|
หมอเลี๊ยบโยน คลัง
เลี่ยงแจงออก พ.ร.ก. ฉาว
โดย ผู้จัดการรายวัน 29 พ.ค. 46
หมอเลี้ยบ ยกคำพระ ป้องแม้ว สุดชีวิต ซึ้งเซ็นหนังสือให้เป็นรมว.ไอทีคนแรกของชาติ
ชมวิสัยทัศน์พัฒนาประเทศให้เป็น
บริษัทแอสโตเนีย เลี่ยงไม่ชี้แจงออก พ.ร.ก.ฉาวเพราะฝ่ายค้านไม่อภิปราย
ก.คลังเอง ยกแม้ววีรบุรุษผู้เสียสละไม่มีทางโกง
เพื่อเงินขี้ปะติ๋ว
เวลา 20.00น.วันที่ 28 พ.ค. นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
(ไอซีที)ได้ชี้แจงคำอภิปรายของฝ่ายค้านโดยในช่วงแรกได้เริ่มตั้นเกริ่นนำถึงปัญหาในกิจการโทรคมนาคมของประเทศ
ไม่ว่าปัญหาการกระจายของโทรศัพท์สาธารณะในชนบท ปัญหาเหรียญโทรศัพท์เต็ม การเก็บเหรียญ
การให้โรงเรียนเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ท ตนเคยทำโครงการ 30 บาทในกระทรวงสาธารณสุขสนใจงานด้านฐานข้อมูลมาก
ทำโพลกี่ครั้งประชาชนก็มีความสุขกับโครงการนี้
วันที่นายกฯ ขอให้ตนมารับตำแหน่งพูดว่าเรื่องโทรคมนาคมไม่ต้องสนใจอะไรทั้งสิ้น
ขอให้คิดถึงความเป็นธรรม
รมว.ไอซีที กล่าวว่า วันที่ตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีฯนั้น นายกรัฐมนตรี ได้มอบหนังสือชื่ออีก๊อฟ
(e-gov) ให้ตน พร้อมเซ็นหนังสือให้ว่าขอมอบให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศฯ
คนแรกของประเทศไทยซึ่ง หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงประเทศเล็กเป็นเอกราชเมื่อ
2534 แต่ปัจจุบันมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทสูงสุด 20 อันดับแรกของโลก
รายได้ประชากรเพิ่มขึ้นเท่าตัว อะไรคือเคล็ดลับของบริษัทนี้ ประเทศนี้
นั่นคืองานสารทนเทศ ประเทศนี้คือ แอสโตเนีย
น.พ.สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า งานของกระทรวงไอซีทีนั้นไม่ได้มีเฉพาะงานกิจการโทรคมนาคมเท่านั้น
แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องพัฒนา และสำหรับปัญหาการแปรสัญญาสัมปทานฯ นั้นก็เป็นเรื่องที่มีลำดับความเป็นมา
ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างที่ยังผลสูงสุดของประเทศ
จากนั้นนายสุรพงษ์ อถิปรายประกอบแผนภูมิเนื้อหาเหมือนกับที่ผ่านมา เช่น เมื่อทศท.
เข้าตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้รายได้ส่วนหนึ่งตกอยู่ในมือของเอกชนรายอื่น ไม่ตกอยู่กับรัฐ
การทำเช่นนี้เพื่อแบ่งส่วนแบ่งรายได้เข้ารัฐโดยตรง
สำหรับ กรณีการออก พ.ร.ก. ภาษีสรรพสามิต กิจการโทรคมนาคมนั้น น.พ. สุรพงษ์
กล่าวเพียงว่า เรื่องนี้ฝ่ายค้านไม่ได้อภิปราย
กระทรวงการคลัง ซึ่งรับเรื่องพิจารณาต่อจากกระทรวงสารสนเทศ ว่าต้องการให้ส่วนแบ่งรายได้เข้ารัฐโดยตรงผ่านวิธีใด
และเมื่อไม่อภิปรายกระทรวงการคลัง แสดงว่าท่านไม่ได้มองว่าการออก พ.ร.ก.บกพร่อง
ทั้งนี้การเลือกใช้วิธีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ในกิจการโทรคมนาคมนั้น ได้มีการศึกษา
เรื่องนี้ตั้งแต่มี.ค.45 เกิดก่อนวิทยานิพนธ์
ของนายบุญคลี ปลั่งศิริ เสียอีก ส่วนที่กล่าวหาว่าการศึกษาของกระทรวงเหมือนกับวิทยานิพน์ของนายบุญคลีเกือบทุกประเด็นนั้น
ฝ่ายค้านก็ไม่ยอมกล่าวถึงส่วนที่แตกต่างที่สำคัญ เช่น ในวิทยานิพนธ์เสนอให้รายได้ส่วนใหญ่เป็นภาษีสรรพสามิตทั้งหมด
แต่ของกระทรวงนั้นให้โทรศัพท์พื้นฐานแค่ร้อยละ 2 โทรศัพท์เคลื่อนที่แค่ร้อยละ
10 และเรื่องการคิดถึงผู้ประกอบการรายใหม่ กระทรวงเสนอให้ระยะเวลาลดหย่อนภาษีให้รายใหม่
เพื่อให้แข่งขันกับรายเก่าได้ แต่ก็ไม่ถูกพูดถึง
ขณะเดียวกันนายสุรพงษ์กล่าวถึงปัญหาการทำงานในอนาคตขอคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
ว่า มิใช่ออกพ.ร.ก.มาแล้วรายใหม่จะจนปัญญาทำอะไรไม่ได้เลย ตนได้ศึกษาในหลายประเทศที่มีองค์กรคล้ายกับกทช.
เช่น ญี่ปุ่น
ลดราคาให้รายใหม่ร้อยละ 10 ฮ่องกงกับสิงคโปร์ ให้รายเก่าหากปรับราคาต้องขออนุญาตก่อน
รายใหม่ทำได้เลย ฯลฯ เท่าที่ตนได้เคยพูดคุยกับผู้ลงทุนต่างชาติ ไม่เคยบอกเลยว่าถ้ามีภาษีสรรสามิตจะไม่มาลงทุน
ถามแต่ว่าเมื่อไหร่มี กทช.
จะเข้ามาลงทุนเสียที
รมว.ไอซีที กล่าวถึงมาตรการเพื่อความเป็นธรรมว่า หากเห็นว่าไม่เป็นธรรม รัฐบาลก็ไม่ควรสร้างกติกาที่เป็นภาระสำหรับรายเก่า
เช่น กำลังกำหนดต่อไปว่าการเชื่อมต่อโครงข่ายต้องไม่มีข้อห้าม ฯลฯ ถ้าคิดว่าเราเอื้อต่อพวกเดียวกันทำไมเราต้องไปยุ่งกับเรื่องพวกนี้
เรากำลังคิดทำเรื่องเหล่านี้ แต่ก็เป็นห่วงคนอื่นจะมองด้วยอคติ จึงจะเก็บรวบรวมข้อมูลให้มากพอ
เพื่อส่งมอบต่อ กทช.
เพื่อไม่ให้ต้องเริ่มจากศูนย์ การแปรสัญญาเป็นเพียงการแยกส่วนแบ่งรายได้เข้ารัฐเท่านั้น
ยังไม่สามารถทำให้เกิดการแข่งขัน
อย่างเป็นธรรมได้
ในตอนท้าย น.พ.สุรพงษ์กล่าวสรรเสริญนายกรัฐมนตรี ว่า สิ่งหนึ่งที่มีการพูดกันมากคือ
เมื่อนายกรัฐมนตรีท่านนี้ เคยอยู่ในธุรกิจ
โทรคมนาคม ฉะนั้นเมื่อมาทำหน้าที่ผู้บริหารสูงสุดของประเทศก็คงคำนึงถึงผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจโทรคมนาคม
เรามีพุทธพจน์ที่เคยได้ฟังได้ยินว่า พึงเสียสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงเสียสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต
พึงเสียสละชีวิตเพื่อรักษาธรรม นายกรัฐมนตรีท่านนี้ทำเรื่องที่ไม่เคยมีใครกล้าทำจริงจังมาก่อน
การปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง เป็นผลให้ถูกคุกคามชีวิต หลังจากมีการคุกคามเอาชีวิตถ้าท้อถอยไม่ทำเรื่องอื่นต่อ
ก็อาจจะเป็นเรื่องที่เราเข้าใจได้ แต่กลับเป็นว่าเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา
ท่านได้ประกาศสงครรามกับเจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล ซึ่งแน่นอนว่า ต้องเสี่ยงต่อการคุกคามเอาชีวิต
ผมถามครับ ผู้ชายคนหนึ่ง ถ้าพูดโดยฐานะสามารถที่จะไม่ต้องทำอะไร มีเงินพอให้ลูกหลานมีชีวิตมีความสุข
ทำไมครับที่ต้องมานั่งเสี่ยงชีวิตให้ตนเองเพื่อทำเรื่องาที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อน
และผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่สบาย ๆ ก็ได
้มานั่งหลังคดหลังแข็ง ทำงานหามรุ้งหามค่ำ ทำเรื่องที่เป็นเรื่องใหม่ ที่จะพลิกฟื้นประเทศชาติ
ผู้ชายอย่างนี้เหรอครับที่บอกว่า ไม่กลัวต่อการคุกคามเอาชีวิต และบอกว่า
ยังหวังเล็ก ๆ น้อยๆ เพื่อที่จะเพิ่มผลประโยชน์ของตัวเอจากที่มีมากินอยู่แล้ว
จริงครับที่มีคนบอกว่า ไม่แน่เสมอไปที่คนรวยอาจไม่โกง แต่ถ้าคนรวยถึงขนาดยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อทำสิ่งที่ดีงาม
ผมเชื่อมั่นว่า คนๆ นั้นไม่โกง และผมเองภูมิใจ ผมรู้สึกเชื่อมั่น เพราะผมพร้อมที่จะทำงานหนัก
เพราะคิดว่า
มีผู้นำที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เคยพูดถึงประโยชน์ส่วนตัวรมว.ไอซีทีกล่าว
'มาร์ก'ขย่มซ้ำ 'เลี้ยบ'เย้ยกม. ดันพ.ร.ก.ฉาว
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ผู้จัดการออนไลน์-หมอเลี้ยบ อ่วมอรทัย ปชป.กรีดรับใบสั่งวาระซ่อนเร้นมาแปรเป็นวาระเร่งด่วนทั้งที่ไม่มีในนโยบายจนออกพรก.เจ้าปัญหาภาษีสรรพสามิตมา
เอื้อประโยชน์กับกลุ่มทุนโดยเฉพาะค่ายชินคอร์ปของตระกูล ทักษิณ แฉแก้สัญญาให้ลดการแบ่งรายได้ให้รัฐถึง
2 ครั้งขณะที่แบ่งรายได้ให้รัฐน้อยลงเหลือแค่ 20% เบื้องหลังเอไอเอสโกยกำไรเละ
"อภิสิทธิ์"เปิดอีกแผล รมว.ไอซีทีดันพรก.
