|
ทำไม นายกเลือกที่จะเต้น.!!..ในเมื่อ อ.เขียน วิพากษ์รุนแรง
เห็นอาการเต้นของนายกและผู้นิยมชมชอบแล้ว ทำให้คิดถึงบทความจากอาจารย์อีกท่านหนึ่ง
ในเนื้อหาคล้ายๆกัน แต่ทำไมไม่เห็นปฏิกริยาจากนายก เร็วๆนี้เองครับอลงอ่านนะครับ
........................................................
นักวิชาการ 14 ตุลา วิพากษ์รัฐบาลทักษิณและพวกตุลาขุนนางอย่างรุนแรง
นายเขียน ธีระวิทย์ นักวิชาการอาวุโส อดีต อ.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ซึ่งมีบทบาทในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ได้เขียนบทความเรื่อง เหตุการณ์ 14
ตุลาคม-นัยยะความสากล เผยแพร่ให้ผู้เข้าร่วมงานด้วย
บทความดังกล่าวได้วิพากษ์รัฐบาลทักษิณอย่างรุนแรง ถึงการใช้อำนาจและโครงการประชานิยมเรื่อง
รัฐบาลทักษิณกับเจตนารมณ์ 14 ตุลา ว่า ทักษิณาธิปไตย หรือ ธนาธิปไตย นั้น
เริ่มจากการจัดตั้งรัฐบาลทักษิณโดยมีเงินเป็นปัจจัยชี้ขาดการใช้เงิน โดยสัญญาว่า
ถ้าได้เป็นรัฐบาลจะให้ประโยชน์เป็นเงินแทน ความร่ำรวยของนายกฯ และความสามารถในการใช้เงินเพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในทางการเมือง
ทุกวันนี้ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ไทย รวมทั้งเอเชีย ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้วคงไม่มีคน
14 ตุลาคนใดคิดว่า เงินจะมีอิทธิพลต่อการเมืองได้ขนาดนี้
"ขณะนี้บรรดาพ่อค้า นักธุรกิจกลับเข้ามายึดกุมแทน พ่อค้าที่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จปกครองประเทศอยู่ปัจจุบันนี้รอดจากวิกฤติเศรษฐกิจมาได้
และร่ำรวยอย่างฉับพลัน จนหาคู่แข่งได้ยาก จึงทำให้นักธุรกิจด้านการธนาคาร
และสาขาอื่นที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน ยอมสยบให้ รวมทั้งผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจอื่นๆ
ที่ถูกสังคมตั้งแง่ สงสัยว่า มีส่วนร่วม ทำให้บ้านเมืองล่มจม และควรเอาตัวมาส่งศาล
พิจารณาโทษ ก็พากันไปสยบตัว เป็นที่ปรึกษานายกฯกัน นายกฯในยุคนี้จึงปราศจากผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมาถ่วงดุลอำนาจ
และเมื่อมีอำนาจเบ็ดเสร็จแล้ว สิ่งที่ต้องจับตามอง คือ ใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของใครเพื่อประชาธิปไตยหรือเปล่า
ตอนหนึ่งในบทความของนายเขียน ระบุ
นายเขียน ยังระบุในบทความอีกว่า ปัจจุบันฐานอำนาจทางเศรษฐกิจของผู้นำในระบบธนาธิปไตย
อยู่ที่บรรษัทโทรคมนาคมข้ามชาติ มีความมั่นคงกว่า ผู้นำเผด็จการทหารในอดีต
เพราะเป็นของครอบครัวและพันธมิตร สามารถนำมาใช้ให้คุณให้โทษพันธมิตร หรือคู่แข่งได้
ในการต่อสู้แข่งขันกันทางการเมือง ถามว่า ประเทศชาติ และประชาชนให้อะไร คำตอบคือเศรษฐกิจภาคการสื่อสาร
และโทรคมนาคม เติบโตเร็ว เพราะความสุข และคุณภาพชีวิตของคนไทย อยู่ในมือถือ
จุดด่างพร้อย ของรัฐบาลทักษิณด้านหนึ่ง คือ นายกฯชอบเป็นตัวแสดงเดี่ยว คิดใหม่ทำใหม่เรื่องต่างๆมากมาย
กระตุ้นให้คนโต้แย้งกันในเชิงเห็นด้วยและคัดค้านอย่างรุนแรง นายกฯขาดความอดทนอย่างผู้ใหญ่ที่น่าเคารพในการรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์
ของฝ่ายตรงข้าม มักออกมาพูดเชิงบริภาษด้วยท่วงทียกตนข่มท่านเสมอ
"รัฐบาลทักษิณมีรัฐมนตรีหลายคนที่เคยร่วมขบวนการตุลา คน 14 ตุลา จำนวนไม่น้อยที่ต้องการให้การพนันถูกกำจัดออกไปจากประเทศ
เผาสำนักสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่รัฐบาลทักษิณกลับปล่อยให้ทำหวยเถื่อนให้เป็นหวยถูก
ทำให้สำนักงานไปรษณีย์กลายเป็นสาขาของเจ้ามือบ่อน หรือการกำจัดอาชญากรชั่วร้ายนั้น
รัฐบาลนี้ใช้วิธีกำจัดผู้มีบัญชีรายชื่อว่าผลิต หรือค้ายาเสพติดว่าถูกฆ่าตัดตอน
ฉลาดกว่าเผด็จการทหารที่ไม่ยอมให้มือตนเปื้อนเลือด ยังมีบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล"
บทความระบุ
ส่วนผลกระทบจากนโยบายประชานิยมนั้น บทความระบุว่า คือ การใช้เงินสูบฉีด โดยอำนาจรัฐไปกระตุ้นให้ระบบเศรษฐกิจหายใจเร็วผิดปกติ
เป็นการสร้างภาพลวงในระบบเศรษฐกิจเสรีที่ป่วยหนักให้เป็นดูดี เท่ากับบิดเบือนตกแต่งเศรษฐกิจให้สวย
เหมือนคนอยากสวย ไปเสริมสวยให้นมโต ส่วนนั้นอาจจะเน่าหรือตายไปทั้งตัวก็ได้
จาก กรุงเทพธุรกิจ 7 สิงหา 2546
..........................................................
พูดแบบอาจารย์เขียน แบบนี้แรงมั๊ยครับ ขอทราบความเห็นด้วยครับ
เด็กใหม่ (203.156.8.159)
19 ก.ย. 2546 04:54:05
ความคิดเห็นที่ 1
It fulls of shit. Shame on him. He was lack of a deep knowledge but just
wanted to show up the unprofessional ideas - nothing new at all. Everything
in the article was written by so many columnists. I think many poeple
in this web board can make it a lot better, more professional, and more
knowledgeable.
Sam (141.219.149.237)
19 ก.ย. 2546 06:38:52
ความคิดเห็นที่ 2
สวัสดีครับ เพราะคุณเขียนไม่ดังเท่าชั้นคุณธีรยุทธประการหนึ่ง เพราะสื่อไม่ช่วยเชียร์คุณเขียนประการหนึ่ง
เพราะคำพูดของคุณเขียนยังไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินการของรับบาลประการหนึ่ง..สำคัญมากคือพรรคฝ่ายค้านไม่เห็นคุณเขียนในสายตาที่จะปลุกปั้นเป็นเครื่องมือโจมตีรัฐบาลน่ะครับ..
วิชา (203.176.142.63)
19 ก.ย. 2546 06:55:26
ความคิดเห็นที่ 3
คุณเด็กใหม่ครับ(คุณเขียน) ผมก็มีความเข่นเดี๋ยวกับคุณวิชาล้านเปอร์เซ็นต์ครับ
ฒ.สี่แคว/ (202.29.48.81)
19 ก.ย. 2546 07:45:55
ความคิดเห็นที่ 4
มิน่า...สงสัยนายกถือคติ
ยิงโจรยิงหัวหน้า
ยิงคนยิงม้าก่อน
สรุปยังงี้พอฟังขึ้นมั๊ยครับ
เด็กใหม่ (203.156.8.159)
19 ก.ย. 2546 07:57:42
ความคิดเห็นที่ 5
มวยคนละรุ่นนะครับ เลยไม่ค่อยได้รับความสนใจจากนายกมั้ง ฮา ...
+++ (203.113.36.9)
19 ก.ย. 2546 09:25:56
ความคิดเห็นที่ 6
I thought the PM included him with Mr. Teerayuth and other folks. Because
he's never mentioned to a particular name. Remember, our PM is a business
man. He always takes more than two birds in one shot.
Sam (141.219.149.237)
19 ก.ย. 2546 09:54:40
ความคิดเห็นที่ 7
มาอีกแล้ว ควายวิชา กลับมาขยันเหมือนเดิมแล้ว
ควา-วิ-ชาย (203.155.29.5)
19 ก.ย. 2546 10:19:47
ความคิดเห็นที่ 8
อิอิ ความเห็นที่ 7 ประจำเดือนมาหรือมีอะไรทำให้เกิดอาการกำเริบครับ ชักรู้สึกเป็นห่วง
อิอิ
วิชา (203.169.134.122)
19 ก.ย. 2546 10:27:20
ความคิดเห็นที่ 9
ความเห็นที่ 5 ครับ อาจารย์เขียน เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน ชนิดหาตัวจับได้ยาก
สอนที่รัฐศาสตร์จุฬา ฯ ไม่แน่ใจว่าเกษียนหรือยัง ถ้ายังก็คงใกล้ๆแล้วครับ
อาจารย์ธีรยุทธ์ รุ่นลูกศิษย์เชียวนะครับ
เด็กใหม่ (203.156.8.159)
19 ก.ย. 2546 10:33:20
ความคิดเห็นที่ 10
อ้อ..ท่านเกษียนแล้วครับ ในหัวข้อกระทู้นั่นแหละครับ
เด็กใหม่ (203.156.8.159)
19 ก.ย. 2546 10:34:33
ความคิดเห็นที่ 11
อ.เขียน เป็นนักวิชาการจริงๆคนหนึ่งของเมืองไทย.ท่านวิจารณืก็ควรน้อมรับฟัง
vr (202.28.42.43)
19 ก.ย. 2546 13:36:35
ความคิดเห็นที่ 12
อย่าร้อนตัวกันเลยครับ แม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายยังต้องพึ่งเงินงบประชาสัมพันธ์ของรัฐและธุรกิจของครอบครัวนายกและของเพื่อนร่วมงานายกเลย
ดูซิสื่อสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่เหล่านั้นไม่ลงข่าววิจารณ์นายกทักษิณเหมือนนายกในรัฐบาลชุดก่อน
ๆ อย่างนี้ คนอ่านในต่างจังหวัดเลยเหมาว่ารัฐบาลชุดนี้ได้เรื่อง เรียกว่ายิงกระสุนนัดเดียวได้นกกินไปอีก
๓๐ ปีเลย
พกพา (210.203.176.225)
19 ก.ย. 2546 13:46:09
ความคิดเห็นที่ 13
55555555555555555555555555555555
อาจเป็นเพราะ
1ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย ใครด่านายกฯ นายกฯก็ด่ากลับ นี่ถ้าแม่ค้าในตลาดด่านายกฯ
นายกฯก็คงด่ากลับด้วย เอากะนายกฯคนนี้ซิ
2นายกฯลืมอมฮอลล์หรืออมลูกอมยี่ห้ออื่นที่มีรสเผ็ด
3นายกฯลืมกินสมองหมูก็เลยลืมไปว่าสัญญาอะไรไว้
4นายกฯคิดว่าตัวเองคือพหูสูตรรู้ทุกเรื่องคนอื่นไม่ได้ทำเองก็เลยโง่หมด
5นายกฯได้คะแนนจากพวกควายเพราะเป็นอัศวินไปแล้ว ดังนั้นจะพูดอะไรควายมันก็เชื่อหมด
6นายกฯอาจคิดว่าประชาชนคงคิดว่าคนรวยทำอะไรไม่ผิดและน่าเกลียด นายกฯด่ากลับก็ดูเหมือนพูดจาภาษาดอกไม้
และ อื่นๆอีกมากมาย
55555555555555555555555555555555
(unknown)
19 ก.ย. 2546 14:12:36
ความคิดเห็นที่ 14
ให้คนแก่ได้พูดด่ารัฐบาลบ้าง พอให้หายกำหนัดบ้างเหอะนะจ๊ะ
หลี่ถัง (158.108.25.45)
19 ก.ย. 2546 14:19:47
ความคิดเห็นที่ 15
อ้ายแม้วไม่ใช่เทวดานะ ควรรับฟังคำวิจารณ์บ้าง
rok (10.0.17.63)
19 ก.ย. 2546 14:51:13
ความคิดเห็นที่ 16
อ.ธีรยุทธ์ ท่านก็วิจารย์ทุกรัฐบาลนะเหละ เมื่อก่อนก็เคยวิจารย์ จนฝ่ายรัฐบาลชุดก่อนโกรธไปเหมือนกัน
1000 (203.156.10.204)
19 ก.ย. 2546 15:30:29
ความคิดเห็นที่ 17
แสดงความคิดเห็นอยู่ในหลักความจริงแห่งเหตุผล ก็ไม่น่าจะเสียหายตรงใหน ถ้าไม่ไปก้าวล่ำสิทธิ์ของผู้อื่น.
wiseman (203.113.35.9)
19 ก.ย. 2546 15:53:22
ความคิดเห็นที่ 18
พอดีมติชนเขาออกบทความพิเศษมาใหม่ เกี่ยวกับปฏิกริยาของนายก กับเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ลองอ่านเล่นๆนะครับ
...........................................................
บทความพิเศษ
โอยัวะ !
โอยัวะ ฝีมือการชงของ "ธีรยุทธ บุญมี" ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แสดงท่าทีไม่พึงใจในรสชาติที่แสนจะขื่นคอเอามากๆ และแสดงอาการยัวะ ด้วยการลดชั้นจาก
"ปัญญาชนในห้องสมุด" ไปเป็น "พวกร้านกาแฟ" นั้น
กำลังได้รับการจับตาอย่างใกล้ชิด ว่าหลังจากระบายอารมณ์ไม่พอใจไปแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณจะบรรเทาอาการยัวะลงหรือไม่
หรือจะปลายบานถึงขั้น "ขว้างแก้ว" เลยหรือเปล่า
เพราะ ธีรยุทธ บุญมี ได้ประกาศชัดเจนไปแล้วว่า ไม่ได้มีเพียง "โอยัวะ"
แก้วนี้แก้วเดียว หากแต่จะมีตามออกมาอีก "ชุด"
การไปพูดกับสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม ตามคำเชิญของ "อานันท์
ปันยารชุน" เมื่อวันที่ 11 กันยายน นั้นเป็นเพียงการเน้นไปที่ปรัชญา
กระบวนทัศน์ และทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาประเทศเป็นหลัก
ส่วนการวิพากษ์ประเมินผลงานของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น ธีรยุทธ บุญมี บอกว่า
"ขณะนี้ดูจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะมีทั้งคำสรรเสริญจากภาคเศรษฐกิจการเมืองในประเทศ
ต่างประเทศ ดังนั้น ผมจะวิจารณ์ ติ และชม ในการพูด Road map ประเทศไทย รำลึก
30 ปี 14 ตุลา ซึ่งจะจัดในวันที่ 5 ตุลาคม 2546 นี้"
สรุปง่ายๆ ว่า การวิพากษ์ระบบซีอีโอที่เป็นลมหายใจเข้าออกของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ว่า เป็นเพียง "ตำนานหรือเทพยตำนานของผู้ที่จะเนรมิตสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วแห่งยุคสมัยใหม่นั่นเอง
พวกเขาจะเป็นตัวแทนของพระศรีอาริย์ฉบับวอชิงตันหรือฉบับอเมริกันนั่นเอง"
ของ ธีรยุทธ บุญมี ยังไม่จบ
งาน "ชม" และ "ติ" ชุดใหญ่ กำลังจะออกมา !
หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังใช้สไตล์การตอบโต้แบบเดิม เชื่อว่า โอกาสที่แก้วโอยัวะจะแตก
ก็มีอยู่สูง
ซึ่งตรงนี้แม้เป็นสิทธิอันสมบูรณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่จะเลือก แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า
มันจะคุ้มค่าในสายตาของคนทั่วไปหรือไม่
อันนี้น่าพิจารณา
จริงๆ แล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ น่าจะจับ "ธรรมชาติ" ของ ธีรยุทธ บุญมี
ได้ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและนายกรัฐมนตรี
ธีรยุทธ บุญมี ทำมานานแล้ว
ปี 2538 บรรหาร ศิลปอาชา ก็เจอการวิพากษ์ว่าเป็น "หลงจู๊หมดเครดิต"
ต่อมา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ได้สมญาว่า "จิ๋ว สองใจ"
แม้กระทั่ง นายชวน หลีกภัย ที่ภาพพจน์สุดดี ก็เจอหนักถึงขนาด "จอมนินจาหลักการ"
หากมองอย่างไม่ชอบ ก็อาจสรุปได้ว่า ธีรยุทธ บุญมี เป็นพวกฝ่ายค้านรัฐบาลอมตะ
หรือที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าเป็นพวกแผ่นเสียงตกร่องนั่นเอง
แต่หากมองในทางบวก ก็อาจสรุปได้เช่นกันว่า นี่คือจุดยืนเด่นชัดของ ธีรยุทธ
บุญมี
จุดยืนที่จะเป็น "คนนอกทำเนียบ" แล้วมองย้อนกลับเข้าไป เพื่อที่จะหาข้อบกพร่องผิดพลาด
มาวิพากษ์วิจารณ์
เป็นเสมือน "คนส่งสัญญาณ" ให้สังคมได้รับรู้ถึงปัญหาของคนในรัฐบาล
ซึ่งที่ผ่านมาในสังคมไทยก็มีคนแบบนี้ หรือที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าเป็น "พวกขาประจำ"
อยู่ไม่น้อย
แต่ ธีรยุทธ บุญมี อาจจะแตกต่างจาก "พวกขาประจำ" อื่นตรงที่เมื่อพูดแล้ว
มักมี "คนฟัง" แม้จะมีการเหน็บแนมว่า เป็นพวกนักการตลาด ที่ฉวยจังหวะและโอกาสในทุกรูปแบบเพื่อยึดข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์
ก็ตาม แต่นั่นก็ถือว่าเป็นยุทธวิธีในการนำเสนอตนเองต่อสาธารณะเท่านั้น ที่สำคัญมากกว่าก็คือแม้จะเป็นสุดยอดนักยุทธวิธี
แต่สิ่งที่ไม่ปฏิเสธก็คือ "เนื้อหา" ที่นำเสนอออกมามี "ประเด็น"
ที่ทำให้สื่อและสาธารณชนขานรับอย่างคงเส้นคงวา
อันสะท้อนให้เห็นว่า มีการทำ "การบ้าน" อย่างหนักและเอาจริงเอาจัง
มีการประดิษฐ์วาทกรรมใหม่ๆ ออกมาทุกครั้ง
และความใหม่นี้เอง ที่ทำให้สามารถยึดพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งได้นั่นเอง
สิ่งสำคัญ "มาก" อีกประการหนึ่ง ก็คือ ธีรยุทธ บุญมี ได้พิสูจน์อย่างแจ่มชัดมาตลอดว่า
แม้จะวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงเพียงใด และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขนาดไหน
เขาก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ "อำนาจ" ใดๆ
และเมื่อทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จ ก็กลับไปสู่ "ที่ตั้ง" ไม่มีลูกตามลูกซ้ำ
ทุกอย่างเป็นไปตาม "วาระ" ที่มีการกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าชัดเจนแล้ว
นี่เป็นจุดแข็งอันสำคัญที่สุดของเขา
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีความปราดเปรื่อง น่าจะเข้าใจ "ธีรยุทธ บุญมี"
และจับทางอันจะนำไปสู่กำหนดเกณฑ์ตอบโต้ได้ไม่ยาก
ประเด็นที่หนึ่ง หากจะตอบโต้ ก็ควรจะตอบโต้ในเชิง "ข้อมูล" ซึ่งเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้นำสมัยใหม่
อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ
ประเด็นที่สอง เมื่อ ธีรยุทธ บุญมี มียุทธวิธีที่จะทำให้เรื่องที่ตนเองแสดงต่อสาธารณะ
"โด่งดัง" ได้โดยตลอด ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของฝ่ายที่ถูกพาดพิง
ที่จะตอบโต้ที่จะให้ประเด็นดังกล่าว "เงียบลง" ให้เร็วที่สุด
ซึ่งการแสดงท่าทีไม่สนใจ ก็เป็นวิธีหนึ่ง
การกดเรื่องให้เป็นความขบขัน ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง
แม้แต่การแสดงความใจกว้าง ด้วยการขอบคุณ และขอรับไว้ "พิจารณา"
ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง
หรือถ้ารู้สึก "อดใจ" ไม่ได้จริงๆ การตอบโต้ในขอบเขต จบแล้วก็จบ
ก็อาจจะพอเป็นทางออกได้เช่นกัน
แต่การใช้อารมณ์ ก้าวร้าว และไม่แล้วไม่เลิก เป็นแผ่นเสียง "ตกร่อง"
เสียเอง น่าจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี
การตอบโต้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อ ธีรยุทธ บุญมี ในวันแรกหลังจากที่ ธีรยุทธ
บุญมี พูดกับสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม โดยเหยียดเป็นพวกสภากาแฟ
นั้น แม้จะมีเสียงต่อว่า "ใจแคบ" "ไม่ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์"
แต่คนโดยส่วนใหญ่ก็ยังพอรับได้ นั่นคือถือว่าเป็นการ "แลกคนละหมัด"
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้หยุดอยู่เพียงนั้น ยังคงมี "อารมณ์ค้าง"
พูดจาต่อว่าเหน็บแนม อยู่อีกหลายวัน
และประเด็นก็เลยเถิดไปจนถึงขนาด หลุดคำว่า "xxxนี่เปิดมาก็ด่าอย่างเดียว
แล้วจะมากินเงินเดือนหลวงทำไมวะ อยากด่า โน่นเลย ไปเป็นฝ่ายค้าน"
ซึ่งตรงนี้ไม่ค่อยดีสำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นัก เพราะภาพที่ผ่านมาและกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ก็คือภาพพจน์ของ "ความเบ็ดเสร็จ" "การไม่รับฟังคนอื่น"
และ "การเชื่อว่าตัวฉันคือความถูกต้องเท่านั้น"
จริงอยู่ ขณะนี้ด้วยการทุ่มเททำงาน การมีแนวคิดใหม่ๆ ทำให้ทิศทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นบาดแผลฉกรรจ์ของประเทศ
เป็นบวก และมีแนวโน้วที่จะเติบโตต่อไปอย่างน่าสนใจ
แต่กระนั้น ด้วยทิศทางที่รัฐบาลเดินไป ไม่ใช่เพียงพรรคฝ่ายค้านเท่านั้นที่แสดงท่าทีไม่เห็นด้วย
และไปไกลถึงขนาดประกาศเป็น "ขั้วใหม่" ที่ไม่ต้องการเห็นประเทศเดินไปตามทางที่
พ.ต.ท.ทักษิณ พาไป เพราะจะนำไปสู่ความหายนะมากกว่าจะเป็นการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
หากแต่ยังมีกลุ่มนักวิชาการ อีกจำนวนไม่น้อย ที่แสดงความห่วงใย กับทิศทางที่รัฐบาลจะเดินไป
เช่นกัน
"การเห็นต่าง" เช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องผิด และเป็นเรื่องของความจำเป็น
ที่สังคมต้องมีเสียด้วยซ้ำ
นักวิชาการ หากมีบทบาทเพียงเห็นด้วยกับ "รัฐบาล" หรือ "ทำความเข้าใจ"
กับสิ่งที่รัฐบาลทำ น่าจะไม่คุ้มกับเงินเดือนมากกว่า
การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่ารับเงินเดือนหลวงแล้วยังด่ารัฐบาล พร้อมทั้งไล่ให้เป็นฝ่ายค้านนั้น
พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะไม่ได้คิด หรือ "ปากไว" เกินไป เพราะความจริงแล้ว
"ฝ่ายค้าน" ก็รับเงินเดือนหลวงอยู่เช่นกัน
ดังนั้น ผู้ที่รับเงินเดือนหลวงจึงย่อมไม่ใช่ลูกน้องของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาล
ในทุกกรณี
การทำหน้าที่ที่ตนเองเป็นอยู่ให้ดีที่สุด เช่น เป็นฝ่ายค้านก็เป็นฝ่ายค้านที่มีคุณภาพ
เป็นนักวิชาการก็เป็นผู้ที่ให้ความรู้แก่ทั้งนักศึกษาและสังคม น่าจะดู "คุ้มค่า"
กับเงินเดือนหลวงมากกว่าที่จะไปเป็นเพียงคนของรัฐบาลอย่างเดียว
พ.ต.ท.ทักษิณ จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม สำหรับประเด็น "เงินเดือนหลวง"
นี้ก็ตาม
แต่ผลที่ออกมาเป็น "ด้านลบ" ค่อนข้างมากต่อตัวผู้พูดเอง เพราะอย่างน้อยที่สุดมันก็อาจสะท้อนสิ่งที่ฝังลึกๆ
อยู่ในใจนั่งนก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ มองบุคคลอื่นในประเทศนี้ เป็นเหมือนพนักงานในบริษัท
ที่พร้อมจะรับฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของซีอีโอ โดยไร้เงื่อนไข
แต่กับการบริหารบ้านเมือง อาจจะไม่ได้ "ง่าย" เช่นนั้น แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ
จะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญว่าขณะที่ตัวเองกำลังทำให้ประเทศชาติเจริญรุดหน้า ทำไมต้องมาขัดขวาง
วิพากษ์วิจารณ์กัน แต่ก็ต้องไม่ลืม ในระบอบประชาธิปไตย เราไม่อาจพ้นจากสภาพการณ์เช่นนี้ได้
เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องยอมรับ และต้องเต็มใจที่จะต้องจ่ายด้วย
คำเตือนของ ส.ศิวรักษ์ อาจจะเหมาะที่สุดสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ คือ
"ความอหังการ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตักเตือนให้ระวังที่สุด เมื่อเรารู้สึกว่า
ตัวเองอหังการ ก็จะรู้สึกว่าคนอื่นโง่ ใครเตือนก็ไม่ฟัง ดังนั้น นายกฯ ทักษิณ
ต้องหัดเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องใช้การเจริญสติ ภาวนา กำหนดลมหายใจรู้ตัวทั่วพร้อม
จะเห็นว่าทุกคนเสมอกันหมด ไม่มีใครฉลาดหรือไม่มีใครโง่ ทุกคนเป็นมิตรกับเราหมด
คนที่เขาติเตียนไม่ใช่เพราะเขาหวังร้าย ถ้านายกฯ เปลี่ยนทัศนคตินี้ได้ ก็จะช่วยให้ท่านเป็นคนที่น่ารักมากขึ้น"
ซึ่งไม่ใช่เพียงจะเป็นคนน่ารักเท่านั้น ยังสามารถนั่งทอดหุ่ย จิบ "โอยัวะ"
ที่แม้จะมีคนชงขมไปบ้าง อย่างสบายๆ
ถึงวันที่ 5 ตุลาคม ที่ ธีรยุทธ บุญมี นัดจะออกโรงอีกครั้ง จะได้ไม่ยัวะ
!!
.........................................................
