|
ยามเมื่อแสงอัสดงล่วงลับขอบฟ้าจากไป
สิ่งที่หลงเหลือไว้จึงมีแต่เพียงราตรีกาลอันมืดมิด
ท่ามกลางแสงดารานับล้านดวงที่ระยิบระยับอยู่ ณ ขอบฟ้า
เบื้องล่างเลยลงมา ณ ถนนสายเล็กๆแห่งหนึ่งในหมู่บ้านจัดสรร
เด็กสาวตัวเล็กผู้หนึ่งกำลังตั้งหน้าตั้งตาวิ่งโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
ไฟจากถนนดวงน้อยส่องผ่านลงมาเผยให้เห็นใบหน้านวลเยาว์ที่พราวได้เหงื่อเม็ดโต
สองมือประคองกอดบางสิ่งอยู่ในอ้อมแขนแต่ความมืดสลัวเช่นนั้นทำให้ยากจะเดาได้ว่าเป็นสิ่งใด
เด็กสาววิ่งเลี้ยวเข้ามายังซอยหนึ่งทางด้านหน้า
ไม่ช้าจุดหมายปลายทางของเธอก็มาถึง นั่นคือบ้านหลังเล็กสีขาวที่ตั้งอยู่สุดซอยแห่งนั้น
เธอบรรจงเปิดประตูรั้วด้วยความเงียบกริบและย่องเข้าบ้านไปโดยไม่ต้องการให้ผู้ใดรู้
"ปาราวดี!
นั่นเธอใช่ไหม"เสียงเรียกแหลมดังขึ้นทางด้านหลังก่อนที่เจ้าตัวจะก้าวขึ้นบันได
"ค...ค่ะ
คุณแม่"
"ทำไมกลับเสียมืดค่ำ
รู้ไหมว่าผู้ดีเขาไม่ทำกันแบบนี้"เสียงนั้นแฝงรอยตำหนิอย่างเห็นได้ชัด
"ขอโทษค่ะคุณแม่
พอดีวันนี้ที่โรงเรียนมีงานยุ่งมาก"
"ถึงงั้นก็เถอะเธอก็ไม่ควรกลับค่ำป่านนี้
เอาล่ะทีหน้าทีหลังอย่าทำอีกก็แล้วกัน"เสียงแหลมนั้นกล่าวกลับมาพร้อมกับร่างที่เดินจากไป
ปาราวดีถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ดีนะที่คุณแม่ไม่ได้เห็นสิ่งที่เธออุ้มมาด้วย สาวน้อยค่อยๆย่องกลับขึ้นไปยังห้องนอน
เธอบรรจงวางร่างสัตว์ตัวน้อยที่อุ้มมาด้วยความถะนุถนอม
กระรอกน้อยสีน้ำตาลแดงนอนขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มที่ปาราวดีจัดแจงปูให้
เธอพบเจ้ากระรอกตัวนี้ระหว่างทางวิ่งกลับบ้าน มันนอนนิ่งอยู่ข้างทางซึ่งคาดว่าคงจะตกจากต้นไม้ลงมา
"น่าจะเอาไปหาหมอ"ปาราวดีคิดในใจ
แต่เวลาเช่นนี้โรงพยาบาลสัตว์ทั้งหลายก็คงปิดหมดแล้ว
ไว้พรุ่งนี้เถอะเธอจะพามันไปหาหมอแน่ เธอบอกกับตัวเองก่อนล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยอ่อน
"ยายปลาตื่นได้แล้ว"เสียงแหลมเล็กดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกเจ้าของเสียงรัวเคาะถี่ยิบ
"พี่นีมีอะไรเหรอคะ?"ปาราวดีเปิดประตูยื่นหน้าออกไปถาม
"คุณแม่ให้มาตาม
วันนี้ต้องออกไปข้างนอกด้วยกัน ต๊าย! นี่ยังไม่แต่งตัวอีก
