัฐ แต่เข้มแข็งในเรื่องการสร้างอุดมการณ์ มันเป็นความสิ้นหวังในแง่การกินดีอยู่ดีของชาวบ้าน แต่คนไทยไม่รู้สึกสิ้นหวัง

ฉะนั้น ความรู้สึกก็สำคัญ เพราะว่ารัฐสร้างอุดมการณ์ได้เข้มแข็ง และสตรองเมนที่ปฏิสัมพันธ์กับรัฐ ไม่ได้เป็นสตรองเมนทางอุดมการณ์ แต่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของรัฐ อย่างกำนันเป๊าะก็ต้องชูธงชาติ พอมีวันสำคัญทางศาสนาก็ต้องไปร่วมงานด้วย

0 0 0

แท้จริงแล้วมาตรการปราบมาเฟียที่นายกรัฐมนตรีกำลังทำอยู่นั้น มีนัยยะอื่นๆ อีกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลทุกสมัยประกาศปราบมาเฟียทั้งสิ้น เช่น ปี พ.ศ.2501 จอมพลสฤษดิ์ สั่งขังเจ้าพ่อที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นคือ เจ้าพ่อบางนกแขวก ซึ่งคุมเส้นทางการเดินเรือจากนครสวรรค์-กรุงเทพฯ สมัยพลเอกเปรมก็มีการประกาศปราบมาเฟีย

"คำถามคือคุณทักษิณมีนัยยะอะไรบ้าง 1) ต้องการสร้างความชอบธรรม 2) เข้าใจว่าคุณทักษิณกำลังสร้างรัฐเข้มแข็งด้วยวิธีการคือ สร้างพรรคการเมือง สร้างผู้นำที่เข้มแข็ง และมีป๊อบปูลาริตี้ ให้สวัสดิการ ทีนี้ภาวะการเงินไทยเป็นอย่างไร ภาวะการเงินของคุณทักษิณอาจจะอุปถัมภ์นักการเมือง หรือผู้นำท้องถิ่นที่เล็กๆ ได้ ส่วนคนไหนที่ใหญ่มากก็ปัดเข้าคุกไป"

ตัวอย่างของการอุปถัมภ์ผู้นำการเมืองท้องถิ่น เช่น เอางบประมาณส่วนกลางไปให้เทศบาลต่างๆ ที่เป็นฐานเสียงของพรรคไทยรักไทย โดย ครม.เป็นผู้อนุมัติเป็นงบพิเศษให้กับรัฐบาลท้องถิ่น หรืออนุมัติงบสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำปิง ใน จ.เชียงใหม่ ถือว่าเทศบาลท้องถิ่นได้ประโยชน์ และเป็นผลงานของกลุ่ม เลือกตั้งคราวหน้าคนก็เทคะแนนให้เทศบาลชุดเดิม

"ความพยายามของคุณทักษิณที่จะให้รัฐเข้มแข็งมีหลายอย่าง การประกาศปราบมาเฟีย เป็นการสร้างความชอบธรรม การรวมศูนย์อำนาจด้วยวิธีเอาเงินไปให้ แต่ไม่ได้กระจายอำนาจให้เขาตัดสินใจเอง การสร้างป๊อปปูลาริตี้ เช่น ฆ่าตัดตอน การประกาศสงครามยาเสพติด ฯลฯ คือเขามีประกาศใหม่ๆ ทุกอาทิตย์ สร้างความนิยมให้กับตัวเอง นี่คือการสร้างรัฐที่เข้มแข็ง และสิ่งที่เขาพยายามทำมากที่สุดคือรัฐสวัสดิการ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในสังคมของยุโรปเกือบ 100 ปีมาแล้ว หรือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในญี่ปุ่น หากคุณทักษิณทำตรงนั้นสำเร็จ พร้อมๆ กับปราบเจ้าพ่อไปด้วย ชาวบ้านจะมีผู้อุปถัมภ์รายใหม่คือรัฐ"

กล่าวโดยสรุป จากสภาพการณ์ข้างต้นจึงไม่แน่ใจว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันจะสร้างรัฐสวัสดิการได้ไหม ทั้งยังไม่มั่นใจว่าการปราบเจ้าพ่อโดยรวมจะทำได้หรือไม่ หากไทยยังไม่เป็นรัฐสวัสดิการ เพราะจากงานการวิจัยของหลายประเทศ การที่เจ้าพ่อจะหมดไปจากสังคมได้ รัฐต้องทำหน้าที่เป็นผู้อุปถัมภ์รายใหม่ หรือเกือบไม่มีคนจนอยู่ในประเทศ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะไม่มีคนจนหลงเหลืออยู่เลย

ข้อเสนอที่อยากฝากให้รัฐบาลพิจารณาคือ ขอให้ชาวบ้านเป็นคนเลือกเอง โดยทางออกที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ให้รัฐท้องถิ่นเข้มแข็ง กระจายอำนาจให้มากที่สุด ไม่ต้องห่วงว่ารัฐส่วนกลางจะสูญเสียอำนาจ

"ชาวบ้านอาจเลือกมาเฟียเป็นผู้นำ หรือเลือกเจ้าพ่อเป็นนายก อบต. ก็ปล่อยไป แล้วเขาจะเรียนรู้เองในกระบวนการประชาธิปไตย ผู้อุปถัมภ์รายใหม่อาจเป็นนายกฯ อบต. ก็ยังดีกว่าเป็นพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ทั้งประเทศ เพราะคนท้องถิ่นรู้ดีว่าเขาต้องการอะไร" อ.เวียงรัฐ กล่าว


ที่มา: http://www.nationweekend.com/


>>>>......เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

พรรคการเมือง
:: พรรคประชาธิปัตย์
:: พรรคไทยรักไทย
::พรรคชาติไทย
::พรรคชาติพัฒนา
บ้านสวนลุงแคน

สรวลเสเฮฮา
น้ำบุญ สามตำบล
อรัญ คนโก้
อาร์ตเล็กเล็ก อังศุมาลิน

ลิ้งค์ทั่วแดน-ค้นหา

บ้านดอกบัว
บ้านครูต๊อก
บ้านใจเป็นธรรม
นักเลงโบราณ
บ้านแม่พลอย
บ้านพลสมบัติ

บ้านโจ
บ้านน้องนัท
บอร์ดแม่เฒ่า

ซุปเปอร์เว็บ  
msn yahoo |
sanook | hunsa |
pantip | thai.net

สภากาแฟ
กลอน/น้ำพิง/ภูผา
อเมริกา - อิรัก
ชม.ต่อ ชม.สงครามอ่าว
.
ubonclick.com
แก้ไขครั้งล่าสุด 21/5/2546
Hosted by www.Geocities.ws

1