ภาษีสรรพสามิต โดยไม่สนใจจะรอกทช. ซ้ำเมินการใช้มาตรการทุ่มตลาด อ้างการเปิดเสรีเพื่อเร่งผลักดันเรื่องนี้
โดยไม่คำนึงถึงผู้ประกอบการรายย่อย ผู้บริโภคว่าจะกระทบอย่างไร
หลังจากการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่เริ่มวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจในเวลา
10.00 น.จนถึงขณะนี้
กว่า 7 ชั่วโมงแล้ว การอภิปรายรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ นายอดิศัย โพธารามิก
จบลงอย่างทุลักทุเลด้วยการประท้วง
กันวุ่นวาย กระทั่งนายอุทัย พิมพ์ใจชนต้องใช้สิทธิวินิจฉัยให้เริ่มอภิปรายรัฐมนตรีคนต่อไปซึ่งก็คือ
นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ในกรณีที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามีการเร่งออกพระราชกำหนด
ภาษีสรรพสามิต อันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจเอกชน โดยหลายฝ่ายคาดหมายว่าจะโยงกระทบต่อตระกูลชินวัตร
ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในผู้อภิปรายนายแพทย์สุรพงษ์
สืบวงศ์ลี รมว.เทคโนโลยีและการสื่อสาร หรือ
ไอซีที กล่าวว่า ฝ่ายค้านต้องการตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบายเกี่ยวกับพระราชกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
เพราะว่าเป็นการกระทำที่ไม่ผิดกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยการอภิปรายกระทรวงฯ
นี้ ฝ่ายค้านไม่ต้องการที่จะโยงไปถึงกิจการสื่อสารของนายกรัฐมนตรี แต่บังเอิญธุรกิจนี้มีความเกี่ยวข้องกับหัวข้อที่จะอภิปราย
ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามข้อเท็จจริง จึงขอให้ประชาชนพิจารณาเอง
ด้านส.ส.ฝ่ายรัฐบาลซึ่งนำโดยนายธีระชัย แสนแก้ว และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ส.ส.พรรคไทยรักไทย
กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมพร้อมเรื่องของข้อมูลพร้อมให้รัฐมนตรีชี้แจงได้ตลอด
ถึงแม้ว่าฝ่ายค้านจะเล่นเกมการเมืองด้วยซึ่งจะมีการพาดพิงถึงบริษัทในเครือของนายกรัฐมนตรี
และยืนยันว่าถ้าฝ่ายค้าน
จะอภิปรายพาดพิงถึงบุคคลที่ 3 ส.ส. ทั้ง 294 ของพรรคไทยรักไทยพร้อมจะประท้วงทันที
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ผลงานแรกของนพ.สุรพงษ์
ส่อเจตนาที่จะเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ที่นั่งอยู่ในคณะรัฐบาลด้วยการออกพรก.ภาษีสรรพสามิต
ที่มีวาระซ่อนเร้นเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนทุจริตเชิงนโยบาย โดยเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในนโยบายที่ได้แถลงต่อประชาชน
และ ทั้งๆที่มีเสียงคัดค้านมากมายจากนักวิชาการติติงข้อกฎหมายว่าไม่เหมาะสม
เรื่องการแปรสัญญาสัมปทานเป็นเรื่องใหญ่
แต่รมว.ดึงดันที่จะทำเรื่องนี้เป็น วาระเร่งด่วน
เมื่อดูตามประวัติท่าน ไม่มีส่วนไหนเลยระบุว่าท่านเคยผ่านงานด้านโทรคมนาคม
ประวัติในเวปไซต์ก็ไม่เจอว่าเกี่ยวพันกับ
ธุรกิจนี้อย่างไร แต่ประวัติท่านหายไปช่วงหนึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนายสาทิตย์
กล่าว
นายสาทิตย์ ยังกล่าวถึง เบื้องหลังการออกพรก.ฉบับนี้รวมทั้งกรอบการแปรสัญญาสัมปทานร่วมการงาน
มาจากการศึกษา
งานวิจัยของนายบุญคลี ปลั่งศิริ ประธานบริหารของเครือชินคอร์ป ซึ่งมีคนตั้งข้อสังเกตว่า
กรอบกฎหมายที่รัฐบาลทำนั้น
ถอดแบบมาจากงานวิจัยนี้ แม้ว่านพ.สุรพงษ์จะให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า ไม่เคยเห็นและไม่เคยลอกแต่เท่าที่เปรียบเทียบดู
กรอบและแนวคิด เหมือนกันถึง 6 ข้อใน8ข้อที่เสนอมา
กรอบแนวคิดและเหตุผลเหมือนกันเป๊ะ แล้วจะให้เข้าให้ว่าอย่างไรทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นการยืนยันวาระซ่อนเร้น
โดยรมว.รับวาระซ่อนเร้นนั้นมาดำเนินการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน วันนี้รัฐมนตรีท่านยืนอยู่บนทางสองแพร่ง
ระหว่างประชาชนกับ กลุ่มนายทุน พฤติกรรมเช่นนี้ผมจึงรับไม่ได้
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ สส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเป็นรายต่อมาว่า เรื่องโทรคมนาคมดูเหมือนเป็นเรื่องเข้าใจยากแต่ถ้าพูดให้ง่ายๆอย่างชาวบ้านเข้าใจก็คือ
เรื่องของโทรศัพท
์ และมีการสัมปทานเข้ามาเกี่ยวข้อง เทเลคอมเอเชีย เป็นเจ้าแรกที่ได้รับสัมปทานวางโครงข่ายสายโทรศัพท์พื้นฐาน
พอเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นมีโทรศัพท์มือถือก็มีผลประโยชน์เข้ามาทับซ้อนมากขึ้น
และก็มีการเปิดสัมปทาน
บริษัทเอไอเอสก็ได้ไป ตามมาด้วยเอกชนอย่างอื่น มีการลงทุนมหาศาลเพื่อวางโครงข่ายการสื่อสาร
ซึ่งที่ผ่านมาการทำสัญญาก็ไม่มีใครบอกได้ว่ายุติธรรมหรือไม่
ขณะนี้กำลังมาพูดถึงการแปรสัญญาสัมปทานเพื่อให้เกิดความยุติธรรมขึ้น โดยเบื้องหลังมาจากการบีบบังคับ
ขององค์การการค้าโลกหรือWTO เพราะผลประโยชน์มันทับซ้อนกันมาก ซึ่งถ้าจะดูรายละเอียดวันนี้เรามีสัญญา
ต้องแปรแบ่งเป็น โทรศัพท์บ้าน 2 สัญญา มือถือ 2 สัญญา
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าจะดูให้ชัดต้องดูที่ตัวเลข ประเด็นก็คือ ต้องดูสภาพธุรกิจว่ามันเป็นอย่างไรแล้วค่อยพิจารณา
รักษาผลประโยชน์ของรัฐ แต่นี่กลับไปในทางตรงกันข้าม จากตัวเลขของผู้ใช้ปัจจุบันมีถึง
17 ล้านคนแล้วที่ใช้โทรศัพท์มือถือ
โดยเฉพาะระบบจ่ายล่วงหน้า พรีเพด มีถึง 8.1 ล้านกว่าหมายเลขใช้วัน-ทู-คอลของเอไอเอส
ตัวเลขเหล่านี้มีผลประโยชน์มากมายแต่ที่ผ่านมาก็มีการประชุมกันเรื่องแก้สัญญาปู้ยี้ปูยำกันมาตลอด
โดยไม่รอกทช.
