|
"นางเป็นอย่างไรบ้าง"ชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาเอ่ยถามขึ้น
"ยังสลบอยู่เลยขอรับ
แต่ร่างกายไม่ได้เป็นอะไรมาก คาดว่าอีกไม่เกินสามชั่วโมงนางคงฟื้น"เด็กชายวัยสิบสี่ปีผิวขาวกล่าวรายงานอย่างนอบน้อม
"อืม"ชายหนุ่มคนเดิมพยักหน้ารับรู้
"ข้าว่าท่านสมควรจะไปพักผ่อนก่อนดีกว่า
เพิ่งคืนร่างมาไม่นานเช่นนี้ร่างกายคงยังอ่อนเพลียอยู่มาก
เอาไว้นางฟื้นแล้วข้าจะไปเรียกท่านเอง"
"ตามใจเจ้า"ชายหนุ่มว่า
แต่ก่อนที่เขาจะเดินจากไปจู่ๆเด็กชายซึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ก็โผล่เข้ากอดขาชายหนุ่มผู้นั้นไว้
"ข้าดีใจเหลือเกินที่องค์วาคินกลับมาได้อย่างปลอดภัยเช่นนี้
ทุกคนในเหมันต์ต่างเฝ้ารอและคิดถึงท่านทุกลมหายใจ"
"ขอบใจสำหรับความภักดีที่มีต่อข้ามาตลอด
เอาล่ะข้าจะไปพักผ่อนตามที่เจ้าบอกล่ะ"ชายหนุ่มผู้มีนามว่าวาคินผละจากห้องนั้นไป
ปาราวดีลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว
แปลกจริง...นี่เราไปทำอะไรมาถึงได้ระบมไปหมดอย่างนี้
หญิงสาวถามตัวเองในใจ
เมื่อกระพริบตาให้ชินกับความสว่างจ้าของแสงไฟที่ส่องผ่านม่านตาเข้ามา
หญิงสาวก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่ปรากฏตรงหน้า
ห้องสีขาวนวลสะอาดตาถูกตกแต่งไว้ด้วยเฟอร์นิเจอร์สีขาวเข้าชุดกัน
มีทั้งโต๊ะกลมขนาดเล็กและเก้าอี้ที่สลักลายสวยงามอ่อนช้อย
ตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ โต๊ะเครื่องแป้ง แจกันแก้วที่ภายในบรรจุกุหลาบขาวดอกโตนับสิบดอกแข่งกันบานสะพรั่ง
และสุดท้ายก็คือเตียงนอนเนื้อนุ่มขนาดใหญ่ซึ่งหญิงสาวกำลังชันตัวลุกขึ้น
ดูเหมือนว่าทุกสิ่งในห้องนี้จะถูกจัดแต่งไว้อย่างลงตัว
แต่นั่นไม่ได้สร้างความสบายใจให้กับปาราวดีเลย
ที่นี่ที่ไหนกัน?
หญิงสาวร้องถามตัวเอง เธอหลับตาลงเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วก็อดแปลกใจกับตัวเองไม่ได้ว่า
นี่ฉันกำลังฝันอยู่รึไง!
ก่อนที่ปาราวดีจะให้คำตอบกับตนเองได้
ประตูสีขาวทางด้านหน้าก็ถูกเปิดออกพร้อมกับเด็กชายร่างเล็กที่ถือถาดอะไรบางอย่างเข้ามาด้วย
"อาราไปยาตรี"เด็กชายส่งเสียงเจรจากับหญิงสาวด้วยข้อความที่ไม่อาจเข้าใจได้
"นายพูดว่าอะไรนะ"ปาราวดีถามขึ้น
"
พำนะสัตตา ไปยาตรี"เด็กชายตอบกลับมาด้วยวาจาที่ทำเอาคนฟังถึงกับปวดหัว
"เอาเถอะไม่ต้องพูดแล้วล่ะ
ฉันฟังนายไม่รู้เรื่องหรอก"หญิงสาวถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
คราวนี้เด็กชายเปลี่ยนวิธีใหม่
เขาวางถาดเงินที่ถือมาด้วยตรงหน้าหญิงสาว ภายในถาดเงินนั้นคือชามใบย่อมที่บรรจุของเหลวสีขาวขุ่นส่งกลิ่นหอมน่าทานมา
"ให้ฉันเหรอ?"ปาราวดีถามพลางยกนิ้วชี้มาที่ตัวเอง
เด็กชายไม่ตอบว่ากระไร
แต่เขากลับยกชามใบนั้นขึ้นชิดริมฝีปากตน
"อ้อ!
