:: เดลินิวส์
:: ไทยรัฐ
:: ข่าวสด
:: กรุงเทพธุรกิจ
:: ฐานเศรษฐกิจ
:: อ.ส.ม.ท
:: Bangkok Post
:: The Nation
:: ผู้จัดการ
:: GNN
:: INN
:: ThaiPost
:: มติชน
:: สยามธุรกิจ
:: แนวหน้า
:: ประชาชาติธุรกิจ
:: คม ชัด ลึก
:: สยามรัฐ
 
www.geocities.com/lungcan2000
|Home |Coffee room| Funny talk| Numbun | Poem | Quest book| Contact us| About me |
_______________________________________________________________________________
องค์กรการเมือง


:: รัฐสภาไทย

:: รัฐธรรมนูญ๒๕๔๐
คณะกรรมการเลือกตั้ง
ปราบปรามการฟอกเงิน
ปราบปรามทุจริตแห่งชาติ
:: วุฒิสภา

ข้อเขียนให้อ่านกันเล่นๆ อยากแสดงความคิดเห็น อยู่ที่สภากาแฟนะครับ

 

[ วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 23 ฉบับที่ 1187 ]

พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์

จาก"ดิ่น ท่าราบ"ถึง"พโยม จุลานนท์" "สุรยุทธ์"ผ่าเหล่าผ่ากอ จาก"ป่า"สู่"ผู้นำ" จาก"พ.ค.ทมิฬ"สู่ ทหารอาชีพ "พี่แอ้ด"เตือนน้อง รัฐธรรมนูญ ห้ามฉีก

การได้มาอยู่ในอ้อมกอดแห่งขุนเขา แวดล้อมไปด้วย "ป่า และ "คนรักษ์ป่า" ดูจะทำให้ บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงบสุข

ในวันหยุดสุดสัปดาห์ พล.อ.สุรยุทธ์ มักจะแอบจูงมือ คุณหญิงติ๋ม จิตรวดี จุลานนท์ ขับรถมุ่งหน้าไปยังสระบุรีเลี้ยงขวา สู่ประตูอีสาน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อพักใจและพักกายในบ้านหลังน้อยๆ ที่ทั้งคู่ช่วยกันสรรค์สร้างไว้เป็นเรือนตายที่แสนสงบ เรียบง่าย ยามบั้นปลายแห่งชีวิต

แต่เป้าหมายของ พล.อ.สุรยุทธ์ มิใช่แค่นั้น เพราะเขาจะเลี้ยวขึ้นมาที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ด้วยทุกครั้ง เพื่อมาร่วมกิจกรรมของมูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่เขานั่งเป็นประธานมากว่า 5 ปี และจะทำต่อหลังเกษียณ

ด้วยเพิ่งก่อตั้งชมรม "คนรักษ์ป่า" ขึ้นมา แถมทั้งยังขยายพันธมิตรร่วมงานกับมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร และมูลนิธิเพื่อนช้าง เพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า จึงทำให้มีกิจกรรมที่เขาใหญ่ในทุกสุดสัปดาห์ ทั้งการอบรมสัมมนา เข้าค่ายของบรรดาคนรักษ์ป่า อาสาสมัครพิทักษ์ป่า และเยาวชนผู้รักษ์ป่า

พล.อ.สุรยุทธ์ จึงสวมบท "ลุงแอ้ด" มาเยี่ยมเยียนและร่วมกิจกรรมเหล่านี้ด้วยเสมอ โดยเฉพาะการนำประสบการณ์แห่งพงไพร มาเล่าขานสู่กันฟัง ในฐานะที่เข้าไปนอนกลางป่าตั้งแต่อายุ 13 ปี ใช้ชีวิตอย่างพรานผู้ล่า จนถึงการมาเป็นทหารรบพิเศษ ที่ทำงานในป่าเขา และสนามรบ ที่กลับกลายเป็นผู้ถูกล่า

ในป่าเมืองกาญจน์ครั้งนั้น เด็กชายสุรยุทธ์ สวมบทผู้ล่าเพียงเพราะต้องยิงไก่ป่าเพื่อนำมาเป็นอาหารประทังชีวิต แต่ในฝูงไก่ป่าจะมีตัวผู้ตัวเดียว ก็จะเลือกยิงเฉพาะตัวเมียที่จะมีหลายตัว เพราะตัวผู้เหลือน้อย