เฉพาะเอไอเอสแก้มาแล้ว 2ครั้ง ครั้งแรกหลังจากตั้งรัฐบาลชุดนี้ได้ไม่นานเปลี่ยนจากการแบ่งรายได้ให้รัฐ25%
เหลือ20%
ทำกันได้อย่างไร คนที่โกยกำไรเป็นกอบเป็นกำคือ เอไอเอส
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ลองคำนวณรายได้ที่เอไอเอสจะได้ ส่วนรัฐจะหายไปเป็นเงินเท่าไหร่
8.1ล้านเลขหมาย
ปีๆหนึ่งต้องมี 3.2 หมื่นล้านบาท เรื่องนี้ทำไมรัฐมนตรีไม่พูด นายกรัฐมนตรีทำไมไม่ลงมาปราบบ้างเหมือนกับ
โครงการต่างๆที่ออกข่าวใหญ่โต เอาอะไรไปแก้ไขสัญญาตรงนั้น
ผมจะไม่ขอเรียกนพ.สุรพงษ์ แล้วขอเรียกเป็นนายสุรพงษ์ เพราะหมอส่วนใหญ่ไว้ใจได้แต่ผมไว้ใจหมอคนนี้ไม่ได้
อภิสิทธิ์กรีดท้าทายกฎหมาย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดแผลการมีวาระซ่อนเร้นของรมว.ไอซีทีที่ต้องการผลักดัน
พรก.ภาษีสรรพสามิต โดยไม่สนใจจะรอกทช.เข้ามาพิจารณา ต่อว่าทางเลือกของรัฐบาลมีมากมายที่จะทำ
ตลอดเวลา 9 เดือนของรัฐมนตรีสุรพงษ์ไม่เคยที่จะประชุม หรือ หารือที่จะเอามาตรการทุ่มตลาด
หรือ การผูกขาดจากกระทรวงพาณิชย์ที่มีกฎหมายมีอยู่แล้วเพื่อรอกทช.กลับอ้างการเปิดเสรีเพื่อเร่งผลักดันเรื่องนี้
โดยไม่คำนึงถึงผู้ประกอบการรายย่อย ผู้บริโภคว่าจะกระทบอย่างไร
อดีตมีการศึกษาเรื่องนี้โดยทีดีอาร์ไอ มีแนวทางและจุดยืนอย่างแข็งขันที่จะไม่ให้ไปเอื้อประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจนทำให้นายกรัฐมนตรีไม่พอใจสถาบันวิจัยน
ี้ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน การเปิดเสรีต้องให้เกิดการแข่งขันที่ดี รายใหม่รายเก่าต้องแข่งขันกันได้
เพราะ สัญญาสัมปทานสังเกตให้ดี
จะจ่ายช่วงแรกน้อย แล้วช่วงหลังต้องแบ่งน้อยเพราะมีการใช้สิทธิของรัฐใหม่
แต่รายใหม่เข้ามาเขาไม่มีประโยชน์ตรงนี้ และที่อ้างว่าต้องทำตามเงื่อนไขWTO
ซึ่งจะผูกพันอีก 3 ปี ความจริงไม่ต้องแปรสัญญาเลยก็ได้ไม่ขัดต่อระเบียบการค้าแต่อย่างใด
ขอให้มีการแข่งขัน มีรายใหม่เข้ามาก็ถือว่าเปิดมากแล้ว
อย่างไรก็ตาม มีข้อโต้แย้งมากมายในการแปรสัญญาว่ากรอบใดจึงจะเหมาะสม สุดท้ายปรากฎว่า
รมว.ไอซีที กลับเลือกที่จะโอนการจ่ายรายได้ให้กับรัฐโดยจ่ายที่กระทรวงการคลังแทน
ซึ่งกรอบการแปรสัญญาที่พูดถึงภาษีนี้ไปสอดคล้อง
กับงานวิจัยของเอกชน และ ทำกฎหมายเข้าสภาฯซึ่งเลือกออกเป็นพระราชกำหนดที่สภาฯไม่มีโอกาสได้พิจารณา
ท่านรัฐมนตรีไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำโดยกล้าฝ่าฝืนหลายอย่างเหลือเกิน นายอภิสิทธิ์กล่าว
ส่วนเหตุผลที่ระบุว่า ต้องการออกเป็นพรก.เพราะต้องเร่งหารายได้เข้ารัฐ เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องบริหาร
งบประมาณแบบขาดดุล แต่ถ้าดูเนื้อแท้จะเห็นว่ารายได้ของรัฐไม่ได้เพิ่มจากการแปรสัญญาสัมปทาน
การพึ่งพาภาษีของรัฐ
กลับไปพึ่งภาษีจากอาบอบนวด ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย มากกว่า
นอกจากคำชี้แจงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลยังชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า
ร่างพรก.ไม่มีแนวทางที่จะไปส
ู่การแปรสัญญาสัมปทาน หรือแก้สัญญา แต่กลับระบุในร่างกฎหมายการเก็บภาษีสรรพสามิตเอามาหักรายได้ที่แบ่งให้รัฐ
ท่านกล้าทำได้อย่างไร เอาอำนาจอะไรไปแก้จะตอบกับสาธารณะอย่างไรที่ไม่ให้องค์การโทรศัพท์
และ การสื่อสารแห่งประเทศไทยเรียกเก็บค่าสัมปทานจากเอกชน จะปฎิบัติได้ต้องแก้สัญญาสัมปทานเท่านั้น
สัญญาที่แก้ไป 2 ครั้งเอกชนได้ประโยชน์รัฐเสียกลับไม่แก้ แต่กลับไม่ทำ มาทำเพื่อให้เอกชนได้ประโยชน์มากขึ้น
นักวิชาการเคยเข้าชื่อค้านกันหลายคนแต่รัฐบาลก็ไม่ฟัง แสดงมให้เห็นว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังจะดึงเอาอำนาจของกทช.
มาไว้ที่อำนาจบริหาร คำชี้แจงทั้งหลายที่กล้าฝ่าฝืนกฎหมายไม่ใช่แนวทางที่เพื่อแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมเท่านั้น
ยังจะเป็นปัญหาต่อไป เรื่องนี้ถ้าทำผิด ทำข้ามขั้นตอนผู้ที่ได้ประโยชน์ก็คือ
ผู้ประกอบการรายเดิมโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ
มีคนพูดว่าอย่าไปห่วงเลยรายใหม่เพราะมีแต่ต่างชาติทั้งนั้น ผมก็ไม่ทราบว่ารายใหม่เป็นใครก็ไม่รู้
ใครจะทราบได้ว่าในอนาคตการขายหุ้นของบริษัทรายเก่าหลังแปรสัญญาจะขายหุ้นให้ต่างชาติหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าว
.......................................................................................................................................
ผู้จัดการออนไลน์-ศึกอภิปรายแค่ประดาบก็เลือดเดือด
ปชป.งัดกลยุทธ์จับจด หยิบประเด็นถ่ายทอดสดการซักฟอกของรัฐบาล
ที่ตัดช่อง 9 อสทม.ออกเหลือถ่ายแค่ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์เพียงช่องเดียว
สมศักดิ์ ลุกชี้แจงยันช่อง 11
มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ขณะที่ช่อง9 เป็นช่องที่มีการพาณิชย์ เกี่ยวข้อง
เหตุการณ์ทำท่าลุกลามหาข้อยุติไม่ได้ ทักษิณต้องยุติปัญหาให้ถ่ายสดเป็นช่วง
โผอภิปรายพลิก จับสุริยะขึ้นเขียงรายแรก
รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ซึ่งได้เริ่มต้นมาช่วงตั้งแต่
9.30 น.ของวันนี้ บรรยากาศก่อนการประชุมค่อนข้างจะคึกคักด้วยการปะทะคารมระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลครู่ใหญ่
เมื่อส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เปิดประเด็นหารือถึงการถ่ายทอดสดศึกซักฟอกครั้งนี้
โดยตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลลดช่องทางการถ่ายทอดลงโดยให้ถ่ายทอดสดผ่านทีวีช่อง
11 กรมประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยเพียงช่องเดียว
โดยไม่มีช่อง 9 อสมท.ร่วมถ่ายทอดด้วยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
นายอุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในช่วงเช้าได้พยายามชี้แจงตามที่รัฐบาลได้ทำ
เอกสารเสนอต่อที่ประชุม แต่ส.ส.พรรคฝ่ายค้านยิ่งไม่พอเพราะไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
เหตุการณ์ดำเนินไปกว่า 20 นาที ซึ่งส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตอบชี้แจงไม่ใช่บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระอุตสาหกรรม ได้ลุกชี้แจงว่า เหตุผลที่รัฐบาลถ่ายทอดช่อง
11 เพียงแห่งเดียวนั้นเป็นเพราะปัจจุบันช่อง11มีเครือข่ายครอบคลุมทั้งประเทศจึงน่าจะเพียงพอต่อการรับชมของ
ประชาชนทั่วประเทศ ขณะที่ ช่อง 9 อสมท. ไม่ถ่ายเพราะมีปัญหาการบริหารที่ปัจจุบันเน้นพาณิชย์มากขึ้น
แต่ฝ่ายค้านก็ยังไม่พอใจโดยแย้งในประเด็นการรับชมว่า พื้นที่หลายแห่งในภาคใต้ยังรับชมไม่ได้
ถ้าให้ช่อง 9
ถ่ายทอดด้วยก็น่าจะดีกว่า และไม่มีเหตุผลที่จะไม่ให้ช่อง 9 อสมท.ถ่ายทอดจึงอยากจะให้นายกฯสั่งการให้ถ่ายทอดด้วย
เหตุการณ์ทำท่าจะลุกลามไปต่อด้วยการยกมือประท้วงขอพูดกันหลายคน โดยนายอุทัยพยายามตัดบทด้วยการเข้าสู่ประเด็น
การพิจารณาญัตติ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ กระทั่งนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ต้องลุกขึ้นชี้แจงว่า จะให้ช่อง 9 อสมท.ถ่ายทอดสดด้วยตามคำเรียกร้องของฝ่ายค้านแต่อาจจะทำได้เป็นช่วงๆไม่ได้ถ่ายทอดตลอดเวลาเช่นช่อง
11
เหตุการณ์การประท้วงจึงยุติลง การประชุมเพื่อพิจารณาญัตติฯจึงได้เริ่มขึ้นเมื่อเวลา
10.00 น.โดยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านเริ่มต้นพูดถึงเหตุผลการซักฟอกรัฐบาลครั้งนี้