เหรอ"เสียงแหลมสูงร้องขึ้นเมื่อเห็นสภาพของน้องสาวต่างมารดา
"ปลาขอไม่ไปนะคะ
เมื่อวานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว"เด็กสาวว่าทำท่าจะปิดประตูใส่
"ไม่ได้นะ
คุณแม่สั่งให้ไปด้วยเธอก็ต้องไปสิ"เสียงนั้นสั่งอย่างทรงอำนาจ
และก็เป็นดังเช่นทุกครั้ง
ปาราวดีแต่งตัวด้วยชุดซึ่งเธอคิดว่าเข้าท่าที่สุดที่มีอยู่ในตู้
ก่อนออกจากห้องไปโดยไม่ลืมวางน้ำและผลไม้ให้เจ้ากระรอกตัวน้อย
"ขอโทษนะจ๊ะเจ้ากระรอกน้อย
ไว้กลับมาฉันจะพาเจ้าไปหาหมอแน่"เธอบอกก่อนปิดประตูเดินลงไปสมทบสองคนข้างล่าง
"ช้าอีกตามเคยนะยายปลา"เสียงตำหนิดังขึ้นจากปากมารดาเลี้ยง
"ไปกันได้แล้วล่ะ"สาลินีเอ่ยขึ้น
แล้วทั้งสามก็เดินทางมาถึงห้างสรรพสินค้าใหญ่ใจกลางเมือง
"นีจะเอาอะไรอีกไหมจ๊ะ"อนงค์ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามขึ้นหลังจากเดินกันมาเป็นเวลานาน
"พอแล้วค่ะแม่
นีเมื่อยไปหมดทั้งตัวเลย"เธอกล่าวหน้ามุ่ย
"เอ้ายายปลา
พี่เขาถือของจนล้นมือแล้ว เราช่วยเขาหน่อยไม่ได้เหรอ"อนงค์หันมาทางเด็กสาว
ปาราวดีไม่กล่าวว่าอะไร
เธอยื่นมือที่เต็มไปด้วยข้าวของของพี่สาวไปรับถุงใส่เสื้อผ้ามาถือเพิ่มอีกใบ
"ต๊าย...นั่นคุณอนงค์ใช่ไหมคะ"เสียงเรียกดังขึ้นทางด้านหลังของทั้งสามก่อนตามมาด้วยเจ้าของเสียงรูปร่างใหญ่โตเทอะทะขัดกับน้ำเสียงเมื่อสักครู่
"สวัสดีค่ะคุณเฮเลน
แหมไม่ได้เจอกันแป๊บเดียวดูผิดหูผิดตาไปมากเลยนะคะ"
"อ้อ
ดิฉันเพิ่งบินกลับมาจากปารีสนะค่ะ ชักเบื่อๆอากาศหนาวของที่นู่น
เลยขอหลบลมหนาวมาเมืองไทยดีกว่า แต่แหมกลับมาเจออากาศร้อนที่นี่ก็เกือบจะไม่ไหวอยู่เหมือนกัน
อุ๊ย!นั่นลูกสาวคุณอนงค์ใช่ไหมคะ"สาวร่างใหญ่เอ่ยขึ้นเมื่อเหลือบมาเห็นสาลินีและปาราวดี
"ค่ะ
นี่สาลินีลูกสาวฉันเอง ส่วนนั้นปาราวดีลูกของคุณอาทิตย์เขา"อนงค์เอ่ยถึงสามีที่จากไปกว่าสามปี
"หนูนีนี่ยิ่งโตยิ่งสวยนะคะ
แหมดูสิถอดแบบมาจากคุณแม่เปี๊ยบเลย ส่วนหนูปลาก็ช่างเหมือนคุณพ่อ"เฮเลนกล่าวอย่างไม่ให้เสียมารยาท
ปาราวดีรู้ดีว่าเธอไม่ใช่คนสวยมากนัก
และยิ่งเมื่อเทียบกับพี่สาวต่างมารดาที่อายุห่างกันไม่ถึงปีดี
สาลินีเปรียบเสมือนเดือนที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า
ด้วยรูปร่างสูงโปร่งได้สัดส่วนภายใต้แพรพรรณชั้นดีและใบหน้าโค้งมนที่ถูกตบแต่งด้วยเครื่องสำอางยี่ห้อดัง
