|

|
ความหมายของ
CPU
CPU กับ หน่วยความจำหลัก
โครงสร้างของไมโครโปรเซสเซอร์
กลไกการทำงานของ
CPU
เทคโนโลยีไมโครเซสเซอร์
เทคโนโลยี
MMX
โปรเซสเซอร์
1 กิกะเฮิร์ต
celeron
celeron slot 1
celeron socket
370
pentium 2
pentium 3
pentium 4
ความเป็นมาของการ OverClock CPU
Intel
|

|
|

|
-
เพนเทียม II
-
นับว่าการแข่งขันในตลาดซีพียูนับวันยิ่งแข่งกันสูงและพัฒนาเร็วขึ้น
เพนเทียม II อาจเรียกได้ว่าเป็นลูกผสมระหว่าง
เทคโนโลยี MMX และเพนเทียม
โปร กล่าวได้ว่าเพนเทียม
II ก็คือเพนเทียมโปรพร้อมเทคโนโลยี
MMX ซึ่งแรกเริ่มนั้น Intel
ให้ชื่อโค๊ดว่า คลามัธ (Klamath)
และต่อมาในท้ายที่สุดก็ได้ชื่อว่า
เพนเทียม II
-
- หน้าตาของตัวชิป
จะเห็นว่าไม่มีส่วนของเซรามิคเหมือนเพนเทียม
แต่จะเป็นแผงอลูมิเนียมระบายความร้อนแทน
ซึ่งจะถูกนำไปต่อเชื่อมกับ
heat sink ระบายความร้อนและพัดลมอีกทีหนึ่ง
เพนเทียม II ใช้เทคโนโลยี
.35 ไมครอน และใช้กระแสไฟฟ้า
2.8 โวลต์ และใช้กำลังไฟ
37.0 วัตต์ จำนวนทรานซิสเตอร์
7.5 ล้านตัว ชิปตัวนี้จะถูกนำไปติดตั้งบน
เมนบอร์ดเล็กๆ
ที่มีแคช อินเทลเรียกรูปแบบของชิบทั้งหมดว่า
SEC
-
-
-