ที่มา:http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=0403190946&srcday=2003/09/19&search=no
เด็กใหม่ (203.156.8.159)
19 ก.ย. 2546 16:38:19
ความคิดเห็นที่ 19
ธีรยุทย์พูด ทุกสิ่ง ทั้งอดีตและปัจจุบันคือ
เรื่องขี้หมา และเรื่องที่ไม่ขี้หมา น่าสนใจ ของนักวิชาการคนนี้คือ
เขาเองยังอาศัย ชายกระโปรงเมีย อยู่จน ปัจจุบัน
### (63.184.40.97)
19 ก.ย. 2546 18:21:35
ความคิดเห็นที่ 20
สวัสดีค่ะ คุณเด็กใหม่ ไม่แปลกใจค่ะที่จะมีอาจารย์ไหน ออกมาวิพากษ์ วิจารณ์
แบบรุนแรง เพื่อเลียนแบบ คุณธีรยุทธ์ เพราะได้ผล โด่งดังมาก คุณเด็กใหม่
ได้นับและสังเกตุหรือเปล่าคะ มีกี่กระทู้ในเรื่องนี้ ทุกวัน ทั้งๆที่เรื่องผ่านมาหลายวันแล้ว
ที่จริงดิฉันค่อนข้างแปลกใจมากคือ เรื่องนี้กลาย และดูเหมือนกับเรียกร้องความสนใจจากผู้คน
และสื่อ มากกว่าเรื่องน้ำท่วม ซึ่งแทบจะไม่มีใครใส่ใจ ทั้งๆที่พวกเขารอการช่วยเหลือด่วน
แล้วยังเรื่องที่ประเทศไทยเป็นเจ้าถาพ การประชุม Apec ซี่งสำคัญมากสำหรับประเทศ
แต่ไม่เห็น สื่อ หรือผู้คนจะให้ความสนใจ ก็คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น
ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็คงไม่มีคำชม นอกจาก เป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น
รับประกันเลย ออกมาสรรเสริญกันแบบ ไม่ว่า นักวิชาการ ฝ่ายค้าน และพวกที่ไม่ชอบรัฐบาล
CA (203.170.154.247)
19 ก.ย. 2546 19:14:06
ความคิดเห็นที่ 21
กรณีนี้ผมกลับไม่คิดเหมือนคุณ CA ครับ
ผมมองว่านอกเหนือจากพรรคการเมือง เรายังมีประชาชนอีกหลายหมื่นหลายแสนคนหลายล้านคน
ที่เฝ้ามองการบริหารราชการแผ่นดินด้วยความห่วงใย
เรามีการเมืองภาคประชาชนที่พร้อมจะเฝ้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และพร้อมจะเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในเรื่องที่ดีๆที่รัฐบาลทำ
แต่ก็พร้อมที่จะปฏิเสธการทำงานที่เห็นว่าไม่เหมาะไม่ควร
อาจพูดได้ว่ามีกลุ่มที่ไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใดอยู่ในสังคมนี้อีกมาก ที่ใครบางคนลืมไปแล้ว
พวกพลังเงียบที่แอบมองอยู่ห่างๆ ตูมตามทีก็ออกมาดูเหตุการณ์
หากนับคนลงคะแนนให้ไทยรักไทย เราต้องถามกลับไปก่อนว่า เมื่อก่อนนี้ คน 11
ล้าน เขาเลือกพรรคใหน เรื่องนี้ต้องนำกลับมาคิดด้วย
เพราะไทยรักไทยเป็นพรรคใหม่ เพิ่งเกิดมาในมัยเลือกตั้งเดียว
สิ่งที่ภาษาการตลาดเรียกว่า Royalty หรือความภักดีในตัวสินค้า มีมากน้อยแค่ใหน
เรื่องนี้ต้องคำนึงครับ
ส่วนบทความของพวกอาจารย์ หากคิดว่าเป็นลัทธิเลียนแบบ คงไม่ใช่ครับ แต่ถ้าคิดว่าเป็นแนวร่วม
อาจใช่คือมองการทำงานของรัฐบาลนี้ในมุมใกล้เคียงกัน
บทความหรือมุมมองของเหล่าคณาจารย์ มักได้รับความสนใจอยู่ในระนาบเดียวกัน
จะแตกต่างที่ รสชาด ของการรับรู้มากกว่าครับ
มันเป็นลีลาเฉพาะตัว ที่ใครก็เลียนแบบใครยาก ซึ่งส่วนมากตัวอาจารย์แต่ละท่านก็มีความเป็นปัจเจกสูง
คงไม่ใช่ลัทธิเอาอย่าง...แน่นอนครับ
สิ่งที่น่าห่วงคือ ยังมีประชาชนที่พร้อมจะเชียร์ทางเลือกที่ดีกว่า หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้น
เช่นเดียวกับประชาชนจำนวนมากปฏิเสธ ปชป.แล้วหันมาเลือก ทรท. ซึ่งเป็นความหวังใหม่ของพวกเขา
แน่นอนเมื่อเขาเชียร์แล้วย่อมมีความคาดหวัง
มิใช่เฉพาะผลงานการทำงานเท่านั้น
แต่หมายรวมถึงความฉลาด บุคลิค มุมมองของผู้นำในทุกปัญหา
มันเป็นความคาดหวังที่อาจเรียกได้ว่า เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยๆ
สิ่งที่ไม่จบง่ายๆ ก็อย่างที่มติชนเขียนไว้....ว่า
...........................................................
การตอบโต้ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อ ธีรยุทธ บุญมี ในวันแรกหลังจากที่ ธีรยุทธ
บุญมี พูดกับสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม โดยเหยียดเป็นพวกสภากาแฟ
นั้น แม้จะมีเสียงต่อว่า "ใจแคบ" "ไม่ยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์"
แต่คนโดยส่วนใหญ่ก็ยังพอรับได้ นั่นคือถือว่าเป็นการ "แลกคนละหมัด"
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้หยุดอยู่เพียงนั้น ยังคงมี "อารมณ์ค้าง"
พูดจาต่อว่าเหน็บแนม อยู่อีกหลายวัน
และประเด็นก็เลยเถิดไปจนถึงขนาด หลุดคำว่า "xxxนี่เปิดมาก็ด่าอย่างเดียว
แล้วจะมากินเงินเดือนหลวงทำไมวะ อยากด่า โน่นเลย ไปเป็นฝ่ายค้าน"
ซึ่งตรงนี้ไม่ค่อยดีสำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นัก เพราะภาพที่ผ่านมาและกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ก็คือภาพพจน์ของ "ความเบ็ดเสร็จ" "การไม่รับฟังคนอื่น"
และ "การเชื่อว่าตัวฉันคือความถูกต้องเท่านั้น
...........................................................
นี่คือสาเหตุที่มัน.."ไม่จบ"..ง่ายๆ..พราะ "ประเด็น"
มันจุดกระแสติดเสียแล้วครับ
การเมือง เป็นเรื่องของกระแส...หากผมมองพวกสารพัดโพล คิดว่าสุดสัปดาห์นี้
มี 2 เรื่อง ที่น่าสนใจ
1.วิวาทะของนายกและอาจารย์ธีรยุทธ์
2. นโยบายย้ายคนเร่ร่อน
มี 2 ประเด็น แค่นี้เองครับ
มองอีกมุมหนึ่ง...สื่อ...มีอาหารโอชะ รอการสับทอดผัดแกงเป็นอาหารจานโปรดอยู่แล้ว
เรียกว่าต้องเคี้ยวจนละเอียดโน่นแหละครับกว่าหมากจะจืดคงอีกระยะหนึ่ง
อย่างน้อยที่สุด กระแสนี้จะยังเกาะอยู่ เฉพาะหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ จะต้องนำมาสับและบรรเลงอีกอย่างน้อย
1 สัปดาห์
จนกว่าจะมีประเด็นใหม่ที่เอาออกมาล่อให้สื่อติดตาม
มันเป็นสัญชาติญาณของสื่อ
"ข่าวร้าย"คือ "ข่าวดี"
"ข่าวไม่ดี คือ ข่าวขายดี"
ที่สำคัญยังจะมีปฏิกริยาลูกโซ่ตามมาอีกหลายลูก
แม้กระแสการพิจารณางบประมาณ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญของประเทศชาติ กลับถูกกลบด้วยข่าวบ้าๆบอๆ
โดยไม่ทราบว่าใครเป็นคนก่อ และใครจะเป็นคนดับ
.........................................................
ส่วนเรื่องน้ำท่วม ผมมองว่าคนไทยมองเรื่องแบบนั้นเป็นงานประจำไปแล้วครับ
จะมีประเด็นเดียวที่ผู้คนจะหันไปมองคือเรื่องเขื่อนแก่งเสือเต้น แต่พักนี้
ngo ก็โดนกันออกจากเวทีการเมืองไปแล้ว โอกาสที่จะไปสนใจคงยาก
สิ่งอยากเห็นจริงๆตอนนี้กลับเป็นภาพหรือข่าวนายก เดินไปดูปัญหาคนเร่ร่อน
ขอซักครึ่งชั่วโมง แว้บๆไปดูให้ซักนิด ไปดูสถานที่เขาใหญ่ ไปดูโรงเรียนวิวัฒน์พลเมืองสถานที่ที่จะรับคนเร่ร่อนเหล่าั้นั้น
ภาพแบบนี้ นายกทำด้วยความจริงใจได้อยู่แล้ว
แก้ตัวด้วยการทำงาน อิ อิ
ช่วงนี้ทีมโฆษกต้องรีบออกภาพใหม่ออกมาให้ได้....อย่ามัวแต่จ้องตอบโต้อย่างเดียว
กิจกรรมใหนที่สร้างสรรค์รีบส่งภาพนั้นออกมาให้ประชาชนเห็น
หวังว่า วันเสาร์พรุ่งนี้ คงได้ยินเรื่องดีๆจากรายการนายกพบประชาชน
เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ครับ
เอ๊ะ ผมสอนหนังสือสังฆราชเสียแล้ว ขออภัย...
เด็กใหม่ (203.156.5.198)
19 ก.ย. 2546 20:20:02
ความคิดเห็นที่ 22
ยุคของผู้ปกครอง ที่ปากเอาแต่พูดๆ โดยไม่ยอมรับฟังใคร ทำให้ผู้คนยิ่งเกลียดชัง
เพิ่มขึ้น ยิ่งคนรอบข้างออกมาวางกล้ามใหญ่โต ก็แย่ลงไปทุกวัน
ผู้ยากไร้ (202.133.132.95)
19 ก.ย. 2546 22:23:15
ความคิดเห็นที่ 23
สวัสดีค่ะ คุณเด็กใหม่ ที่จริงความเห็นและการแนะนำของคุณเด็กใหม่ใน ความคิดเห็นที่
21 ดีค่ะ หวังว่าคุณทักษิณจะได้อ่านความคิดเห็นนี้ค่ะ เผื่อนำไปใช้เป็นไอเดียแก้ตัว
จะคอยติดตามพรุ่งนี้ว่าท่านจะว่าอย่างไรบ้าง
CA (203.170.154.200)
19 ก.ย. 2546 22:52:36
ความคิดเห็นที่ 24
เห็นด้วยกับความเห็นที่ 18 คงต้องยอมรับว่าทักษิณได้เปลี่ยนแปลงสร้างสีสรรในทางการเมืองเศรษฐกิจการสังคมทั้งภายในและระดับประเทศได้อย่างดี
แต่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติไม่ว่าจะทำอะไรอย่างน้อยผลกระทบย่อมมีอย่างน้อยสองด้านคือด้านดีหรือประโยชน์ขณะเดียวกันก็ย่อมต้องเสี่ยงกับด้านเสียหายหรือเสียประโยชน์ด้วย
ไม่มีอะไรได้มาเปล่าและเสียเปล่า จะเอาแต่ได้อย่างเดียวมันก็เกินไปมันก็ต้องมีการเสี่ยงบ้างเพียงแต่อัตราความเสี่ยงอยู่ในระดับใดควบคุมได้หรือรุ้เท่าทันปัญหาที่จะตามมาหรือไม่
เห็นด้วยกับนโยบายและผลงานของนายกทักษิณหลายอย่างหลายประการแต่ก็ยังหวั่นใจว่าทักษิณจะรักษาประโยชน์ของตนและพรรคพวกในรัฐบาลซึ่งเป็นชนชั้นร่ำรวยนายทุนใหญ่หรือจะรักษาประโยชน์ของชนส่วนใหญ่ที่ยังยากจน
จากประสบการชีวิตในการทำงานมา 40 กว่าปี เห็นตัวอย่างผู้นำหน่วยสองแบบใหญ่
ๆ คื่อ
พวกแรกกลัวลูกน้องไม่กล้าตัดสินใจอะไรทำงานไปวันวัน ตัวเองไม่โกงหรือไม่กล้าโกงแต่ปล่อยให้ลูกน้องอู้งานโกงกิน
พวกที่สองกล้าหาญกล้านำไม่กลัวลูกน้องควบคุมลูกน้องอยู่ในระเบียบวินัยทำงานได้มีประสิทภาพ
แต่ตนเองตุกติกเสียเองคนเดียว
ความจริงแล้วไม่ดีทั้งคุ่ แต่ในความเป็นจริงเราเลือกหัวหน้าหน่วยเองไม่ได้
ถ้าจะได้คงต้องสไตรค์หยุดงานขับไล่ซึ่งเคยทำแต่ทำไม่ได้ง่ายแล้วอย่างนี้เราจะเลือกใคร
ประสบการที่ผ่านมาพบว่าหัวหน้าหน่วยพวกที่สองทำงานมีประสิทฺธิภาพมากกว่านำหน่วยได้ก้าวหน้ากว่าพวกแรก
ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า กล้าได้กล้าเสียไม่เหมือนพวกแรกเอาตัวรอดกลัวลูกน้องไม่รัก
ประเมินผลงานแล้วพวกที่สองต้นทุนการทำงานถูกกว่าพวกแรก
ทำไงได้ถ้าทักษิณเป็นอย่างพวกที่สองหรือเราจะมีสิทธิเลื้อกเพียงแค่นี้
ไหน ๆ แสดงความเห็นแล้วขอเพิ่มนิดหนึ่ง เห็นด้วยทีควรมีการควบคุมการโฆษณาสินค้าทางสื่อต่าง
ๆ โดยเฉพาะทาง ทีวี ที่ห้ามโฆษณาไปในทางโน้มน้าววัยรุ่นให้ใช้สินค้าไม่จำเป็นและให้โทษ
เช่น สุรา บุหรี แต่อยากให้ครอบคลุมไปถึงสินค้าฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะ สินค้าโทรศัพท์มือถือ
ไม่ควรใช้พรีเซ็นเตอรที่เป็นวัยรุ่นหรือจับกลุ่มเป้าหมายที่วัยรุ่น ถ้าต้องการทำธุรกิจจริงจำเป็นต้องขยายตลาดควรเน้นไปที่กลุ่มลูกค้านักธุรกิจผู้มีรายได้แล้วและควรจำกัดเวลาเช่น
เหล้า บุหรี่ด้วย จึงจะน่าเชื่อว่าท่านนายกจริงใจไม่คำนึงถึงธุรกิจหลักของท่านและครอบครัว
จะสบายใจและเชื่อใจท่านมาก
คนไทยธรรมดา (203.113.38.9)
19 ก.ย. 2546 23:28:05
ความคิดเห็นที่ 25
ต้องอย่างนี้สิ ! เมืองไทย คนไทย
ต้องอย่างนี้ ถึงจะเรียกว่ากระทู้ วิจารย์สร้างสรรค์ ขอบคุณ คุณที่นำบทความเหล่านี้มาเผยแพร่ให้อ่านกัน
ความรู้ไม่จบสิ้น ท่านทั้งหลายโปรดติดตามตอนต่อไป
ถ้าจะให้เจ๋งกว่านี้ลองนำบทความจากหนังสือพิมพ์ ฉบับอื่นๆ (ในประเด็นเดียวกัน)
มาเปรียบเทียบดู แล้วเราจะได้รู้ว่าฉบับไหนเอียงซ้าย เอียงขวา ฉบับไหนกันที่เป็นกลางทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
ถึงเวลาแล้วที่เราประชาชนจะทำหน้าที่เป็นแมลงวันคอยตรวจสอบสื่อเสียก่อน
เมื่อพบว่าฉบับไหน น่ารังเกียจ โปรดให้โทษแก่มันโดยการไม่ซื้ออ่าน
ฉบับไหน ให้คุณ แก่ประชาชน ดูแล้วเป็นกลางมีเหตุมีผล ไม่เข้าใครออกใคร โปรดร่วมกันให้คุณ
โดยการประกาศบอกต่อ หรืออุดหนุน กันไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นกำลังใจแก่คนทำงาน
ว่า
ประเทศไทย ประชาชนมีคุณภาพ โดยไม่ต้องรอให้รัฐปฏิรูปการศึกษา ก็เท่าทันได้เหมือนกันพี่น้องเอ๋ย
ปัญญาคือบ่อเกิดของทุกสิ่ง ที่เราต้องการ อยากรุ้ ก็ได้รู้ อยากเห็นก็ได้เห็น
ขอแสดงความนับถือ และดีใจเป็นอย่างสูง
life_work2@hotmail (203.113.38.12)
19 ก.ย. 2546 23:48:05
ความคิดเห็นที่ 26
เห็นด้วยกับความเห็นที่18 การที่นายกออกมาพูดว่าให้ไปอยู่กับฝ่ายค้านถือว่าแย่มากๆ
ใช้อารมณ์ขาดภาวะผู้นำ อหังการ ท่านคงมองอะไรสวยหรูหมด ดีครับถ้าเป็นธุรกิจ
แต่รับรองว่าเมืองไทยหรือประเทศไหนในโลกก็ตาม ฟันธงว่าทำไม่ได้ เพราะประชาชนมีเกียรติ
มีศักดิ์ศรี มีความเป็นมนุษย์มีสิทธิ์ที่จะอยู่บนแผ่นดิน จะทำเป็นธุรกิจรายวัน
จับแพะชนแกะ จนงงหมด ถ้าท่านจริงใจ ท่านให้กลุ่มนายทุนมาทำอะไร งานอดิเรกแล้วคุณสันต์หละจะช่วยท่านไปถึงไหน
ตำรวจไทยป่น สื่อitvอีกเครื่องมือ ไม่ใช่ว่าเป็นฝ่ายใดผมเป็นกลางประชาธิปไตย
เมื่อเลือกแล้วทุกคนยอมรับ นายกไม่ทราบหรือท่านไม่รู้จัก และประชาชนคนรักทรท.ไม่รู้จักประชาธิปไตยหรือไง
ผมว่าเราควรวิพากวิจารณ์ เสนอแนะ(ท่านไม่ฟัง) สรุปว่า CEO เต็มรูปแบบ
บริษัท ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (202.133.154.25)
20 ก.ย. 2546 00:28:43
ความคิดเห็นที่ 27
ขอบคุณที่ชอบกระทู้แบบนี้ครับ ถ้าเราเอาตัวเองออกจากเหตุการณ์ ช่วยกันมองช่วยกันพูด
ผมคิดว่าบอร์ดเสรีแบบนี้น่าจะเป็นเวทีประชาสังคม(ขออภัยใช้คำ ปชป.) แม้ไม่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไร
แต่อย่างน้อย คงำให้เรามองอะไรๆได้รอบคอบรอบด้านมากขึ้น
บทความที่ผมไปยกมามิได้มุ่งหมายสนับสนุนแนวคิดของตนเอง มันเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของกระทู้
ซึ่งผมให้ค่าเพียง 1 ความเห็นเท่านั้นครับ ชอบหรือไม่ชอบย่อมเป็นสิทธิ์ส่วนตนและชอบที่จะวิพากษ์คนวิพากษ์อีกต่อหนึ่งครับ
เด็กใหม่ (203.156.5.198)
20 ก.ย. 2546 01:00:31
ความคิดเห็นที่ 28
ตรงนี้เป็นบทบรรณาธิการของไทยรัฐ สรุปได้ชัดเจนครับ....แค่การมีส่วนร่วม...เท่านั้นจริง
.........................................................