เมื่อบวกกับดวงตาสีน้ำตาลเข้มและผมสีทองสลวยเป็นรอนซึ่งถูกย้อมตัดแต่งจากช่างชื่อดังทำให้เธอดูโดดเด่นกว่าปาราวดีที่รูปร่างบอบบาง
ผมของเด็กสาวไม่เป็นรอนสลวยอย่างพี่สาว แต่มันกลับดำขลับและเหยียดตรงยาวลงมาจรดเอว
ส่วนดวงตาของปาราวดีนั้นเล่า มันดำสนิทราวนิลเม็ดงามที่ผ่านการเจียระไนด้วยช่างฝีมือดีบวกกับดวงหน้าวงรีที่ปราศจากเครื่องประทินผิวใดๆจึงส่งผลให้ใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มนั้นดูอ่อนเยาว์และสดใสหากไม่โดดเด่นเท่าผู้เป็นพี่
แต่สิ่งที่โดดเด่นและเป็นที่ภาคภูมิใจที่สุดในตัวของเธอก็คือลักยิ้มบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้างที่บิดาของเธอมักล้อเสมอๆว่า
เหมือนลูกแมวน้อย
และเหตุการณ์มักเป็นเช่นนี้เสมอยามเมื่อสองสาวเดินเคียงข้างกันมา
ปาราวดีดูเหมือนจะชินชาเสียแล้วกับคำชมที่มีต่อหล่อนและพี่สาวต่างมารดา
เมื่อกลับถึงบ้านปาราวดีรีบตรงดิ่งไปยังห้องนอนของเธอ
สิ่งที่เธอพบก็คือเจ้ากระรอกสีน้ำตาลแดงน้อยตัวนั้นกำลังนั่งแทะผลไม้อยู่อย่างเอร็ดอร่อย
"หายแล้วใช่ไหม"หญิงสาวกล่าวค่อยๆสาวเท้าเข้าไปหา
ดูเหมือนว่ากระรอกน้อยตัวนั้นจะไม่มีท่าทางตื่นตกใจเลย
เผลอแป๊บเดียวมันก็ปีนขึ้นมาอยู่บนบ่าของหญิงสาว
"ฉันจะตั้งชื่อนายว่าเจ้าฟูละกัน"ปาราวดีบอกกับสัตว์ตัวน้อย
และไม่รู้ว่าอุปทานเองหรือเปล่าที่เธอเห็นมันพยักหน้ารับคำ
และแล้วเจ้าฟูก็ได้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงแสนรักของปาราวดีไปโดยปริยาย
มันมักปีนออกจากหน้าต่างและหายตัวไปในตอนเช้ายามเมื่อเด็กสาวออกไปเรียน
แต่เมื่อค่ำลงกระรอกตัวน้อยก็จะกลับมานั่งคอยปาราวดีทุกครั้งไป
ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ยังคงไม่รู้ถึงหูของอนงค์ผู้เป็นแม่เลี้ยง
"ว่าไงวันนี้กลับแต่วันเชียวนะ"ปาราวดีร้องทักเมื่อเปิดประตูเห็นเจ้าฟูนั่งจ้องรออยู่
"อ๊ะ...อ๊ะ
ไม่ได้นะ นายเพิ่งกลับมาจากข้างนอกเท้าเลอะจะตาย
ห้ามมาปีนชุดใหม่ของฉันเด็ดขาด"ปาราวดีกล่าวเมื่อเห็นมันตั้งท่าจะกระโดดใส่
ดังนั้นเจ้าฟูจึงยอมลดตัวลงกลับมานั่งแทะผลไม้เหมือนเดิม
"เออแฮะ