-
- ทั้งหมดที่เห็นนี้คือส่วนที่เรียกว่า
Single Edge Cartridge (SEC)
ตรงกลางที่เห็นคือ
ชิป ซึ่งมีความเร็ว
233, 266, 300 333 MHz ให้เลือก
ส่วนของชิปทางด้านซ้ายและขวาคือ
L2 Cache ซึ่งมีความเร็ว
1/2 เท่าของความเร็วซีพียู
บริเวณขาเสียบเรียกว่า
PLGA (Plastic land-grid array) 242 ขา
ซึ่งต้องใช้กับ Slot I
ลักษณะคล้ายกับ Slot EISA
ด้วยวิธีการออกแบบ
PLGA นี้มีข้อดีประการหนึ่งคือปัญหาที่เกิดกับชิปแบบเก่า
คือ เมื่อถอด -ใส่ชิปอาจทำให้ขางอ
-หัก หมดไป และจำนวนขาของชิปน้อยลงเมื่อเทียบกับเพนเทียมคลาสสิค
หรือเพนเทียม โปร
-
จากภาพจะเห็นว่า
รูปร่างของเพนเทียม II
นั้นไม่เหมือนซีพียูรุ่นก่อนๆของ
Intel ซึ่งมีรูปทรงสี่เหลี่ยม
เพนเทียม II ออกแบบมาสำหรับใช้กับ
Slot เฉพาะที่มีชื่อเรียกว่า
Slot I ซึ่งเป็น Slot ที่มีรูปร่างคล้าย
Slot สำหรับการ์ดที่มีอินเทอร์เฟซแบบ
EISA และออกแบบส่วนประกอบของซีพียูให้อยู่บนเมนบอร์ดเล็กๆ
และใส่ในตลับเรียกว่า
S.E.C (Single Edge Contact Cartridge )
-
เมื่อสังเกตดูบนซีพียูจะพบส่วนประกอบแยกย่อยเป็นตัวชิปไมไครโปรเซสเซอร์หลัก
และอีกสองข้างเป็นแคชระดับสอง
(L2 Cache) ข้างละ 256 kB ปัจจุบันเพนเทียม
II ขายพร้อมขนาดแคชระดับสองขนาด
512 kB แต่ในอนาคต Intel จะผลิตชิปที่มีราคาถูกลงโดยลดขนาดของแคชระดับ
2 (L2 cache) เหลือ 256 kB
-
เหตุที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงหน้าตาและรูปแบบของไมโครโปรเซสเซอร์นั้นมีหลายประการ
ประการแรกคือการออกแบบซีพียูให้ทำงานที่สัญญาณนาฬิกาสูงมากๆ
สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ
ความร้อนที่เกิดขึ้นในชิประหว่างใช้งาน
เพื่อที่จะลดความร้อนในตัวชิปลง
Intel ออกแบบให้เพนเทียม II
ลดแรงดันไฟที่จ่ายให้กับซีพียูทุกครั้งที่ไม่มีการประมวลผลเพื่อป้องกันไม่ให้ชิปร้อนเกินไป
ในขณะเดียวกันแคชระดับสอง
(L2 cache) ไม่สามารถลดแรงดันไฟฟ้าได้
ดังนั้นรูปแบบของเพนเทียม
II จึงออกมาเป็นรูปแบบที่เห็นคือ
ตัวชิปและแคชระดับสองอยู่บนบอร์ดเดียวกันแต่แยกจากกัน
เรียกว่า S.E.C. มีรูปทรงตลับสี่เหลี่ยมผืนผ้าดังภาพบนสุด
-
ส่วนของ Slot สำหรับเพนเทียม
II นั้นไม่ใช่ขาแบบ PGA
(Pin Grid Array) เหมือนกันเพนเทียมธรรมดา
(289 ขา) หรือเพนเทียมโปรอีกแล้ว
แต่มีลักษณะเป็นแผ่นทองแดง
(เหมือนขาของหน่วยความจำหลักแบบ
72 ขา) ซึ่งแผงที่ว่านี้จะนำไปติดตั้งบน
Slot 1 บนเมนบอร์ด
-
-
-
-
- แสดงภาพการติดตั้งเพนเทียม
II บน Slot I เมื่อซื้อเพนเทียม
II มา จะมีชุดสำหรับยึดซีพียูเพื่อให้ติดกับ
Slot 1 และมีพัดลมบนซีพียู
โดยบนเมนบอร์ดจะมีภาคจ่ายไฟสำหรับพัดลมด้วย
การติดตั้งแตกต่างจาก
ZIF Socket เนื่องจากความแตกต่างของ
PLGA กับ PGA เพราะ PGA มีขาซีพียูรอบๆ
ทำให้ไม่ต้องมีอุปกรณ์ยึดเพิ่มเติมแต่
PLGA เป็นแถบขายาวๆ
ต้องการอุปกรณ์ยึด
(Retainer) และแพนเทียม II
ต้องการพัดลมจาก
Power Supply มาช่วยระบายความร้อน
-
-
ในด้านการออกแบบ นัยว่า Intel
ออกแบบเพนเทียม II เพื่อชดเชยความสามารถในการประมวลผลโปรแกรมแบบ
16 บิต ซึ่งเพนเทียมโปรนั้นสอบตกในเรื่องการประมวลผลดังกล่าว
การแก้ไขของ Intel ในกรณีเพนเทียม
II คือเพิ่มเซ็กเมนต์รีจิสเตอร์
(Segment Register) สำหรับประมวลผลโปรแกรม
