|
นึกแล้วไม่ผิด อ.ชัยอนันต์ยก ระบบสมุหเทศาภิบาลมาโต้...
ขณะที่กระแสตอบโต้เรื่อง ซี อี โอ กำลังมาแรง โดยอาจารย์
ธีรยุทธ์ออกมาวิพากษ์ทำนองว่าเปิดตำราตามก้นฝรั่ง โดยเฉพาะจากวอชิงตัน
ก็โดนนายกตอกกลับว่าวิจารณ์แบบสภากาแฟ ในครั้งแรก ครั้ง
พอครั้งที่สองแรงถึงขนาดคำพูดที่ว่าทำนองเสียดายเงินเดือน ตีความกันไปถึงใหนๆ
ขณะที่ อ. ส. ศิวลักษณ์ ก็ออกมาปราม ให้นายกเปิดหูรับฟังบ้าง โดยอ้างว่าไม่อยากให้นายก
มีคนเกลียดทั้งเมือง เหมือนมหาเด่ และลีกวนยิว ทำนองให้เอาธรรมะมาสอนกันเลยทีเดียว
และลงท้ายอยากเห็นภาพนายกเป็นคนน่ารัก..ทำนองนั้น...
ผมเคยเปรียบเทียบเรื่องผู้ว่าซีอีโอ คล้ายระบบเจ้าเมืองประเทศราช (คงเก๋ากึ๊กนะครับ)
จริงๆก็คงไม่ผิด เพราะทั้งหมดนั้น ต้องทำตามระเบียบของส่วนกลาง มีการตั้งเป้าหมายให้ทำงาน
มีการให้สัญญาประชาคมของผู้ว่าฯ
ที่สำคัญต้องบริหารงานแบบเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง อย่างที่หลายท่านบอกว่าเป็นระบบมองจากข้างนอกเข้าใน
นั่นคือกำหนดเป้าหมายพร้อมๆกับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ซึ่งประเด็นนี้ ฝ่ายอาจารย์ทั้งหลายไม่กล่าวถึง
แม้ประเด็นการท่องเที่ยวในจังหวัด ก็หมายรวมถึงศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่น
ภูมิปัญญาชาวบ้านในการสร้างสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
ข้อแตกต่างของการรวบอำนาจแบบที่อาจารย์ธีรยุทธ์ว่า จึงไม่น่าจะตรงนัก
ข้อดีของผู้ว่า ซี อี โอกลับเด่นชัดเรื่องการซอยย่อยองค์กรให้เล็กลง ผู้ว่าฯสามารถสั่งการ
โดยงบประมาณของตัวเองอีกต่างหาก
แล้ววันนี้ อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช หนึ่งในกลุ่มนักวิชาการฝ่ายรัฐบาล
ก็ออกมาชี้แจง
โดยเผยว่า การบริหารแบบ ซีอีโอ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทย
และไม่ได้เป็นการเดินตามหลังประเทศมหาอำนาจ ระบุชัดเจนว่าการบริหารงานแบบซีอีโอมีมาตั้งแต่สมัย
รัชกาลที่ 5 แล้ว ซึ่งเป็นการบริหารงานที่ก้าวหน้ากว่า สหรัฐฯสมัยนั้นเสียอีก
ส่วนบุญคลี ก็ออกมาหนุนเช่นกัน บอกว่าไทยเป็นประเทศแรกที่ใช้การบริหารดังกล่าว
ซึ่งเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยไม่ใช่การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางอย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ
อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช อนุกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. เห็นว่าการบริหารงานแบบซีอีโอไม่ได้ดำเนินการตามหลังประเทศใด
เพราะไทยบริหารงานรูปแบบนี้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยการแบ่งพื้นที่การบริหาร
ขณะที่สหรัฐฯ มีการแบ่งเป็นรัฐที่ผู้ว่าการมลรัฐมาจากการเลือกตั้งโดยตรง
แต่ผู้ว่าซีอีโอจะเป็นหัวหน้าทีมของคนทั้งจังหวัด
การชี้แจงของอาจารย์ชัยอนันต์ครั้งนี้ ทำให้ภาพต่างๆชัดเจนขึ้นมาก และคงไม่สร้างกระแสทางลบ
เหมือนี่โฆษกพรรค คุณสรนันท์ เวชชาชีวะ มาโยนกลับให้อาจารย์ธีรยุทธ์ย้อนไปเกิดยุคกรุงศรีอยุธยา
ผมก็ไม่ทราบว่า การเมืองไทยสมัยนี้เขาเล่นกันยังไง วัฒนธรรมเถียงไม่ตกฟาก
เสียดสีด้วยสำนวนเชือดเฉือน จนชักเอียนๆ แต่หลายท่านอาจจะชอบ ก็ไม่ว่ากัน
ไม่รู้ว่าวิธีการเชือดเฉือนแบบมีดอีโต้ขว้าง..... หรือขวานผ่าซาก มันเกิดมาในยุคใหน...ตั้งแต่เมื่อไหร่....ผมก็ลืมๆจดบันทึกเอาไว้....เชิญทุกท่านร่วมบ่น
หรือจะด่าผมมั่งก็ได้
เพราะยังไงก็...เรื่องขี้หมาครับ...อิ อิ
เด็กใหม่ (203.156.9.94)
15 ก.ย. 2546 05:55:43
ความคิดเห็นที่ 1
ไม่มีปัญหาครับ เพียงพวกนี้ใช้เสรีภาพในการพูดที่ขาด "ศิลปะในการพูด"
เท่านั้นเอง ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาของเรื่องนี้มีเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง ถ้าจะอธิบายสั้น
ๆ ก็คือ
1. ก่อนยุครัชกาลที่ 5 ระบบผู้ว่าได้เกิดขึ้นแล้ว คือมีการตั้งเจ้าเมืองขึ้นปกครองแต่ละเมือง
แต่โดยมากจะตั้งคนในท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติเป็นเจ้าเมืองได้ เช่น สามารถปกครองราษฎรให้อยู่ในความสงบ
และมีกำลังพลพอที่จะคุ้มครองท้องที่ได้ ที่สำคัญก็คือสามารถเก็บส่วยสาอากร
ส่งเข้ามายังส่วนกลางคือเมืองหลวงได้ เช่นในสมัย ร.3 เคยมีคำสั่งให้หลวงจำเริญวานิช
(จีนคอซู้เจียง) ที่สามารถเก็บภาษีดีบุกส่งส่วยได้มาก จึงทรงตั้งให้เป็น
"หลวงรัตนเศรษฐี" คุณสมบัติอีกประการคือ หลวงรัตนเศรษฐีสามารถห้ามปรามบ่าวและทาส
สมัครพรรคพวก ไม่ให้คบหากันเป็นโจรผู้ร้ายปล้นสดมภ์ ลักช้าง ม้า โค กระบือ
เครื่องอัญมณีของสมณชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎร ลูกค้าวิณิช ทางบกทางเรือ ได้รับความยากแค้นเดือดร้อน
และซื้อขายสิ่งของต้องห้าม กระทำผิดด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย
อนึ่ง เทศกาลพระราชพิธีตรุษสารท ก็ให้หลวงรัตนเศรษฐีไปพร้อมด้วยเจ้าเมือง
กรมการเมืองระนอง บ่ายหน้าต่อกรุงเทพพระมหานคร กราบถวายยังคมรับพระราชทานน้ำพิพัฒนสัตยา
ปีละ 2 ครั้งเสมอ จงทุกปีอย่าได้ขาด (หนังสือสั่งการมา ณ วันอังคาร เดือน
3 ขึ้น 5 ค่ำ จุลซักราช 1205 ปีมะโรง นักษัตร ฉศก (พ.ศ.2387)