นายก็ฟังภาษาคนรู้เรื่องดีเหมือนกัน เอาเถอะฉันจะพาไปอาบน้ำก่อนแล้วนายอยากจะปีนบนบ่าหรือนอนบนเตียงก็ได้ทั้งนั้น"เด็กสาวว่าพลางอุ้มกระรอกเข้าห้องน้ำไป
คืนนั้นเจ้าฟูจึงได้โอกาสนอนบนเตียงอย่างสบาย
เหตุการณ์ทั้งหลายดูเป็นไปด้วยดีมาตลอด
ถ้าไม่วันหนึ่งสาลินีเกิดนึกอยากจะเข้ามาในห้องของน้องสาว
"ยายปลา!"ยังไม่ทันที่ปาราวดีจะเดินเข้าบ้านก็มีเสียงแหลมเรียกดังมาแต่ไกล
"พี่นีมีอะไรเหรอคะ"ถามด้วยสีหน้าฉงน
"แกแอบเอากระรอกมาเลี้ยงไว้ในห้องนอนใช่ไหม"สาลินีเอ่ยเสียงเขียว
"ค่ะ
พี่นีเข้าไปห้องปลาทำไม"เธอว่าพยายามข่มความโกรธไว้
"ฉันจะเข้าไปทำไมมันก็เรื่องของฉัน
แต่คุณแม่เคยสั่งแกไว้แล้วใช่ไหมว่าไม่ให้แอบเอาอะไรเข้ามาเลี้ยงในบ้านอีก"
"มันเป็นสิทธิ์ของปลา
แล้วเจ้าฟูก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้พี่นีหรือคุณแม่ด้วย"
"ฉันไม่สน
แต่แกต้องเอามันไปทิ้งเดี๋ยวนี้"สาลินีตวาดเสียงเขียว
"ไม่มีทาง
มันเป็นเพื่อนของปลา พี่นีไม่มีสิทธิ์มายุ่ง"ปาราวดีตวาดกลับด้วยน้ำเสียงไม่แพ้กัน
เป็นที่รู้อยู่แก่ใจดีว่ายามเมื่อปาราวดียอมอ่อนข้อให้นั้น
สาลินีสามารถสั่งหรือทำอะไรกับน้องสาวคนนี้ได้ แต่ยามเมื่อเธอแข็งข้อขึ้น
คนที่จำเป็นต้องลงให้ก็คือสาลินี สาวสวยทราบเรื่องนี้ดีจึงไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงน้องสาวต่อ
"รอให้คุณแม่เห็นก่อนเถอะ"เธอว่าก่อนผละจากไปอย่างอารมณ์เสีย
ปาราวดีเดินกลับขึ้นห้องไปด้วยอารมณ์ไม่ปรกตินัก
การกระทำของเธอเมื่อครู่คงไม่ได้ส่งผลดีต่ออนาคตอันใกล้นี้นัก
เด็กสาวก้มลงเก็บข้าวของที่เกิดจากฝีมือพี่สาวพลางนึกไปถึงคำพูดของบิดาก่อนที่จะจากไป
"จำไว้นะลูกปลา
ไม่ว่าอุปสรรคใดๆจะผ่านพ้นไปได้หากลูกใช้ความอดทนเป็นที่ตั้ง
จงอดทนให้มากๆแล้วทุกอย่างจะสำเร็จไปด้วยดี"
"แล้วถ้ามันถึงขีดสุดเช่นนี้ล่ะ
หนูควรจะทำอย่างไรดี"เด็กสาวร้องถามตัวเองในใจ
เหตุการณ์ต่อไปดูไม่ผิดจากที่เธอคาดไว้เลย
ปาราวดีถูกขังอยู่ในห้องตลอดวันรุ่งขึ้นเหมือนเช่นทุกครั้งที่เธอขัดคำสั่งมารดาเลี้ยง
"ออกไปเล่นข้างนอกเถอะเจ้าฟู"เด็กสาวพูดกับกระรอกน้อย
วันนี้ดูเหมือนว่าเจ้ากระรอกจะรู้ว่าปาราวดีถูกทำโทษเพราะมัน
มันเลยไม่ยอมออกไปไหนได้แต่นั่งเล่นอยู่เป็นเพื่อนนายสาว
ค่ำคืนนั้นเด็กหญิงน้อยล้มตัวลงนอนด้วยความอัดอั้นตันใจ
