ระบบการสื่อสารข้อมูล

การสื่อสารแห่งประเทศไทยในปัจจุบันได้เริ่มนำ ระบบเครือข่าย ISDN (Integrated Service Digital Network) เข้ามาใช้โดยการส่งสัญญาณข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณเสียงหรือสัญญาณภาพ ให้อยู่ในรูปของแบบติจิตอลได้
ระบบเครือข่ายถ้าแบ่งตามระยะทางในการส่งข่าวสารข้อมูล สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ

  1. ระบบแลน หรือระบบเครือข่ายท้องถิ่น
  2. ระบบแมน หรือระบบเครือข่ายระหว่างเมือง
  3. ระบบแวน หรือระบบเครือข่ายระยะไกล


ระบบแลนด์ (LAN : Local Area Network)

ระบบแลน (LAN) หรือระบบเครือข่ายท้องถิ่นคือ ระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ เข้าด้วยกันเพื่อส่งข่าวสาร ข้อมูล หรือรูปภาพไปยังส่วนต่าง ๆ ขององค์กรที่อยู่ในบริเวณเดียวกันหรือบริเวณใกล้เคียงกัน เช่น ภายในอาคารเดียวกัน หรืออาคารใกล้ ๆ กัน ระบบแลนจะประกอบด้วยฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมโยงกัน ซอฟต์แวร์จัดการระบบและมีสายที่ใช้ในการเชื่อมโยง

ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบแลน มีดังนี้

  • ฮาร์ดแวร์
  • ซอฟต์แวร์
  • สายสื่อสาร
  • เทคนิคการส่งสัญญาณข้อมูล
  • โปรโตคอล
  • 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware)ที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญได้แก่
    1. สถานีหรือเวิร์กสเตชั่น (Workstation) คือ เครื่องพีซีที่นำมาเชื่อมต่อกันแต่ละสถานีจะประมวลผลได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปประมวลที่ไฟล์เซิร์ฟเวอร์ (File server) ทำให้ประมวลผลได้รวดเร็ว
    2. ไฟล์เซิร์ฟเวอร์ (File server) เป็นศูนย์กลางข้อมูลหรือแอปพลิเคชั่นโดยใช้ฮาร์ดดิสต์หรือเครื่องพีซีที่มีฮาร์ดดิสต์ขนาดใหญ่ทำหน้าที่เก็บ ข้อมูล ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อให้บริการแก่สถานีต่าง ๆ เครื่องพีซี (PC) ที่จะนำมาใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์ (Server) นั้นมักใช้ซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า NetWare เป็นตัวควบคุมการทำงานในระบบเครือข่าย ภายในเครือข่ายปกติจะมีไฟล์เซิร์ฟเวอร์ด้วย แต่ถ้าเป็นระบบแลนที่มีสถานีมาก ๆ อาจมีไฟล์เซิร์ฟเวอร์มากกว่า 1 ก็ได้
    3. อุปกรณ์ อื่น ๆ ที่จะนำมาใช้ร่วมกัน เช่น เครื่องพิมพ์ (Printer) เครื่องวาดรูป (Plotter) และอุปกรณ์อื่น ๆ
    4. คอนโทรลเลอร์ (Controller) คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการควบคุมเส้นทางการสื่อสาร รับ-ส่งข้อมูล จัดระบบการทำงานของเครือข่าย รวมทั้งควบคุมการทำงานของสถานีต่าง ๆ ในระบบแลนส่วนใหญ่ คอนโทรลเลอร์จะรวมอยู่กับไฟล์เซิร์ฟเวอร์ แต่อาจจะแยกมาเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวโดด ๆ ก็ได้
    5. แลนการ์ด (LAN card) หรือแผงอะแดปเตอร์เชื่อมต่อเครือข่าย (NAC : Network Adapter Card) หรือแผงอินเตอร์เฟช (NIC : Network Interface Card) แลนการ์ดมีหน้าที่ในการส่งข้อมูลจากเครื่องซีพีหรือสถานีเข้าสู่ไฟล์เซิร์ฟเวอร์ และรับข้อมูลจากไฟล์เซิร์ฟเวอร์เข้าสู่สถานี ทุกสถานีจะต้องทำการติดตั้งแลนการ์ดด้วย
    6. บริดจ์ (Bridge) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างระบบแลน 2 เครือข่าย ที่มีโปรโตคอลเหมือนกันหรือต่างกัน โดยบริดจ์จะรับข้อมูลจากสถานีในเครือข่ายต้นทางตรวจสอบตำแหน่งปลายทางจากนั้นก็ส่งข้อมูลไปยังเครื่องรับในเครือข่ายปลายทาง
    7. เราเตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารข้อมูลระหว่างระบบแลน 2 เครือข่ายหรือมากกว่า คล้ายบริดจ์แต่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เราเตอร์นอกจากทำหน้าที่รับ-ส่งข้อมูลให้กีบเครือข่ายแล้ว ยังทำหน้าที่จัดเส้นทางของข้อมูลเพื่อส่งไปยังเครื่องรับปลายทางได้ถูกต้อง
    8. รีพีตเตอร์ (Repeater) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ทบทวนสัญญาณข้อมูลเมื่อทำการส่งข้อมูลในระยะทางไกล ๆ รีพีตเตอร์จะช่วยในการเพิ่มระยะทางการสื่อสารข้อมูลของระบบเครือข่ายแลนให้กว้างไกลยิ่งขึ้น
    9. เกตเวย์ (Gateway) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหนาที่ช่วยให้ระบบเครือข่ายแลน 2 เครือข่าย หรือมากกว่าที่มีลักษณะไม่เหมือนกัน เช่น ลักษณะการเชื่อมต่อของระบบเครือข่ายต่างกัน และมีโปรโตคอลสำหรับการรับ-ส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อสื่อสารข้อมูลกันได้
    [Top]
    2. ซอฟต์แวร์ (Software) ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในระบบแลน ได้แก่
    1. ระบบปฏิบัติการของระบบเครือข่าย เรียกว่า นอส (NOS : Network Operating System) ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารระหว่างสถานีกับไฟล์เซิร์ฟเวอร์ โดยจัดการไฟล์ข้อมูล ติดต่อกับผู้ใช้ และบริการการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ระบบปฏิบัติการของระบบเครือข่ายได้แก่ Novell’s NetWare, IBM’s OS/2 LAN Server, Microscoft’s LAN Manager เป็นต้น
    2. ระบบปฏิบัติการของเครื่องพีซี เช่น MS-DOS, OS/2, UNIX, Microsoft’s Windows เป็นต้น
    [Top]
    3. สายสื่อสาร (Cable Media) คือสายสัญญาณที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างสถานีกับไฟล์เซิร์ฟเวอร์ และสถานีกับสถานีเพื่อ ให้มีการติดต่อสื่อสารร่วมกันได้ สายสื่อสารที่นิยมใช้ในระบบแลน ได้แก่
        1. สายคู่บิดเกลียวแบบ UTP (Unshield Twisted Pair) เป็นสายลวดทองแดงที่มีฉนวนหุ้มไม่ให้สัมผัสกัน แต่ไม่มีชีลด์ (Shield) หรือเปลือกหุ้มป้องกันสัญญาณรบกวนภายในมีจำนวนสายรวมกันอยู่หลายเส้น เช่นตามมาตรฐานของเอทีแอนด์ที (AT&T) จะมีสายไฟฟ้าอยู่ภายใน 8 เส้น พันเป็นเกลียว 4 คู่ ระบบสาย UTP มักต่อกับหัวต่อแบบ RJ 45 ซึ่งมีลักษณะคล้ายปลั๊กโทรศัพท์ทั่วไป สาย UTP มีไว้สำหรับเชื่อมโยงระหว่างจุด 2 จุด ใช้ในการต่อระบบแลนแบบดาว (Star) ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่กระจายสัญญาณ เช่น ฮับ (HUB) โดยมีระยะทางไม่ไกลนักเป็นสายสื่อสารที่ราคาถูกที่สุดติดตั้งง่ายและรวดเร็วแต่คุณภาพต่ำที่สุดใช้ได้ระยะทางจำกัด เพราะจะถูกกวนจากสัญญาณคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าจากภายนอกได้ง่าย มีอัตราความผิดพลาดในการส่งข้อมูลสูงกว่าสายสื่อสารแบบอื่น เหมาะที่จะใช้ภายในอาคาร
        2. สายคู่บิดเกลียวแบบ STP (Shield Twisted Pair) เป็นสายสื่อสารที่เพิ่มชีลด์(Shield) หรือเปลือกหุ้มป้องกันสัญญาณคลื่นรบกวน หุ้มลวดทองแดงเพื่อช่วยลดการรบกวนจากสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากภายนอก คุณภาพดีกว่าแบบ UTP จะให้ความถูกต้องในการส่งข้อมูลได้ดีกว่าทำจากลวดทองแดง เรียกว่า คอนดักเตอร์ (conductor) อาจมีเส้นเดียวหรือหลายเส้นก็ได้แล้วแต่จำนวนช่องสัญญาณ หุ้มด้วยลวดตาข่ายทำหน้าที่เป็นสายดิน โดยมีฉนวนแยกคอนดักเตอร์และสายดินออกจากกัน ถ้าสายโคแอกเชียลมีขนาดคอนดักเตอร์ใหญ่ ก็จะสามารถส่งสัญญาณได้ระยะไกลกว่าและราคาแพงกว่าสายที่มีขนาดคอนดักเตอร์เล็กกว่าคุณภาพ ในการส่งข้อมูลดีกว่าและมีอัตราเร็วในการส่ง ข้อมูลสูงกว่าแบบสายคู่บิดเกลียว แต่มีราคาแพงกว่า มักจะใช้กับการเชื่อมโยงแบบบัส (Bus) ซึ่งใช้สายเพียงเส้นเดียวเดินผ่านไปยังเครื่องทุกเครื่องบนเครือข่าย