แค่การมีส่วนร่วม
วันแรก เห็นบอกนักข่าวว่าอย่าไปให้ความสำคัญ ต่อคำวิจารณ์ของนักวิชาการแบบ
สภากาแฟ เลยเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีจะยึด ขันติธรรมมากขึ้น ในการรับฟังความคิดเห็น
ที่แตกต่าง ด้วยบรรยากาศของประชาธิปไตย แต่วันต่อมากลับกลายเป็นว่า การตอบโต้นับวันจะเกรี้ยวกราดมากขึ้นทุกที
นายกรัฐมนตรีถึงกับเปล่งวาทะ จะมากินเงินเดือนหลวงทำไมวะ... พร้อมทั้งไล่นักวิชาการให้ไปเป็นฝ่ายค้าน
ทุกฝ่ายน่าจะรับฟังคำเตือนของ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนชื่อดัง
ของเมืองไทย เขาแนะนำว่า ต้องใช้การเจริญสติภาวนา กำหนดลมหายใจรู้ตัวทั่วพร้อม...จะเห็นว่า
ทุกคนเสมอกันหมด ไม่มีใครฉลาดหรือไม่มีใคร่โง่ ทุกคนเป็นมิตรกับเราหมด คนที่
เขาติเตียนไม่ใช่เพราะเขาหวังร้าย... การที่ นึกว่าตัวเองรู้หมด มันอันตราย
เพราะจะเกิดความอหังการ และรู้สึกว่าคนอื่นโง่
มีคำสอนของท่านพระพุทธทาสเรื่องหนึ่ง ซึ่งรู้จักกันอย่างแพร่หลายในหมู่ ชาวพุทธ
นั่นคือ การไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็น ตัวกู และ ของกู คำว่า ตัวกู
ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อหังการ นั่นเอง และถ้าถือว่าเป็น ของกู ก็จะตรงกับคำ
มมังการ คล้ายกับพระราชดำรัส ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส ที่ว่า
ข้าคือรัฐ หมายความว่า ข้าคือฝรั่งเศส และฝรั่งเศสก็คือของข้า
แต่ในสังคมประชาธิปไตย ประเทศไทยมิใช่ของใครคนใดคนหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว
แต่เป็นของปวงชนชาวไทย ถ้าจะเปรียบ เทียบกับบริษัท คนไทยกว่า 60 ล้านคน ก็เป็นผู้ถือหุ้น
คนละหนึ่งหุ้นโดยเท่าเทียมกัน โดยมีข้าราชการเป็นพนักงานบริษัท ส่วนนายกรัฐมนตรีและ
คณะรัฐมนตรี นอกจากจะมีหุ้นคนละหุ้นเหมือนกันแล้ว ยังได้รับมอบหมายให้เป็นคณะผู้บริหาร
และ กินเงินเดือนหลวง เหมือนข้าราชการอื่นๆ
ฝ่ายค้านก็ต้อง กินเงินเดือนหลวง ซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชน เช่นเดียวกับ
นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพราะฝ่ายค้านจะต้องทำหน้าที่ ตรวจสอบและควบคุม
การบริหารบ้านเมืองของรัฐบาล ให้เป็นไป เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ผู้เป็นเจ้าของประเทศ
ส่วนนักวิชาการก็เป็นข้าราชการ และต้อง กินเงินเดือนหลวง เพื่อทำหน้าที่ของ
ตนให้สมบูรณ์ ตามที่ได้รับมอบหมาย
กล่าวโดยสรุปก็คือ ทุกคนต่างก็ กินเงินเดือนหลวง เหมือนๆกันหมด ยกเว้นแต่
ชาวบ้านทั่วไปและลูกจ้างของเอกชน ผู้ ไม่ได้เป็นข้าราชการ ไม่ได้เป็น ส.ส.
หรือ ส.ว. หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในองค์กรอิสระต่างๆ การที่นักวิชาการซึ่งเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ
กินเงินเดือนหลวง จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา ต่างกันแต่ว่าแต่ละคนจะทำหน้าที่ของ
ตนตามที่ได้รับมอบหมายหรือไม่
ถึงวันนี้ ประชาธิปไตยของไทยได้เดินทางมาเป็นเวลากว่า 70 ปี จะต้องเป็น ระยะทาง
ที่ยาวไกลพอสมควร ถ้าหากจะไม่ต้องเสียเวลาไปมาก เพราะอุปสรรคและปัญหาต่างๆ
ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ ฉบับ 2540 เป็นฉบับปัจจุบัน มุ่งที่จะเปลี่ยน
แปลงประชาธิปไตยไทย จากแบบ ตัวแทน มาเป็นแบบ ประชาชนมีส่วนร่วม การแสดงความคิดเห็น
คือการมีส่วนร่วมธรรมดา.
บทบรรณาธิการไทยรัฐ 17 กันยานย 2546
เด็กใหม่ (203.156.5.198)
20 ก.ย. 2546 01:08:03
ความคิดเห็นที่ 29
อีกบทความครับ นี่จากมติชน 18 มิย.ครับ
...................................................
ยังเป็นเรื่องน่าเสียดายที่กรณีของ นายธีรยุทธ บุญมี ได้นำไปสู่สถานการณ์
"โอยัวะ" สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เป็นเรื่องน่าเสียดายทั้งต่อ นายธีรยุทธ บุญมี
ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นเรื่องน่าเสียดายต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และต่อรัฐบาลโดยองค์รวม
น่าเสียดายเพราะว่า "ปฏิกิริยา" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เด่นชัดอย่างยิ่งว่าเป็นปฏิกิริยาจากพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์
กระทั่งมองข้ามรายละเอียดในการบรรยายพิเศษของ นายธีรยุทธ บุญมี ไป
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า นายธีรยุทธ บุญมี ได้รับเชิญให้ไปบรรยายพิเศษต่อสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เป็นการบรรยายในหัวข้อ "การเมืองภาคประชาชน"
เป็นการบรรยายภายใต้หัวเรื่อง "การปลดปล่อยกระบวนทัศน์การพัฒนาประเทศจากการครอบงำโดยตะวันตก"
นี่ย่อมเป็นทิศทางเดียวกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของรัฐบาล ของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร และของพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะเรียกว่าการพัฒนา 2 แนวทาง หรือ Dual
Track ในที่สุดแล้วก็คือ การพัฒนาเพื่อความเป็นตัวของตัวเอง
นั่นก็คือ การพัฒนาเพื่อให้หลุดพ้นจากการครอบงำโดย "ตะวันตก"
หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ความสนใจกับแก่นแกนหลักที่ นายธีรยุทธ บุญมี
นำเสนออย่างเป็นระบบอย่างแท้จริง
ปฏิกิริยาย่อมไม่ประเมินออกมาว่าเสมอเป็นเพียง "สภากาแฟ"
น่ายินดีที่นอกเหนือจากการบรรยาย และนอกเหนือจากการทำ "บางส่วน"
ของคำบรรยายให้กับสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนผู้สื่อข่าว
นายธีรยุทธ บุญมี ได้จัดทำคำบรรยายมาเป็นบทความอย่างละเอียด
มอบให้ "มติชนสุดสัปดาห์" ตีพิมพ์อย่างครบถ้วน สมบูรณ์
ความครบถ้วนและสมบูรณ์ในที่นี้ ทาง 1 แสดงให้เห็นถึงกระบวนการศึกษาอย่างรอบคอบและรัดกุมของ
นายธีรยุทธ บุญมี ทั้งในเรื่องกระบวนทัศน์การพัฒนาที่มีขึ้นและดำรงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในส่วนที่เขาเห็นว่ามีลักษณะครอบงำจากตะวันตก
ในฐานะที่ทำหน้าที่ "รื้อ" ในกรอบของ WESTERN และ POST-WESTERN
กระทั่งปรากฏเป็นหนังสือต่อเนื่องกันถึง 4 เล่ม
ขณะเดียวกัน ทาง 1 ในฐานะที่เป็นนักวิชาการซึ่งพยายามที่จะสร้างฐานคิดที่มองไปสู่อนาคตในทางสังคมด้วยความรับผิดชอบ
นายธีรยุทธ บุญมี ก็นำเสนอ หลักคิดพื้นฐานของคนไทยในการสร้างกระบวนทัศน์สร้างประเทศอย่างมีเสรีภาพด้วยตัวของตัวเอง
ในความเป็นจริง ปฏิบัติการของ นายธีรยุทธ บุญมี มิได้กระทำแบบตีหัวเข้าบ้านแล้วหลบไปอยู่ในห้องสมุดแต่อย่างใด
ประเด็นอยู่ที่ว่าได้ "อ่าน" ของเขาอย่างมีโยนิโสมนสิการหรือไม่
ตรงนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
คล้ายกับ "ปฏิกิริยา" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อ นายธีรยุทธ
บุญมี จะสะท้อนลักษณะที่ปฏิเสธต่อบทบาทของปัญญาชน นักวิชาการ
หากมองเข้าไป "ภายใน" ของรัฐบาล "ภายใน" ของพรรคไทยรักไทย
ก็จะต้องยอมรับว่า ทั้งรัฐบาล ทั้งพรรคไทยรักไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ
ชินวัตร มิได้ปฏิเสธบทบาทของปัญญาชน นักวิชาการ
รองนายกรัฐมนตรีอย่าง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อย่าง ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
เป็นปัญญาชน นักวิชาการ หรือไม่
ที่ปรึกษาอย่าง นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ เป็น ปัญญาชน นักวิชาการ หรือไม่
ในความเป็นจริง การก่อรูปขึ้นของพรรคไทยรักไทยอาศัยพลังทางปัญญาของปัญญาชนและนักวิชาการอย่างสูง
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หลายอย่างของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็อยู่บนฐานทางวิชาการเช่นเดียวกัน
เพียงแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เลือกที่จะใช้ปัญญาชน นักวิชาการ ที่พูดภาษาเดียวกันเท่านั้นเอง
ตรงนี้แหละที่หลายคนแสดงความห่วงใยและเกรงว่าจะทำให้เสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย
หากใช้สำนวนของท่าน "โอวิด" นักรักแห่งยุคโรมันก็ต้องว่า อย่ารังเกียจ
ปัญญาชน นักวิชาการ เลย เพราะหากท่านปิดประตู ปัญญาชน นักวิชาการ ก็จะเข้ามาทางหน้าต่าง
ปัญญาชน นักวิชาการ และ ความเห็นของพวกเขาจะเป็นเสมือน "เงา" ที่ติดกับ
"ร่าง"
ไม่ว่าจะถูกหยามหยันอย่างไร แต่โดยภาระหน้าที่ต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็น นายธีรยุทธ
บุญมี หรือ นายอัมมาร สยามวาลา ก็จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
เป็นหน้าที่ในฐานะ "กระจก" โดยมิได้หวังที่จะไต่เต้าอะไรในทาง
"การเมือง"
เด็กใหม่ (203.156.5.198)
20 ก.ย. 2546 01:12:42
ความคิดเห็นที่ 30
กระจกที่ว่านี้ คงเป็นกระจกฝ้ามากกว่ากระจกใส ตัวกระจกเองก้อมั่วโลกีย์หลายอย่าง
บางคนเป็นหมอ แต่ก้อเป็นหมอ ไม่มีสมอง เหมือนหมอทั่วไป ทั้งฝ้า ทั้งฟาง จะไปให้ใครส่องอะไรเห็นภาพ
ซักล้างตัวเองก่อนดีกว่า
323 (63.184.1.10)
20 ก.ย. 2546 01:18:31
ความคิดเห็นที่ 31
และในที่สุด ก็มาถึงบทความเจ้าปัญหา โปรดอ่านด้วยความพินิจฯ เพราะนี่คือตัวจริงเสียงจริงของ
ธีรยุทธ บุญมี (ส่วนที่เป็นข่าวถูกใส่สีตีไข่จนจำหน้าไม่ได้)
..........................................................