ในเวลาต่อมา เนื่องจากทรงเห็นว่า พระรัตนเศรษฐี (คอซู้เจียง)
ทำอากรดีบุกมาช้านานหลายปี เงินภาษีอากรของหลวงมิได้ขาดค้างเกี่ยวข้อง แล้วก็เป็นคนผู้ใหญ่อารีอารอบ
กรมการเมืองระนองก็รักใคร่นับถือ พอจะเป็นที่เจ้าเมืองระงับกิจทุกข์ของบ่าวไพร่บ้านพลเมืองสืบต่อไปได้
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตร ตั้งให้หลวงรัตนเศรษฐี เลื่อนขึ้นเป็นที่พระรัตนเศรษฐี
ผู้สำเร็จราชการเมืองระนอง ถือศักดินา 800 ไร่ อย่าได้ถือเปรียบขัดแก่งแย่งกันให้เสียราชการไปแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดได้
ให้ตั้งใจทำราชการสนองพระเดชพระคุณโดยสุจริต ให้มีจิตโอบอ้อมอารีแก่สมณพราหมณาจารย์
กรมการ ไพร่บ้านพลเมือง ลูกค้าวานิช ให้อยู่เย็นเป็นสุข อย่างกระทำข่มเหงกรมการไพร่บ้านพลเมือง
ให้ได้รับความเดือดร้อนแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ประการหนึ่ง กรมการผู้ใหญ่ผู้น้อยว่างเปล่าอยู่ เห็นว่าผู้ใดได้ราชการดี
ก็ให้ปรึกษากับพระยาชุมพร จัดแจงแต่งตั้งขึ้นไว้ในห้ครบตามตำแหน่ง
ประการหนึ่ง ถ้าราษฎรจะเกี่ยวข้องด้วยคดีฟ้องหากล่าวโทษแก่กัน
แต่เป็นความเล็กน้อย ก็ให้ร่วมกับกรมการพิจารณาว่ากล่าวให้สำเร็จที่เมืองระนอง
ถ้าเป็นความมหันตโทษข้อใหญ่ ให้ส่งไปยังเมืองชุมพร ชำระว่ากล่าวตามธรรมเนียมสืบมาแต่ก่อน
ถ้าจะพิจรณาพิพากษาว่กล่าวคดีของราษฎรให้เป็นยศเป็นธรรมโดยอุเบกขาญาณ อย่าเห็นแก่หน้าบุคคล
อามิสสินจ้างสินบน เข้าด้วยฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลย กลัยเท็จเป็นจริง กลับจริงเป็นเท็จ
กลบเกลื่อนเนื้อความ แพ้เป็นชนะ ชนะเป็นแพ้ ให้ราษฎรได้ความเดือดร้อนยากแค้น
และกระทำให้ผิดด้วยพระราชกำหนดกฎหมายแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้
อนึ่ง ถ้าเป็นระดูกาลถึงเทศกาลทำนา ให้ตักเตือนกล่วแก่อาณาประชาราษฎร
ให้ชักชวนกันทำไร่นาให้เต็มภาคภูมิ ให้ได้ผลเมล็ดเข้า(ข้าว) จงมาก จะได้เป็นกำลังราชการทำบุญให้ทานเป็นกุศลสืบไป
แล้วให้บอกรายงานน้ำฝนเข้าไปยังเมืองชุมพร จะได้บอกเข้าไปยังกรุงเทพพระมหานคร
อนึ่ง ส่วนสาอากรซึ่งขึ้นท้องพระคลัง ยังมีอยู่ในแขวงเมืองระนองมากน้อยเท่าใด
ถึงงวดถึงปีจะส่ง ก็ให้ว่ากล่าวแก่เจ้าพนักงาน ให้คุมเอาส่วยสาอากรของหลวง
เข้าไปส่งยังเมืองชุมพร จงทุกงวดทุกปี เมืองชุมพรจะได้ส่งเข้าไป ณ กรุงเทพฯ
ประการหนึ่ง ให้ชำระบัญชีค่าส่วย และเลขสมพักษรจรอาศัย เลขสำหรับเมือง
และโจทก์ (หมายถึงทหารมีสังกัด) ไปอยู่แห่งใด ตำบลใด ก็ให้ชำระเอาตัวคืนมาอยู่ตามเดิม
แล้วให้รู้บัญชีเลขไพร่พลเมือง สมสังกัดพันข้าพระโยมสงฆ์ ส่วยส้อง กองช่าง
ตราภูมิ์คุ้มห้าม มีอยู่ ณ แขวงหัวเมืองระนองมากน้อยเท่าใด และเลขพลเมือง
เลขด่วน เลขกองนอก คงสักหมวดใด กองใด ให้คัดเอาบัญชีให้รู้จำนวนเลขไว้ให้แน่นอน
มีราชการชุกค่ำคืนมาประการใด จะได้กะเกณฑ์ราชการได้ทันท่วงที
อนึ่ง เลชหมวดใด กองใด ซึ่งหลบหนีไปแอบแฝงอยู่ มิได้สักข้อมือช้ราชการแผ่นดิน
นั้น ให้ว่ากล่าว ชักชวน เกลี้ยกล่อม ให้มาตั้งบ้านตั้งเรือนให้เป็นที่ภาคภูมิ
ลงทำมาหากินให้บ้านเมืองบริบูรณ์มั่งคั่ง จะได้ใช้ราชการสืบไป
อนึ่ง ในเทศกาลพระราชพิธีตรุษสารท ก็ให้พระรัตนเศรษฐี กรมการ
และขุนหมื่นนายอำเภอ แขวงเมืองระนอง ไปพร้อมด้วยกรมการ ณ วัดวาอาราม กระทำสัตยานุสัตย์ต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
กราบถวายบังคมพระเจ้าอยู่หัว รับพระราชทานถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาปีละ 2 ครั้ง
ตามอย่างธรรมเนียมจงทุกปี อย่าให้ขาด
ต่อมา อังกฤษได้เข้มงวดกวดขันชายแดนด้านทะเลตะวันกตก ร.4
ทรงเกรงว่า ถ้าให้เมืองระนองและเมืองตระ(กระบุรี) ขึ้นอยู่กับเมืองชุมพร
จะเป็นการลำบากในการปกครอง และเหลือความสามารถของเจ้าเมือง จึงได้ยกเมืองระนองเป็นหัวเมืองจัตวา
ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ เลยทีเดียว และโปรดฯ ให้เลื่อนบรรดาศักดิ์พระรัตนเศรษฐ๊
ขึ้นเป็นพรยารัตนเศรษฐี ผู้ว่าราชการเมืองระนอง เมื่อ พ.ศ.2405
การปกครองหัวเมืองสมัยนั้น คงเป็นแบบโบราณอยู่ เจ้าเมืองไม่มีเงินเดือนกิน
คงได้แต่ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นผลประโยชน์แทนเงินเดือน เจ้าเมืองต้องทะนุบำรุงบ้านเมืองเอง
ทำร่นาค้าขายได้ จะเรียกราษฎรมาใช้สอยก็ได้ ห้ามแต่เพียงว่า อย่าให้ทำการฉ้อฉลให้อาณาประชาราษฎรเดือดร้อน
ส่วนการเก็บภาษีอากรนั้น จะมีเจ้าภาษีนายอากรประมูล กับรับผูกขาดไปจากกรุงเทพฯ
ส่วนเมืองระนอง พระยารัตนเศรษฐี ผู้ว่าราชการเมือง เป็นเจ้าภาษีนายอากรอยู่ก่อนเป็นเจ้าเมือง
จึงได้เป็นเจ้าภาษีนายอากรอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย การให้เจ้ามืองผูกขาดเก็บภาษีเช่นว่านี้
ได้เกิดขึ้นที่เมืองระนองเป็นแห่งแรก ต่อมาทางยุโรปต้องการแร่ดีบุกมากขึ้น
พวกทำเหมืองจึงพากันกันร่ำรวยกันมาก และมีวิวัฒนาการในการผูกขาดเก็บภาษีอากร
เรื่องแร่จึงกลายเป้นขุมเงินขุมทองของผู้มีอำนาจและอิทธิพล ตลอดจนเจ้าภาษีนายอากรมาแต่เริ่มต้น
ส่วนราษฎรโดยทั่วไป หาได้รับผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติไม่ จึงมีข่าวเรื่องแร่เถื่อนตลอดมา