        สายไฟเบอร์ออปติก (Fiber optic Cable)

          หรือสายใยแก้วนำแสงเป็นสายที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณแสงส่งไปในท่อใยแก้ว เป็นสายสื่อสารที่ให้ประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลได้ดีที่สุดแต่มีราคาแพงที่สุดเนื่องจากสายใยแก้วยำแสงทำด้วยแก้ว ซึ่งเป็นสารที่ไม่ยอมให้ไฟฟ้าผ่าน ดังนั้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากภายนอก เช่น คลื่นวิทยุ โทรทัศน์ สายไฟแรงสูงจะไม่รบกวนสัญญาณที่ผ่านเส้นใยแสง สายชนิดนี้จึงทนทานต่อการรบกวนได้ดีกว่าสายประเภทอื่น สามารถส่งข้อมูลเป็นจำนวนมากด้วยอัตราเร็วสูงและส่งสัญญาณไปได้ระยะทางไกล ๆ สายไฟเบอร์ออฟติกมีลักษณะพิเศษคือใช้สำหรับเชื่อมโยงแบบจุดไปจุด จึงเหมาะที่จะใช้ในการเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายหลัก หรือเชื่อมโยงระหว่างอาคารกับอาคาร สายไฟเบอร์ออปติกจึงเป็นสายแกนหลักที่เรียกว่า backbone นอกจากนี้ ลักษณะทางกายภาพทำให้การดักขโมยข้อมูล (Tap) ไม่ง่ายเหมือนกับสายทองแดงจึงเหมาะที่จะใช้ในการส่งข่าวสารข้อมูล ที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลสูง เนื่องจากสายเคเบิลที่ใช้ในระบบแลนมักมีปัญหาในเรื่องการเดินสาย การติดตั้งและการดูแลรักษาจึงมีการพัฒนาการสื่อสารข้อมูลในระบบแลนโดยใช้รังสีอินฟราเรด และคลื่นวิทยุเป็นสื่อกลางในการส่งสัญญาณข้อมูลแต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องเส้นทางและอัตราความเร็ว ในการส่งข้อมูลค่อนข้างต่ำ
    [Top]
    4. เทคนิคการส่งสัญญาณข้อมูลในระบบแลนแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
    1. แบบเบสแบนด์ (Baseband) สัญญาณข้อมูลจะเป็นแบบติจิตอลซึ่งถูกส่งไปในสายส่งโดยตรง โดยอัตราเร็วเท่าที่แบนด์วิดท์ของสายสื่อสารมิให้ แบบเบสแบนด์ไม่ต้องใช้อุปกรณ์แปลงสัญญาณ ทำให้เครือข่ายแบบเบสแบนด์มีราคาถูก ง่ายต่อการติดตั้งและบำรุงรักษา
    2. แบบบรอดแบนด์ (Broadband) สัญญาณข้อมูลจะเป็นแบบอนาล็อก จึงต้องใช้โมเด็ม (Modem) เพื่อแปลงสัญญาณดิจิตอลจากเครื่องพีซีเป็นสัญญาณอนาล็อกก่อนส่งออกทางสายสื่อสาร เมื่อสัญญาณข้อมูลถูกส่งไปยังเครื่องปลายทาง ๆ ก็ต้องมีโมเด็มแปลงสัญญาณอนาล็อก เป็นสัญญาณดิจิตอลให้กับเครื่องปลายทางเทคนิคในการส่งสัญญาณข้อมูลแบบบรอดแบนด์เป็นการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับ-ส่งสัญญาณข้อมูลดีกว่าแบบเบสแบนด์ โดยมีอัตราเร็วในการส่งสัญญาณข้อมูลสูงกว่าและส่งสัญญาณไปได้ระยะไกลกว่า สามารถส่งข้อมูล เสียง และภาพได้ ทำให้เครือข่ายแบบบรอดแบนด์ใช้ค่าใช้จ่ายสูงกว่า และมีความยุ่งยากในการติดตั้งมากกว่า
    [Top]
    5. โปรโตคอล (Protocal)โปรโตคอล หมายถึง กฎเกณฑ์ วิธีการควบคุม การส่งข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์ในระบบเครือข่าย โปรโตคอลที่นิยมใช้ในระบบแลน ได้แก่