โดยเน้นย้ำถึงพฤติกรรมการทุจริตเชิงนโยบาย โดยรัฐมนตรีคนแรกที่นายบัญญัติอภิปราย
คือ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตามด้วยนายอดิศัย
โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
หลังจากนั้น ได้เปิดให้สมาชิกพรรคฝ่ายค้านอภิปรายในรายละเอียด เริ่มจากนายตรีพล
เจาะจิตร ส.ส.นครศรีธรรมราช
เปิดอภิปรายนายอดิศัย โพธารามิก ในประเด็นความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ
อาทิ ลำไย ปาล์มน้ำมัน
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ดาวสภาอีกคนที่ถูกจับตา อาจจะถอนตัวและไม่อภิปรายนายแพทย์สุรพงษ์
ขณะที่นายอุทัย พิมพ์ใจชน ขอให้ ส.ส. โดยเฉพาะผู้อภิปรายนั้น
ต้องแม่นข้อบังคับการประชุม อย่าใช้วาจาเสียดสีหรือกุศโลบายทางการเมืองที่พาดพิงหรือใส่ร้ายกัน
ซึ่งจะทำให้เกิดการประท้วงกันมากขึ้น
เหตุผลการพลิกโผนั้น ฝ่ายค้านอาจจะเปลี่ยนแปลงลำดับการอภิปรายรัฐมนตรี โดยจะมีการหารือกันอีกครั้งหนึ่ง
เนื่องจาก ส.ส.บางคนเห็นว่าควรอภิปรายรัฐมนตรีที่มีข้อมูลหลักฐานชัดเจนที่สุดขึ้นมาก่อน
แต่นายอุทัยยังคงต้องการให้ฝ่ายค้านเปิดเผยลำดับรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายล่วงหน้า
เพื่อประโยชน์ในการเตรียมตัวของทุกฝ่าย
ส่วนการรักษาความปลอดภัยบริเวณอาคารรัฐสภานั้น วันนี้ประธานได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจตราบุคคลเข้าออกอย่างเข้มงวด
ล่าสุด กลุ่มผู้ประกอบการตลาดนัด ซันเดย์จตุจักร และกลุ่มผู้ประกอบการรถแท๊กซี่
หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม
และกระทรวงพาณิชย์ ได้นำดอกไม้มาให้กำลังใจนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายอดิศัย
โพธารามิกด้วย
ค้านโวย"เลี้ยบ"แจงไม่เข้าเป้า- อดิศรศอกกลับอภิปรายวันแรกสุดกร่อย
โดย ผู้จัดการรายวัน
หมอเลี้ยบแจงการออกพ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม ปราศจากเบื้องหลัง
ระบุแนวคิดนี้มีมาก่อนวิทยานิพนธ์ของ
ประธานเอไอเอส ตั้งแต่เม.ย.45 ด้านฝ่ายค้านเดินเกมนอกสภาต่อ เปิดแถลงถล่มซ้ำรมว.ไอซีทีแจงไม่ตรงประเด็นมัวแต่เชียร์นายกฯ
ด้านอดิศร เพียงเกษ เย้ยอภิปรายวันแรกสุดกร่อย แนะวันที่สองต้องเตรียมเกลือ-น้ำปลามาให้มากๆด้วย
แจงแปรสัญญาโทรคมนาคมไร้เบื้องหลัง
นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร
หรือไอซีที ได้ชี้แจงกรณีที่ฝ่ายค้านอภิปรายว่าแนวคิดเรื่องการแปรสัญญากิจการโทรคมนาคม
สอดคล้องกับแนวคิดของนายบุญคลี ปลั่งศิริ
ประธานบริษัทเอไอเอส ว่า เรื่องการออก พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม
เป็นเรื่องที่กระทรวงการคลังได้รับเรื่อง
จากกระทรวงไอทีซี และทางกระทรวงการคลังได้พิจารณาเรื่องนี้ ก่อนที่จะมีวิทยานิพนธ์ของนายบุญคลี
ดังนั้นแนวคิดเรื่องน
ี้เกิดขึ้นในกระทรวงการคลัง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2545 และเสนอมาในรูปของพระราชกำหนด
ฝ่ายค้านไม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจกระทรวงการคลัง ก็เท่ากับว่าไม่ได้มองว่าการออกพ.ร.ก.เป็นข้อบกพร่อง
นอกจากนี้ ฝ่ายค้านอภิปรายเฉพาะแนวคิดที่เหมือนนายบุญคลี แต่ไม่ได้พูดถึงประเด็นที่ว่า
เงินส่วนแบ่งรายได้ส่วนใหญ่ต้องโอนมาเป็น
ภาษีสรรพสามิต และแนวคิดเรื่องการคำนึงถึงการส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่
คือให้ระยะเวลาลดหย่อนภาษีของรายใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหม่แข่งขันได้กับรายเก่า
นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าว
สำหรับกรณีที่ฝ่ายค้านอภิปรายว่ารัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้เอกชน โดยเชื่อมต่อโครงข่ายต่อกันได้นั้น
นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องการให้เชื่อมต่อโครงข่ายมีจริง และต้องเป็นมาตรฐาน
หากรัฐบาลตั้งใจว่าจะเอื้อประโยชน์เอกชนรายที่ใกล้ชิดกับคนของรัฐ
ตนคงไม่เข้าไปดำเนินการ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่มีความเป็นธรรม ทั้งนี้กระทรวงกำลังพัฒนาแนวทางเพื่อให้เกิดค่าเครือข่ายที่เป็นธรรม
แต่กลัวคนคิดอคติ
เมื่อผมเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรี ผมไม่ได้ทำแต่เรื่องแปรสัญญากิจการโทรคมนาคมเพียงอย่างเดียว
แต่ทำระบบประมูลอิเลคทรอนิค ที่สามารถป้องกันการฮั้วได้ เช่นการประมูลเครื่องถ่ายเอกสาร
ซึ่งราคาสุดท้าย 49 ล้านบาท แต่สามารถปรับลดลงมาได้เหลือเพียง
20 ล้านบาท และกำลังจะขยายไปให้ถึงการประมูลเรื่องการก่อสร้าง ซึ่งทุกอย่างพิสูจน์ได้ด้วยการกระทำ
ไม่ใช่การประกาศเพียงอย่างเดียว.
โต้ สุรพงษ์ ตอบไม่เคลียร์-มัวแต่เชลียร์นายกฯ
รายงานแจ้งว่า หลังการชี้แจงข้อกล่าวหาของนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
แกนนำของฝ่ายค้านที่ประกอบด้วยนายจุติ ไกรฤกษ์ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ และนายสาทิตย์
วงษ์หนองเตย ก็ได้แถลงข่าวว่า นายสุรพงษ์ชี้แจงไม่ตรงคำถามของฝ่ายค้าน ที่ได้สอบถามว่าทำไมจึงมีการแก้ไขสัญญาระหว่างบริษัทเอไอเอส
กับ ทศท.คอร์เปอร์เรชั่น ซึ่งการแก้สัญญาใน 2 ครั้งจาก 7 ครั้ง เป็นการแก้ไขสัญญาที่ลดผลประโยชน์ของประเทศ
ลดรายได้ที่รัฐพึงจะได้รับ เมื่อเข้ามาเป็นรัฐมนตรีรู้เห็นกับการแก้ไขสัญญานั้นหรือไม่
แต่การชี้แจงของนายสุรพงษ์ ก็ไม่ได้ตอบแต่กลับไปชื่นชมนายกรัฐมนตรี
ซึ่งนายจุติเห็นว่า นายสุรพงษ์ตอบคำถามได้อย่างน่าผิดหวัง และเป็นการอุทิศชีวิตทางการเมืองให้กับนายกรัฐมนตรีไปแล้ว
หลังการอภิปรายคงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ขณะที่ นายสาทิตย์ เห็นว่าการดำเนินการแก้สัญญาดังกล่าวเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย
มีการเตรียมการแก้ไขกฎหมาย อ้างอำนาจรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระมาให้รัฐ ทำให้กลุ่มธุรกิจเดิมมีอำนาจ
ทั้งนี้ฝ่ายค้านจะติดตามความเคลื่อนไหวในเรื่องนี้
คือการที่ ส.ว. ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.อัตราภาษีสรรพสามิต
หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าขัดคณะรัฐมนตรีทั้งคณะจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก
.
อดิศรเย้ย บัญญัติมือไม่ถึง
นายอดิศร เพียงเกษ รองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)
กล่าวว่าการอภิปรายของฝ่ายค้านในวันแรกเป็นไปอย่างจืดชืดและกร่อย จนต้องถามหาเกลือและน้ำปลาอยู่บ่อยๆ
ดูการอภิปรายของนายบัญญัติ บรรทัดฐานวันนี้แล้ว ยังไม่ถึงขั้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
มีแต่ ประการที่หนึ่ง
ประการต่อมาและประการเอ่อ ซึ่งถ้าหากนายบัญญัติจะนำพรรคไปสู่ชัยชนะ จะต้องมีศักยภาพที่เข้มแข็งกว่านี้
อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นเพราะนายบัญญัติประหม่าในบทบาทของผู้นำฝ่ายค้านคนใหม่
การอภิปรายฯ ที่ผ่านมา เป็นข้อมูลที่ไร้น้ำหนัก หากฝ่ายค้านมีข้อมูลเด็ด
คงจะปล่อยหมัดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม
การอภิปรายในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.) ผมขอให้ฝ่ายค้านเตรียมเกลือ และน้ำปลามาให้มากๆ
และหวังว่าจะเห็นฝ่ายค้านปล่อยหมัดเด็ดด้วย
นายอดิศร กล่าว และว่า ไม่รู้สึกเป็นห่วงการอภิปรายฯ นายสรอรรถ กลิ่นประทุม
และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ค.)