เมื่อเดือน พ.ย.2525 หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า แร่เถื่อนทะลักออกนอกประเทศ ทำให้รัฐบาลขาดรายได้ถึงเดือนละ
400 ล้านบาท ปัจจุบัน ที่ดินที่ได้รับสัมปทานขุดแร่ คือ เหมืองแร่แต่ก่อน
ก็ยังมีการฉ้อฉลสิทธิการครองครอง อย่างที่เป็นข่าวที่ภูเก็ตในขณะนี้
การตั้งเจ้าเมืองสมัยก่อน ไม่มีเงินเดือนให้ จึงเรียกกันตรงๆ
ว่า ส่งไป "กินเมือง" คือไปทำมาหากินเอาเอง จนกลายเป็นต้นตอแห่งการ
"ฉ้อราษฏร์บังหลวง" ที่ฝังลึกอยู่ในสังคมไทย มาจนบัดนี้
จากระบบ "กินเมือง" ก็กลายมาเป็นระบบ "เจ้าเมือง"
ระบบ "ข้าหลวง" และระบบ " "ผู้ว่าราชการจังหวัด"
และ "ผู้ว่าราชการจังหวัดแบบบูรณาการ (นักบริหาร - ซีโออี)" อย่างในปัจจุบัน
ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ได้วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ ตามยุคสมัย
ครับ พวกเราจะต้องติดตามและตรวจสอบผลงานระบบต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และเอาจริงเอาจัง
จึงจะสามารถสาธยายได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง ว่านโบบายทั้งหลายได้ลุล่วงไปด้วยดีเพียงใด
เพราะรัฐบาลผู้วางนโยบาย ก็หวังว่าประชาชนและประเทศชาติจะได้ "รับประโยชน์สูงสุด"
จากผลงานของข้าราชการ ผู้ปฏิบัติตามนโยบาย
ดังนั้น พวกเรา คือประชาชนทั้งหลายทั้งปวง ก็ต้องช่วยกันผลักดัน
ให้กำลังใจ และเป็นหูเป็นตาแทนรัฐบาลด้วยเช่นกัน
บุญเกิด (202.133.163.47)
15 ก.ย. 2546 09:22:37
ความคิดเห็นที่ 2
สวัสดีครับ..ผมมองที่มูลเหตุการออกมาวิจารณ์ของอาจารย์ธีรยุทธมากกว่า ว่าท่านพูดเพื่อวัตถุประสงค์อะไร???ท่านไม่ได้บอก
แต่นายกบอกว่า ท่านเป็นนักวิชาการขาประจำที่ออกมาพูดโจมตีรัฐบาล น่าจะไปเป็นฝ่ายค้านมากกว่า..ส่วนคุณวันนอร์เจ้ากระทรวงก้ออกมาโต้ตอบว่า
คนที่พยายามไม่เข้าใจก็จะไม่ยอมเข้าใจ..โดยจากกระจกสองบานนี้อาจารย์ธีรยุทธควรพิจารณาบทบาทการพุดของตนเองว่า
ท่านกำลังทำเพื่อสังคมหรือเพื่อทำลายสังคมหรือเพื่อตอบสนองใคร??น่ะครับ.นายกพุดตรงว่านักวิชาการที่อยากวิจารญ์รัฐบาลควรพุดถึงปัญหาและเสนอวิธีหาทางออก
1 2 3 4 5 6..
ถ้าอาจารย์ธีรยุทธไม่สามารถเสนอทางออกสักข้อผมว่าการวิจารณืของท่านไร้ความหมายจริงๆครับ...
วิชา (203.176.196.231)
15 ก.ย. 2546 13:05:00
ความคิดเห็นที่ 3
I totally agree with Khun Wicha. Those technocrats didn't criticize. They
just attacked the PM with a tons of personal bias. It actually wastes
time to listen to them. Here is a good critique from a technocrat that
the PM need to carefully listen to. Sorry if this article is too long,
and someone already read it.
http://www.nationweekend.com/
The 2nd story from the cover
"ว่าที่ 'ผู้นำอาเซียน'
ปัญหาอยู่ที่ 'วิสัยทัศน์'
แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้นำรัฐบาลไทยได้เพียง
2 ปีเศษ แต่ดูเหมือนว่าระยะนี้จะมีการพูดถึงบทบาทและบารมีในระดับภูมิภาค
ที่โตเร็วเกินกว่าอายุงานอย่างยากที่จะหาคนทำเช่นนี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อนายโก๊ะจกตง
ยกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้นำอาเซียน ถัดจากนั้นอีกวัน ประธานาธิบดี กอร์เรีย
อาร์โรโย แห่งฟิลิปปินส์ ก็สำทับเข้าไปอีก จะเป็นได้เช่นนั้นละหรือ หรือเป็นภาพที่ในหมู่ผู้นำร่วมกันสร้างขึ้น
ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอบคำถามเรื่องดังกล่าวว่า
หากนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ต้องการเป็นผู้นำอาเซียน จังหวะเวลานี้นับว่าเหมาะสมที่สุด
เหตุผลคือ
1) นายกฯ ทักษิณ สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยกระทั่งเป็นที่ยอมรับของคนจำนวนหนึ่งในประเทศ
และหลายประเทศก็เห็นว่าไทยประสบความสำเร็จ
2) วิธีการฟื้นฟูเศรษฐกิจของนายกฯ ทักษิณ ต่างจากไอเอ็มเอฟ ดังนั้น หากใช้ประเด็นนี้มาสรุปเป็นบทเรียนในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยที่มีเอกลักษณ์ในแบบของเรา
นั่นอาจเป็นบทเรียนให้กับประเทศอื่นๆ ได้ และจะทำให้ไทยมีบทบาทเด่นขึ้นมา
3) ปัจจุบันประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา พากันคัดค้านจุดยืนของการเจรจาการค้าในองค์การการค้าโลก
(WTO) ถ้าประเทศไทยหาจุดยืนที่เป็นตัวแทนของประเทศกำลังพัฒนา และเป็นตัวแทนของอาเซียน
โดยไม่เลียนแบบไอเอ็มเอฟ, WTO หรือมหาอำนาจใดๆ นายกฯ ของไทยก็จะโด่งดังขึ้นมาได้
4) การที่สหรัฐดำเนินนโยบายผิดพลาดในอิรัก และกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในและต่างประเทศ
รวมทั้งการที่สหรัฐไม่เคารพมติของยูเอ็นด้วย ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นโอกาสทอง
"ถ้าอยากดัง คุณต้องมีจุดยืนที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นหลักการให้ประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศในอาเซียนเดิน
นั่นจะทำให้โด่งดังได้ง่ายๆ เพราะนโยบายของประเทศมหาอำนาจมีข้อผิดพลาด ด้านเศรษฐกิจก็เช่นกัน
"ประสบการณ์ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศของนายกฯ ทักษิณ หากเทียบกับมหาธีร์