จะให้ฉันกินไอ้นี่ใช่ไหม"
แล้วเธอก็ไม่รอช้า
จัดการยกชามซุปใบนั้นขึ้นดื่มด้วยความหิวกระหาย
เมื่อปาราวดีวางชามซุปที่ว่างเปล่าลงก็ได้พบกับใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มของเด็กชายที่จ้องมองหญิงสาวอยู่ก่อน
"ขอบใจนะ"เธอส่งชามเปล่าคืน
เด็กชายผู้นั้นยิ้มกว้างด้วยความยินดีก่อนผลุบหายออกไปพร้อมถาดใส่ชามเปล่าในมือ
หลังจากเด็กชายร่างเล็กกลับออกไปแล้ว
ปาราวดีจึงนั่งเล่นอยูคนเดียวในห้องด้วยความรู้สึกสับสนแกมงุนงง
เธอกำลังพยายามจับต้นชนปลายให้ถูกก็พอดีกับเสียงประตูสีขาวที่ถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง
แต่คราวนี้บุคคลที่เดินเข้ามากลับไม่ใช่เด็กชายที่เธอเห็นในครั้งแรก
เขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งและบึกบึน
ผิวสีน้ำตาลอ่อนภายใต้อาภรณ์ขาวสะอาดตา ผมเป็นสีน้ำตาลเข้ม
ดวงตาสีน้ำเงินภายใต้ขนตาหนาเป็นแพงาม คิ้วโก่งดำและจมูกโด่งเป็นสันรับ
กับริมฝีปากบางซึ่งบ่งบอกถึงความเจ้าอารมณ์ และบริเวณแก้มข้างซ้ายของชายหนุ่มยังมีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่รูปหกแฉกปรากฏอยู่อย่างเด่นชัด
แต่นั่นไม่ได้บั่นทอนความหล่อเหลาและงามสง่าราวเทพบุตรของเขาลงได้เลย
"เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง"เสียงทุ้มนุ่มอันแสนคุ้นเคยดังขึ้นจากปากชายหนุ่มรูปงามผู้นี้
"คุณเป็นใคร?"ปาราวดีขมวดคิ้วจ้องมองชายหนุ่มที่เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งยังขอบเตียงหญิงสาว
"ข้าชื่อวาคิน"เขาตอบกลับมา
"วาคิน"หญิงสาวทวนชื่ออย่างคลับคล้ายคลับคลา
เหมือนเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน....แต่
เอ มันเมื่อไหร่กันนะ แล้วชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้ก็ช่างดูคุ้นเหมือนเคยพบกันมาก่อน
"เจ้าจำข้าไม่ได้จริงๆเหรอปาราวดี"รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนดวงหน้าของชายหนุ่มผู้มีนามว่าวาคิน
"เราเคยพบกันมาก่อนเหรอ...คะ"ปาราวดีถามอย่างสุภาพ
"ใช่
หลายครั้งแล้วด้วย เพียงแต่มันอาจเลอะเลือนไปบ้างในความทรงจำของเจ้า
แต่หากเจ้ายังคงจำมนุษย์น้ำในความฝันได้"
"คุณนะเอง!"ปาราวดีร้องขึ้น
มนุษย์น้ำที่มักปรากฏตัวในความฝันของหญิงสาวเสมอๆพร้อมกับความช่วยเหลือทุกครั้งที่เธอเดือดร้อน
"งั้นคุณก็ต้องเป็นคนพาเจ้าฟูของฉันมานะสิ
มันอยู่ไหน? เอาเจ้าฟูคืนมานะ"ปาราวดีร้องถามขึ้นเสียงเข้ม
"เจ้าเป็นห่วงมันขนาดนั้นเชียวหรือ"
"แน่นอน
มันเป็นเพื่อนรักคนเดียวของฉัน ไม่ต้องโยกโย้ล่ะ
คืนมันมาให้ฉันซะดีๆ"
"ไม่มีหรอก
นับจากนี้ไปจะไม่มีเจ้ากระรอกน้อยตัวนั้นอีกแล้ว"วาคินเอ่ยเรียบๆ
"ทำไม?