การปลดปล่อยกระบวนทัศน์ การพัฒนาประเทศ จากการครอบงำโดยตะวันตก
หมายเหตุมติชนสุดสัปดาห์ : เนื้อหาของบทความนี้เป็นคำบรรยายพิเศษของ นายธีรยุทธ
บุญมี อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ "การเมืองภาคประชาชน"
เรื่อง "การปลดปล่อยกระบวนทัศน์การพัฒนาประเทศจากการครอบงำโดยตะวันตก"
ต่อสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งมี นายอานันต์ ปันยารชุน
เป็นประธาน เมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา
หัวข้อการพูดในวันนี้ฟังดูคล้ายภาษาของ "ซ้ายสุดขอบ" เรื่องจักรวรรดินิยม
ลัทธิอาณานิคม และการปลดปล่อยซึ่งเป็นเรื่องเก่าแก่ แต่ถ้าใช้หัวข้อภาษาอังกฤษว่า
Liberating the Development Paradigm หรือ Libarating the Western Hegemonic
Paradigm ก็คงจะฟังดูเป็นกลางมากกว่า ซึ่งเป็นความตั้งใจของบทความนี้ที่จะพูดถึงกลไกการทำงานที่ละเอียดอ่อนของกระบวนทัศน์ตะวันตกที่ครอบงำนโยบายพัฒนาประเทศ
รวมทั้งนโยบายต่างประเทศของบ้านเรา
อย่างไรก็ตาม ในบทความนี้จะพูดถึง 2 ประเด็นสำคัญคือ
1.ภารกิจของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามความคาดหวังของประชาชน
2.โลกยุคเปลี่ยนผ่านกับการปลดปล่อยกระบวนทัศน์การสร้างประเทศให้พ้นจากภาวะการครอบงำทางปัญญา
1.ความคาดหวังของประชาชนต่อสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 2540 มีอยู่หลายประการ มีบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติ หรือเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ผมจะขอชี้แจงแง่ 3 แง่ ดังนี้
1.1 ความคาดหวังในการขยายสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน
เจตจำนงประการแรกคือการขยายสิทธิโดยเฉพาะด้านสังคม ชุมชน สภาพแวดล้อมแก่ประชาชน
โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าทางวิชาการแบ่งสิทธิเป็น 3 รุ่น หรือ 3 ด้าน คือ
สิทธิทางการเมือง (political right) ซึ่งได้แก่ สิทธิการเลือกตั้ง สิทธิการตั้งกลุ่ม
องค์กร พรรคการเมือง เสรีภาพในการแสดงความเห็น สิทธินี้เป็นที่มาของ การเมืองระบอบประชาธิปไตย
ซึ่งในประเทศไทยจุดเริ่มต้นที่ไม่ใช่จุดแรกแต่เป็นจุดเริ่มต้นในเชิงปฏิบัติก็คือเหตุการณ์
14 ตุลาคม 16
สิทธิพลเมืองหรือสิทธิความเป็นอารยะ (civil right) เป็นสิทธิด้านที่ 2 คือ
สิทธิในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเสรีภาพด้านต่างๆ อันนี้เป็นที่มาของ ระบบเศรษฐกิจแบบทุนหรือเสรีนิยม
ซึ่งในบ้านเราก็เติบโตหลัง 14 ตุลาคม 16 เช่นกัน
สิทธิด้านหรือช่วงที่ 3 คือ สิทธิสังคม (social rights) สิทธิชุมชน (community
right) วัฒนธรรม (cultural-identity right) สิ่งแวดล้อม (environmental right)
อันนี้เป็นที่มาของระบบสวัสดิการ (welfare system) เช่น การแพทย์ การศึกษา
การประกันการตกงาน
ซึ่งแนวคิดนี้ปรากฏชัดเจนขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และบางส่วนรัฐได้จัดทำแล้ว
แต่บางส่วนโดยเฉพาะสิทธิชุมชน วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ยังเป็นประเด็นการต่อสู้ต่อรองระหว่างรัฐและการเมืองภาคประชาชนอย่างเข้มข้นในปัจจุบัน
สิทธิในด้านนี้ถือเป็นภาระหน้าที่ที่คณะกรรมการชุดนี้ได้มีบทบาทและก็ควรพยายามเพิ่มบทบาทให้มากขึ้น
ทั้งในแง่เป็นผู้ให้ความรู้แก่ประชาชน เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน เน้นมีกฎหมายที่รับรองสิทธิของประชาชน
1.2 ภารกิจในการรอมชอมแก้ข้อขัดแย้ง
รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งได้จัดตั้งองค์กรอิสระต่างๆ อาทิ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
คณะกรรมการ กทช. และ กสช. ก็เพื่อให้เป็นที่รอมชอม ตกลงผลประโยชน์ระหว่างรัฐกับเอกชน
หรือระหว่างรัฐกับกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ อาทิ กรรมกร เกษตรกร กลุ่มอุตสาหกรรม
การค้าต่างๆ สภาที่ปรึกษาฯ ควรเป็นตัวกลางรอมชอมหรือเป็นผู้สร้างบรรทัดฐาน
กฎเกณฑ์ในการแก้ไขความขัดแย้ง (conflict resolution) ดังกล่าว แต่สังคมยังไม่ได้เห็นบทบาทในส่วนนี้ของสภาที่ปรึกษาฯ
ชัดเจนนัก
เป็นที่น่าสนใจว่าแม้สปิริตรัฐธรรมนูญ 2540 ในการตั้งองค์กรอิสระดังกล่าวเพื่อกระจายอำนาจ
แต่เรากลับได้เห็นปรากฏการณ์ที่สวนกระแส คือ ในปัจจุบันรัฐกลับเป็นผู้ผูกขาดการจัดสรรผลประโยชน์เศรษฐกิจต่างๆ
ของประเทศเกือบจะโดยผู้เดียว โดยดูเหมือนจะได้รับฉันทานุมัติจากเสียงสังคมด้วย
แต่ในระยะยาวและในความเป็นจริง รัฐรอมชอมประโยชน์ กระจายประโยชน์เศรษฐกิจได้ดีหรือไม่
หรือกระจุกประโยชน์อยู่กับธุรกิจบางกลุ่ม เป็นเรื่องที่คงจะชัดเจนขึ้นในอนาคต
1.3 ภารกิจในการให้สติรัฐและประชาชนในปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและสังคม
เจตนารมณ์อีกประการหนึ่งซึ่งดูจะยังไม่บรรลุผลคือ การสร้างอำนาจการตรวจสอบ
ถ่วงดุลรัฐให้กับสังคม ประชาชนต้องการให้คณะกรรมการชุดนี้รวมทั้งชุดอื่นๆ
อาทิ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
ฯลฯ ทำหน้าที่ตรวจสอบ สร้างองค์ความรู้ หรือมีบุคลากรที่มีหน้าที่เสนอทางเลือกใหม่
ท้วงติง ให้สติ ให้สัญญาณเตือนภัยในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเคยส่งผลเสียหายรุนแรงแก่ประเทศชาติและประชาชนมาแล้ว
ผมอยากเห็นคณะกรรมการนี้มีทั้งโครงสร้างและกิจกรรมดังกล่าวมากขึ้น และควรได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐอย่างเต็มที่ด้วย
2. โลกยุคเปลี่ยนผ่านกับการปลดปล่อยกระบวนทัศน์การสร้างประเทศจากภาวะการครอบงำทางปัญญา
ประเด็นนี้ผมนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกันและกัน วัตถุประสงค์ของผมก็คือ
เพื่อให้ประเทศเราปลดปล่อยตัวเองจากการผูกพันกับกระยวนทัศน์นิยมตะวันตก (westernism)
ซึ่งครอบงำสังคมและชนชั้นนำในสังคมมานานโดยเราไม่รู้ตัว
วันนี้โดยบังเอิญเป็นวันครบรอบ 2 ปีของการระเบิดตึก World Trade ในสหรัฐอเมริกา
ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งของการเมืองโลก
นักประวัติศาสตร์การเมืองโลกแบ่งโลกสมัยใหม่เป็น 3 ช่วงใหญ่ คือ
ช่วงแรก หลังสงครามนโปเลียนในยุโรปจนถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 คือ จาก
ค.ศ.1814-1918 ช่วงนี้เป็นช่วงกระบวนความคิดที่ครอบงำโลกคือความคิดแบบชาตินิยม
ความขัดแย้งคือความขัดแย้งแบบชาติหรือเผ่าพันธุ์นิยม (ethnocentric และ racial
conflicts) ความขัดแย้งหลักในโลกคือการทำสงครามล่าอาณานิคมเพื่อประโยชน์ของชาติมหาอำนาจต่างๆ
ซึ่งส่งผลให้เกิดสงครามที่สร้างความเสียหายระดับโลกเป็นครั้งแรก
ช่วงที่สอง เริ่มตั้งแต่ปี 1917-1989 เป็นช่วงที่กล่าวได้ว่าได้เริ่มความขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์
(ideologies) ระหว่างค่ายอุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งนำโดย Woodrow Wilson
กับค่ายลัทธิสังคมนิยมและการปฏิวัติซึ่งนำโดย Lenin ช่วงความขัดแย้งนี้คร่อมผ่านความขัดแย้งแบบชาตินิยมซึ่งปะทุอีกหนในช่วงสงครามโลกครั้งที่
2 จากนั้นจึงค่อยก้าวมาเป็นความขัดแย้งหลักในช่วงสงครามเย็นจนถึงการล่มสลายสหภาพโซเวียตในปี
1989 ช่วงนี้วงวิชาการเรียกเป็นยุคความขัดแย้งของอุดมการณ์ประวัติศาสตร์
(ideological หรือ historical conflicts) กล่าวคือ ทั้ง 2 ค่ายเชื่อในปรัชญาประวัติศาสตร์แบบก้าวหน้า
ค่ายเสรีนั้นเชื่อว่าโลกจะก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยและความสมบูรณ์ทางวัตถุ
ค่ายสังคมนิยมเชื่อคล้ายกันแต่เชื่อในวิธีการที่ต่างกัน พอหมดช่วงนี้นักคิดบางคนจึงเรียกว่ายุคจุดจบของประวัติศาสตร์
(The end of history) ซึ่งก็โดยความหมายว่าไม่มีความขัดแย้งในเชิงลัทธิประวัติศาสตร์อีกต่อไป
ช่วงที่สาม คือช่วงปัจจุบันซึ่งเป็นช่วงของความผันผวน เปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ
การเงิน เทคโนโลยี และความขัดแย้งการเมืองใหม่ นักวิชาการเรียกยุคใหม่นี้ต่างกัน
บางคนเรียกยุคแห่งความผันแปรหรือเปลี่ยนผ่าน ยุคหลังสมัยใหม่หรือยุคอุตสาหกรรม
ยุคโลกาภิวัตน์
นักวิชาการมองความขัดแย้งหลักของโลกยุคนี้จะเป็นความขัดแย้งทางค่านิยมและวัฒนธรรม
(value cultural หรือ civilizational conflicts) ดังนาย Huntington ได้ทำนายถึงความขัดแย้งทางอารยธรรม-วัฒนธรรมระหว่างวัฒนธรรม
"ตะวันตก" กับวัฒนธรรม "อิสลาม" และก็ได้เกิดเหตุการณ์
11 กันยายน 2001 และสงครามอัฟกานิสถาน สงครามอิรักขึ้น ส่วนความขัดแย้งกับกลุ่มวัฒนธรรมอื่นๆ
เช่น โซเวียต จีน ญี่ปุ่น ก็อาจจะเกิดตามขึ้นมาในอนาคต
ในทั้งสามช่วงนี้ซึ่งความขัดแย้งได้เปลี่ยนจากความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์มาสู่ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์-ประวัติศาสตร์
มาสู่ความขัดแย้งเชิงค่านิยม-วัฒนธรรม ตะวันตกได้ครอบงำกระบวนทัศน์หรือกระบวนคิดของผู้คนในที่ต่างๆ
ในโลก
กระบวนความคิดนี้ทำงานครอบงำความรู้ ความเชื่อ ความชื่นชมศิลปะ วัฒนธรรม
ความงาม ความหมาย เป้าหมายของชีวิตของผู้คนในโลกอีกชั้นหนึ่งอย่างแนบเนียน
นับเป็นเครื่องมือสำคัญให้ชาติตะวันตกได้เปรียบเหนือชาติอื่นๆ ในเรื่องอำนาจและประโยชน์ในทางการทหาร
การเมือง และเศรษฐกิจ เราย่อสรุปการครอบงำเชิงกระบวนทัศน์ในประวัติศาสตร์ช่วงต่างๆ
ได้ดังนี้
(ก) ในช่วงแรกตะวันตกได้สร้างมายาคติว่าด้วยต้นกำเนิดที่รุ่งเรืองคลาสสิคทางความคิด
การเมือง ปรัชญา ศิลปะ ในอารยธรรมของกรีกโบราณ ซึ่งตะวันตกเป็นผู้สืบทอดโดยตรง
จึงมีฐานะที่จะครอบงำโลกได้ แต่เนื่องจากในความเป็นจริงชาวยุโรปเป็นพวกเร่ร่อนที่เข้ามาตีกรีกและโรมัน
และกว่าที่จะหวนกลับมารื้อฟื้นศึกษางานของกรีกโรมันอีกก็ในราว ค.ศ.1500 ซึ่งทิ้งช่วงห่างกัน
1000 ปี
พวกเขาจึงต้องสร้างความคิดว่ามนุษย์มีแก่นแท้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความเป็นชาติพันธุ์
ภาษา ซึ่งตะวันตกสืบต้นตอเดียวกันมากับกรีก ซึ่งสูงส่งกว่าพวกเซมิติกคือพวกอาหรับ
และพวกเอเชียทั้งหลาย
นี่เป็นต้นตอหนึ่งของ ลัทธิชาติพันธุ์หรือเชื้อชาตินิยม ซึ่งเป็นที่มาของสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จำนวนมากอยู่จนถึงปัจจุบัน
เพื่อให้บรรลุมายาคตินี้ นักวิชาการตะวันตกได้ใช้วิธีการที่แสดงอคติปั้นแต่งข้อมูล