แห่งมาเลเซีย หรือลีกวนยิว แห่งสิงคโปร์ ตรงนั้นอาจด้อยกว่าบ้าง แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
เพราะสิ่งที่นายกฯ ทักษิณทำได้รวดเร็ว คือการสร้างพรรคไทยรักไทยให้ใหญ่โตได้ในเวลาอันสั้น
ส่วนหนึ่งนั้นมาจากรัฐธรรมนูญ อีกส่วนมาจากการเงินของบริษัทชินวัตรเอง ดังนั้น
เราจะเห็นว่านายกฯ ทักษิณ มีปัจจัยหลายอย่างที่ได้เปรียบ ลีกวนยู และมหาธีร์
ซึ่งทั้งคู่ต้องใช้เวลาในการสร้างความมั่นคงภายใน
"อย่างการเติบโตของกลุ่มอัมโนในมาเลเซียต้องใช้เวลานาน ขณะที่ทักษิณใช้เวลาเพียง
3-4 ปี ตรงนี้อาจชดเชยกันได้ ไม่ต้องรอถึง 10 ปีจึงจะเป็นที่ยอมรับของประชาชน
ส่วนบุคลิกภาพของคุณทักษิณก็จัดว่าดี ยกเว้นว่าปากไวไปนิดหนึ่ง ถ้าระมัดระวังก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร"
แต่การไม่มีปัญหาภายใน หรือการมีฐานที่ดี ไม่ใช่ว่าจะเพียงพอสำหรับตำแหน่งผู้นำ
อ.สุรชัย ยังชี้ว่า
"สิ่งที่ผมเป็นห่วงคือตัวนโยบาย สิ่งที่คุณทักษิณทำ เท่าที่ผ่านมาเป็นนโยบายระดับประเทศ
เป็นนโยบายสร้างความมั่นคง สร้างระเบียบ และฟื้นฟูเศรษฐกิจของไทย แต่ยังไม่มีนโยบายอะไรที่เป็นตัวแทนความมั่นคง
ค่านิยม หลักการ หรือนโยบายของอาเซียนเลย
"คุณทักษิณไปพูดในเวทีระดับโลกหลายแห่ง ประเด็นที่พูดมันเป็นตัวแทน
(represent) ไทยแลนด์ ไม่ใช่ค่านิยมหรือวิสัยทัศน์ของภูมิภาค ตัวนี้ที่ต่างกับมหาธีร์
ขณะที่มหาธีร์ พูดถึงเอเชียน แวลู, เอเชียน เวย์ ลีกวนยูก็พูดถึงอีสต์ เอเชียน
ดีเวลลอปเมนท์ โมเดล แต่คุณทักษิณพูดถึงทักษิโณมิคส์ การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยแลนด์
หรือนโยบายต่างๆ ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศไทย ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่ามีข้อผิดพลาดอะไร
เพียงแต่ว่าถ้าอยากโก อินเตอร์ ก็ต้องมีจุดยืนและวิสัยทัศน์ที่กว้างขึ้น"
ด้วยบทบาทในห้วงเวลานี้ที่นายกฯ ของไทยมีกำหนดการเดินทางไปต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ถามว่าภาพที่เห็นนี้ ผู้นำไทยต้องการบอกแก่สังคมว่าเขากำลัง 'โก อินเตอร์'
ใช่หรือไม่ อ.สุรชัยตอบเพียงสั้นๆ ว่า "แน่นอน" แต่เมื่อถามว่า
หากว่านายกฯ ทักษิณ ขึ้นมาเป็นผู้นำอาเซียนจริง คนไทย และประเทศไทยจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง?
"ตอนนี้อาเซียนกำลังขาดผู้นำ ถ้านายกฯ สามารถมีวิสัยทัศน์เป็นตัวแทนค่านิยม
ผลประโยชน์ของอาเซียนได้ เขาก็เป็นผู้นำอาเซียนได้ ถามว่าตำแหน่งนี้สำคัญไหม
ก็ทำให้เกียรติภูมิของคุณทักษิณ และประเทศไทยสูงขึ้น เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ
และเรื่องอื่นๆ ก็จะตามมา
"เราจะเห็นว่าหลังจากปี ค.ศ.1997 ต่างชาติขาดความเชื่อถือในเศรษฐกิจและความมั่นคงของอาเซียน
ถ้าคุณทักษิณมีนโยบายสร้างความเชื่อมั่นของต่างชาติให้กลับมาใหม่ ก็จะเกิดประโยชน์และเป็นที่ยอมรับของทั้งภูมิภาคโดยปริยาย
แต่เรายังไม่เห็นบทบาทนี้ของคุณทักษิณ เราเห็นแต่บทบาทในระดับผู้นำประเทศไทย"
แม้อาเซียนจะมีสมาชิกเพียงไม่กี่ประเทศ แต่ถามว่าอาเซียนมีความสำคัญต่อเวทีโลกหรือไม่
คำตอบคือ สำคัญ โดย ศ.ดร.สุรชัย อธิบายว่า พิจารณาจากช่วงก่อนปี 1997 เราจะเห็นว่าอาเซียนมีประเทศมหาอำนาจทุกประเทศเป็นคู่เจรจา
(dialogue partner) แต่นับจากปี 1997 เป็นต้นมา ความสำคัญของอาเซียนลดลง
บวกกับการเติบโตของจีน อย่างไรก็ดี อาเซียนยังมีความสำคัญอยู่ ถ้าสามารถฟื้นฟูเครดิตขึ้นมาใหม่
โดยเฉพาะนโยบายเดิมๆ ของอาเซียน ซึ่งทักษิณไม่ได้ไปแตะเลย เช่น วิสัยทัศน์
2020 ที่ต้องการให้อาเซียนเป็น อินเวสท์เมนท์ แอเรีย ถ้าหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมา
ก็จะทำให้เป็นผู้นำอาเซียนขึ้นมาได้บ้าง
ทว่า ที่ผ่านมาผู้นำของไทยไม่ได้แสดงวิสัยทัศน์ หรือมีนโยบายที่ชัดเจนในการเป็นผู้นำของภูมิภาคนี้เลย
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเดือนตุลาคม 2546 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค
และมีการโฆษณาเผยแพร่ตามสื่ออยู่เป็นระยะๆ
"คุณได้ยินอะไรในโฆษณา ได้ยินว่าไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากเอเปค แต่ไม่เคยได้ยินว่าแล้วอาเซียนจะได้อะไรจากเอเปค
ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าคิดจะเน้นผลประโยชน์ของไทยเป็นสำคัญ แต่หากว่าอยากเป็นผู้นำอาเซียน
ก็ต้องเปลี่ยนจุดยืนใหม่ อาจเป็นจุดยืนขั้นที่สอง ถ้าไทยมั่นคงแล้ว เศรษฐกิจดีแล้ว
และคุณอยากเป็นผู้นำระดับภูมิภาค ก็ต้องหาจุดยืนระดับสูงขึ้น เป็นต้นว่า
ทำอย่างไรลาว เขมร กัมพูชา ฟิลิปปินส์ พม่า บรูไน ฯลฯ เขาได้รับประโยชน์จากการประชุมเอเปคด้วย
ถ้าคุณมีวาระแบบนั้น ก็จะเป็นผู้นำอาเซียนได้
"หากมองย้อนกลับไป การที่มหาธีร์ หรือลีกวนยู มีบทบาทโดดเด่นขึ้นมา
กระทั่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำอาเซียน นั่นเป็นเพราะทั้งคู่มีความเป็น
'เอเชียนิยม' และต่อสู้กับการครอบงำของตะวันตก เพราะฉะนั้น จุดยืนของเขาอยู่ที่ภูมิภาค
เราจะเห็นว่ามาเลเซียใช้วิสัยทัศน์พูดถึงความดีของภูมิภาคของเอเชีย ประเทศอื่นๆ
ที่เป็นเอเชียก็รู้สึกว่ามหาธีร์พูดแทนพวกตนด้วย..."