'อดิศัย' ออกลูกอ้อนทำงานด้วยใจ!! หลบวิถีกระสุนฝ่ายค้าน
โดย ผู้จัดการรายวัน
"ตรีพล"รับไม้ต่อจาก"บัญญัติ" จับ"อดิศัย"ขึงพืด
ยกกรณีความผิดพลาดในโครงการจำนำลำไย - แก้ราคาปาล์มไม่สำเร็จ ถล่มแหลกบริหารงานล้มเหลวสิ้นเชิง
ด้านอดิศัย ตอบโต้ด้วยลูกอ้อนทำงานด้วยใจ ตอกกลับข้อมูลเก่าทั้งเพ
หลังจากนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวเปิดอภิปรายไม่ไว้วางไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลแล้ว
ผู้อภิปรายคนต่อมาคือนายตรีพล เจาะจิตต์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ได้อภิปรายนายอดิศัย
โพธารามิก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นาย ตรีพล กล่าวว่าปัญหาอย่างแรก ในกระทรวงพานิชย์คือ ปัญหาราคาลำใยตกต่ำน่าจะมีการวางแผนการตลาดให้ดี
และให้มีการรับจำนำลำใยแต่ใช้วิธีการผิดพลาดเพราะมีการทุจริต 14ราย และถูกดำเนินคดี
42ล้านกิโลกรัม
โดยรับจำนำทั้งประเทศ 80ล้านกิโลกรัม เป็นความผิดพลาดที่ไม่สามารถให้อภัยได้
โดยละเลยต่อหน้าที่,
ไม่ปฏิบัติต่อหน้าที่ เป็นการส่อการทุจริตต่อหน้าที่ และยังกล่าวต่อไปว่าลำไยจำนำทั่วประเทศ
80ล้านกิโลกรัม
แต่มีการไถ่ถอนคืนเพียง 18ล้านกิโลกรัมเท่านั้นเป็นการบริหารงานที่ผิดพลาดสมบูรณ์แบบของรัฐมนตรี
จึงไม่สามารถไว้วางใจให้บริหารกระทรวงพาณิชย์ต่อไปได้
ประการต่อมาคือ ปาล์มน้ำมันคือท่านผิดพลาดในคำวาจา ท่านสัญญาว่า ยางพาราไม่ต่ำกว่า
30บาท/กก.กาแฟไม่ต่ำกว่า 30/กก
และปาล์มไม่ต่ำกว่า 3บาท/กก.ดั้งนั้นจึงมีการปลูกเพิ่มมากขึ้นเพราะเชื่อน้ำคำของรัฐมนตรี
แต่ตอนนี้ราคาปาล์มน้ำมัน 1.70/กก. นี่หรือสัจจะของคนที่เป็นรัฐมนตรีที่ให้ไว้กับประชาชนจึงไม่สามารถไว้วางใจท่านใด้
ส่วนประการต่อมาคือ การอนุญาติให้นำปาล์มน้ำมันเข้ามาในประเทศได้เพื่อนำมาบรรจุหีบห่อแล้วส่งออกแต่ก็ไม่สามารถควบคุมราคาได้ในประเทศได
้เพราะนำปาล์มนำมันเข้ามา ตั้งแต่ปี2545 ,11ล้านกิโลกรัม,ปี2546,22ล้านกิโลกรัมรวมทั้งสิ้น
33ล้านกิโลกรัมแต่ส่งออกเพียง620,000ล้านกิโลกรัมเท่านั้น ประการต่อมาคือ
ไม่ดูแลการจัดตั้งบริษัทของเอกชน ยังให้มีการประมูลงานทั้งที่เป็นบริษัทที่ผิดกฎหมาย
และประการสุดท้าย คือ เปิดโอกาสให้คนอื่นหลีกเหลี่ยงภาษีจึงไม่สามารถไว้วางใจให้ท่านบริหารงานต่อไปได้
นาย อดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาโต้การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านที่ว่ามีการ
การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นโครงการรับจำนำพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องของปาล์มน้ำมัน
และลำไยอบแห้ง รวมทั้งเลือกปฏิบัติและส่อละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้พวกพ้องหาผลประโยชน์จากโครงการต่างๆ
ทั้งนี้นายอดิศัย ได้กล่าวถึง เรื่องราคาปาล์มน้ำมันที่ฝ่ายค้านออกมากล่าวหาว่ามีการทุจริตต่างๆ
มากมาย โดยเฉพาะปาล์มน้ำมันที่ให้มีการนำเข้าเพื่อส่งออกโดยมีการนำเข้าถึง
18 บริษัท และบางบริษัทนั้นเป็นบริษัทเถื่อน
ที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ โดยที่ไม่เสียภาษีร้อยละ 144 ที่ผ่านทางนิคมอุตสาหกรรมว่ามีหลายบริษัทที่มีการทุจริตเช่นนี้
ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่เป็นพวกพ้องหรือคนกันเองในกระทรวงพาณิชย์หรือในรัฐบาลชุดนี้
ว่า ในตอนนี้ทางรัฐบาลได้มีการเข้ามาดูแลการเคลื่อนย้ายนำมันดิบทุกครั้ง
โดยต้องมีการขออนุญาตก่อน ส่วนเรื่องของการนำเข้าก็ได้ให้กรมศุลการกรเข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิด
ปัญหาหลักของปาล์มน้ำมันอยู่ที่การนำเข้า ซึ่งผมก็ยอมรับว่ามีการลักลอบจริง
และก็ยอมรับว่า อาจจะมีข้าราชการระดับล่างไปดำเนินการบ้าง แต่การลักลอบนั้นผมยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการที่ราคาปาล์มตกต่ำ
ทั้งๆ ที่ราคาปาล์มน้ำมันตอนนี้ราคาก็ไม่ได้ตกต่ำอย่างที่ฝ่ายค้านอ้าง เพราะตอนนี้ราคาของปาล์มน้ำมันซึ่งราคาได้ตั้งไว้ตามคุณภาพของปาล์มน้ำมัน
ซึ่งโดยเฉลี่ยราคาจะสูงกว่า 2 บาท
ต่อกิโลกรัมขึ้นไปทั้งสิ้น แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ถึง 3 บาทก็ตาม ผมอยากบอกว่าก่อนที่ผมจะกำหนดราคา
ผมต้องไปถามประชาชนก่อนทุกครั้ง เพื่อหาราคาที่ประชาชนพอใจที่สุด ซึ่งผมไม่คิดเอง
และผมก็กำลังพยายามทำให้ได้ตามราคาที่ตั้งไว้ด้วย นายอดิศัยกล่าว
ส่วนเรื่องการรับจำนำลำไยที่มีการทุจริตถึง 14 รายการ รวม 42 ล้านกิโลกรัม
จากการที่กระทรวงพาณิชย
์รับจำนำลำไยทั้งหมด 84 ล้านกิโลกรัม ซึ่งมีการทุจริตกันมาก รวมถึงเรื่องการที่นายอดิศัยไม่สามารถบริหารการจำหน่ายลำไยในช่วงที่เป็นขาขึ้นได้
คือ ในช่วงปีใหม่ และตรุษจีนที่ความต้องการบริโภคลำไยของประชาชนมีมาก แต่นายอดิศัยก็ไม่สามารถบริหารจัดสรรลำไยในช่วงนั้นได้
จึงส่งผลให้ลำไยล้นตลาดในช่วงที่ลำไยเป็นความต้องการของผู้บริโภคน้อย และทำให้ลำไยมีการเน่าเสียถึงร้อยละ
10
ทั้งนี้นายอดิศัย กล่าวว่า ผลผลิตลำไยสดในประเทศมีไม่มาก และส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อส่งออก
ซึ่งในปี 2545 ที่ผ่านมามีการส่งออกลำไยไปยังประเทศจีนถึง 4 แสนตัน ซึ่งถือว่ามากเป็นประวัติการณ์
โดยส่งผลดีกับเกษตรกรเป็นอย่างมากในเรื่องของราคาที่สูงขึ้นจากการส่งออก
รวมถึงลำไยอบแห้งด้วยที่เป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศจีน
ส่วนเรื่องการทุจริตการรับจำนำลำไยนายอดิศัย ออกมายอมรับว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง
ซึ่งเป็นกระบวนการดั้งเดิม โดยมีองค์กรทั้งภาคเกษตรและภาคพาณิชย์ที่ไปสมรู้ร่วมคิดกับพ่อค้าบางราย
เพื่อประโยชน์ส่วนตน
ซึ่งทางกระทรวงพาณิชย์ ก็เข้าไปดูแลตรวจสอบอยู่ในขณะนี้
เรื่องที่ท่านตรีพลนำออกมาอภิปรายนั้น ผมคิดว่าเป็นประเด็นเล็กๆ ซึ่งผมก็มั่นใจว่าที่ผ่านมาผมจัดการเรื่องสินค้าเกษตรในภาคใต้ได้เป็นอย่างดี
และดูว่าประชาชนในภาคใต้จะ
พอใจการทำงานของผมด้วย ที่ผ่านมาผมทำงานด้วยความเต็มใจ เต็มที่ และทำด้วยหัวใจที่จะช่วยเหลือ
พี่น้องประชาชนอย่างจริงใจ ถ้าท่านไม่ไว้ใจผมให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งรมว.พาณิชย์
แล้วท่านจะไปไว้ใจใครได้อีก
นายอดิศัยกล่าวในที่สุด
ต่อมานาย นคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายถึงการทุจริตในการรับจำนำผลิตภัณฑ์สินค้า
ทางการเกษตร รวมไปถึงราคาสินค้าทางการเกษตรที่ตกต่ำ ทำให้เกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรม
แต่รัฐบาลก็ยังไม่ใส่ใจในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกรเท่าที่ควร
นาย พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร ได้กล่าวหา นาย อดิศัย โพธารามิก
รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการขายข้าวกับ EU(ยุโรป)ซึ่งจะกำหนด วิธีการคือใครส่งออกมาก
จะได้ได้โควต้ามาก ใครส่งออกน้อยจะได้โควต้าน้อย และยังกล่าวต่อไปว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์
ยังได้ทำสัญญาขายข้าวกับบริษัทแรมบิช ตามสัญญามีที่อยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์แต่ที่จริง
ไม่มีตัวตนในสวิตเซอร์แลนด์ แต่กับอยู่ที่ประเทศปานามา ที่มีเงินจดทะเบียนแค่
10,000เหรียญ
หรือประมาณ 400,000บาทและยัง
ได้ลดค่าธรรมเนียมจาก 650-750เหรียญต่อตันเหลือเพียง 500เหรียญต่อตันเท่านั้น
แถมยังไม่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมอีก 32ล้าน และยังกล่าวต่อว่า ไปทำสัญญากับเขาได้อย่างไรไม่มีเหตุผลเพราะเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบหรือนี่เป็นการเลือกปฎิบัติ
ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์ที่ชื่อ อดิศัย โพธารามิก
นาย อาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ ได้กล่าวถึงการขาดจริยธรรม ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพานิชย์
ยังกล่าวต่อไปว่าคำว่า ขาดจริยธรรม คือ คนที่ไม่น่าไว้วางใจจนมีการประท้วงและเกิดความวุ่นวายในสภาและเมื่อความวุ่นวายยุติจึงได้พูดถึง
การแซกแซงข้าวของรัฐบาลโดยเฉพาะ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้พาดพิงถึง นาย พงศกร
อรรณพพร
ส.ส.ขอนแก่น นาย พีรพล เฮงสวัสดิ์ส.ส.บุรีรัมย์ และยังพูดต่อไปว่า มีโรงสีที่ชื่อว่าโรงสีรัตนสุขรับ
ซื้อข้าวจำนวน 23,000กว่าตัน โดยรัฐบาลกำหนดไว้ไม่เกิน 2,000ตัน ถือว่าเกินโควต้า
ผิดระเบียบ
และบริษัทดังกล่าวนี้ ยังได้จดจะทะเบียนย้อนหลังหรือ ทำได้สัญญาย้อนหลังและยังผิดหลักการที่ว่า