บิดเบือนประวัติศาสตร์ สร้างข้อสรุปที่เป็นแบบนิทานขึ้นอย่างโจ่งแจ้งเปิดเผย
กระบวนทัศน์และความรู้ที่บิดเบือนเหล่านี้ถูกบรรจุในตำราเรียนของตะวันตก
ซึ่งมักถูกคัดลอกนำไปใช้ในประเทศต่างๆ ที่ชื่นชมในความเหนือกว่าทางวิทยาการของตะวันตก
จนเป็นความเชื่อร่วมกันไปทั่วโลก
ผู้นำการเมืองในประเทศ "โลกที่สาม" ส่วนใหญ่จึงชื่นชมตะวันตกแต่บางส่วนก็พยายามสร้างความเป็นชาตินิยมของตนขึ้นมาทัดทานตะวันตก
(ข) ในช่วงความขัดแย้งทางอุดมการณ์และประวัติศาสตร์ระหว่าง 1917-1989 ตะวันตกก็ได้ย้ำมายาคติอุดมการณ์อิสรชน
ปัจเจกชน หรืออุดมการณ์สาธารณรัฐ อุดมการณ์ประชาธิปไตยที่สูงส่ง ซึ่งมีต้นกำเนิดที่กรีกผ่านมายังอิตาลี
ฝรั่งเศส อังกฤษ และอเมริกา ขณะเดียวกันอุดมการณ์ตลาดเสรีของตะวันตกซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจึงเป็นสิ่งที่สูงส่ง
มีประสิทธิภาพในการจัดสรรความสุขให้แก่มนุษย์ทั่วไปในโลกได้ด้วย
อุดมการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดประวัติศาสตร์เส้นตรงที่เป็นขั้นตอนคือ สังคมอื่นๆ
ที่ไม่ใช่ตะวันตกต้องผ่านจากสังคมป่าเถื่อน ล้าหลัง มาเป็นสังคมจารีตประเพณี
ต้องผ่านกระบวนการพัฒนา (modernization) จึงจะเป็นสังคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัย
อีกนัยหนึ่งก็คือ ทั่วโลกต้องก้าวตามหลังประเทศตะวันตกไปโดยตลอด
นี่เป็นกระบวนทัศน์เวลาแบบเส้นตรง (linean time) และเทคโนโลยีแบบเส้นตรง
(linean technology) กระบวนทัศน์การพัฒนาทรงพลังที่สุดมากกว่ากระบวนทัศน์ใดๆ
เพราะในช่วงประมาณครึ่งศตวรรษที่ผ่านมามนุษย์มากกว่า 2 ใน 3 ของโลกได้รับผลกระทบจากแนวคิดนี้
จากชาวนาพวกเขากลายเป็นกรรมกร แรงงานรับจ้าง จากประเทศพึ่งตนเองเป็นประเทศที่มีหนี้สิน
จากประเทศที่มีสภาพแวดล้อมที่มีวัฒนธรรมที่ดีเป็นประเทศสภาพแวดล้อม-วัฒนธรรมเสื่อมโทรม
แน่นอนว่าเราไม่อาจรื้อฟื้นอดีตหรืออยู่ติดกับอดีตโดยไม่เปลี่ยนแปลงได้ แต่เราควรเป็นผู้เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นผู้รู้
ผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง นี่เป็นกระบวนทัศน์ที่เป็นอีกแอกหนึ่งซึ่งต้องปลดปล่อย
(ค) ในช่วงความขัดแย้งเชิงค่านิยม-วัฒนธรรม ปัจจุบันเป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นเป็นผู้นำของโลกตะวันตก
และเป็นมหาอำนาจเดียวของโลกตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกากำลังยัดเยียดให้เรายึดมั่นในกระบวนทัศน์แบบชื่นชมวัตถุมากกว่าวัฒนธรรม
แบบกล้าตัดสินใจกล้าเสี่ยงเพื่อผลกำไร และค่านิยมแบบ CEO ซึ่งสรุปได้ดังนี้คือ
(1) การเชิดชูค่านิยมปัจเจกชน การรักความเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneur)
การบุกเบิก กล้าเสี่ยง วิถีชีวิตชื่นชมวัตถุ วัฒนธรรมฉาบฉวยแบบ Mcdonaldization
ของอเมริกัน ถือเป็นค่านิยมสากลที่จะขยายตัวไปเป็นองค์ประกอบหลักของโลกโลกเดียว
ศูนย์กลางเดียวแบบโลกาภิวัตน์ฉบับวอชิงตัน ช่วงนี้ได้เกิดค่านิยมวัฒนธรรม
CEO ค่านิยมและวัฒนธรรมอื่นๆ ของอิสลาม แอฟริกา เอเชีย จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย
แม้กระทั่งของยุโรปเอง คือเป็นค่านิยมวัฒนธรรมที่ยังล้าหลัง ต้องถูกดัดแปลงแก้ไขกระทั่งถูกขจัดกวาดล้างไป
(2) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานใหญ่ของโลกยุคปัจจุบันมี 2 ด้าน
1 คือการเปลี่ยนแปลงในโลกการเงินซึ่งทุนการเงินขยายตัวข้ามพรมแดนประเทศ จึงเกิดระบบค่าเงินลอยตัว
มนุษย์จึงต้องให้ความสนใจกับภาวะนามธรรมของนามธรรม คือค่าของค่า (เงิน) จึงยิ่งถูกผลักให้อยู่ห่างจากโลกของความจริงมากยิ่งขึ้น
ตามที่เคยมีปรากฏการณ์ว่านักธุรกิจแบบ E-economy เลิกให้ความสนใจเศรษฐกิจของความจริง
(brick and mortar economy) นี่เป็นภาวะแปลกแยกจากโลกธรรมชาติและโลกความจริงของมนุษย์ที่เพิ่มมากขึ้น
ส่วนที่ 2 คือการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีชีวภาพและการสื่อสาร ซึ่งก็ทำให้มนุษย์รู้สึกตัวอยู่ห่างจากธรรมชาติ
เพราะสามารถเปลี่ยนดัดแปลงหรือสร้างธรรมชาติขึ้นใหม่ได้ด้วยเทคโนโลยีทั้งสองนี้
(3) การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดความคิดโดยเชิงนามธรรม ตัดขาดจากความเป็นคน
ความเป็นธรรมชาติ ความเป็นสามัญมากขึ้น
มนุษย์คิดว่าตัวเองจะมีอำนาจเหนือธรรมชาติมากขึ้น จนมีลักษณะเหมือนเป็นอำนาจเหนือจริง
(magic) เป็นยุคของตำนาน (myth) ที่อยู่เหนือกาลเวลาหรือประวัติศาสตร์
จึงเป็นที่สังเกตว่าปัจจุบันภาพยนตร์ นิยายในแนวทางเหนือจริงหรือตำนานวีรบุรุษแบบเทพยดาจะอยู่ในกระแสนิยมมาหลายปีติดต่อกัน
อาทิ ภาพยนตร์แนววีรตำนานและเหนือจริงแบบ Star wars, Lord of the rings,
Matrix, Harry Potter, Charlie"s Angels, The Terminator, Dio Hard
ภาพยนตร์จีน แบบ megical realism หรือ surrealism ฯลฯ วรรณกรรมเชิงเหนือจริง
แฟนตาซี หรือที่หมกมุ่นกับตัวเองเป็นที่นิยมอย่างมาก และคาดว่าจะเป็นแนวโน้มไปอีกช่วงหนึ่ง
สังคมที่ทั้งรุ่มรวยและเคร่งเครียดวิตกกังวลมักยึดติดกับตัวเองมากกว่าส่วนรวมหรือมนุษยชาติ
แบ่งขั้วมนุษย์เป็นคนดี คนชั่วร้าย (goods และ evils) เป็นที่มาของวิธีคิดที่เอื้อต่อการเผด็จอำนาจและความรุนแรง
(4) แต่ในความเป็นจริงโลกปัจจุบันยังผันแปรไม่แน่นอนจากการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกาภิวัตน์
เทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมือง และผลข้างเคียงจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
เช่น โรคเอดส์ วัวบ้า ไข้หวัดซาร์ส การก่อการร้าย
ผู้คนซึ่งไม่มีความมั่นคงในชีวิตประจำวัน บวกกับการหลงเพลินกับโลกวัตถุ พอใจที่จะมีผู้นำที่มีอำนาจเหนือจริงแบบเวทมนตร์ที่จะสร้างความมั่นคงทางจิตใจแก่พวกเขา
เพื่อแก้ปัญหาหรือสร้างความสำเร็จอย่างรวดเร็วปานเนรมิตหรือผู้นำที่มีลักษณะเทพยตำนานหรือวีรตำนาน
พวกเขาจะถูกระดมให้เข้าร่วมในอุดมการณ์ของผู้นำในทำนองเดียวกับที่คนอเมริกันถูกชักนำให้สนับสนุนสงครามอิรักของประธานาธิลดีบุชได้โดยง่าย
ภาวะที่มนุษย์เปลี่ยนวิธีคิดจากแนวประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ใต้อำนาจกาลเวลา
มาเป็นแนวเทพยตำนานหรือวีรตำนาน ซึ่งอยู่เหนือกาลเวลาและโลกของความเป็นจริง
ในอดีตมักนำไปสู่ความไร้เหตุผลจนถึงความรุนแรงที่บ้าคลั่ง เช่นในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่
1 และในยุคฟาสซิสต์และนาซี เป็นต้น
(5) วัฒนธรรม CEO ก็คือวัฒนธรรมเชิดชูวีรตำนานหรือเทพยตำนานของผู้ที่จะเนรมิตสิ่งต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็วแห่งยุคสมัยใหม่นั่นเอง พวกเขาจะเป็นตัวแทนของพระศรีอาริย์ฉบับวอชิงตันหรือฉบับอเมริกันนั่นเอง
3. หลักคิดพื้นฐานของคนไทยในการสร้างกระบวนทัศน์สร้างประเทศอย่างมีเสรีภาพด้วยตัวของตัวเอง
ในภาวะดังกล่าว คนไทยควรยึดถือหลักคิดพื้นฐานอย่างไรที่จะสลัดจากพันธนาการกระบวนทัศน์แบบนิยมตะวันตก
? ควรทำความเข้าใจด้วยว่าเราปลดแอกจากกระบวนทัศน์เพื่อให้มีทัศนะที่ถูกต้อง
แต่ไม่ได้ปฏิเสธความรู้หรือเทคโนโลยีอย่างสุดโด่ง ดังนี้ คือ
1.เลิกยึดติดกับความคิดว่าวัฒนธรรมตะวันตกเป็นสิ่งพิเศษเฉพาะของคนตะวันตก
ความเป็นจริงในอดีตจนถึงปัจจุบันบอกเราว่า ความรู้ เทคโนโลยี วัฒนธรรม อารยธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์หลากหลายกลุ่ม
หลายยุคสมัยได้ช่วยกันสะสม สร้างสรรค์มา ไม่มีมนุษย์เผ้าพันธุ์พิเศษ ไม่มีความรู้
ความดี ความงามสูงสุดยอดที่ผูกขาดไว้โดยเผ่าพันธุ์เดียวอย่างแน่นอน ปัจจัยก็มีตัวอย่างที่หลายประเทศไล่ทันหรือมีเทคโนโลยีล้ำหน้าตะวันตกได้
2.ควรยกเลิกประวัติศาสตร์แบบมีขั้นตอนมีการพัฒนา (development) มีการทำให้ทันสมัย
(modernization) ไปในแบบเส้นตรงและทิศทางเดียว ล้มเลิกกระบวนทัศน์ที่ต้องพัฒนา
มีแผนพัฒนาหรือกระบวนการพัฒนา ให้เป็นอุตสาหกรรมหรือเป็นแบบตะวันตกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ตัวอย่างของจีน อินเดีย รัสเซีย ชี้ให้เห็นว่ามีทางลัดหรือเส้นทางที่คดเคึ้ยวในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เป็นเวลาที่เป็นเส้นตรง และการพัฒนาเทคโนโลยีก็เปิดกว้างไปทุกทิศ
ไม่ได้มีแนวเป็นเส้นตรงแต่อย่างใด ดังนั้น หลักคิดจึงไม่ใช่การพัฒนาในทิศทางทำให้เป็นอุตสาหกรรม
(industrialization) หรือการทำให้เป็นเศรษฐกิจอินเทอร์เน็ต หรือ E-economy
แต่อยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้า บริการ ธรรมชาติ วัฒนธรรม หรือจะเป็น
high technology ก็ได้ (value addedization)
3.การปลดปล่อยกระบวนทัศน์จากที่ครอบงำโดยตะวันตก เรามีเสรีที่จะเลือกทางเดินในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจให้ประเทศ
กำหนดเป้าหมายให้สังคมและประเทศอย่างอิสระได้
4.พื้นฐานธรรมชาติของโลกที่เกิดมาคือความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรม
ถึงแม้กระบวนการโลกาภิวัตน์จะเคลื่อนตัวไป แต่ที่ร่วมกันของโลกก็คือโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินและการสื่อสาร
แต่ส่วนอื่นๆ จะเป็นความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง
ปัจจัยที่ทำให้ไทยฟื้นตัวจากวิกฤตได้เร็วก็มาจากความหลากหลายของภาคเศรษฐกิจเรา
เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งด้วย
5.โลกอนาคตจะไม่แบ่งเป็นขั้วอเมริกันหรือคัดค้านอเมริกัน ในที่สุดแต่ละขั้วก็จะถูกความหลากหลาย
ดุลอำนาจของภาคต่างๆ ทำให้เกิดเป็นความหลากหลายที่มีระเบียบ มีสมดุลไปได้เรื่อยๆ
โดยไม่ต้องมีพระเจ้าองค์เดียว เทวดาองค์เดียวดูแลคนทั้งโลกหรือทั้งประเทศ
6.ในโลกซึ่งมีความซับซ้อนขึ้น คนต้องอยู่กันด้วยกฎเกณฑ์กติกาที่เพิ่มขึ้นอย่างเหมาะสมยุติธรรมมากขึ้นด้วย
ปรัชญากฎหมายสมัยใหม่ไม่ได้เชื่อว่ากฎหมายเป็นตัวแทนของความจริงหรือความดีงามที่เป็นสากลแต่อย่างใด
แต่เกิดขึ้นเพื่อรอมชอมผลประโยชน์หรือข้อขัดแย้งระหว่างรัฐกับสังคม หรือกลุ่มต่างๆ
ในสังคม
ประชาชนไทยในอนาคตต้องยอมรับสภาพความซับซ้อนนี้ และช่วยกันพัฒนากฎหมาย กฎเกณฑ์
กลไกที่จะช่วยเป็นเครื่องมือรอมชอมและแก้ข้อขัดแย้งของโลกยุคใหม่ให้ได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ด้วย.
.......................................................