16 บิตและเพิ่มขนาดของ L1
แคชเป็น 32 กิโลไบต์ (16
กิโลไบต์ สำหรับข้อมูลและอีก
16 กิโลไบต์สำหรับคำสั่ง)
และมี เทคโนโลยี MMX
-
เทคโนโลยีที่ Intel
ประกาศว่าออกแบบสำหรับเพนเทียม
II คือการประมวลผลแบบไดนามิก
(Dynamic Execution) ซึ่งจะประมวลผลแบบทุกๆคำสั่งโดยไม่พิจารณาลำดับการประมวลผล
แต่ขึ้นกับจังหวะการว่างของไมโครโปรเซสเซอร์
(การจะประมวลผลเช่นนั้นได้
คำสั่งที่ประมวลผลนั้นถัดไปต้องไม่ใช่คำสั่งที่รอผลลัพธ์จากคำสั่งที่ถูกประมวลผลไปแล้วหรือกำลังประมวลผลอยู่)
และเพิ่มเทคโนโลยี Processor
- to - memory Bus ซึ่งแบ่งออกเป็น 2
ส่วนด้วยกัน เรียกว่า DIB (Dual
Independent Bus) บัสส่วนแรกคือ
Processor - to - Main - Memmory Bus และอีกส่วนหนึ่งคือ
Processor - to - L2 - Cache Bus ความเร็วสัญญาณนาฬิกาของบัสระหว่างซีพียูกับแคชภายในชิป
32 kB จะเร็วเท่ากับสัญญาณนาฬิกาของซีพียู
( Processor - to - Main - Memmory Bus) ในขณะที่ความเร็วสัญญาณนาฬิกาของบัสระหว่างซีพียูกับแคชภายนอกมีความเร็วเท่ากับ
1/2 เท่าของสัญญาณนาฬิกาซีพียู
(Processor - to - L2 - Cache Bus) (ถ้าหากเป็นเพนเทียมโปรทั้ง
L1,L2 มีความเร็วสัญญาณนาฬิกาของบัสในการติดต่อกับซีพียูเท่ากับความเร็วของสัญญาณนาฬิกาของซีพียู)
ส่วนนี้เองที่เป็นข้อด้อยของเพนเทียม
II แต่ Intel ประกาศว่าซีพียู
ในยุคต่อไป คือ Deschutes (ออกเสียงว่า
เดชชูตส์) จะมีความเร็วบัสของแคชภายนอกเท่ากับความเร็วของซีพียู
อย่างไรก็ตามข้อดีของ
DIB คือทำให้ซีพียูสามารถใช้ประโยชน์จากแคชทั้ง
2 ระดับได้พร้อมกัน
ซึ่งจะช่วยให้ความเร็วในการประมวลเพิ่มมากขึ้นกว่า
3 เท่าของสถาปัตยกรรม
Single - Bus - Architecture
-
ส่วนอื่นของการพัฒนา
ได้แก่
การพัฒนาเมนบอร์ดสำหรับเพนเทียม
II ซึ่งทำให้ใช้งานกับซีพียูความเร็วสูงได้
โดยออกแบบให้เมนบอร์ดรองรับสัญญาณที่ส่งผ่านเพื่อประมวลผลความเร็วสูงได้
ในกรณีนี้อินเทลประกาศว่าเทคโนโลยีที่ออกมาพร้อม
เพนเทียม II คือ GTL+ "Gunning Tranceiver
Logic" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการปรับปรุงบัสโดยกำหนดช่วงของบัฟเฟอร์
I/O ที่มีความต่างศักย์ต่ำ
(low-voltage-swing I/O buffer) ซึ่งจะทำให้สามารถส่งสัญญาณความเร็วมากขึ้น
ซึ่งในอีกด้านหนึ่งของส่วนของการพัฒนานี้ทำให้อินเทลเองต้องพัฒนาส่วนการป้องกันซีพียูเพนเทียม
II ด้วย เนื่องจากเพนเทียม
II กินกระแสไฟถึง 37 วัตต์
แต่ในช่วงไม่ใช้งานกระแสจะต่ำกว่าปกติมาก
ดังนั้นโหลดของไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์อื่นๆ
รวมทั้งซีพียูได้
เมนบอร์ดจึงต้องมีวงจรป้องกัน
ที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ
Auto Switch สำหรับภาคจ่ายไฟ
-
เพนเทียม II ออกแบบสำหรับ
External Bus Speed (ความเร็วบัสหลักของเมนบอร์ด)
66 MHzเพื่อกำหนดให้เมนบอร์ดรองรับการใช้งานซีพียูเท่ากับความเร็วของซีพียู
( Interal Clock Speed) ต้องกำหนดตัวคูณของ
233 MHz คือ 3.5 และ 266 MHz คือ 4.0 เท่า
ซึ่ง Intel ประกาศว่า Deschutes
จะรันที่ความเร็ว External Bus Speed
100 MHz และ สัญญาณนาฬิกาของซีพียู
เท่ากับ 350 MHz ขึ้นไป
-
ส่วนต่อไป ทดสอบการใช้งาน
Pentium II
|

| |
|

| |

|