กล่าวโดยสรุป ในห้วงเวลานี้นายกฯ ทักษิณ มีศักยภาพ ความเหมาะสม สามารถขึ้นมาแสดงบทบาทเป็นผู้นำอาเซียนได้
เพียงแต่ว่าต้องมีนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ข้ามพ้นประเทศไทยออกไป ต้องเป็นวิสัยทัศน์ในระดับของอาเซียน
ซึ่งทำให้นานาประเทศยอมรับได้ เพราะนายกฯ มีต้นทุนที่ดี แต่การประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ
ก็ยังไม่สามารถซื้อใจสมาชิกอาเซียนได้ เพราะนายกฯ ของเรายังไม่ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่แสดงถึงความเป็นผู้นำอาเซียน
"ถามว่านโยบายอะไรของคุณทักษิณที่เป็นตัวแทนของ ลาว เขมร มีไหม คำตอบคือไม่มี
รวมทั้งเขายังไม่ค่อยไว้วางใจเราด้วย ดังนั้น ถ้าอยากเป็นผู้นำ ต้องมีนโยบายที่ต้องเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของทั้งภูมิภาค
ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และช่วงนี้ก็นับว่าเป็นโอกาสดี เพราะสหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่อยู่เบื้องหลังนโยบายของโลกกำลังมีปัญหา
ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เราน่าจะใช้โอกาสนี้ทำนโยบายให้แตกต่างจากเขา
และทำให้เป็นนโยบายของอาเซียนขึ้นมาให้ได้" อ.สุรชัย ย้ำอีกครั้ง ก่อนจะฝากภารกิจถึงทีมงานของนายกฯ
ว่า
"ผมอยากให้ที่ปรึกษาคุณทักษิณ ไปสรุปตัวนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นแนวทางให้แตกต่าง
จำได้ไหมว่าปี 1993 เวิลด์แบงก์สรุปอีสต์เอเชียนโมเดล (หรือเอเชียน มิราเคิล)
ออกมา พอปี 1997 ก็ถูกอเมริกาตีจนพัง ฉะนั้น ถ้าผู้นำไทยสามารถเสนอบทเรียนอะไรขึ้นมา
อาจเรียกว่าทักษิโณมิคส์โมเดลก็ได้ นั่นจะทำให้เขาโด่งดังขึ้นมา แต่ต้องเป็นโมเดลที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
ไม่ซ้ำกับไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ เป็นโมเดลที่สามารถประยุกต์ใช้กับประเทศกำลังพัฒนา
หรืออย่างน้อยใช้ในอาเซียนได้"
อาจถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะอรรถาธิบายถึง 'ทักษิโณมิคส์ โมเดล' แทนที่จะให้นักวิชาการ
สื่อมวลชน ชนชั้นนำในสังคม ฯลฯ ต้องเก็บประเด็นและตีความไปต่างๆ นานา
หากมั่นใจว่าโมเดลที่ใช้ถูกต้องจริงแท้แน่นอน เกรงไปไยกับลมปากของผู้คน"
Sam (141.219.149.237)
15 ก.ย. 2546 20:40:10
ความคิดเห็นที่ 4
เห็นด้วยกับคุณ Sam ครับ
สิ่งที่ยังไม่ชัดเจน คือ โมเดล การบริหารจัดการทั้งประเทศ
ไม่ว่าการเมืองการปกครอง
การปกครองส่วนภูมิภาค
และโครงร่างเศรษฐกิจ
ถ้าหากผมเป็นนักวิชาการที่เฝ้ามองการทำงานของรัฐบาลนี้ ย่อมมีสิทธิ์เป็นห่วง
แต่การเป็นห่วงนั้นกลับกลายเป็นการโจมตีเพียงด้านเดียว
โจมตีที่หลักการ เพียงแค่คำว่า บูรณาการ กับ ซี อี โอ มันยังก้ำกึ่งกันอยู่กับระเบียบวิธีเก่าๆที่หลายคนมองว่ามันช้า..แต่รอบคอบ
เราต้องยอมรับว่านี่เป็นเศรษฐกิจแนวใหม่ ที่มุ่งเน้นความสองแนวทาง ระหว่างเศรษฐกิจเสรีนินมและสังคมนิยม
ภายในประเทศเดียว
(คำพูดคล้ายๆฮ่องกง....ประเทศเดียวสองระบบ)
การแยกเป็นแนวคู่หรือสองราง อาจดูเหมือนจะขัดใจใครต่อใครหลายคน แต่เท่าที่มองดู
มันมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่
เราทำการค้าและพัฒนาประเทศด้วยระบบทุนนิยมเสรีกันมาตลอด ความขัดแย้งของสังคมสองแบบอย่างที่
อาจารย์เอนกแยกแยะให้เป็น สองนัคราประชาธิปไตย นั่นแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาตามแผนที่พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ก้าวพลาดมาตลอด ยิ่งพัฒนาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนก็ยิ่งห่าง
จะมีวิธีจัดการใด ที่จะให้ประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชนทั้งสองกลุ่มนั้น
ในขณะเดียวกันเราก็ต้องแข่งขันกับต่างประเทศในระบบเสรี ไม่ว่าเสรีทางการค้าและเสรีทางารเงิน
มันเป็นช่วงปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ
กล่าวโดยสรุป มันอาจจะเร็วเกินไปที่จะสรุปผลงานการทำงานของรัฐบาลและแนวนโยบายใหม่
ซึ่งยังไม่เคยมีใช้กันในโลก
ในแง่วิชาการ มันต้องมีการกระทบกระทั่งทางความคิดเป็นของธรรมดา
แม้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ต้องมาวิเคราะห์ "ทักษิโณมิค"
กันอย่างถ่องแท้ แทนที่จะมองแค่จุดด้อยแต่เพียงอย่างเดียว น่าจะนำจุดดีออกมาขยายให้เห็นด้วย
การทำงานทุกอย่างต้องมีต้นทุน เพราะฉนั้นสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจลืม ต้นทุนของ
ซี อี โอ คือ "เวลา" หรือ "โอกาส"