ธีรยุทธ บุญมี
เด็กใหม่ (203.156.5.198)
20 ก.ย. 2546 01:38:58
ความคิดเห็นที่ 32
ผมนึกแล้ว..ผมถูกสื่อปั่นหัว หั่นหน้าหั่นหลัง แล้วก็ยกข้อความในบทความไปยัดปากถามนายก....ผมอ่านแล้วก็ไม่ได้รุนแรงเหมือนที่เป็นข่าว....เฮ้อ...
เราคือเหยื่อ...อีกแล้วครับท่าน
เด็กใหม่ (203.156.5.198)
20 ก.ย. 2546 01:47:56
ความคิดเห็นที่ 33
ยังเรื่องที่ประเทศไทยเป็นเจ้าถาพ การประชุม Apec ซี่งสำคัญมากสำหรับประเทศ
แต่ไม่เห็น สื่อ หรือผู้คนจะให้ความสนใจ ก็คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น
ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็คงไม่มีคำชม นอกจาก เป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น
รับประกันเลย ออกมาสรรเสริญกันแบบ ไม่ว่า นักวิชาการ ฝ่ายค้าน และพวกที่ไม่ชอบรัฐบาล
CA (203.170.154.247)
19 ก.ย. 2546 19:14:
ผมเห็นด้วยครับ คนไทยก็อย่างนี้แหละอย่างที่เขาว่า เป็นพวกไทยมุงครับ ยืนดู
วิจารณ์ แล้วก็กลับบ้านนอน ไม่ช่วยหรอก ยืนกอดอกดูแล้วยังพูดมากอีก นิสสัยขี้อิจฉา
ไม่รู้จะไปอิจฉาเขาทำไม่ถึงอิจฉาได้ก็ไม่ได้เป็นนายกอย่างเขาไม่มีโอกาศด้วยซ้ำ
เขาทำดีก็ชมทำไม่ดี 4 ปีก็ได้เลือกไหม่ ติได้ต้องติเพื่อก่อ หาทางออกให้เขา
คนมีชื่อเสียงติเขาก็ต้องฟัง ไม่มีมนุษย์หน้าใหนหรอกชอบการติการด่า ถ้าติมีเหตุผล
พูดให้รื่นหู แนะนำเขา ไม่ใช่ 365 วันไม่มีวันใหนดีเลย มันหมดกำลังใจครับ
พวกนักวิชาการดีๆก็มีมีผลงานวิจัยออกมาสู่สังคม แต่พวกเห็นนายกเป็นซูเปอร์แมนก็มีเยอะ
จะให้ทำอะไรได้อย่างใจ ถ้าทำไม่ได้เพื่อนวิจารณ์เสียหมาเลย น่าเบื่อ
lamai98 (203.145.30.249)
20 ก.ย. 2546 07:38:31
ความคิดเห็นที่ 34
"คนไทยก็อย่างนี้แหละอย่างที่เขาว่า เป็นพวกไทยมุงครับ ยืนดู วิจารณ์
แล้วก็กลับบ้านนอน ไม่ช่วยหรอก ยืนกอดอกดูแล้วยังพูดมากอีก นิสสัยขี้อิจฉา
ไม่รู้จะไปอิจฉาเขาทำไม"
คำพูดตัวเอง... พูดแล้วก็จำใส่กระโหลกด้วยละ.... ไม่ใช่สักแต่พูด......
มีตูดก็ตดไปทั่ว..... หึหึ
GUX (172.16.3.99)
20 ก.ย. 2546 11:36:12
ความคิดเห็นที่ 35
ผมสนับสนุน คห.33
พูนธกิต (202.133.140.241)
20 ก.ย. 2546 11:43:12
ความคิดเห็นที่ 36
ผมว่าท่านนายกน่าจะสุขุมมากกว่านี้ เพราะพูดไปแรงๆ ท่านจะเสียหายหนัก ผมว่าท่านน่าจะพูดแค่
รับฟังไว้ครับแต่ฟังอย่างเดียวนำไปปฏิบัติไม่ได้เพราะไม่เสนอแนะวิธีแก้ปัญหามา
ท่านอาจารย์และนักวิชาการทั้งหลายผู้มีภูมิแน่นสมอง ผมอยากขอให้ทุกท่านตำหนิ
ติเตียนด้วยความสุจริตใจ พร้อมข้อเสนอแนะ ทางออก ข้อดี ข้อเสีย ผมเห็นแต่ละท่านดังขึ้นมาเพราะเอาแต่ด่า
ผ่านมากี่ยุคสมัย ไม่เคยมีใครดีในสายตาพวกท่าน เพื่อนๆท่านที่ได้ดี ท่านก็ด่า
ท่านเองก็ไม่มีปัญญาเสนอแนวทางแก้ไข ผมเองจบ มธ. ผ่านอะไรมาเหมือนๆท่าน ไม่รู้ว่าพวกท่านเก่งมาจากไหน
นั่งอยู่ในห้องแอร์ อ่านหนังสือ สอนเด็ก แล้วยังมาด่าคนอื่นอีก องค์ประกอบในการแก้ปัญหาของชาติไม่มีในตำราทั้งหมด
ตำราของท่านก็ใช้ไม่ได้มากมาย ท่านเองก็กินเงินเดือน อาศัยเมียเป็นหลัก ผมว่าคนที่เก่งจริงทั้งทฤษฏีและปฏิบัติคงจะมีคนนำไปใช้งานดีๆ
รับใช้สังคมแล้วได้ช่วยทั้งสังคม ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินเดือนจากมธ. แต่ทำไมไม่มีคนจ้าง
น่าคิดไหม เพราะดีแต่พูด ๆๆๆๆๆๆๆๆ ลองปฏิบัติบ้างสิครับ
ศิษย์ธีระยุทธ (202.129.5.39)
20 ก.ย. 2546 12:17:07
ความคิดเห็นที่ 37
Pls. give the freedom of opinion a chance Sir
Nattaya (213.6.229.141)
20 ก.ย. 2546 12:33:43
ความคิดเห็นที่ 38
สวัสดีครับ คุณศิษย์ธีระยุทธ (202.129.5.39)
ลองอ่านที่อาจารย์ธีรยุทธ์พูดหรือยังครับ
ก็เป็นนักคิด คิดแล้วก็เขียน จะให้ไปเขียนกลางทุ่งนาคงไม่ได้ ก็ต้องห้องแอร์นั่นแหละ
อย่างเก่งก็นุ่งผ้าขะม้าเขียนอยู่ที่บ้าน
ผมอ่านดูแล้วเขาเสนอกับประชาชนไม่ใช่หรือครับ ไม่ได้เอ่ยถึงนายก แต่พูดถึงสภาพโดยรวม
พร้อมเสนอทางออกคือการปรับกระบวนทรรศน์ไงครับ ลองอ่านดูอีกเที่ยวนะครับ
เด็กใหม่ (203.156.11.113)
20 ก.ย. 2546 12:33:47
ความคิดเห็นที่ 39
คนตั้งใจทำงานถูกจับผิดบ่อยๆก็ต้องโมโหบ้าง โดยรวมแล้ว ผมว่าท่านทำงานแก้ปัญหาถูกจุดหลายเรื่อง
พวกนักวิชาการควรให้เครดิตท่านบ้าง ผู้นำที่มีความพร้อมแบบนี้หายากในสังคมไทย
ควรช่วยกันทนุถนอมหน่อย
คนกลาง (202.57.175.246)
20 ก.ย. 2546 16:38:57
ความคิดเห็นที่ 40
ผมไม่ได้อ่านบทความต้นฉบับ แต่อ่านจากที่คุณเด็กใหม่แปลงมา เห็นว่าถ้าอ.เขียนมีมุมมองทางสังคมไทยแบบนี้
มันตื้นเขินเกินไป และมันแปลกไป คนมีอายุต้องระวังโรคสมองเสื่อมตามอายุขัยหรืออาจมีพยาธิสภาพ
ผมไม่ได้ว่าอ.เขียนโดยตรง แต่มีตัวอย่างคุณดูอ.คึกฤทธิ์ตอนแก่เป็นตัวอย่าง
คนเพี้ยนๆ (203.113.76.74)
20 ก.ย. 2546 17:15:30
ความคิดเห็นที่ 41
เรียน คนเพี้ยนๆ (203.113.76.74)
ที่ผมลอกมาในความเห็นที่ 38 เป็นของจริงครับ
ตามอ่านได้ที่มติชน สุดสัปดาห์
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=0417190946&srcday=2003/09/19&search=no
เด็กใหม่ (203.156.8.135)
20 ก.ย. 2546 17:44:41
ความคิดเห็นที่ 42
แก้ไข
เรียน คนเพี้ยนๆ (203.113.76.74)
ที่ผมลอกมาในความเห็นที่ 31(ไม่ใช่ 38) เป็นของจริงครับ
ตามอ่านได้ที่มติชน สุดสัปดาห์
http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=0417190946&srcday=2003/09/19&search=no
ผมก็แค่นำมาให้พิจารณาครับ ไม่อาจให้ความเห็นได้ เพราะความรู้ผมน้อยครับ
เด็กใหม่ (203.156.8.135)
20 ก.ย. 2546 17:48:58
ความคิดเห็นที่ 43
มีอยู่ ไม่กี่คน ที่นายก ไม่สนใจ
แต่ แต่ละคน แสบนะ อาศัยประสบการณ์
มาด่านายก เพราะนายกไม่อาศัย
ทฎษฎี ที่พวกท่านสอน เข้าใจ หรือ
ท่านเคยปฎิบัติมา ไปหาอ่านนะ
เราเรียก 3 โจ็กเกอร์ 1-ท่านอดีต ทูต อัษฎา ฃัยนาม 2-อัมมาร์ สยามวาลา 3-เขีบน
ธีรวิทย์ .....4-ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
บทความ และคำวิจารณ์ แต่ละคน ต้องให้ มติชน จัดทำรวมเล่ม รับรอง มัน...
แต่ไม่มีสาระเท่าใด เปนการ ด่า ล้วนๆ ด่านายก ด้วย
ใครเกลียดนายก น่าจะไปหาอ่าน ........
พวกนี้อย่าไป ถอดรหัส พันธุ์กรรม เชียว (203.157.29.183)
20 ก.ย. 2546 18:24:12
ความคิดเห็นที่ 44
เห็นด้วยกับความเห็นที่ 13เป็นอย่างยิ่ง
คนเพชร (203.146.167.215)
20 ก.ย. 2546 19:23:11
ความคิดเห็นที่ 45
I for one ,feel good that those academics still find time and efforts
to analyse our society problems .Some are more criticals than the others
and deserve being singled out and commented same as they do to the others
. Some are more convincing in their data and approach.No matter how strong
words are,the real effect is questionable.It might provoke anger and controversy
but always creat new ideas and lessons as results.
Just look at Burma now as comparision.
Ours is a society that attach importance to a person rather than his ideas.We
have to grow up and move beyond rhetoric and personal reassurance to be
more mature confidence and independent enough to endorse what is universally
'fair ,truthful and respectable' ,be it comments or principles applied
to any parties !
I'm only surprised at the negative reaction or importance the PM gave
to them. He simply doesn't have to react at all -the result of his policies
will proof them otherwise.
NAI HAEW (210.24.110.234)
20 ก.ย. 2546 21:22:40
ความคิดเห็นที่ 46
สรุปแล้ว คือ นายกไม่ได้เป็นซูเปอร์แมนจะทำอะไรได้ถูกใจทุกคน ไม่ได้เป็นอรหันต์ที่จะไม่มี
โกรธ เกลียด มีอารมณ์ ปล่อยไห้ด่าได้ฝ่ายเดียว ทนไม่ได้กับอีกคนทำงานซกๆกลางแดดแต่มีไอและอี
ที่ใหนก็ไม่รู้ออกมาจากห้องแอร์ออกมาด่าฉอดๆ อะไรก็ไม่ดีสักอย่าง ท่านทนได้ไหมครับเป็นผมๆทนไม่ได้หรอก
ถ้าเป็นผมหรือนายธีรยุทธ พูดอย่างนี้โดนเตะปากไปนานแล้ว อะไรกัน ทำแทบตายไม่มีอะไรดีเลย
ไม่มีใครหรอกครับ แม้แต่ไอคนที่มันเลวที่สุดมันก็มีวันทำดีบ้างแหละน๊า ..ใน
365 วันเนี้ย
lamai98 (203.145.30.6)
21 ก.ย. 2546 06:29:39
ความคิดเห็นที่ 47
อ้อ..มีไอโสภณ องคการ อีกคนหนึ่งที่อดจะกล่าวถึงไม่ได้ คนปากหนาโหงวเห้งบอกว่าเป็นคนคิดทางดีไม่ได้
ที่เขียนคอลัมน์"การเมืองนอกสภา" ใน คม ชัด ลึก แหกขีตาขึ้นมาแต่เช้า
มันก็ด่านายกลูกเดียว ด่ามาเป็นปี ไม่มีวันนายกทำดีเลย เหมือนกับว่าพ่อ-แม่มันคงทำดีตลอดปีอย่างนั้นแหละ
คือไม่ได้ตามจิกนายกท้องมันจะอืดตายอย่างนั้นแหละ คนไทยเห็นใครทำดีไม่ได้
มันทำให้แสบไปถึงริดสีดวงทีเดียวเชียว คืออยู่กันอย่างโง่ๆนั้นแหละ อะไรที่ดีที่จะทำให้ประเทศไทยเจริญก็ตั้งข้อสังเกตุไว้ก่อน
คิดอะไรไม่ได้ต้องคิดว่ามันกำลังจะโกงไว้ก่อน ไม่ยอมรับความสามารถของคนอื่น
เห็นคนอื่นทำดีไม่ได้ เป็นมานานแล้วครับ
lamai98 (203.145.30.6)
21 ก.ย. 2546 06:38:51
ความคิดเห็นที่ 48
ก็เป็นเพราะว่ากลัวที่มีคนรูัั้ทันว่าที่คุยโม้โอ้อวดเอาไว้ทั้งหลายเป็นแค่การสร้างภาพเพื่อให้ได้อำนาจเพียงเพื่อเข้ามาปล้นชาติปล้นประชาชนเท่านั้นเอง
ถึงตอนนี้แล้วคงจะกลัวเหมือนกันว่าจะถูกประชาทัณฑ์หากว่าประชาชนส่วนใหญ่เริ่มรู้ทันมั๊ง
ถึงได้เอาญาติิพี่น้องขึ้นมาในตำแหน่งสำคัญๆโดยไม่คำนึงถึงความรู้ความสามารถและประโยชน์ของประชาชน
. (203.107.204.89)
21 ก.ย. 2546 08:24:04
ความคิดเห็นที่ 49
น่าเบื่อจริงๆๆๆๆ
อยากยุ่ง (203.209.16.124)
21 ก.ย. 2546 12:30:52
ความคิดเห็นที่ 50
to Sam on opinion #1
Dear Sam,
First, you English is poor. The word 'fulls' is not a verb; it is an adjective,
and the adject should follow a verb to be.