กระเพาะของเธอยังคงว่างเปล่าเนื่องจากไม่ได้ทานอะไรมาแต่เช้า
"หวิว....หวิว"เสียงลมพัดดังลอดมาจากหน้าต่างบานใหญ่ที่ถูกเปิดทิ้งไว้
เด็กสาวลืมตาตื่นขึ้นเพราะเสียงลมและเม็ดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา
เธอตั้งใจจะเดินไปปิดหน้าต่างแต่กลับมีบางสิ่งดึงดูดสายตาปาราวดีได้มากกว่าหน้าต่างบานโตนั้น
เพราะกลางห้องนอนที่ถูกเว้นโล่งเป็นทางเดินไว้นั้น
บัดนี้กลับเจิ่งนองไปด้วยหยาดน้ำฝนที่ถูกพัดเข้ามา
และแล้วกองน้ำกองนั้นก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นกลายเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่บึกบึนคนหนึ่ง
"นาย...นายเป็นใคร?"ปาราวดีถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น
"ข้าคือวาคิน
เจ้าแห่งนครเหมันต์"เสียงทุ้มนุ่มจากมนุษย์น้ำผู้นั้นตอบกลับมา
"นี่ต้องเป็นความฝันแน่ๆ"ปาราวดีพึมพำกับตัวเอง
มนุษย์น้ำผู้นั้นไม่ได้ตอบคำถามหญิงสาวแต่เขากลับพูดต่อขึ้นว่า
"ข้ามาเพื่อตอบแทนในสิ่งที่เจ้าได้ช่วยเหลือข้าไว้"
"ฉันเนี่ยนะ?"เด็กสาวร้องถามด้วยความงุนงง
"ใช่"มนุษย์น้ำตนนั้นกล่าวพร้อมกับผลไม้กองใหญ่ที่ลอยละลิ่วผ่านหน้าต่างเข้ามา
มันมีทั้งส้ม กล้วย แอ๊ปเปิ้ล พุทราซึ่งล้วนแล้วแต่น่าทานทั้งสิ้น
ด้วยความหิวปาราวดีไม่รอช้า
จัดแจงทานผลไม้ตรงหน้าด้วยความเอร็ดอร่อยจากนั้นจึงคลานกลับขึ้นเตียงนอนหลับต่ออย่างสบาย
รุ่งเช้าปาราวดีลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางแสงแดดอ่อนที่สอดผ่านม่านบางมา
น่าแปลก!
ปาราวดีอุทานกับตนเองในใจ ทั้งๆที่เธอไม่ได้ทานอะไรมาเลยตั้งแต่เช้าวันวาน
แต่กลับไม่รู้สึกหิวเลยสักนิด ที่สำคัญความฝันเมื่อคืนช่างเหมือนกับความเป็นจริงเสียเหลือเกิน
มันราวกับว่ามีบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ล่วงล้ำเข้ามาในห้องนอนของเธอจริง
และเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นทุกครั้งที่เด็กสาวได้รับความเดือดร้อนจากมารดาเลี้ยง
ยิ่งนานวันเข้ามันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่ามนุษย์น้ำตนนั้นไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน
แต่เขาเองก็ไม่ได้ปรากฏตัวที่อื่นหรือเวลาอื่นเลยนอกจากตอนกลางคืนในห้องนอนของเธอ
และจำต้องในยามฝนตกเสียด้วย!