ที่ผมบอกว่า "เวลา"คือต้นทุน ผมหมายถึงการทันเหตุการณ์ ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
เราอาจต้องสูญเสียการร่วมตัดสินใจในบาง"โอกาส"
บางที่"โอกาส"ในบางเรื่อง มันมองเห็นไม่เหมือนกัน
ผมคิดว่าตรงนี้กระมัง ที่อาจารย์ธีรยุทธ์เป็นห่วงเป็นใย จนถึงกับสามารถสรุปว่า
ซี อี โอ ในระยะแรกประชาชนพอใจ แต่ในระยะยาวอาจมีผลเสีย คือการติดยึดในอำนาจนั้น
แต่จริงๆคืออะไร เรายังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
แต่สิ่งที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ มันมีสัญญาณที่ดีเกิดขึ้นหลายๆตัว
แม้เราจะอ้างว่าเศรษฐกิจที่อื่นไม่ดี เขาจึงมุ่งมาที่เมืองไทย
ประเด็นนี้อาจกล่าวอ้างไม่ได้ชัดเจนเพราะต้องถามกลับว่า
ตลาดการเงินทำไมจ้องมาลงที่ไทย
คำตอบของมันก็คือ เราได้สร้างโอกาสให้เกิดขึ้นสำหรับประเทศของเราเอง
การใช้พลังทั้งมวลของคนไทย ทุ่มเทลงไปในการแก้ปัญหา สร้างขวัญและกำลังใจให้กับทุกฝ่าย
ก็แน่ละ นักวิชาการอาจมองด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ
พูดง่ายๆเขากลัวใครบางคน.."ฉวยโอกาส" กระมังครับ
มันสำคัญว่า รัฐบาลจะสร้างความไว้วางใจให้กับ นักวิชาการและฝ่ายค้านได้มากน่อยแค่ใหน
ส่วนประชาชน ไม่ว่ารากหญ้าหรือยอดหญ้า ค่อนข้างพอใจในจุดที่เป็นอยู่
ดังนั้น.."ผลงาน"..คือคำตอบครับ
"เวลา"...ที่จะร่วมกันศึกษา...คือคำตอบ
ถ้าเราคิดว่าเราเดินมาถูกทาง โดยโมเดล .."ทักษิโณมิค"....ก็ควรสร้างโมเดลนี้ให้ชัดเจนจนสามารถจับต้องได้อย่างแท้จริง
ผมว่าอาจารย์ธีรยุทธ์ไม่ผิดหรอกครับ
มันขึ้นอยู่กับว่าอาจารย์ใส่แว่นสีอะไร
ต้องการบอกจุดด้อยเพื่อแก้ไขหรือดิสเครดิตรัฐบาล
ผมมองได้แค่นี้จริงๆครับ ยังไงละก็...ขอเวลาพิสูจน์ครับ...
เด็กใหม่ (203.156.5.194)
15 ก.ย. 2546 22:12:26
ความคิดเห็นที่ 5
Khun New-kid krab,
Your idea is much better than Mr. Theerayuth. I really want to read and
learn how people think. I happy that many people in this web have it.
But I still disappoint with some of them. See you around krub Khun new-kid.
Sam (141.219.149.237)
15 ก.ย. 2546 22:48:32
ความคิดเห็นที่ 6
ที่ผมมองว่าอาจารย์ธีรยุทธ์มองไม่ผิด สรุปที่คำว่า
ดีระยะสั้น
ไม่ดีระยะยาว
สองคำนี้ต้องขยายออกมาให้ชัดเจน
ดีระยะสั้นคืออะไร..ประชาชนพอใจมั๊ย ดีสำหรับใคร
ไม่ดีระยะยาวมีอะไรบ้าง ตรงนี้ต้องการคำขยายอีกมากมาย คือฟังแค่นี้ มันมองไม่เห็นเป็นรูปธรรมว่าอาจารย์ธีรยุทธต้องการสื่ออะไร
อาจจะพูดได้ว่า นี่เป็นเพียง introduction
ส่วนของจริงต้องรอฟัง 6 ตุลาโน่นแหละครับ
รออีกไม่นาเราคงเห็นภาพชัดเจนขึ้นครับ
ผมคิดว่าระดับ อาจารย์ธีรยุทธ ...ไม่ธรรมดาครับ...ที่ออกมาแค่นี้
แค่น้ำจิ้ม...ออรเดิร์ฟครับ
ส่วน เมนคอร์ส...คิดว่าอร่อยกว่านี้ครับ
แค่เรียกน้ำย่อยยังทำเอาท่านผู้นำเบรคแตก...
ถ้าเจอหมัดตรงๆ ผมว่านายกคงอยากพูดคำว่า..."ตบปาก"...เข้าไปโน่น
นักวิชาการอาจต้องพูด...ผู้น้อยสมควรตาย...ขอท่านประมุขไว้ชีวิต
เด็กใหม่ (203.156.5.194)
16 ก.ย. 2546 00:25:39
ความคิดเห็นที่ 7
สวัสดีครับ..ความเห็นคุณเด็กใหม่สนุกและน่าติดตามครับ..ตกลงเวลาอาจารย์ธีรยุทธไปบรรยายพิเศษ
ท่านได้ค่ารถมั๊ยครับ?และฝ่ายผู้จัดได้กำหนดหัวข้อให้พูดหรือเปล่า???
เพียงแต่ผมเห็นว่าท่านมีปมด้อยที่ในความรู้สึกน่ะครับ..ท่านบอกว่า
รัฐบาลนี้ยุคนี้เป็นรัฐบาลเทวดา..พร้อมเนรมิตทุกอย่างให้คนไทยเพียงขออย่างเดียวอย่าวิจารณ์รัฐบาล...ผมว่าท่านธีรยุทธทั้งมีปมด้อยไม่มีความมั่นใจในวุฒิภาวะของความเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งเท่านั้น
ท่านยังมีความสับสนในส่วนลึกของจิตใจพร้อมการกระทำที่ขัดแย้งด้วยน่ะครับ..
วิชา (203.176.226.214)
16 ก.ย. 2546 07:53:47
ความคิดเห็นที่ 8
อิ อิ คราวที่แล้วโดนไล่กลับเข้าห้องสมุดคงพอจำกันได้นะครับ จริงๆแล้วตอนที่เข้าเป็นรัฐบาลใหม่ๆ
อาจารย์ท่านวิจารณ์ดีนะครับ
ลองๆไปค้นดูตอนต้นปี 2545 หรือ 2546 ทั้ง 2 ครั้งที่ออกมา ผมก็มองว่าอาจารย์มุ่งหวังสูง
แต่ท่านมาตั้งชื่อ ทักษิณานุวัตร หรืออะไรทำนองนี้แหละครับ วิ่งกลับห้องสมุดแทบไม่ทัน
คราวนี้กลับมาเล่นทักษิโณมิค โดนไล่ไปเดินขบวน ฮ่า ฮ่า คราวหน้าสงสัยท้าให้ลากปืนมายิงกัน
ที่จริงงานนี้แค่ออเดิร์ฟจริงๆครับ ของจริงยังไม่ออก รอ 6 ตุลานะครับ ส่วนของอาจารย์
ส. ศิวลักษณ์ เห็นบอกจะออกตอนเดือนพฤศจิกายนครับ เขาจัดลำดับการออกเป็นรุ่นๆครับ
อ๋อถามผมเรื่องค่ารถค่ารา คงได้ผ้าแพรมน เอ้ยผ้าเช้ดหน้ากับสะบู่มั๊ง...ล้อเล่นครับ...ก็นายอานันท์เชิญ...คงไม่ต้องอะไรมากมั๊งครับ...