    1. โปรโตคอลแบบหยั่งเสียงเลือกผู้ส่ง (Polling Access Protocal)
    2. โปรโตคอลแบบนี้ใช้กับระบบแลนที่ต่อแบบดาว (Star) ซึ่งมีศูนย์กลาง ไฟล์เซิร์ฟเวอร์ หรือ ฮับ (Hub) ทำหน้าที่เชื่อมโยงสถานีในการติดต่อสื่อสาร ศูนย์กลางจะทำการหยั่งเสี่ยง (Polling) ถามไปยังสถานีต่าง ๆ ในระบบเครือข่าย สถานีใดต้องการส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่าย แล้วศูนย์กลางก็จะเลือกสถานีต้นทางและปลายทาง ส่วนสถานีอื่นยังไม่มีสิทธิในการส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายจนกว่าสถานีที่ได้รับเลือกส่งข่าวสารข้อมูลเสร็จ เพื่อป้องกันการชนกันของข้อมูล
    3. โปรโตคอลแบบสลับวงจร (Circuit – Switching Protocal) โปรโตคอลแบบสลับวงจรใช้กับระบบแลนที่ต่อแบบดาว (Star) ต่างกับโปรโตคอลแบบหยั่งเสียงเลือกผู้ส่งคือแต่ละสถานีสามารถส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายได้ โดยศูนย์กลางไฟล์เซิร์ฟเวอร์หรือฮับ (Hub) จะทำหน้าที่จัดเส้นทางการสื่อสารข้อมูลจากสถานีต้นทางไปยังสถานีผู้รับปลายทาง ถ้าสถานีผู้รับไม่ว่างเพราะกำลังติดต่อกับสถานีอื่นอยู่ ศูนย์กลางก็จะระงับการส่งข่าวสารข้อมูล การทำงานจะคล้ายกับการสลับสายโทรศัพท์ของเครือข่ายโทรศัพท์
    4. โปรโตคอลแบบใช้โทเคน (Token Passing Protocal)โปรโตคอลแบบใช้โทเคนที่นิยมใช้ในระบบแลนได้แก่ โปรโตคอลแบบโทเคนริง (Token Ring) ใช้ในระบบแลนแบบวงแหวน (Ring) และแบบโทเคนบัส (Token Bus) ใช้ในระบบแลนแบบบัส (Bus) หรือทรี (Tree) โทเคนเป็นกลุ่มบิดที่วิ่งวนไปตามสถานีต่าง ๆ ในระบบเครือข่าย การทำงานของโปรโตคอลแบบใช้โทเคนนี้ เช่น สถานี A ต้องการส่งข่าวสารข้อมูลไปยังสถานี C สถานี A จะคอยตรวจสอบสถานะว่าโทเคนที่ว่างผ่านมาเป็นโทเคนว่างหรือไม่ ถ้าว่างก็จะจับโทเคนที่ว่างนั้นแล้วส่งข้อมูลฝากไปกับโทเคนพร้อมกับกำหนดตำแหน่งแอดเดรส (Address) ของสถานี C ซึ่งเป็นเครื่องรับปลายทาง จากนั้นโทเคนก็จะวิ่งวนต่อไปสถานี B แล้วสถานี B ก็จะทำการตรวจสอบโทเคนว่าใช้แอดเดรสของตนหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ปล่อยโทเคนผ่านไปยังสถานี C เมื่อสถานี C จับโทเคนก็จะทำการตรวจสอบแอดเดรสว่าใช่ของคน ก็จะทำการคัดลอกข้อมูลไว้ จากนั้นก็จะกำหนดโทเคนให้เป็นโทเคนว่าง แล้วปล่อยให้วิ่งวนต่อไปในระบบเครือข่าย ดังนั้นสถานีใดต้องการส่งข้อมูลจะต้องตรวจสอบสถานะของโทเคนก่อนว่าว่างหรือไม่ ถ้าว่างจึงจะส่งข้อมูลไปกับโทเคนได้ โปรโตคอลแบบใช้โทเคนนี้ไม่มีการจำกัดขนาดของเฟรมข้อมูล โทเคนจะมีเพียงโทเคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นจีงไม่มีปัญหาการชนกันของสัญญาณข้อมูล ถ้ามีสถานีใดจับโทเคนไว้หรือใช้โทเคนส่งข่าวสารข้อมูล สถานีอื่นก็ต้องรอจนกว่าโทเคนจะว่างจึงจะใช้ได้ แต่ถ้าไม่มีการส่งข่าวสารข้อมูล โทเคนก็จะวิ่งวนไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีสิ้นสุด
    [Top]