อย่างบอกนะว่าคุณฆ่ามันทิ้งไปแล้ว"ใบหน้าหญิงสาวซีดลงฉับพลัน
"เปล่า
เจ้ายังฟังความไม่จบอย่างเพิ่งสรุปเอาเองเช่นนั้นสิ"ชายหนุ่มพูดต่ออย่างรวดเร็ว
"แล้วทำไม?"
"ข้ากำลังจะบอกเจ้าว่า
เจ้าฟูของเจ้าไปได้ถูกฆ่าหรือหายไปไหนอย่างที่เจ้าคิดหรอก
เพียงแต่มันจะไม่กลับมาหาเจ้าในร่างของกระรอกน้อยตนนั้นอีก
เพราะมันได้คืนร่างกลับเป็นเช่นมนุษย์ดังเดิมแล้ว
และข้านี่แหละคือเจ้าฟูที่เจ้าเคยช่วยชีวิตไว้"
วาคินกล่าวสร้างความตกตะลึงให้หญิงสาวเป็นอย่างมาก
"ค...คุณเนี่ยนะ"ปาราวดีเกิดอาการติดอ่างขึ้นมาโดยฉับพลัน
"ใช่"
"ไม่มีทาง
เจ้าฟูมันเป็นกระรอกไม่มีวันที่จะกลายเป็นคนไปได้หรอก
คุณหลอกฉันแน่ๆ"หญิงสาวกล่าวอย่างมั่นใจ
"เฮ้อ
แต่เล็กจนโตเจ้าก็ดื้อไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ"วาคินพูดด้วยความเหนื่อยใจ
"เอ๊ะ
เรื่องอะไรมาว่าฉัน คุณเคยเห็นฉันตอนเด็กเสียที่ไหน"ปาราวดีเอ่ยเสียงเขียว
"ไม่เคยได้ไง
ก็ข้าอยู่กับเจ้ามาตั้งห้าปี เห็นเจ้ากิน เจ้านอน
เห็นเจ้าดีใจ ร้องไห้ หรือแม้กระทั่งเป็นผู้รับฟังที่ดีฟังเจ้าบ่นแม่เลี้ยงกับพี่สาวต่างมารดาของเจ้ามานักต่อนักแล้ว
เอ...วันก่อนเจ้าว่าอะไรนะ อ้อ! เจ้าโกรธข้าที่หาว่าเจ้าสวยสู้พี่นีของเจ้าไม่ได้
ความจริงข้ายังไม่ได้พูดสักคำเลยนะว่าเจ้าไม่สวย
คิดไปเองทั้งนั้น"
คำพูดจากปากวาคินคราวนี้ทำให้หญิงสาวถึงกับนิ่งอึ้งไป
ไม่มีใครรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้ดีไปกว่าตัวเธอและเจ้ากระรอกน้อยนั่น
แต่คำพูดเพียงแค่นี้ก็ไม่อาจยืนยันความมั่นใจให้กับหญิงสาวได้
"ถ้านายเป็นเจ้าฟูจริง
นายก็ต้องพิสูจน์ให้ฉันดูก่อนฉันถึงจะยอมเชื่อ"ปาราวดียื่นคำขาด
"รั้นไม่เคยเปลี่ยนเลย"วาคินว่าพร้อมๆกับร่างของเขาที่จู่ๆก็หดเล็กลงก่อนกลายสภาพเป็นกระรอกตัวน้อยคุ้นตาหญิงสาว
"ฟู!"ปาราวดีร้องขึ้นด้วยความดีใจ
เธอขยับตัวพลางยื่นมือเข้าไปใกล้กระรอกน้อย
เหมือนตระหนักถึงความจริงได้
หญิงสาวหดมือกลับทันควันก่อนที่จะสัมผัสกับร่างของเจ้าฟู
"เจ้าเป็นอะไรไปรึ"วาคินถามหลังจากกลับสู่ร่างเดิมแล้ว
"ขอโทษที่ฉันไม่เชื่อคุณแต่แรก"ปาราวดีกล่าวพลางหลบสายตาชายหนุ่ม
วาคินตั้งใจจะถามต่อถึงความผิดปรกติของหญิงสาวที่เกิดขึ้นฉับพลัน
แต่พอดีประตูสีขาวบานใหญ่กลับถูกเปิดออกก่อนโดยเด็กชายคนเดิม
ชายหนุ่มหันไปส่งภาษาประหลาดกับเด็กชายผู้นั้นก่อนจะเดินนำหน้าออกไป
"เจ้านอนพักผ่อนไปก่อน
แล้วค่ำๆข้าจะแวะมาหาอีกที"วาคินกล่าวกับหญิงสาวก่อนจากไป
หลังจากที่ประตูสีขาวถูกปิดลง
ปาราวดีซบหน้าลงกับหมอนแล้วน้ำตาเจ้ากรรมก็รินไหลลงมาจากดวงตาทั้งสองข้างของเธอ
หญิงสาวไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้อ่อนแอและรู้สึกว้าเหว่เช่นนี้