โรงสี ต้องมีหลักประกันโดย โรงสีแห่งนี้ไม่มีหลักประกันและที่เห็นได้ชัดคือ
โรงสีแห่งนี้ รับซื้อข้าวเปลือก
ในวันที่ 12ธ.ค. 2545แต่จดทะเบียนที่กรมการค้า วันที่ 2ม.ค.2546
14:05 น. : เดินหน้าถล่ม
"อดิศัย" บริหารงานล้มเหลว
ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 28 สมัยสามัญทั่วไปเป็นกรณีพิเศษ
เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ได้เริ่มต้นอภิปรายการทำงานของ
นายอดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายพุฒิพงศ์ ปุณณกันต์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปราย เนื้อหาส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
กับการบริหารงานของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่ง
ระหว่างการอภิปราย
นายวิชัย ชัยจิตวณิชกุล ส.ส.อุดรธานี พรรคชาติพัฒนา ประท้วงว่าการอภิปรายของนายพุฒิพงศ์
ซ้ำซากและวกวน ทำให้นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม
ต้องกล่าวเตือน
ก่อนหน้านี้นายตรีพล เจาะจิตต์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เริ่มอภิปรายนายอดิศัย
โพธามิก ว่า การบริหารงานที่ผ่านมานับได้ว่าล้มเหลวแบบครบวงจร คือบริหารราชการแผ่นดินบกพร่อง
ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้ บางโครงการช่วยเหลือพรรคพวก
เพื่อนพ้อง และละเลย ไม่กำกับควบคุม
ทำให้ประเทศชาติเสียหาย
นายตรีพล อภิปรายยกตัวเอย่างการบริหารงานที่ผิดพลาด คือ โครงการรับจำนำลำไยอบแห้ง
ที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งกฎเกณฑ์รับซื้อเป็นจำนวนมาก อาจทำให้การระบายสินค้าไม่ทัน
และจะส่งผลให้
ราคาลำไยตกต่ำได้ในอนาคต
นายอดิศัย ชี้แจงข้อกล่าวหาเรื่องสินค้าเกษตรราคาตกต่ำว่า
ไม่ได้เกิดจากการปล่อยให้ทุจริตคอรัปชัน หรือปล่อยให้เกิดการลักลอบนำเข้าปาล์มน้ำมัน
แต่ยอมรับว่าการลักลอบเกิดขึ้นจริง โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมาย
สมัยรัฐบาลที่แล้ว คือถ้าบริษัทใดนำเข้าปาล์มน้ำมันเพื่อส่งออก จะได้รับการยกเว้นภาษี
โดยมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงการทุจริตโครงการลำไยอบแห้ง ว่า เป็นเพราะรัฐบาลเข้าไปแก้ไขปัญหา
จึงทำให้พบการทุจริต ที่มีข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ร่วมมือกับพ่อค้า และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ป.ป.ช.) จึงมั่นใจได้ว่าจะต้องหาผู้กระทำผิดมาลงโทษได้แน่นอน.
เก็บตกวาทะ-โวหารอาวุธพิฆาตในศึกซักฟอกรัฐบาล
โดย ผู้จัดการออนไลน์
ผู้จัดการออนไลน์-สงครามน้ำลายระหว่างรัฐบาลVSฝ่ายค้านบรรเลงมาในวันแรก ขุนพลทั้งสองฝ่ายต่างงัดโวหาร-วาทะถล่มกันตลอดทุกช่วง
บ้างเข้าข่ายเนื้อไม่รับขอน้ำอย่างเดียว บ้างอ้อนประชาชนสุดหวานชนิดน้ำตาลเรียกพี่!
ผู้จัดการออนไลน์รวมคมวาทะของส.ส.ผู้ทรงเกียรติเหล่านี้มาเสนอ
บัญญัติ บรรทัดฐาน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้าน :
รัฐบาลชุดนี้ ทุจริตเชิงนโยบาย เป็นความเสียหายของประเทศที่ไว้ใจไม่ได้
อุทัย พิมพ์ใจชน ประธานสภาผู้แทนราษฎร :
ขอให้เลี่ยงคำว่า ทุจริตเชิงนโยบาย เพราะกล่าวหาได้ง่าย
แต่หาหลักฐานพิสูจน์ยาก
ตรีพล เจาะจิตต์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นครศรีธรรมราช:
นายอดิศัย โพธารามิก บริหารงานผิดพลาดอย่างสมบูรณ์แบบ
....ส่วนน้ำมันปาล์มท่านผิดพลาดในคำวาจา..
อดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์:
เท่าที่ฟังดูพวกท่านพยายามจะพูดว่าจากเดิม แดกดันผม
ถ้าจะพูดกันเอามัน พูดให้ชาวบ้านซึ่งเข้าใจว่า
ต้องการฟังโวหารมันๆ ก็ได้ .... ที่ผ่านมาผมทำงานด้วยความเต็มใจ ทำด้วยหัวใจที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน
อาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กระบี่ :
ฉายาของท่านอดิศัย(โพธารามิก) คือ ขุนนางค้างสต็อก
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์:
การแปรสัญญากิจการโทรคมนาคมเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่กลุ่มทุนที่นั่งอยู่ในวงอำนาจต้องการเปลี่ยน
รัฐมนตรีก็รับเอาวาระซ่อนเร้นมาดำเนินเป็นนโยบายเร่งด่วน ...วันนี้ท่านยืนอยู่บนทางสองแพร่ง
ระหว่างรัฐ-ประชาชน หรือ เอกชน ท่านคงรู้ว่าจะเลือกทางไหน
กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์:
วันนี้ผมจะขอไม่เรียกท่านว่าหมอ หรือ นายแพทย์สุรพงษ์(สืบวงศ์ลี)
แต่จะขอเรียกว่านายสุรพงษ์ เพราะหมอส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่ไว้ใจได้ แต่ท่านไว้ใจไม่ได้
...ท่านต้องตอบผมให้ตรงประเด็น แต่ถ้าไม่ผมก็เสียใจที่การทำงานเพื่อประชาชนของผมมันไม่ได้ผล
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ :
พวกท่านกล้ามาก กล้าทำได้อย่างไรที่จะฝ่าฝืนกฎหมายหลายอย่าง
เพื่อให้ได้อย่างที่ต้องการ ... คนที่ได้ก็คือกลุ่มผู้ประกอบการรายเดิมโดยเฉพาะธุรกิจโทรศัพท์มือถือ
พินิจ จันทร์สุรินทร์ ส.ส.พรรคไทยรักไทย:
ถ้าจะกล่าวหากันว่าทุจริต ก็ต้องแสดงหลักฐานให้ละเอียดชัดเจนออกมาเลย
ไม่งั้นก็ไปเอาผ้าถุงมาใส่ซะ"
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ไพรซัด สรอรรถลาก ก.เกษตรเข้ายุคมืด
นายไพร พัฒโน ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจนายสรอรรถ
กลิ่นประทุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเริ่มอภิปรายไปในเรื่องการแต่งตั้งบุคคลนอกกระทรวงเกษตรฯมาเป็นปลัดกระทรวงเกษตร
โดยย้ำว่ายุคนี้ถือเป็นยุคที่กระทรวงเกษตรตกต่ำที่สุด และข้าราชการในกระทรวงนี้ไม่มีคนดีเหลืออยู่เลย
จนต้องไปหาคนนอกมาเป็นปลัดกระทรวง อย่างไรก็ตามกระทรวงนี้มีปัญหาเรื่องการทุจริตหลายเรื่อง
ซึ่งในส่วนของโครงการนมโรงเรียนก็มีปัญหาทั้งเรื่องการเวียนเทียนคูปอง การเรียกเก็บค่าหัวคิวต่อถุง
และปัญหาการปลอมปนวัตถุดิบ จนทำให้นมบูด นมเน่า แม้ว่าในระยะเริ่มแรกโครงการจะมีการนำนมผง
มาละลายน้ำก็ตาม แต่ปัจจุบันถือว่าเป็นความผิด ปัญหาดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่
ทั้งนี้บริษัท
ที่เข้าร่วมโครงการ เช่น สหกรณ์วังน้ำเย็น บริษัทคันทรี่เฟรช เมื่อมีการเรียกตรวจก็พบปัญหานมปลอมปนเช่นกัน
แม้ว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน แต่ปรากฏว่าสามารถลงโทษได้เฉพาะข้าราชการระดับเล็กเท่านั้น.-
สรอรรถ
ยันไม่เคยป้องพวกโยนฝีมือคนเก่า ปัดทุกข้อหา
โดย ผู้จัดการรายวัน
สรอรรถ ยันไม่ได้ป้องพวก ยืนกรานส่ง ป.ป.ช ทุกครั้งที่พบทุจริต ยันไม่รู้จักรักษาการเลขาฯกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร
รับกฎระเบียบใช้เงินกองทุนต้องปรับปรุง เตือนคนอภิปรายเรื่องพันธุ์ข้าวระวังถูกผู้เสียหายฟ้องเพราะข้อมูลเท็จ
นายสรอรรถ กลิ่นประทุม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์
ชี้แจงถึงกรณีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เรื่องที่ฝ่ายค้านอภิปรายส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนวันที่
3 ตุลาคม 2545 บางเรื่องเกิดขึ้นจริง
และได้มีการลงโทษไปแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัญหาการทุจริตในกระทรวงเกษตรฯเป็นเรื่องที่มีการหมักหมมมานาน
เมื่อเข้ามารับตำแหน่ง สิ่งที่ต้องทำก็คือ เมื่อมีการทุจริตเกิดขึ้นแล้วต้องเร่งดำเนินการกับผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมืองและทุกส่วน ดังนั้นเมื่อมีการร้องเรียนว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น
ตนได้ตั้งคณะกรรมการสอบ และเมื่อผลการสอบออกมาอย่างไรตนก็ดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้อง
หากเป็นข้าราชการ ก็ดำเนินการทางวินัย หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับนักการเมืองหรือคนอื่น
ตนก็ส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินคดีอาญา และยังส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
หรือป.ป.ช.ตรวจสอบต่อไป
สิ่งที่ผมคิดว่ามีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบน่าจะคล่องตัว
น่าจะครอบคลุมมากกว่า นั่นก็คือสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติ และป.ป.ช. ดังนั้นแนวทางปฏิบัติของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อเกิดพบปัญหา
ส่งให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นประการแรก และไม่ใช่ส่งแล้วจบ แต่เรามีการติดตามอย่างใกล้ชิด
และทุกเรื่องที่ส่งไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีการส่งผ่านไปให้กับป.ป.ช.