"ผมเป็นเด็กอายุแค่นั้นก็ต้องจับปืนแล้ว ใช้ปืนลูกซองและปืนลูกกรดคู่กัน แต่ทำอย่างไรที่จะไม่ทำให้เกิดการสูญเสียมากมาย เราจะยิงแค่ตัวเมียตัวเดียวก็พอที่จะมาทำข้าวต้ม บางทีล่าเก้งและกวาง ถ้าได้ตัวหนึ่งก็ต้องพอ เพราะพอกินไปหลายวัน เป็นการล่าเพื่อประทังชีวิต ไม่ใช่เพื่อนำมาขาย แต่ก็เป็นบาป" บิ๊กแอ้ด กล่าว

แล้วผืนป่าก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างให้เด็กชายสุรยุทธ์ เมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้ว มีความเป็นผู้นำที่กล้าหาญ ไม่กลัว กล้าตัดสินใจ เปี่ยมล้นอยู่ในตัว

บิ๊กแอ้ด เล่าว่า ตอนเด็กๆ เข้าไปเที่ยวป่า นอนในป่า กลัวทั้งความมืด ผี และกลัวสัตว์ดุร้าย โดยเฉพาะกลัวเสือ เพราะมีแค่ผ้าใบกางเต็นท์กันฝน กับผ้าขาวม้าเท่านั้น ยิ่งนอนเท้าโผล่ออกมานอกเต็นท์ ก็กลัวว่าเสือจะคาบไป ต้องนอนหดเท้าเข้ามา

"อยู่ในป่า ถ้าไม่ควบคุมจิตใจ จะเกิดความกลัว เหมือนผมตอนเด็กๆ โดยเฉพาะเรื่องเล่ารอบกองไฟของพรานป่า เรื่อง เสือสมิง ยิ่งเวลากลางคืนออกไปส่องสัตว์ ผมเองก็ต้องเดินรั้งท้ายแบกปืนลูกซอง แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ยิง ให้คนที่อยู่ข้างหน้ายิง เดินคนสุดท้าย หันหลังไปมีแต่ความมืดสนิท กลัวเสือจะตะปบ จึงเดินอย่างระแวง เดินตะแคงๆ คอยดูข้างหลังเสมอ จนที่สุดก็ต้องควบคุมจิตใจไม่ให้กลัว เดินไปโดยไม่มองหลังอะไรจะเกิดก็เกิด ก็ผ่านมาได้" บิ๊กแอ้ด กล่าว

แต่ที่ยากที่สุดและสร้างความกล้าและความเป็นผู้นำ ก็คือการอยู่คนเดียวในป่า โดยเฉพาะตอนกลางคืน ผมต้องขึ้นนั่งห้างส่องสัตว์คนเดียว จากเมื่อก่อนเคยนั่งคู่กับพรานเพื่อให้เขาสอน แต่ต่อมาเขาก็ปล่อยเราเดี่ยว ต้องเงียบไม่เกิดเสียง เกิดกลิ่น สัตว์จะรู้ตัวจะไม่เข้ามา นั่งหดขาขัดสมาธิ แสงจันทร์ที่ส่องมาทำให้เรามองภาพกิ่งไม้เป็นผีสาง มองเถาวัลย์เป็นงู ได้ยินเสียงแมลง หรือตุ๊กแกป่า แม้แต่นกยูง ก็ตกใจมาก แต่ที่กลัวก็คือ เสือสมิง ที่พรานเล่าว่า ถ้ามีเสียงเรียกตอนกลางคืน ห้ามลงมาเด็ดขาดจนกว่าฟ้าจะสาง แต่ถ้าเราควบคุมจิตใจได้ ความกลัวจะน้อยลง

การเข้าป่าล่าสัตว์ตั้งแต่เป็นเด็ก จนมาจับปืนเมื่อเป็นทหารรบพิเศษ จึงทำให้ บิ๊กแอ้ด เป็นนายทหารที่แม่นปืน เพราะฝึกฝนจากการยิงสัตว์ในเวลากลางคืน คนที่แม่นๆ นั้นจะดูแค่นัยน์ตาของสัตว์เท่านั้น จะรู้ว่าลำตัวอยู่ด้านไหน อยู่ที่ว่าจะเลือกยิงขา ที่ตัว หรือยิงระหว่างนัยน์ตา นัดเดียว