บางทีอาจเป็นเพราะเจ้าฟู...สัตว์เลี้ยงและเพื่อนที่เคยแสนดีของเธอในกาลก่อนกลับกลายสภาพเป็นชายหนุ่มที่หญิงสาวไม่รู้จักไปเสียแล้ว
ดูช่างไม่ต่างจากเขาผู้นั้นได้กลายเป็นคนฆ่ากระรอกน้อยของเธอเองเสียเลย
ปาราวดีผล็อยหลับไปพร้อมกับหยาดน้ำตาที่นองหน้า
"จัดการติดต่อฐานให้เรียบร้อย
ไม่เกินสามวันข้างหน้าเราคงไปถึงดาวเหมันต์"วาคินสั่งเด็กชายร่างเล็กผู้ซึ่งมีนามว่าจิว
"ขอรับท่าน"เด็กชายรับคำ
หลังจากจัดการกับธุระทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
วาคินก็กลับเข้ามายังห้องนอนของหญิงสาวต่อ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ากลับทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผิดอย่างแรง
ปาราวดียังคงหลับใหลอยู่ด้วยความอ่อนเพลีย
ดวงหน้านวลลออบัดนี้กลับเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาที่เหือดแห้ง
วาคินก้มหน้าลงมองหญิงสาวอย่างชั่งใจ
มือสีน้ำตาลอ่อนของชายหนุ่มเอื้อมมาลูบผมหญิงสาวอย่างเบามือ
"คงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าเจ้าจะปรับตัวได้"ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับให้กำลังใจตนเอง
สองวันผ่านไปท่ามกลางความเงียบสงบและแสนจะสับสนภายในจิตใจของหญิงสาว
วาคินยังคงมาเยี่ยมเยียนเธอตลอดแต่นั่นกลับไม่ได้ช่วยสร้างความสนิทสนมระหว่างกันได้มากเท่าใดนัก
"เจ้าอยากออกไปเดินเล่นบ้างไหม"วาคินถามขึ้นในเช้าวันหนึ่ง
"ก็ได้"ปาราวดีรับคำ
จากนั้นจึงเดินตามชายหนุ่มออกจากห้องสีขาวไป
วาคินพาหญิงสาวเดินผ่านแนวทางเดินแคบๆไปเรื่อยๆจนมาหยุดลงที่ประตูเหล็กบานหนึ่ง
ทันทีที่ฝ่ามือของเขาทาบลงบนแป้นสีแดงด้านข้าง ประตูเหล็กบานนี้ก็เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นห้องภายในที่ถูกกรุไว้ด้วยกระจกใสทั้งหกด้านซึ่งสามารถมองทะลุออกไปภายนอกเห็นถึงห้วงอวกาศและดวงดาวนับล้านที่ส่องแสงระยิบระยับอยู่
"ที่นี่ที่ไหนกัน?"ปาราวดีเอ่ยถามขึ้นเป็นครั้งแรก
"ในที่สุดเจ้าก็ถามคำถามนี้ขึ้นมาจนได้
ข้าตั้งใจจะเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟังตั้งแต่วันแรกแล้วแต่ดูเหมือนว่าสภาพของเจ้าไม่พร้อมจะรับฟัง
เอาล่ะ...ที่นี่คือส่วนหน้าสุดของยานอวกาศ"ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับเอื้อมมือไปกดปุ่มสีทองที่ติดอยู่ทางผนังด้านข้าง
แล้วจู่ๆร่างของทั้งสองก็ตกอยู่ในสภาพไร้แรงดึงดูด!
"เราอยู่ในอวกาศหรือเนี่ย"หญิงสาวถามด้วยความพิศวง
และความที่ไม่ชินกับสภาพไร้แรงดึงดูดเช่นนี้ทำให้การทรงตัวของหญิงสาวเป็นไปอย่างยากลำบาก
ในที่สุดปาราวดีก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จึงจำเป็นต้องอาศัยวงแขนอันกำยำของชายหนุ่มโอบรอบไว้!