Second, your language and tone show me how pitiful your opinion is. Why?
First, you did not write anything to show that the writer was wrong in
anyway with supporting evidents. Second, you did not show your qualification
in criticizing other. Are you really qualify to criticize other?
Your english is not bad and has only professional look, but I hope you
will use your knowledge to help our nation to be a better place for the
next generation. Otherwise we all will be slave to other powerful countries
for a long time.
Finally, I am totally convinced that you are just another gunman for
hire and only for your own personal benefit and interest not for the our
nation's interest.
chai (192.251.125.41)
21 ก.ย. 2546 14:24:24
ความคิดเห็นที่ 51
Sam, on #1
I don't see you offer anything constructive or beneficial to this nation.
You did not offer anything to show that you know better or that you have
evident to show that the writer is wrong. All you have just criticize
other with strong words. What is your qualification in criticize other?
Even your English is wrong. The word 'full' is an adjective, but you
use it as a verb. It really shows me how deep you really know. In addition,
your language showed me really how you are, leprosy.
chai (192.251.125.41)
21 ก.ย. 2546 15:51:18
ความคิดเห็นที่ 52
เรียนคุณชัยและทุกท่านครับ
ขอบคุณทุกความเห็น ที่สนใจเข้ามาคุย ผมถือว่าแต่ละความเห็นเป็นสิทธิ์ส่วนตนที่จะมองเหตุการณ์นี้
แต่ไม่มีใครพูดถึงบทความอาจารย์เขียน ธีรวิทย์ ซึ่งนักข่าวพาดหัวว่า
"นักวิชาการ 14 ตุลา วิพากษ์รัฐบาลทักษิณและพวกตุลาขุนนางอย่างรุนแรง
"
ผมเห็นว่ารุนแรงว่าอาจารย์ธีรยุทธ์เป็นใหนๆ ทำไมนายกจึงเลือกเต้น
เมื่อมาอ่านบทความของอาจารย์ธีรยุทธ์อย่างละเอียด ผมกลับเห็นว่าเป็นมุมมองของนักวิชาการแท้ๆ
มีที่มาที่ไป มีวิธีแก้ไข ครบถ้วน
แต่นั่นไม่ได้หมายถึงวิธีแก้ไขของรัฐบาล แต่เป็นวิธีแก้ไขของสังคมไทยโดยรวม
ที่เกี่ยวพันถึงรัฐบาลตรงๆ กลับเป็นเรื่องงบประมาณที่รัฐบาลควรจัดให้สภาที่ปรึกษาไปโน่น
การตอบโต้ของนายกเลยกลายเป็น ฟังไม่ได้ศัพท์แต่จับไปกระเดียด อย่างช่วยไม่ได้
........................................................
ความเห็นของทุกท่านเกี่ยวกับอาจารย์ธีรยุทธ์ เป็นความเห็นที่มีต่อรายงานข่าวทั้งสิ้น
ไม่ได้รับฟังจากปากอาจารย์ธีรยุทธ์แม้แต่ประโยคเดียว จนกระทั่งถึงความเห็นที่
31
ทุกคนจึงได้อ่านบทความนี้
จึงอยากให้เข้าใจตามนี้ด้วยครับ
เด็กใหม่ (203.156.7.212)
21 ก.ย. 2546 16:56:23
ความคิดเห็นที่ 53
อาจารย์เขียนเป็นBOXER
จารย์ธีรยุทธ์เป็นFIGHTER
เวลาชกกับนายกซึ่งเป็นFIGHTER เช่นกัน
คนดูประท้วง (203.113.57.71)
21 ก.ย. 2546 20:35:04
ความคิดเห็นที่ 54
เราย้อนกลับไปนึกถึงวันเวลาเก่าๆสมัยเราเรียนมัธยมและมองภาพปัจจุบัน ถ้าไม่มีอ.ธีรยุทธ์
เมื่อ14 ต.ค.2516 จะไม่มีรัฐบาลทุนนิยมอย่างทักษิณ วันนี้ แม้เราเป็นประชาชนผู้เลือกรัฐบาลทักษิณเข้ามาบริหารประเทศอันไหนเห็นว่าไม่ดีเราก็มีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้
หรือว่าเราเป็นเพียงผู้อาศัยในบ้านเท่านั้นจึงวิพากษฺไม่ได้ นี่คือธาตุแท้ของเผด็จการที่ชัดเจน
ไม่รู้สมัยหน้าจะเลือกไทยรักไทยอีกหรือไม่ชักกลัว
คนขออาศัย (203.113.57.71)
21 ก.ย. 2546 20:50:26
ความคิดเห็นที่ 55
ข้อวิจารณ์เรื่องไหนที่สร้างความสันสนหรืออาจจะมีผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล
เป็นเรื่องชอบแล้วที่นายกจะตอบโต้อย่างทันทีทันควันก่อนที่จะสร้างความเสียหายจะลุกลาม
ประชาชนจะเป็นคนตัดสินว่าจะเชื่อใคร ทำไมเดือดร้อนกันจังเมื่อนายกตอบโต้นักวิชาการ
นักวิชาการถนัดเรื่องวิวาทะอยู่แล้ว ถ้าพูดเรื่องจริงทำไมเถียงสู้นายกไม่ได้
คนไทย (161.200.255.161)
21 ก.ย. 2546 22:21:52
ความคิดเห็นที่ 56
ผมอ่านผู้ตอบกระทู้แล้ว จึงรู้ว่าทำไมประเทศไทยจึงไม่เจริญ เป็นการตอบเอาสะใจเอามัน
แต่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ขอให้สุภาพและมีเหตุมีผลกว่านี้ได้ไหม คำพูดส่อภาษา
สิ่งที่ท่านพิมพ์ไปจะบ่งบอกถึงตัวท่านเองนั้นแหละ
พงศกร (203.146.138.180)
21 ก.ย. 2546 22:48:39
ความคิดเห็นที่ 57
เรียนพงศกร (203.146.138.180)
เราอ่านความคิดเห็นของแต่ละท่านแล้วเกิดความรู้สึกห่วงใยประเทศชาติ....ก็คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ
เพราะทุกความคิดเห็นก็คือ 1 เสียงของประชาธิปไตย อาจเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยคลุกเคล้าปะปนกันไปเพราะที่นี่เป็นบอร์ดเสรี
อาจมีความแตกต่างทั้ง เพศ วัย การศึกษา ความเชื่อและความนิยมในเรื่องตัวบุคคลต่างกัน
การออกความเห็นจึงมีลักษณะต่างๆให้เราได้พินิจให้ดี ว่าเขาต้องการสื่ออะไร
เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย หรือรักใครชอบใครเป็นกรณีพิเศษ
ประเด็นมันแตกวงกว้างออกไปมาก อีกประการหนึ่งความคิดเห็นในที่นี้ก็แค่เฉพาะคนที่สนใจมาออกความเห็น
ไม่อาจนับเป็นประชามติได้หรอกครับ
แค่ตั้งวงคุยกัน อาจได้รับฟังข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์
แล้วแต่เราจะเลือกรับเลือกเสพย์ครับ
ผมอยากให้เราคิดถึงคำพูดของอาจารย์ธีรยุทธ์ ในบทสรุปที่ว่า
"ประชาชนไทยในอนาคตต้องยอมรับสภาพความซับซ้อนนี้ และช่วยกันพัฒนากฎหมาย
กฎเกณฑ์ กลไกที่จะช่วยเป็นเครื่องมือรอมชอมและแก้ข้อขัดแย้งของโลกยุคใหม่ให้ได้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ด้วย"
การมองเหตุการณ์"วิวาทะ"ครั้งนี้ ระหว่าง ผู้บริหารบ้านเมืองกับนักวิชาการ
น่าจะเป็นเพียง"สิ่งบอกเหตุถึงความขัดแย้ง ระหว่าง"ปัญญาชน"กับ"รัฐบาล"
หลายเสียงอาจมองหาผลสรุปและสรุปเอาเองว่า ตกลงใครแพ้-ใครชนะ ทำไมอาจารย์ธีรยุทธ์เถียงสู้ไม่ได้......
จริงๆแล้ว ในฐานะนักวิชาการ เขาก็เพียงนำปัญหาออกมาวางบนเวทีของการตอบโต้ทางความคิด
เมื่อ"วางปัญหา"และเสนอทางออก ได้ครบถ้วนกระบวนความแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องออกมาตอบโต้ใดๆ
เพราะเมื่อ"ชุดความคิด" ได้ออกมาวางสู่สังคม ใครจะตอบโต้หรือพินิจอย่างไร
ย่อมเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ไม่เว้นแม้แต่"รํฐบาล"
กล่าวเฉพาะ.....ปัญญาชน นักวิชาการ และ ความเห็นของพวกเขาจะเป็นเสมือน "เงา"
ที่ติดกับ "ร่าง"
ไม่ว่าจะถูกหยามหยันอย่างไร แต่โดยภาระหน้าที่ต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็น นายธีรยุทธ
บุญมี หรือ นายอัมมาร์ สยามวาลา ก็จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
เป็นหน้าที่ในฐานะ "กระจก" โดยมิได้หวังที่จะไต่เต้าอะไรในทาง
"การเมือง" .....(มติชน)
คำเตือนของ ส.ศิวรักษ์ อาจจะเหมาะที่สุดสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้ คือ
"ความอหังการ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตักเตือนให้ระวังที่สุด เมื่อเรารู้สึกว่า
ตัวเองอหังการ์ ก็จะรู้สึกว่าคนอื่นโง่ ใครเตือนก็ไม่ฟัง ดังนั้น นายกฯ ทักษิณ
ต้องหัดเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องใช้การเจริญสติ ภาวนา กำหนดลมหายใจรู้ตัวทั่วพร้อม
จะเห็นว่าทุกคนเสมอกันหมด ไม่มีใครฉลาดหรือไม่มีใครโง่ ทุกคนเป็นมิตรกับเราหมด
คนที่เขาติเตียนไม่ใช่เพราะเขาหวังร้าย ถ้านายกฯ เปลี่ยนทัศนคตินี้ได้ ก็จะช่วยให้ท่านเป็นคนที่น่ารักมากขึ้น"
ซึ่งไม่ใช่เพียงจะเป็นคนน่ารักเท่านั้น ยังสามารถนั่งทอดหุ่ย จิบ "โอยัวะ"
ที่แม้จะมีคนชงขมไปบ้าง อย่างสบายๆ
ถึงวันที่ 5 ตุลาคม ที่ ธีรยุทธ บุญมี นัดจะออกโรงอีกครั้ง จะได้ไม่ยัวะ
!!(มติชน)
ส่วนพวกเราทั้งหลายในที่นี้ถึงวันนี้พึงระลึกเสมอว่า ประชาธิปไตยของไทยได้เดินทางมาเป็นเวลากว่า
70 ปี จะต้องเป็น ระยะทาง ที่ยาวไกลพอสมควร ถ้าหากจะไม่ต้องเสียเวลาไปมาก
เพราะอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วหลายฉบับ ฉบับ 2540
เป็นฉบับปัจจุบัน มุ่งที่จะเปลี่ยน แปลงประชาธิปไตยไทย จากแบบ ตัวแทน มาเป็นแบบ
ประชาชนมีส่วนร่วม การแสดงความคิดเห็น คือการมีส่วนร่วมธรรมดาๆ(ไทยรัฐ)
ผมไม่อยากเห็นปฏิกริยาของรัฐบาลต่อกรณีแบบนี้เป็นเพียงการตอบโต้ที่ลีลา
แต่อยากเห็นการตอบโต้ในเนื้อหาที่เขานำมาวาง...แค่นั้นเองครับ...แต่ก็คงฝันค้างปล่อยให้คำถามของอาจารย์ธีรยุทธ์เลือนหายไปกับายลม....
เด็กใหม่ (203.156.5.215)
22 ก.ย. 2546 04:13:29
ความคิดเห็นที่ 58
แก้ไข
....ผมไม่อยากเห็นปฏิกริยาของรัฐบาลต่อกรณีแบบนี้เป็นเพียงการตอบโต้ที่ลีลา
แต่อยากเห็นการตอบโต้ในเนื้อหาที่เขานำมาวาง...แค่นั้นเองครับ...แต่ก็คงฝันค้างปล่อยให้คำถามของอาจารย์ธีรยุทธ์เลือนหายไปกับสายลม....
เด็กใหม่ (203.156.5.215)
22 ก.ย. 2546 04:18:30
ความคิดเห็นที่ 59
ผมมีโอกาสผ่านมาและได้อ่านความเห็นของทุกๆท่านแล้วมีข้อสงสัยบางประการ ช่วยตอบด้วย
ครับ
ตามความเห็นของผม รัฐบาล หรือ นายก ได้ทำอะไรก้าวหน้าไปมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ
( ท่านน่าจะมองเห็น หากท่าน
ไม่มีอคติจนเกินไป ) แต่ในที่นี้มีผู้แสดงความเห็นต่อต้านเป็นจำนวนมาก บางความเห็นค่อนข้างรุนแรง
ผมจึงขอเรียนถามว่า หากไม่ใช่ นายกคนนี้ หรือ รัฐบาลชุดนี้ ท่านคิดว่าผู้ใดเหมาะสม
และ จะบริหารงานให้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้ได้อย่างไร ครับ
เก็บไว้พิจารณา (10.235.33.27, 127.0.0.1)
22 ก.ย. 2546 08:50:33
ความคิดเห็นที่ 60
เรียนคุณเก็บไว้พิจารณา (10.235.33.27, 127.0.0.1)
ประเด็นของกระทู้นี้ มุ่งหมายเสวนาเรื่องปฏิกริยาของผู้นำ กับข้อวิพากษ์ของนักวิชาการครับ
ส่วนความคิดเห็นที่แตกประเด็นไปก็เป็นสิทธิ์ของทุกคนที่จะมอง เราไม่ได้คุยกันว่าใครเหมาะที่จะเป็นผู้นำครับ
อาจตั้งเป็นกระทู้ใหม่ก็ได้ครับ
เด็กใหม่ (203.156.5.215)
22 ก.ย. 2546 09:00:10
ความคิดเห็นที่ 61
อย่าเอาเรื่องเก่าใหม่มารวมกันสิครับ
xxx (203.118.87.4)
22 ก.ย. 2546 13:21:13
ความคิดเห็นที่ 62
บทความอาจารย์เขียน ธีรวิทย์ ลงข่าววันที่ 7 สิงหาคม
การบรรยายของอาจารย์ ธีรยุทธ์ วันที่ 9 กันยายน ก็ห่างกันประมาณ 1 เดือนครับ
เด็กใหม่ (203.156.5.215)
22 ก.ย. 2546 13:35:38
|