"ป่าคือ ความอิสระ คือ ธรรมชาติ และชีวิต เมื่ออยู่ในป่า เราจะเป็นทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่า ป่าทำให้มีสัญชาตญาณของการเป็นผู้ล่า แต่มาเป็นทหารจะมีสัญชาตญาณของผู้ถูกล่า เป็นทหารอย่าไปคิดว่าจะไม่ฆ่าฟันคนอื่นอย่างเดียว คนอื่นก็พร้อมที่จะฆ่าฟันเรา ป่าจะสอนให้ผมรู้ว่า เมื่อเป็นผู้ถูกล่า เราจะทำอย่างไร เพื่ออยู่รอด แต่ไม่ว่าจะฆ่าสัตว์หรือฆ่าคนก็เป็นบาปทั้งนั้น" บิ๊กแอ้ด กล่าว

จึงไม่แปลกที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่ตั้งใจจะบวชพระหลังเกษียณ ในวัดป่าห่างไกล เพื่อเป็นพระแบบ "อรัญวาสี" มากกว่า "คามวาสี" และขอให้เข้าใจที่มีพระสงฆ์ออกธุดงค์ในป่าที่เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ แต่ไม่ได้ทำลายป่า

"ตอนนี้ถ้าเปรียบกับผมเป็นต้นไม้ในป่า ผมก็เป็นกิ่งลงเบื้องปลายแล้ว จวนจะจบแล้ว เริ่มแก่แล้ว ผมก็ขาวโพลน ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้ เราต้องยอมรับกฎนี้" บิ๊กแอ้ด เปรยๆ

แต่กระนั้น วันนี้ ป่า ก็ทำให้ บิ๊กแอ้ด ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่สั่งสมมานาน เพราะวัย 59 ปี กลับออกตะลุยบุกป่าผ่าดง ปีนป่ายเขาสูงชันหลายวันหลายคืนได้

"ผู้นำจะต้องมีความตั้งใจทำงานเพื่อองค์กรและบ้านเมือง และเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องความคิด การตัดสินใจและความประพฤติ และต้องร่วมงานกับลูกน้อง และต้องมีความรู้และมีขีดความสามารถเหนือกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาแค่นิดหน่อย จะทำให้เขาเชื่อถือ แม้แต่ที่ไปเดินป่า คนอายุเท่าผมน้อยคนนักที่จะไปทำอย่างนั้น ปีนเขา 3 วัน 40 ก.ม. ได้" บิ๊กแอ้ด กล่าว

ป่า ไม่เพียงผูกพันกับชีวิต พล.อ.สุรยุทธ์ ในแง่นี้เท่านั้น แต่ป่ายังทำให้เขาต้องรำลึกถึง พ.ท.พโยม จุลานนท์ บิดาผู้ที่จากลงไปตั้งแต่ลูกชายคนสุดท้องคนนี้อายุแค่ 6 ขวบ เพราะอุดมการณ์และแนวคิดที่แตกต่าง เข้าร่วมในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

จนทำให้อาจคิดได้ว่า การที่ พล.อ.สุรยุทธ์ ชอบเข้าไปเดินเที่ยว นอนในป่า ตั้งแต่เด็กนั้น เพราะต้องการส่งความคิดถึงไปยังบิดาที่ใช้ชีวิตแบบทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่าในป่าผืนใดสักแห่ง

บทบาทของนายทหารที่คลุกวงในการเมือง ตั้งแต่อยู่ในกองทัพ จนลงสมัคร ส.ส.เพชรบุรี และเลือกเส้นทางเดินสู่ป่าเลือกเป็นฝ่ายตรงกันข้ามของ พ.ท.พโยม ส่งผลต่อทัศนคติต่อเรื่องการเมืองและการทหารของ พล.อ.สุรยุทธ์ อย่างชะงัดเลยทีเดียว