"ใช่
นี่คือยานของข้า และสถานที่ๆเรากำลังมุ่งหน้าไปในขณะนี้ก็คือดาวเหมันต์...ดวงดาวดวงหนึ่งในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก"วาคินก้มหน้าลงตอบคำถามหญิงสาว
"คุณช่วยอธิบายให้ชัดๆหน่อยได้ไหม"เธอบอกพลางขยับออกจากอ้อมแขนชายหนุ่ม
"จริงด้วยสิ
ข้าไม่เคยบอกอะไรเจ้าเลยนี่นะ เอาล่ะเรื่องทั้งหมดมันก็เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนที่เจ้าได้ช่วยข้าเอาไว้นั่นแหละ"
"คุณคือเจ้าฟู
คุณบอกฉันแล้วเรื่องนั้น"ปาราวดีขัดขึ้น
"เอาน่า
ฟังข้าเล่าให้จบเสียก่อนสิ เมื่อห้าปีก่อนระหว่างที่ข้าต่อสู้กับศัตรู
ข้าถูกพวกมันรุมทำร้ายจนร่างกายแหลกเหลวจึงได้หลบหนีลงมายังดวงดาวที่ใกล้ที่สุดก็คือโลกของเจ้าเพื่อรักษาตัว
วันนั้นแหละที่เจ้าพบข้าในร่างของกระรอกน้อยสีน้ำตาลแดง"
"คุณบอกว่าร่างของคุณแหลกเหลวไปแล้วงั้นเหรอ?"ปาราวดีถาม
"ร่างกายของข้าไม่เหมือนมนุษย์โลกอย่างเจ้านี่
ข้าสามารถกลับคืนสู่ร่างเดิมได้เสมอหากดวงจิตยังไม่ถูกทำลาย"
"อ้าว
แล้วคุณมาอยู่กับฉันตั้งเป็นนานทำไม?"
"ก็เพราะว่าพลังของข้ามีไม่มากพอที่จะใช้สร้างร่างใหม่ข้าจึงดำรงอยู่ในร่างของกระรอกตนนั้นจนกว่าจะสามารถรวบรวมพลังงานได้สมบูรณ์พอที่จะคืนร่างและติดต่อกับคนของข้า"
"แล้วมนุษย์น้ำนั่น?"
"มันเป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่ข้าควบคุมน้ำเพื่อใช้ในการสื่อสารกับเจ้า"
วาคินกล่าว
"งั้นวันนั้นคุณก็คงกำลังจะเดินทางกลับบ้านสินะ"หญิงสาวเปรยขึ้น
"ใช่
แต่เจ้ากลับวิ่งพรวดเข้ามาเลยไปปะทะเข้ากับพลังงานป้องกันที่แผ่อยู่รอบอุโมงค์น้ำ
ข้าเลยจำเป็นต้องพาเจ้าขึ้นยานมาด้วยมิเช่นนั้นแล้วร่างเจ้าคงถูกระเบิดออกเป็นจุลแน่"ชายหนุ่มกล่าวเป็นผลให้ดวงหน้านวลถอดสีฉับพลัน
"ฉันไม่น่าโง่เลยนะ"หญิงสาวอดเปรยขึ้นไม่ได้
"ไม่หรอก
อย่างน้อยข้าก็ได้เห็นถึงความจริงใจที่เจ้ามอบให้"เขากล่าวเสียงอ่อนโยน
"ใครบอก
ฉันเป็นห่วงเจ้าฟูมันต่างหาก"ปาราวดีเถียง
"เจ้าอย่างลืมสิว่าเจ้าฟูกับข้าก็คือคนๆเดียวกัน"
หญิงสาวแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินประโยคสุดท้ายที่ชายหนุ่มกล่าว
เธอหันไปให้ความสนใจกับภาพตรงหน้าแทน
ดวงดาวที่เคยเห็นอยู่ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรีดูราวกับมันขยับเข้ามาใกล้แค่เอื้อม
ปาราวดีมองเห็นดาวเคราะห์ดวงใหญ่หลายดวงที่ล่องลอยอยู่กลางอวกาศซึ่งนอกจากสีดำแล้ว
หญิงสาวยังสามารถเห็นถึงลำแสงที่ดูเหมือนควันไฟสีม่วงแกมแดงพวยพุ่งออกมาจากมุมริบๆทางด้านหนึ่ง
"นั่นคือหมอกไฟเกรทโอไรออน"วาคินกล่าวอย่างผู้ชำนาญด้านการเดินทางอวกาศดี
นอกจากนั้นปาราวดียังมองเห็นถึงหลายสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้พบ
ณ ห้วงอวกาศแห่งนี้ มีทั้งหมอกไฟสีเขียวแกมฟ้าที่ปาราวดีมองกลับหัวดูแล้วช่างเหมือนรูปลูกม้าตัวน้อยมาก
แล้วยังมีดาวหางหลายดวงที่พุ่งพาดผ่านยานของพวกเขาไป
"ฉันอยากเห็นโลกของฉันจัง"หญิงสาวหันหน้ามาถามวาคิน
"เราข้ามผ่านระบบสุริยะของเจ้ามาไกลมากแล้ว"
"จริงสินะก็ตั้งสองวันแล้วนี่
มันไกลเท่าไหร่เหรอ"
"ประมาณสองหมื่นปีแสงได้"
"โห!