"ปลาไม่รู้สึกผิดปรกติบ้างเลยเหรอ?"พิม...เพื่อนร่วมห้องเด็กสาวถามขึ้นวันหนึ่งที่ปาราวดีแอบพาเธอมาในวันที่สองแม่ลูกออกไปเที่ยวข้างนอก
"อะไร?"ดวงตาสีดำขลับเงยขึ้นสบตาเพื่อนสาว
"ก็เจ้าฟูของเธอไง
เธอเลี้ยงมันมานานเท่าไหร่แล้ว"
"อืม...ปีกว่าแล้วล่ะ
ทำไมเหรอ"
"ดูตัวมันไม่เห็นโตขึ้นเลยนะ"เด็กสาวก้มหน้าลงมองกระรอกน้อย
หลังจากวันแรกที่ปาราวดีแอบเอามันไปฝากเลี้ยงไว้บ้านเธอเนื่องจากนางอนงค์ไม่พอใจมากที่เพื่อนสาวแอบเอากระรอกมาเลี้ยงไว้ในห้อง
"ฉันก็สงสัยอยู่เหมือนกัน
บางทีมันอาจเป็นพันธุ์แคระก็ได้นะ แต่ยังไงก็ช่างขอแค่ให้มันสบายดีอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆก็พอแล้ว"ปาราวดีกล่าว
พลางมองเจ้ากระรอกน้อยด้วยความรักใคร่
เจ้าฟูดูเหมือนจะกลายเป็นเพื่อนคนสำคัญของปาราวดีไปเสียแล้ว
ไม่ว่าเด็กสาวจะไปไหนเธอก็มักจะมีกระรอกน้อยตนนี้เกาะบ่าไปด้วยเสมอ
แต่ก็ใช่ว่าเจ้าฟูจะเป็นสัตว์เลี้ยงแสนเชื่องเสียทีเดียวหรอกนะ
มีหลายครั้งเหมือนกันที่มันมักขัดใจนายสาว อย่างเช่นว่า
"ตายแล้วเจ้าฟู
นั่นนายทำอะไรนะ!"ปาราวดีร้องเสียงหลงเมื่อเปิดตู้เสื้อผ้าเห็นชุดแซกตัวใหม่ที่เธอตั้งใจจะใส่ไปในการออกเดทครั้งแรกกับเพื่อนชาย
กระรอกสีน้ำตาลแดงเงยหน้าขึ้นจากกองผ้าขาดรุ่ยซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นชุดกระโปรงยาวตัวสวย
มันทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ก่อนจะโดดกลับไปนั่งแทะเมล็ดฟักทองต่อที่รังของมัน
"มานี่เลยนะเจ้าตัวดี
หนอย! ทำเสื้อฉันพังแล้วยังทำเป็นไม่รู้เรื่องอีก"ปาราวดีกล่าวก่อนจะกระโจนเข้าตะครุบตัวเจ้าฟู
มีหรือที่มันจะยอมให้ง่ายๆ
กระรอกน้อยกระโดดหลบเงื้อมือเด็กสาวได้หวุดหวิด
และแล้วสงครามระหว่างเด็กสาวและกระรอกก็เริ่มต้นขึ้น
ถึงแม้ว่าผลสุดท้ายเธอจะสามารถจับมันได้ทัน แต่นั่นก็ทำให้เธอพลาดนัดกับเพื่อนชายคนนั้นจนได้
"คอยดูนะ
ฉันจะเอาคืนให้ได้"เธอว่าก่อนล้มตัวลงนอนด้วยความเซ็งสุดๆ
ห้าปีผ่านไปนับแต่วันที่ปาราวดีได้เจ้าฟูมาเป็นสัตว์เลี้ยง
บัดนี้สาวน้อยตนนั้นได้เติบโตขึ้นและสวยสดงดงามเกินกว่าที่ใครๆคาดคิดไว้
แม้ปาราวดีจะมีอายุย่างเข้ายี่สิบแล้วแต่ใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของหญิงสาวก็ยังดูไม่พ้นวัยแรกดรุณีเท่าไรนัก
เค้าโครงของเด็กสาวเมื่อสมัยห้าปีที่แล้วยังคงมีให้เห็นอยู่มาก