ก็แค่เอาใจพรรคพวกแค่นั้นเองครับ
พวกสภาที่ปรึกษาเขาไม่ค่อยมีบทบาท เรื่องจริงนะครับ สภาตั้งมาแล้วก็เหมือนหัวหลักหัวตอ
พูดอะไรออกไป กลัวนายกไม่ฟัง เพราะหูอักเสบตั้งแต่ปีที่แล้ว
เลยเอาอาจารย์ธีรยุทธ์ออกมาเปิดหัวขบวน เดี๋ยวหางเครื่องจะออกตามๆกันมา ไม่ต้องห่วงครับ
มองให้ขำมันก็ขำครับ มองให้สนุกมันก็สนุก
พอนายกมาแรง อาจารย์ ส. ก็คาบคัมภีร์ออกมาเตือน เย็นไว้โยม
อาจารย์ อัมมาร์ก็มากระแทกต่อ...พูดแทนฝ่ายค้านทั้งนั้นครับ
ถึงบอกว่าฝ่ายค้านตอนนี้ทำหน้าที่แทน ปอเต๊กตึ๊ง...รอเก็บศพไงครับ...แถมเตรียมผ้าพันแผลให้พรรคพวกอีกต่างหาก
โดนหมัดสวนสองสามดอก ก็ออกอาการ...หาว่านายกกัดหูเล่นนอกกติกาไปโน่น...
เด็กใหม่ (203.156.5.194)
16 ก.ย. 2546 09:01:01
ความคิดเห็นที่ 9
อืม จะว่าท่านนายกฯ ไม่พูดถึง ไม่มีจุดยืนเพื่อเอเชียน หรือ "Asianomics"
ก็ยังสรุปไม่ได้นะครับ เพราะท่านระมัดระวังที่จะไม่เข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของเพื่อนบ้าน
แต่ท่านก็พยายามสร้างแนวร่วม สร้างมิตรภาพระหว่างประเทศเพื่อนบ้านแบบถ้อยทีถ้อยพูดจากัน
เช่น
- ได้เสนอ Road Map หรือแนวทางแก้ปัญหาการเมืองภายในประเทศ
ให้แก่รัฐบาลพม่า เพื่อเป็นแนวทาง หรือคู่มือในการประสานความสามัคคีและความร่วมมือระหว่างชนเชื้อชาตินับร้อย
ๆ เผ่าในพม่า
- ได้ให้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมให้แก่ประเทศเพื่อนบ้านตามฐานะของเรา
เช่น ให้เงินแบบให้เปล่า (Grant) แก่พม่าในการสร้างอาชีพใหม่ ๆ แทนการปลูกพืชยาเสพติด
หรือให้แนวคิดในการยกฐานะชนเผ่าต่าง ๆ ให้มีช่องทางทำมาหากินในทางที่ถูกต้อง
เช่น หาแหล่งท่องเที่ยวในพม่า หาทางลงทุนร่วมกับพม่า ยอมรับคนพม่าให้เข้ามาทำงาน
แบบให้เป็นแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย เป็นต้น
2. ให้ความร่วมมือกับลาวในการจัดการเดินเรือในแม่น้ำโขง
เพื่อให้กลายเป็นแหล่งขนถ่ายสินค้าระหว่างประเทศ ให้การศึกษาอบรมในด้านต่าง
ๆ ก็คนลาว รวมถึงซื้อหาสินค้าจากลาว และยกเว้นภาษี หรือเก็บภาษีในอัตราพิเศษแก่สินค้าเกษตรของลาว
โดยเฉพาะเรื่องกระแสไฟฟ้าของลาว มีเท่าไหร่ไทยรับซื้อทั้งหมด ทำให้ลาวมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ
พอที่จะนำไปเป็นงบประมาณพัฒนาประเทศได้ เป็นต้น
- ในเขมร ก็สามารถแปรวิกฤตให้เป็นโอกาส เช่น หาทางให้เขมรมีความรู้สึกที่เป็นมิตรกับไทย
และให้นักลงทุนไทยมีส่วนร่วมกันการสร้างสรรค์สังคมเขมรด้วย เช่น ไม่เอาเปรียบและกอบโกยสถานเดีย
แต่ต้องดำเนินกิจกรรมที่เป็นธรรม และเป็นประโยชน์แก่ท้องถิ่นตามสมควร รวมทั้งการเปิดชายแดน
เปิดจุดผ่านแดนเพิ่มขึ้น เพื่อสะดวกในการท่องเที่ยวระหว่างกัน มีการช่วยเก็บกู้กับระเบิด
และสร้างถนนหนทางให้ในบางจุดตามที่เขมรขอร้องมา เป็นต้น
- ด้านมาเลเซีย ก็ถือว่าได้ร่วมมือกันในเรื่องต่าง ๆ ด้วยดีตลอดมา
ไม่เว้นแม้แต่เรื่องโจรก่อการร้าย 2 สัญชาติ การท่องเที่ยว การค้าขายระหว่างกัน
นี่ก็เพิ่งจะเชื่อมสายไฟฟ้าแรงสูงของทั้ง 2 ประเทศ ให้เข้าเป็นเครือข่ายเดียวกัน
ไทยได้เป็นตัวแทนโดยปริยายของประเทศในภูมิภารนี้โดยปริยาอยู่แล้ว
แต่การจะออกหน้าออกตาจนเกินไป ก็อาจจะทำให้ประเทศแถว ๆ นี้ เกิดความอีหรักอีเหรื่อ
ว่าไทยจะไปครอบงำเขา จะต้องทำให้เขาไว้วางใจในพฤติกรรมของเราก่อน เพราะพ่อค้าไทย
หรือคนไทย มักจะมีการไปค้าขาย ไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ในลักษณะ "ตีหัวเข้าบ้าน"
จนลาวบ่นว่าพ่อค้าไทยจะไปผลาญป่าไม้ของเขาจนเหลือแต่ภูเขาหัวโล้น เขาเลยบ่นดัง
ๆ ข้ามประเทศให้ได้ยินได้ฟังกันเสมอ ๆ
เนื่องจากประเทศแถบ ๆ นี้ ตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดินิยมตะวันตกมาก่อน
และถูกยึดครองนานนับร้อยๆ ปี แถมใช้วิธีปกครองแบบ "แบ่งแยกแล้วปกครอง"
ตามกฎ Divide and Rule มาตลอด จนทำให้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ไว้ใจกัน และทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดมา
เช่น การแบ่งเส้นแดนประเทศ ก็แบ่งให้มันผิดธรรมชาติเข้าไว้ อย่างในสัญญาฯ
ระบุให้ทุกเกาะแก่งในลำน้ำโขง เป็นของลาวทั้งหมด หรือ เขียนสัญญาให้มันยุ่งเข้าไว้
จนไป ๆ มา ๆ ไทยกับเขมรต้องทะเลาะกันเรื่องเขาพระวิหาร แทบมองหน้ากันไม่ติด
ขนาดเจ้าสีหนุก็ยังด่าว่าไทยทุกครั้งที่มีโอกาส
ต้องปล่อยให้กาลเวลาค่อย ๆ เจือจางความคิดชาตินิยมลงให้ได้ก่อน
บางทีอาณาเขตก็สามารถตกลงกันได้ง่าย ๆ เช่น ระหว่างลาวกับไทย ก็เหลือเพียงนิดเดียวที่ยังเป็นปัญหาอยู่
อีกไม่นาน เส้นแบ่งชายแดนก็จะเรียบร้อยลงตัว ไม่ต้องทะเลาะกันเรื่องเขตแดนอีกต่อไป
มันมีปัญหาแม้กระทั่งทางทะเล ถ้าไม่ยอมกันและกัน ก็ต้องทะเลาะกันไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะอาณาเขตทับซ้อนตามกฎหมายสากล 200 ไมล์จากฝั่งของแต่ละประเทศ นั่นแหละ
