ภายหลังสงครามโลกสงบลงในปี พ.ศ. 2489 เจษฎาจารย์ท่านต่างๆเริ่มทยอยเดินทางกลับมา การออกแรงซ่อมแซมปรับปรุง
อาคารครั้งใหญ่จึงได้เริ่มต้นขึ้น รวมไปถึงการขยับขยายอาคารสถานที่ให้เหมาะกับยุคสมัย เนื่องจาก 25 ปีของช่วงเวลานี้นับเป็นอีกครั้งหนึ่ง
ของความเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจไทยคือการเริ่มต้นแผนพัฒนาฯฉบับแรกในปีพ.ศ. 2500 สิ่งนี้มีผลมากต่องานก่อ
สร้างต่างๆเช่นเดียวกับที่มีผลต่อทัศนคติต่อการศึกษา
อาคารสุวรรณสมโภชซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นที่รำลึกครบรอบ 50ปีที่คณะเจษฎาจารย์คณะเซนต์คาเบรียลได้เข้ามาดำเนินงานใน
ประเทศไทย ถูกกำหนดให้มีขึ้นบนพื้นที่ด้านตะวันออกโดยรื้อโรงเล่นหลังคาไม้สักออก การสร้างอาคารครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อการเพิ่มเติมจำนวน
ห้องเรียน แต่เพื่อประโยชน์ใช้สอยอื่นที่มากขึ้นกว่าในยุคก่อนจึงทำให้วิธีการก่อสร้างขนาดอาคารเปลี่ยนแปลงไปจากยุคก่อนทั้งสามช่วงทั้ง
งบประมาณการก่อสร้างก็นับว่าสูงถึงกว่า 5ล้านบาท
อาคารสุวรรณสมโภช หรือ Jubilee Hall จัดสร้างขึ้นในช่วงพ.ศ. 2491 - 2494 เป็นอาคารขนาดใหญ่ ตัวอาคารยาว
86.28เมตร กว้างส่วนกลาง 17.84เมตร ปีกระเบียงกว้าง 8.70เมตร สูง 22เมตร ตรงกลางเป็นหอประชุมใหญ่จุได้ 2800ที่นั่ง นอกจาก
เป็นห้องประชุมธรรมดาแล้วยังจัดห้องฉายภาพยนตร์ และอุปกรณ์แสงเสียงเพื่อการแสดงไว้ด้วย พื้นชั้นล่างใต้ห้องประชุมเป็นห้องพลศึกษา
และห้องพักนักเรียนและครู และมีห้องเรียนภายในอาคารด้วยลักษณะอาคารเป็นแนวใหม่ที่กำลังเป็นที่นิยมในสมัยนั้นคือเป็นอาคารที่เน้นเรื่อง
สัดส่วนตัวอาคาร และเส้นแสงเงาของครีบกันแดดที่มีประโยชน์ในด้านใช้สอยเป็นหลัก
ผู้รับเหมาก่อสร้างยังคงเป็นบริษัทคริสเตียนี แอนด์ นีลเสนซึ่งครั้งนี้มีสถาปนิกไทยร่วมงานเป็นผู้ช่วยด้วย คือ คุณไสว มงคล-
เกษม ซึ่งเป็นอัสสัมชนิกท่านหนึ่ง ผลงานของท่านภายหลังได้เป็นผู้ออกแบบอาคารหลายหลังของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล และอาคารสำคัญ
อื่นๆอีกมาก
นอกเหนือจากการสร้างตึกสุวรรณสมโภชแล้วเป็นการปรับปรุงอาณาบริเวณโรงเรียนให้เหมาะสมขึ้น เนื่องจากจำนวนนักเรียน
ที่เพิ่มมากขึ้น โรงเรียนมีความจำเป็นต้องจัดสร้างโรงโภชนาคารขึ้นตามคำสั่งของเทศบาลนครกรุงเทพฯ และกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้รื้อ
"ตึกเตี้ย" ออกเพื่อใช้พื้นที่ และขยับขยายแผนกประถมศึกษาไปไว้ที่เซนต์หลุยส์ ซอย 3 ถนนสาทรใต้ เนื่องจากห้องเรียนเริ่มไม่เพียงพอ
|