ทั้งจมูก ปาก คิ้วคาง และที่สำคัญลักยิ้มทั้งสองบริเวณข้างแก้มก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ชัด
หญิงสาวหมุนตัวไปมาอยู่หน้ากระจกเป็นเวลานาน
"วันนี้ฉันสวยพอจะแข่งกับพี่นีได้บ้างไหม?"ปาราวดีหันมาถามเจ้าฟูที่นั่งแทะผลไม้อยู่
กระรอกน้อยเงยหน้าขึ้นมามองแว๊บนึงก่อนหันกลับไปให้ความสนใจกับอาหารตรงหน้าต่อ
"รู้หรอกน่าว่าฉันไม่สวยเหมือนพี่นี
แต่แหม ให้กำลังใจกันหน่อยไม่ได้เหรอ วันนี้ต้องไปสอบสัมภาษณ์ด้วยนะ"หญิงสาวกล่าวหน้างอ
เจ้าฟูเงยหน้าขึ้นดั่งจะถามว่า
"แล้วไอ้การไปสมัครงานเนี่ยมันเกี่ยวกับหน้าตาของหล่อนตรงไหน"
"รู้น่าว่าไม่เกี่ยว
แต่ก็ช่วยให้ฉันมั่นใจขึ้นได้บ้างนี่"ปาราวดีกล่าวก่อนสะบัดหน้าออกไป
เมื่อหญิงสาวเดินลงบันไดมาก็อดประหลาดใจกับการกระทำของตนไม่ได้
เจ้าฟูไม่ได้พูดอะไรกับเธอสักคำ ทำไมเธอกลับเป็นฝ่ายพูดเองคิดเองตลอด
มัน...ดูราวกับว่าเธอสามารถรับฟังความคิดของสัตว์เลี้ยงตัวน้อยนั้นได้
หญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกเมื่อเดินลงมาสมทบสองแม่ลูกในห้องอาหาร
"ขนาดวันนัดสัมภาษณ์ยังตื่นสายเลย"สาลินีเปรยขึ้นเมื่อเห็นน้องสาวเดินมา
"ปลาไม่ได้ตื่นสายหรอกค่ะ
เขานัดสัมภาษณ์ตอนสิบโมงต่างหาก"หญิงสาวแก้ให้อย่างอดทน
"ยังไงๆงานนี้แกก็ต้องเอาให้ได้นะยายปลา
รายจ่ายเดือนนี้ของเรายิ่งร่อยหรออยู่ด้วย ลำพังการถ่ายแบบโฆษณาของยายนีคนเดียวถึงจะมากแต่ก็ไม่พอให้เธอได้ใช้ฟุ่มเฟือยอย่างนี้หรอกนะ"แม่เลี้ยงใหญ่ตอกย้ำ
"ค่ะ"ปาราวดีกล่าวก่อนลุกจากไปโดยไม่ได้แตะต้องอาหารเมื้อเช้า
หญิงสาวเดินเตร่ออกไปยังหน้าปากซอยเพื่อรอรถเมล์ด้วยความรู้สึกเซ็งๆ
แต่แล้วจู่ๆเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เหนือขึ้นไปบนท้องฟ้าที่เคยสว่างจ้าด้วยแสงแดดยามสาย
บัดนี้มันกลับถูกบดบังไว้ด้วยเมฆดำครึ้มที่เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครทันสังเกต
ลมจากทุกสารทิศเริ่มพัดแรงขึ้นๆ พัดพาเอาเศษใบไม้
กระดาษ และขยะชิ้นบางปลิวว่อนไปทั่ว
"นี่มันอะไรกันเนี่ย?"ปาราวดีพึมพำกับตัวเองเบาๆ
ผู้คนแถวนั้นต่างพากันวิ่งหลบเข้าบ้านเพราะเกรงพายุใหญ่ที่เริ่มตั้งเค้า
"จะหลบที่ไหนดี"ปาราวดีลังเลอยู่ในใจ
หญิงสาวกำลังชั่งใจอยู่ว่าควรจะเดินกลับเข้าบ้านไปหรือเสี่ยงดวงเดินต่อไปดี
แต่ก็พอดีกับสายตาที่เหลือบไปเห็นร่างเล็กของกระรอกสีน้ำตาลแดงที่กระโจนข้ามต้นไม้วิ่งตัดหน้าไป
"ฟู!