"ชีวิตของผม ตระกูลจุลานนท์ ทั้งคุณพ่อ (พ.ท.พโยม) และครอบครัวของคุณแม่ (นางอัมโภช ท่าราบ) ก็เกี่ยวข้องกับการเมืองมาตลอด เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ก็ยิ่งเห็นว่า การเมืองกับทหารเกี่ยวพันกันมาตลอด ผมจึงคิดว่า เราจะผ่านวงจรนี้ไม่ได้ ประเทศจะพัฒนาไม่ได้เลย ถ้าหากว่าเราไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุด ที่ระบุชัดเจนว่า ใครมีหน้าที่อะไร ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวอย่างไร ถ้าองค์กรหลักๆ ไม่สามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ เราก็ต้องนับ 1 ใหม่ตลอด" พล.อ.สุรยุทธ์ ผู้เป็นหลานตาของ พันเอกเจ้าพระยาศรีสิทธิสงคราม (ดิ่น ท่าราบ) แกนนำผู้ก่อ "กบฏบวรเดช" เมื่อ 20 มิถุนายน 2476 กล่าว

ดังนั้น เมื่อเติบโตมาเป็นทหาร จนเป็น ผบ.ทบ. จึงทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ เข็ดขยาดกับการเมือง และแน่วแน่ที่จะเดินในเส้นทาง "ทหารอาชีพ" ทหารประชาธิปไตย และนำทหารกลับเข้ากรมกอง นำกองทัพถอยห่างออกจากการเมือง

ไม่แค่นั้น เหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าในอดีต และบทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ที่ทำให้ พล.อ.สุรยุทธ์ ตั้งใจว่า จะเป็นทหารอาชีพ ที่ยึดมั่นประชาธิปไตย และเมื่อเป็น ผบ.ทบ. เมื่อปี 2541 ก็นำทหารกลับเข้ากรมกอง ถอยห่างออกจากการเมือง

"เมื่อเกิดความขัดแย้งทางความคิด คุณพ่อก็เคยเลือกการจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับคนในชาติเดียวกันมาแล้ว ซึ่งผมเห็นว่ามันไม่ใช่วิธีถูกต้อง อาวุธไม่ใช่ทางแก้ปัญหา" พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว

จึงไม่แปลกที่เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤต ที่ต้องนำกำลังทหารจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (นสศ.) ลพบุรี เข้ากรุง มาในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พล.ท.สุรยุทธ์ ในฐานะ ผบ.นสศ. ในตอนนั้น จึงคัดค้านการใช้อาวุธในการปราบปรามจลาจลการเมือง

"ตอนนั้นผมได้ให้ข้อคิดเห็นกับ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี ผบ.ทบ. ว่า ถ้าเราใช้กระสุน ก็หมายถึงว่า การที่จะได้ยอมรับจากประชาชนหมดไป เมื่อตัดสินใจใช้ ก็หมายถึงว่า จบ แพ้แล้ว แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ แล้วให้ผมแก้ไข ผมจะไม่เอากำลังทหารเข้าไปแก้ไขปัญหา ให้แก้ปัญหาตามระบบของการเมือง ประนีประนอมกัน เพราะเป็นเรื่องภายใน และคนในชาติเดียวกัน" พล.อ.สุรยุทธ์ อดีต ผบ.นสศ. กล่าว

แม้เหตุการณ์จะผ่านเลยไปถึง 11 ปีแล้ว แต่ พล.อ.สุรยุทธ์ ก็ยังจดจำขึ้นใจ เพราะเป็นบทเรียนสำคัญแห่งชีวิตตัวเองและกองทัพ

"ยังรู้สึกเสียใจ ที่เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดรอยแผลกับกองทัพ มันเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นด้วยหลายปัจจัย เรามีบทเรียนในอดีต แต่ละครั้งทหารก็เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง แล้วก็เป็นอย่างนี้ เพราะการเมืองคือการแย่งชิงให้ได้มาซึ่งอำนาจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม มันจึงเป็นบทเรียนที่กองทัพต้องทบทวน มันไม่มีอะไรเจริญเลย ต้องนับ 1 ใหม่กันมาตลอด" พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว

ตลอดเวลาที่ผ่านมา จนปัจจุบัน สิ่งที่ พล.อ.สุรยุทธ์ พร่ำสอนกับนายทหารรุ่งน้อง โดยเฉพาะบรรดาเลือดใหม่ในกองทัพอย่างนักเรียนเตรียมทหาร และนักเรียนนายร้อย จปร. นั่นก็คือ การเคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะถือเป็นกฎที่ตั้งขึ้นมาแล้ว เราต้องปฏิบัติ อย่าไปเลี่ยงกฎเลี่ยงบาลี หรือล้มกฎ ล้มล้างรัฐธรรมนูญ และอย่าคิดไป "เดินทางลัด" เพราะเรามีบทเรียนมาแล้ว ไม่อย่างนั้น เราจะอยู่ในวังวนเดิมๆ

"โดยเฉพาะเรื่องกลุ่มหรือระบบรุ่น ว่าต้องรุ่นนั้นรุ่นนี้ มันควรจะกระจายรุ่น แต่ละรุ่นมีคนเก่ง ปานกลางและด้อยกว่า เป็นธรรมดา แต่เราต้องเลือกคนค่อนข้างดี ให้มาทำงานในกองทัพและชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ว่า รุ่นนี้เก่งสุดขึ้นมาหมด รุ่นอื่นไม่มีทางทาบ มันเป็นไปไม่ได้ มันฝืนธรรมชาติเกินไป" พล.อ.สุรยุทธ์ เตือน

ด้วยกองทัพที่ พล.อ.สุรยุทธ์ อยากเห็นในวันที่เขาต้องถอดเครื่องแบบและเกษียณไปในไม่ช้านี้ก็คือ "กองทัพประชาธิปไตย" ที่ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของกำลังพลในกองทัพ และเป็น "กองทัพของประชาชน" ที่ต้องฟังปฏิกิริยาจากประชาชน ขณะเดียวกัน สังคมก็ต้องช่วยดูแล ถ้ากองทัพทำอะไรไม่ดีต้องติติง ทักท้วง อย่าเห็นแล้วก็เฉยๆ เพราะกองทัพเป็นองค์กรหนึ่งที่สังคมจัดตั้งขึ้นมา ไม่อย่างนั้น กองทัพก็จะหันเหกลับไปในแนวทางที่ไม่ถูกต้องอีกได้ แต่อย่าลืมว่าบทเรียนในอดีตนั้นทำให้เรารู้ว่าทหารเราจะไปไหนไม่ได้เลย ถ้าประชาชนไม่เชื่อถือไม่ไว้วางใจ

แต่สำหรับ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่เหลือเวลาในเครื่องแบบทหารเพียงแค่ 4 เดือนเศษๆ เท่านั้น หลังถอดเครื่องแบบ แล้ว ดูเหมือนมีหลายเส้นทางให้เลือก เพราะแม้แต่เส้นทางการเมือง ก็เปิดกว้างรอรับอยู่ แต่อยู่ที่ว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จะตัดสินใจเลือกเดินตามรอยเท้าพ่อ หรือสวนทาง เช่นที่เคยเลือกมาตลอด หรือว่าจะเลือกทางเดินของตนเองเท่านั้น...

ผู้เขียน พฤหัส อัสดง [email protected]

ที่มา ....http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=0409160546&srcday=2003/05/16&search=no



>>>>......เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น

พรรคการเมือง
:: พรรคประชาธิปัตย์
:: พรรคไทยรักไทย
::พรรคชาติไทย
::พรรคชาติพัฒนา
บ้านสวนลุงแคน

สรวลเสเฮฮา
น้ำบุญ สามตำบล
อรัญ คนโก้
อาร์ตเล็กเล็ก อังศุมาลิน

ลิ้งค์ทั่วแดน-ค้นหา

บ้านดอกบัว
บ้านครูต๊อก
บ้านใจเป็นธรรม
นักเลงโบราณ
บ้านแม่พลอย
บ้านพลสมบัติ

บ้านโจ
บ้านน้องนัท
บอร์ดแม่เฒ่า

ซุปเปอร์เว็บ  
msn yahoo |
sanook | hunsa |
pantip | thai.net

สภากาแฟ
กลอน/น้ำพิง/ภูผา
อเมริกา - อิรัก
ชม.ต่อ ชม.สงครามอ่าว
.
ubonclick.com
แก้ไขครั้งล่าสุด 21/5/2546
Hosted by www.Geocities.ws

1