คุณทำได้ยังไง"ปาราวดีตาโตด้วยความทึ่งจัด
"ใช้การวาล์ปผ่านห้วงอวกาศมานะสิ
มันก็คล้ายๆกับการกระโดดข้ามจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งเพราะขืนเดินทางตามเส้นทางจริงคงใช้เวลาเป็นล้านปีก็ไปไม่ถึง"
"แล้วเมื่อไหร่คุณจะพาฉันกลับบ้านล่ะ"ปาราวดีถามคำถามที่ชายหนุ่มหวั่นใจ
"ก่อนอื่นข้าต้องขอบอกเจ้าก่อนว่าการเดินทางในอวกาศเช่นนี้จำต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงอย่างมากโดยเฉพาะในการวาล์ปแต่ละครั้ง
ดังนั้นในการเตรียมการเดินทางครั้งหนึ่งๆจึงเตรียมพลังงานสำรองไว้ไม่มากนัก"
"ล...แล้วเมื่อไหร่ฉันถึงจะกลับบ้านได้ล่ะ"ปาราวดีถามเสียงสั่น
"อีกไม่นานหรอก
ไว้กลับไปถึงดาวเหมันต์ก่อนแล้วข้าจะจัดหายานอวกาศส่งเจ้ากลับบ้านแน่"ชายหนุ่มให้สัญญา
"ขอบคุณค่ะ"ปาราวดีกล่าวด้วยความจริงใจ
จู่ๆหญิงสาวก็เหลือบมองไปเห็นลำแสงสีแดงวิ่งพาดผ่านหน้ายานไป
"ครืน..."ยานอวกาศทั้งลำสั่นสะเทือนด้วยแรงอะไรบางอย่าง
"อ๊ะ!"ปาราวดีสูญเสียการทรงตัวอีกครั้งหนึ่ง
ระวัง"วาคินกล่าว
และรวดเร็วปานสายฟ้าแลบชายหนุ่มก็ปาดเข้าไปพยุงร่างหญิงสาวไว้ในอ้อมแขนอีกครั้งหนึ่ง!