ดังนั้นกระบวนการตรงนี้
ผมเรียนว่า ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ ผมไม่เชื่อว่าใครจะสามารถวิ่งป.ป.ช.ได้ เพราะเป็นหน่วยงานอิสระ
ดังนั้นผมว่าเราควรรออีกนิด ปล่อยให้เขาพิจารณาว่าผลจะออกมาอย่างไร แล้วค่อยว่ากันตามกระบวนการ
ตามอำนาจหน้าที่ของกฎหมายต่อไป นายสรอรรถ กล่าว
สำหรับการดำเนินการของกองทุนฟื้นฟูเพื่อเกษตรกรนายสรอรรถ
กล่าวว่า เป็นไปตามกฎหมาย
และกองทุนนี้เป็นอิสระ แต่รัฐมนตรีมีลักษณะเหมือนตรายาง การดำเนินการของกองทุนฟื้นฟูเกษตรกรต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟู
หากไม่ได้นัดประชุม ตนก็คงทำอะไรไม่ได้ และขอยืนยันด้วยว่าตนไม่ได้เป็นผู้แต่งตั้งรักษาการเลขาธิการ
กองทุนฟื้นฟู และบุคคลดังกล่าวไม่ใช่เพื่อนของตน เพราะตนไม่เคยรู้จักว่าเป็นใครมาก่อน
แต่เรื่องวุฒิการศึกษานั้นไม่สำคัญ เพราะในหลักการต้องการให้คนที่เป็นเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วม
และกรณีที่ทุจริตที่เกิดขึ้น หากอยู่ในยุคที่ตนมีอำนาจ ขอยืนยันว่าไม่รอด
แต่วันนี้เงินของกองทุนฟื้นฟูฯ
1,800 ล้านบาทยังอยู่ ยอมรับกฎระเบียบการใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯต้องปรับปรุง
นายสรอรรถ กล่าวด้วยว่า จุดอ่อนในประเด็นข้อกฎหมายที่กองทุนเป็นนิติบุคคล
ไม่ใช่เป็นส่วนราชการ
หรือรัฐวิสาหกิจ ทำให้การบริหารงานดำเนินการในธุรกรรมทางการเงินไม่เข้าข่ายการบังคับใช้กฎหมาย
ที่เกี่ยวข้องกับวินัยราชการ จึงทำให้พนักงานกองทุนไม่เคร่งครัดต่อกฎระเบียบของทางราชการ
ทำให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นไปด้วยความไม่ระมัดระวัง สิ่งที่ต้องดำเนินการคือต้องปรับปรุงระเบียบ
หลักเกณฑ์ให้รัดกุมเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้นตรงนี้ชัดเจนว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
แต่เป็นเรื่องที่ตนในฐานะรัฐมนตรีรักษาการตามพ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่หากไม่มีการนัดประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูเพื่อเกษตรกรและสหกรณ์
ตนก็คงทำอะไรไม่ได้
ส่วนเรื่องการทุจริตโครงการพันธุ์ข้าวนั้น นายสรอรรถ กล่าวว่า
ข้อมูลที่ส.ส.ได้นำมาอภิปราย เป็นข้อมูลที่นำมาจากหนังสือทุจริตเรื่องพันธุ์ข้าว
ที่เป็นของพรรคได้จัดทำขึ้น เป็นข้อมูลเท็จ และคนที่เสียหายซึ่งไม่ใช่ตนได้ไปแจ้งความหมิ่นประมาทแล้ว
ซึ่งจะฟ้องกี่คน ตนไม่ทราบ แต่การจะนำหนังสือเล่มดังกล่าวพูดต้องดูดี ๆ เพื่อความรอบคอบ
แต่โดยภาพรวมในส่วนของ
การทุจริตข้าวกข.6 ขอยืนยันว่าตนไม่ได้ละเว้น ได้มีการสอบข้อเท็จจริง และมีมูลว่าอธิบดีนั้นมีความผิด
แต่หากมีการถามว่าเหตุใดไม่ถึงรัฐมนตรีการกระทรวงเกษตรฯในขณะนั้น หากพูดให้ฟังอาจจะ
กล่าวหาว่าตนเข้าข้าง แต่รัฐมนตรีเซ็นอนุมัติเมื่อวันที่ 17 ก.ค.2545 เพื่อแจกข้าวให้เกษตรกรทันฤดูเพาะปลูก
แต่ไม่ทราบด้วยสาเหตุอะไรที่อธิบดีมาเซ็นอีกครั้งวันที่ 26 สิงหาคม 2545
ปลายฤดูการเพาะปลูก
ซึ่งแจกอย่างไรก็ไม่ทัน และความจริงอธิบดีไม่น่าเซ็น จึงเป็นเรื่องที่อธิบดีต้องรับผิดชอบ
และวันนี้ได้มีการตั้งกรรมการสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งอธิบดีรวม 40
คน และยังสอบวินัยร้ายแรง
คนที่เกี่ยวข้อง และยังส่งเรื่องให้ป.ป.ช.ในส่วนของบุคคลที่กระทรวงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบ
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง หรือภาคเอกชน ไม่เช่นนั้นคงไม่ส่งเรื่องให้ป.ป.ช.
จุรินทร์ปิดฉากซักฟอก เหน็บ สุริยะ หมาหางด้วน
โดย ผู้จัดการออนไลน์
จุรินทร์ปิดฉาก อภิปรายฯ กัด สุริยะ สุนัขหางด้วน ส่วนอดิศัยหมดศักดิ์ศรี
จนมุมกลางสภาฯ
พร้อมแขวะ ทักษิณ อุ้มทำรมต.เหลิง เพราะเอื้อประโยชน์ธุรกิจได้ เผยไม่หวังกำชัย
ย้ำชัดไม่มีใครตอบเคลียร์
นัดลงมติ 10.00 น.วันนี้
การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด โดยเมื่อเวลาประมาณ
23.00 น.