เราจึงต้องมีแหล่งแก๊ซร่วมกัน น่านน้ำร่วมกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จึงสามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติได้อย่างในปัจจุบัน
ดังนั้น นโยบายต่างประเทศเราต้องระมัดระวังมากครับ เพราะเราเป็นจุดศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์
เอี้ยวไปทางไหน ก็อาจกระทบกระทั่ง เหยียบเท้ากันโดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้
ประเทศอื่น ๆ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ เขาอยู่ชายขอบ เขาจะพูดจาโผงผางอย่างไร
ก็ไม่กระทบกับเพื่อนบ้าน ขืนไทยไปพูดอย่างลีกวนยิว หรือมหาเด่ห์ ก็อาจมีเรื่องกับประเทศเพื่อนบ้านเมื่อใดก็ได้
อย่างมหาเด่ห์พูดถึงพม่า พูดถึงนางอองซานซูจี พม่าก็เฉย ๆ แต่พอไทยอ้าปากจะพูดบ้าง
พม่าเขาอ่อนไหวทันที ครับ
บุญเกิด (202.133.164.59)
16 ก.ย. 2546 11:23:23
ความคิดเห็นที่ 10
ครับคุณบุญเกิด
ถ้ามองกันถึงการแสดงวิสัยทัศน์หรือบทบาทนายกทักษิณ ในเวทีโลก ในฐานะอาเซี่ยนหรือเอเชีย
ถ้าเราจำกันได้ ตอนเป็นรัฐบาลใหม่ๆ นายกพูดถึง "พลังเอชีย" พูดถึง
เอเชียบอนด์ ตรงนี้ผมว่ามันเลยความเป็นผู้นำอาเซี่ยนแล้วครับ
อย่าลืมว่า ACD เกิดขึ้นโดยรัฐบาลนี้ แถมยังพ่วงเอาใครต่อใครมาร่วมอีกหลายประเทศ
การแสดงบทบาทแบบเอเชียนิยม มองในแง่หนึ่ง อเมริกาอาจหมั่นไส้ ไม่ไว้วางใจ
เพราะถ้าเมื่อไหร่ เอเชียรวมกันติด ถ้าไปพ่วงกับอียู หรือยุโรป อเมริกาจะต้องคิดหนัก
วิธีที่จะอยู่บนจุดสมดุลของมหาอำนาจ ตรงนี้ต่างหากที่น่าสนใจ
ทำยังไงใหุ้ดุลอำนาจ มันมาอยู่ที่เรา เราเอนไปใหน ดุลเสียทันที
ผมก็พูดเกินเลยไปหน่อย อาจพูดว่าใช้พลังที่ตนเองมีอยู่ กับพลพรรคอาเซี่ยน
ตรงนี้น่าจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศเราได้มาก
มันยังมีการสร้างตลาดสินค้าเกษตร หรือสินค้าต่อเนื่องการเกษตร ที่สามารถเติบโตได้อีกเยอะครับโอกาสของประเทศแถบเอเชียใต้
ยังไง็มีความมั่นคงด้านอาหารอยู่
เทคโนโลยี่มันกินไม่ได้ซะด้วยซีครับ
เด็กใหม่ (203.156.5.194)
16 ก.ย. 2546 12:09:44
ความคิดเห็นที่ 11
I'm so happy in this topic. It's fulll of creative ideas. Thanks to Khun
Wicha, Khun New-kid, and Khun Boonkerd.
I gave the example above because I think that this is the way how to be
a technocrat, and how to criticize. Please correct me if I'm wrong about
this.
Sam (141.219.149.237)
16 ก.ย. 2546 20:56:23
ความคิดเห็นที่ 12
คุณSam มองไม่ผิดหรอกครับ
เขาวิจารณ์เพื่อผลบางอย่าง แค่นั้นเองครับ
อย่าลืมว่า "กลุ่มผลประโยชน์" ในการเมืองไทยมีหลายกลุ่ม
เราจะเห็น ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล นักวิชาการ เอ็นจีโอ และพ่อค้าประชาชน
องค์ประกอบเหล่านี้ ต่างอยู่ภายในสังคมเดียวกัน การคิดร้ายต่อประชาชนคงไม่มี
แต่การดิสเครดิตรัฐบาลมีแน่นอน
ในรัฐบาลมีพ่อค้า ฝ่ายค้านมีพ่อค้า สภาที่ปรึกษาเศรษฐิกจและสังคม ก็มีพ่อค้า
มีกลุ่มผลประโยชน์
การให้นักวิชาการที่มีแนวคิดไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาลออกมาพูด ก็เปรียบเสมือนสงครามตัวแทนธรรมดาๆนี่เองครับ
หากเอาคำพูดนี้ไปใส่ปากฝ่ายค้าน ผมคิดว่าผลสะเทือนจะออกมาไม่เหมือนกัน
นายกอาจตอบโต้อย่างอื่น หรืออาจหัวเราะเฉยๆ บอกให้รอชาติหน้าหรืออะไรแบบนั้น
ผมคิดว่าการวิจารณ์ของอาจารย์ คือเกมหนึ่งบนกระดานการเมืองไทยแค่นั้นเองครับ
เพราะ"ทักษิโณมิค" ยังรอการพิสูจน์ในระยางอยู่ครับ
ผลดีในระยะสั้นก็ตรงกับที่อาจารย์พูด แต่ระยะยาวยังต้องพิสูจน์ คือพูดในเรื่องอนาคต
มันไม่มีใครผิดใครถูก
เพราะไม่มีใครทำนายอนาคตได้
แม้แต่นายกเองก็เถอะครับ....ที่จริงถ้ามองแบบoptimist มองในแง่ดี ผมกลับมองว่าตัวนายกเองนั่นแหละ
ต้องพิสูจน์ว่า
ทักษิโณมิค ดีทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ซ.ต.พ.
เด็กใหม่ (203.156.8.13)
17 ก.ย. 2546 01:55:19
ความคิดเห็นที่ 13
อยากได้ความเห็นของคนที่วิจารณ์อาจารย์ธีรยุทธที่ต่างจากนายกบ้าง
เพราะเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง พูดเหมือนกับนายกมาพูดเอง
เป็นเกมการเมือง ไม่มีข้อเสนอแนะ อะไรเทือกนี้ ฟังจากนายกคนเดียวก็พอแล้ว
KKP (203.170.191.1)
17 ก.ย. 2546 16:31:57
ความคิดเห็นที่ 14
วิจารณ์การเมือง มักสอดใส่อารมณ์หรือคิดถ้อยคำเชิงเปรียบเทียบ
คนที่รับสาร ต้องคิดหลายชั้น คิดให้ถึงประเด็นที่แท้จริงที่เขาต้องการสื่อ
ผมสรุปโดยไม่เอาคารมหรือเปลือกในข้อวิพากย์ ผมสรุปในความเห็นที่ 12 ไปแล้วครับ
ดีระยะสั้น...ถูกต้องทั้งสองฝ่าย
ไม่ดีระยะยาว....ยังต้องการการพิสูจน์ครับ ไม่มีใครมองเห็นอนาคตครับ
เด็กใหม่ (203.156.14.169)
17 ก.ย. 2546 23:48:49
|