"นี่มันอะไรกันอีกล่ะ"ปาราวดีถามชายหนุ่ม
"ดูเหมือนว่าเราจะหลุดเข้ามาอยู่ใจกลางพายุอวกาศเสียแล้ว"
"อะไรนะ!"หญิงสาวร้องเสียงลั่น
"ไม่เป็นไรหรอก
เดี๋ยวก็หลุดออกไปน่า"วาคินปลอบ
ก็เป็นจริงดังที่ชายหนุ่มว่า
ไม่นานยานของพวกเขาก็เคลื่อนตัวออกห่างจากสายฟ้าสีแดงฉาดเหล่านั้น
"กลับไปที่ห้องเจ้าเถอะ"วาคินกล่าวเมื่อเห็นสีหน้าไม่ค่อยดีของหญิงสาว
และแล้วการเดินทางในอวกาศก็ผ่านพ้นไปด้วยดี
เมื่อเย็นวันรุ่งขึ้นมาถึงยานที่หญิงสาวเดินทางมาด้วยก็ล่อนลงจอดอย่างสวัสดิภาพท่ามกลางพื้นน้ำแข็งที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ
"หนาวจัง"ปาราวดีอุทานขึ้นเนื่องจากร่างกายไม่เคยชินกับอากาศหนาวเช่นนี้มาก่อน
"ใส่นี่ไว้
มันจะช่วยให้เจ้าอุ่นขึ้น"วาคินยื่นเสื้อถักตัวยาวบางเบาตัวหนึ่งให้
ทันทีที่หญิงสาวสัมผัสมันความรู้สึกอบอุ่นก็แผ่ซ่านผ่านเสื้อคลุมตัวนั้นเข้าสู่ผิวกายเธอ
"นี่เป็นเสื้อที่ทอจากหินเหล็กไฟใต้ภูเขาน้ำแข็ง
มันจะช่วยเก็บกักความอบอุ่นในตัวเจ้าให้คงอยู่ไม่ว่าอุณภูมิภายนอกจะหนาวเหน็บเพียงใด"
การเดินทางต่อจากนั้นก็คือเลื่อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ถูกเทียมด้วยสัตว์ประหลาดที่ปาราวดีไม่เคยพบเห็น
มันมีรูปร่างคล้ายม้าพันธุ์ดีตัวใหญ่ ขนสีขาวหนานุ่ม
เขี้ยวยาว และมีเขาสองข้างเป็นเกลียวยาวงอกออกมาบริเวณข้างใบหู
"นี่คือกูรู
เป็นสัตว์เทียมเลื่อนที่ใช้ในการเดินทางในหิมะเพราะมันสามารถทนพายุและความหนาวเย็นได้เป็นอย่างดี"
วาคินพยุงร่างหญิงสาวขึ้นไปนั่งยังเลื่อนที่ถูกเตรียมไว้
จากนั้นเด็กชายที่เธอเคยเห็นบนยานก็ปีนขึ้นยังบังเหียนเจ้ากูรูแล้วบังคับมันออกเดินทาง
แล้วรถเลื่อนทั้งสิบสองคันที่บรรทุกลูกยานและชายหญิงทั้งสองก็เคลื่อนขบวนฝ่าพายุหิมะไป
"เจ้าหลับไปก่อนก็ได้เพราะต้องใช้เวลากว่าสามชั่วโมงในการเดินทาง"วาคินหันมากระซิบข้างใบหูหญิงสาว
"คนอื่นเขาไม่หนาวกันบ้างรึไง"ปาราวดีถามด้วยความเป็นห่วง
"พวกเขาอยู่ที่นี่กันมาตั้งแต่เกิดย่อมชินกับสภาพเช่นนี้
เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก"
การเดินทางข้ามเทือกเขาน้ำแข็งลูกแล้วลูกเล่าดูจะไม่ได้สร้างความหวาดวิตกให้ผู้คนเหล่านี้เท่าไรนัก
ผิดกับปาราวดีที่อดเสียวไส้ไม่ได้ยามเมื่อเด็กชายบังคับเจ้าสัตว์สี่ขากระโดดข้ามหุบเขาน้ำแข็ง
"ว๊าย!"ปาราวดีร้องขึ้นเมื่อเลื่อนที่ตนนั่งกำลังลอยละลิ่วข้ามทิวเขาไป
"ไม่ต้องกลัวไปหรอกเจ้ากูรูพวกนี้มันบินได้"ชายหนุ่มกล่าวพร้อมกับปีกสีขาวก็งอกขึ้นบนลำตัวสัตว์สี่ขาตัวนั้น
"ก็น่าจะบอกกันก่อน"หญิงสาวหันไปเอ็ดคนข้างๆ
แต่คำบอกกล่าวของวาคินก็ไม่ได้ช่วยให้เธอวางใจกับการเดินทางครั้งนี้ได้มากนัก
ดังนั้นหญิงสาวจึงถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อการเดินทางทั้งหมดได้สิ้นสุดลง
ณ ถ้ำน้ำแข็งยักษ์สูงเสียดฟ้า
"ขอต้อนรับเข้าสู่นครเหมันต์
ดินแดนแห่งขุนเขาหิมะ"วาคินกล่าว
หากคุณสนใจจะส่งบทความ
เรื่องสั้น หรือนิยายของคุณมายังเรา โปรดอ่านรายละเอียด
ที่นี่เลยครับ
Copyright
© 2002 PraKaiFun. All rights reserved.
This web site is designed for 800*600 resolutions
any advice please contact [email protected] |