วันที่ 29 พ.ค. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
รัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยเริ่มการอภิปราย ฯสรุป น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่า
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นรายแรกว่า น.พ.สุรพงษ์ ยังตอบคำถามของฝ่ายค้านไม่สง่างาม
เพราะ เข้าใจว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีทราบดี ว่าตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งนั้น
ทำอะไรผิดบ้าง ทั้งนี้ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านระบุว่า น.พ.สุรพงษ์ มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ
2 ประการ คือ แก้ไม่ระงับยับยั้ง สัญญาระหว่างบริษัทแอ็ดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส
จำกัด(มหาชน)(เอไอเอส) กับ องค์การโทรศัพท์ แห่งประเทศไทย รวมถึงการเสนอคณะรัฐมนตรี
ออก พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม ซึ่งล้วนเป็นการเอื้อให้ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ
เป็นผลให้รัฐเสียรายได้มูลค่ามหาศาล และผลจากการ ออก พ.ร.ก.เก็บ ภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม
ทำให้องค์การโทรศัพท์ กลายเป็นองค์กรที่อ่อนแอในอนาคต
เนื่องจากรายได้ลดลง มูลค่าหุ้นลดลงรวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท จนไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทมือถืออื่นๆได้
หรือแข่งได้ยาก และผลสะท้อนอีกอย่างคือการปรับขึ้นของหุ้นเอไอเอส ทันทีที่มีการพูดถึง
พ.ร.ก. ดังกล่าว
สะท้อนว่าเป็นการเอให้ธุรกิจนั้น
ทั้งนี้การชี้แจงของน.พ.สุรพงษ์ นั้น ไม่ได้ตอบ คำถามสำคัญ 4 เรื่อง คือ
1 การแก้ไขสัญญาเอไอเอส
กรณี ลดสัดส่วนรายได้ ส่วนแบ่ง วัน ทู คอล 2. กรณีแก้สัญญา ลดค่าโครงข่าย
3. ทำไมยกเว้นการเสีย
พ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิต ในกิจการโทรคมนาคม และ4. การงดเว้นเก็บภาษีสรรพามิตในกิจการ
นวด ซึ่งเป็นกิจการในครอบครัวของตัวเอง
นายจุรินทร์ ยังกล่าวอีกว่า จากคำพูดของ น.พ.สุรพงษ์ เมื่อวานนี้(28 พ.ค.)ที่ว่า
คนอย่างนายกรัฐมนตรีท
ี่รวยล้นฟ้า จะมานั่ง หลังขดหลังแข็งทำไม หากไม่เสียสละเพื่อประเทศ ตนมองว่าก็เพราะเข้ามาแล้วคุ้ม
แค่ พ.ร.ก. ฉบับเดียวก็คุ้มไม่รู้เท่าไหร่
จากนั้น นายจุรินทร์ กล่าวสรุปการอภิปรายฯนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคมว่า
เป็นรัฐมนตรี
คนแรกที่ ตั้งองครักษ์มากที่สุด เป็นคนเดียวที่ออกมาขู่ กูจะแฉกลับ ฝ่ายค้าน
ซึ่งเป็นการสะท้อน ความเกรงกลัว ไม่ยอมรับการอภิปรายฯ ทั้งนี้ที่ต้องออกมาอภิปรายฯ
นายสุริยะ เพราะ พฤติกรรมเก่าและใหม่ ตั้งแต่ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว
ที่พฤติกรรม อุ้มเครือญาติ แต่เท่าที่สังเกตก็เห็นการพัฒนา
คือ แนบเนียน สร้างภาพ มือปราบทุจริต แต่ถึงอย่างไร ยังมี พฤติกรรมสะท้อนตัวตน
คือเลือกปฏิบัต
ิในการจัดการกับทุจริต รวมทั้งทุจริตเสียเอง
การชี้แจงเป็นของนายสุริยะ เข้าทำนองสุนัขหางด้วน ที่บอกคนอื่นก็ด้วนเหมือนกัน
ซึ่งไม่ได้การลบล้าง
ความไม่ดี เลยรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว
นายจุรินทร์ กล่าวว่า นายสุริยะ มีพฤติกรรมเลือกปฏิบัติในการแก้ปัญหาทุจริต
ของการรถไฟแห่งประเทศไทยแต่อ้างว่าเป็นการจัดลำดับความสำคัญ แต่ที่จริงแล้ว
เพราะบางกรณีเกี่ยวข้อง
กับคนในพรรค รวมถึงเลือกปฏิบัติในการแก้ปัญหาตลาดนัดซันเดย์ , กรณีเพิกเฉยต่อปัญหาความไม่โปร่งใส
ในการประมูล เช่าท่าเทียบเรือวางตู้สินค้าท่าเรือแหลมฉบัง และประเด็นสุดท้าย
ในกรณีที่ยื่นถอดถอน
นายสุริยะนั้น เนื่องจากเป็นตัวการและผู้ใช้ให้จ้าง บริษัท เอ็มเจทีเอ
เป็นที่ปรึกษาอ่านแบบสนามบินสุวรรณภูม
ิ เสียเงิน 228 ล้านบาท โดยไม่จำเป็น แต่นายสุริยะกลับไม่ตอบ ในหลายประเด็น
อาทิ ทำไมไม่ขออนุมัติเงินจากเจบิกสถาบันการเงินที่ให้กู้ในโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ
แต่กลับเอาเงินการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยมาใช้ในการจัดจ้าง เอ็มเจทีเอมาเป็นผู้อ่านแบบ
ตลอดจน การใส่รายชื่อผู้เชี่ยวชาญผีชาวต่างชาติ ในการเป็นผู้ ดูแบบ เอ็มเจทีเอ
ทำให้รัฐต้องจ่ายเงินนับ 100 ล้านบาท รวมถึงการไม่ยอมแก้ต่างกรณี มิสเตอร์
20% จึงเป็นเหตุให้ไม่ไว้วางใจ รมว.คมนาคม
ทั้งนี้ยังพบว่า นายสุริยะ ทำการโกหกกลางสภา เพียงเพื่อเอตัวรอดทางการเมือง
ในการตอบโต้ว่า
นาย พิทักษ์ สันติวงศ์เดชา ส.ส.พิษณุโลกพิทักษ์ ไม่น่าเชื่อถือ เพราะถูกปลดจากคณะกรรมมาธิการการมีการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสภาผู้แทนราษฎร
ซึ่งไม่เป็นจริงเพราะนายพิทักษ์ ยังเป็นประธานคณะอนุกรรมการชุดนี้อยู่
นายจุรินทร์ กล่าวว่า สำหรับนายอดิศัย โพธารามิก รมว.พาณิชย์ ตนผิดหวังที่นายอดิศัยแจงไม่ชัดเจน
ไม่ชี้แจงถึงการไม่บังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ไม่ออกประกาศกำหนดเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาด
ทำให้สงสัยได้ว่า ต้องการเอื้อประโยชน์ ธุรกิจผูกขาดอะไรหรือไม่ ขณะที่ กรณีทุจริตจำนำลำไยอบแห้งนั้นก็ตอบไม่ได้
ซึ่งเป็นความบกพร่องของนโยบาย ราคาจำนำสูงกว่าราคาตลาด พบมีการสต๊อกลม สวมเกษตรกรผี
และบริษัทที่ๆได้โควต้าในการรับจำนำลำไยก็มีเพียง ไม่ไม่กี่บริษัทที่ล้วนเกี่ยวข้องกัน
รวมถึงกรณีโควตาส่งออกข้าวไปยังสหภาพยุโรป(อียู) ที่นายอดิศัย ตอบไม่ชัดเจนในหลายประเด็น
และยังไม่ปฏิเสธหลักฐานของนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส. กทม. ว่าเป็นเท็จแต่อย่างใด
ทำให้ระบุได้ว่า
นายอดิศัยหมดศักดิ์ศรี หมดความชอบธรรม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
จนมุมกลางสภาฯ
ในส่วนนายปองพล อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุรินทร์ กล่าวว่า
ตลอดเวลา 8 เดือนที่ดำรงตำแหน่งไม่สามารถสางปัญหาเก่า ยังคงล้มเหลวในการปฏิรูปการศึกษา
ไม่มีการบังคับใช้
กม.ปฏิรูปการศึกษา เลย แม้กระทั้งกฎหมายแม่บท ทำให้จัดโครงสร้างกระทรวงไม่สามารถดำเนินการได้
รวมทั้งยังมีปัญหาแป๊ะเจี๊ยที่รุนแรงขึ้น เนื่องจาก จัดเงินอุดหนุนให้กับนักเรียน
ไม่เพียงพอ ไม่ออกหลักการบริจาคเงินในสถานศึกษาที่ชัดเจนนำมาส่าแป๊ะเจี๊ย
ทั้งยังปกป้องพวกพ้องทุจริตจัดซื้อครุภัณฑ
์วิทยาศาสตร์ ในสถาบันอาชีวะศึกษา
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ในการอภิปรายนายสรอรรถ กลิ่นประทุม
รมว.เกษตรและ
สหกรณ์นั้น นั้น มองว่านายสรอรรถพยายามที่จะโยนความผิดให้คนอื่นทั้งข้าราชการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ
ทั้งนี้นายสรอรรถต้องยอมรับว่า แม้ปัญหาจะเกิดก่อน รับตำแหน่ง หรือเป็นเรื่องที่
รมช.ดูแล แต่ในฐานะ
รมว.เกษตรฯก็ต้องรับผิดชอบ ทั้งนี้การอภิปรายของฝ่ายค้านไม่ได้บอกว่าสร้างปัญหา
แต่บอกว่า
ละเลยการสางปัญหา ปกป้องพวกพ้อง เห็นได้จาก กรณีทุจริตโคกระบือ ตัดตอนไม่สอบ
กรณีปุ๋ยปลอมไม่ดำเนินการแจ้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(
ป.ป.ช. )
ทำให้ ป.ป.ช.จัดการต่อไม่ได้ ด้วยพฤติกรรมนี้จึงไม่สามารถไว้วางใจนาย สรอรรถ
ให้ดำรงตำแหน่งรมว.เกษตรฯได้
สุดท้ายเกิดคำถามว่าเพะราเหตุใดรัฐมนตรี ในรัฐบาลนี้จึงกล้าส่อทุจริต น่าจะเป็นเพราะ
รัฐมนตรี เชื่อว่า ทำผิด แล้วจะได้รับการปกป้อง ซึ่งคำพูดที่ว่าแม้ไม่มีใบเสร็จ
ก็ปลดได้ เป็นเพียงคำสวย
ทางการเมืองเท่านั้น หรือเป็นเพราะรัฐมนตรี ต่างมั่นใจว่าจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้
เพราะทำประโยชน์
ให้กับธุรกิจบางธุรกิจ อย่างเช่น กระทรวงไอซีที หรือกระทรวงพาณิชย์ ทำให้ตนไม่หวังได้รับชัยชนะ
ในการอภิรายครั้งนี้ฯแต่ได้ชี้ให้เห็นตัวตนที่แท้จริงของรัฐมนตรีบางรายก็ภูมิใจพอแล้ว
ซึ่งยิ่งรัฐบาลใช้อำนาจตามอำเภอใจเท่าไหร่ก็รับปากว่าการตรวจสอบก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเท่านั้น"นายจุรินทร์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปราย ได้สิ้นสุดลงเมื่อเวลา 23.59 น. หลังจากนายจุรินทร์
ลักษณวิศิษฏ์ ได้เป็นตัวแทนผู้นำฝ่ายค้านกล่าวสรุปประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้ง
5 คน ซึ่งหลังจากนั้นนายอุทัย
พิมพ์ใจชน ประธานสภาผู้แทนราษฎรในฐานะประธานในที่ประชุมได้นัดประชุมเพื่อลงมต
ิในเวลา 10.00 น.ของวันนี้ (30พ.ค.)
รายงานแจ้งว่า การที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้กล่าวปิดการอภิปรายไปจนถึงเวลาก่อน
24.00 น.
เพียง 40 วินาทีเท่านั้น
ทำให้กำหนดการเดิมที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะกล่าวสรุปก่อนปิดประชุมไม่สามารถทำได้
เนื่องจากหากนายกรัฐมนตรีกล่าวอภิปรายเลยเวลา 24.00 น. จะทำให้การลงคะแนนต้องเลื่อนออกไปอีก
1 วัน
เป็นวันเสาร์ที่ 31 พ.ค. ตามเงื่อนที่กำหนดไว้ว่าการลงมติจะต้องกระทำในวันรุ่งขึ้นหลังจากการอภิปรายเสร็จสิ้นลง
>>>>......เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น
|