นั่นจะไปไหน ฝนจะตกอยู่แล้วนะ"ปาราวดีร้องตะโกนเรียกกระรอกน้อย
และด้วยความเป็นห่วง
หญิงสาวจึงตัดสินใจวิ่งตามเจ้าฟูไป วิ่งไปได้ไม่นานเมฆฝนที่เคยตั้งเค้าก็เริ่มเทลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ปาราวดีเงยหน้าขึ้นมอง...ม่านฝนเบื้องหน้าแถมจะบดบังทางข้างหน้าจากสายตาจนหมดสิ้น
แต่หญิงสาวก็ยังคงแข็งใจวิ่งต่อไปเพื่อหาที่หลบฝนข้างหน้า
"วิว..วิว..วิว..วิว..."เสียงสัญญาณอะไรบางอย่างดังขึ้นไม่ไกลจากตัวหญิงสาวนัก
ปาราวดีตัดสินใจวิ่งตามเสียงสัญญาณนั่นไปด้วยความอย่างรู้
และแล้วสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเบื้องหน้าหญิงสาวในขณะนี้ก็เรียกความตื่นตระหนกให้เธอมิใช่น้อย
เจ้าฟู...กระรอกน้อยและสัตว์เลี้ยงแสนรักของเธอกำลังเกาะอยู่บนไหล่ของมนุษย์น้ำที่เธอเคยเห็นในความฝันบ่อยๆ
แต่นั่นก็ยังไม่เลวร้ายไปกว่าอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นทางเบื้องหน้า
"ฟู!"ปาราวดีร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนกเมื่อเห็นมนุษย์น้ำกำลังก้าวเดินเข้าไปในอุโมงค์น้ำแห่งนั้น
และโดยไม่คิดอะไร
หญิงสาวก็ถลาวิ่งเข้าไปหาสัตว์เลี้ยงและเพื่อนแสนรักของเธอในทันที
"ระวัง!"ดูเหมือนจะมีเสียงตะโกนเรียกดังมาจากที่ใดที่หนึ่ง
แต่นั่นก็ไม่อาจหยุดการกระทำของหญิงสาวได้
ทันทีที่ร่างของปาราวดีกระโจนเข้าใส่มนุษย์น้ำ
พลังงานบางอย่างก็ปะทะเข้าถูกตัวหญิงสาวพร้อมๆกับพลังอีกขุมหนึ่งที่พุ่งทะยานเข้าคุ้มครองเธอ
แม้พลังขุมที่สองจะพุ่งออกมาปกป้องไว้ได้ทัน แต่หากแรงปะทะอย่างหนักในครั้งนี้ก็ทำให้หญิงสาวถึงกับสลบไป
"จะทำอย่างไรดีขอรับ"เสียงๆหนึ่งถามขึ้นด้วยความกลัดกลุ้ม
"พานางไปด้วย"เสียงทุ้มคุ้นหูดังตอบกลับไป
แล้วอุโมงค์น้ำแห่งนั้นก็หดตัวหายวับไปท่ามกลางแสงแดดที่เริ่มสาดส่องลงมาอีกครั้ง
หากคุณสนใจจะส่งบทความ
เรื่องสั้น หรือนิยายของคุณมายังเรา โปรดอ่านรายละเอียด
ที่นี่เลยครับ
Copyright
© 2002 PraKaiFun. All rights reserved.
This web site is designed for 800*600 resolutions
any advice please contact [email protected] |