    รูปแบบการเชื่อมต่อของระบบแลนหรือแลนโทโปลียี (LAN Topology)

    ระบบแลนแบ่งตามลักษณะรูปแบบการเชื่อมต่อมี 3 แบบ คือ

      1. แบบดาว (Star Topology)
      2. แบบวงแหวน (Ring Topology)
      3. แบบบัสหรือทรี (Bus/Tree Topology)

      4.  
    1. แบบดาว (Star Topology)

    แบบดาวคือการนำสถานีหรือเวิร์กสเตชั่น (Workstation) หลาย ๆ สถานีมาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เป็นศูนย์กลาง ไฟล์เซิรฟเวอร์ (File Server) หรือฮับ (Hub) ศูนย์กลางจะทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมเส้นทางการติดต่อสื่อสาร และเป็นศูนย์กลางข้อมูล การส่งข่าวสารข้อมูลแบบดาวนี้จะเริ่มจากสถานีที่ต้องการส่งข้อมูล จะส่งข้อความแจ้งให้ศูนย์กลางทราบว่า ต้องการติดต่อกับสถานีปลายทางสถานีใดศูนย์กลางก็จะทำการ เชื่อมโยงให้สถานีต้นทางและสถานีปลายทางติดต่อกันได้ การติดต่อสื่อสารจะเป็นแบบ 2 ทิศทางคือ จะมีสถานีเดียวเท่านั้นที่สามารถส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่ายได้ เพื่อป้องกันการชนกันของข้อมูล การต่อแบบดาวจึงเป็นการสร้างลิงค์ (link)ระหว่างสถานีต้นทางกับสถานีปลายทางจนกว่าจะส่งข่าวสารข้อมูลเสร็จ สถานีอื่นจึงจะสามารถส่งข้อมูลได้

      ข้อดี
      1. ถ้าสถานีใดสถานีหนึ่งเสีย สถานีอื่นก็ยังสามารถทำงานได้
      2. การติดตั้งเครือข่าย และการดูแลรักษาสามารถทำได้ง่าย ถ้าสถานีใดเสียก็สามารถตรวจสอบได้ง่าย
      3. การเพิ่มสถานีในระบบเครือข่ายสามารถกระทำได้ง่าย
    ข้อเสีย
      1. เปลืองสายที่ใช้ในการเชื่อมต่อเพราะต้องใช้สายเป็นจำนวนมากในการต่อทั้งระบบเครือข่าย
      2. เครื่องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางหรือฮับ (Hub) มีราคาแพง และถ้าเกิดความเสียหายจะทำงานไม่ได้ทั้งระบบ
      3. การสื่อสารระหว่าสถานีไม่คล่องตัว การต่อแบบนี้เหมาะที่จะใช้ในกรณีที่มีจำนวนสถานีไม่มากนัก
    2. แบบวงแหวน (Ring Topology)

    แบบวงแหวนคือการเชื่อมต่อสถานีต่าง ๆ เป็นวงกลมการเชื่อมต่อแบบนี้คล้ายแบบบัส (Bus) จะต่างกันตรงที่ปลายทั้งสองข้างจะมาบรรจบกัน ในแต่ละสถานีจะมีรีพีดเตอร์ (repeater) 1 ตัว ซึ่งทำหน้าที่รับสัญญาณที่อ่อนตัวลง แล้วขยายสัญญาณให้แรงขึ้นก่อนทำการส่งต่อไป ดังนั้นสัญญาณจึงถูกส่งไปได้ในระยะไกลขึ้นโดยรีพีตเตอร์ ข้อมูลจะถูกส่งจากสถานีหนึ่งซึ่งมีรีพีตเตอร์ประจำสถานี รีพีตเตอร์จะทำ

    หน้าที่เพิ่มสิ่งที่จำเป็นต่อการสื่อสารลงในแพ็กเก็จ (Packet) ข้อมูล เพื่อส่งข้อมูลออกจากสถานีผ่านเข้าไปในวงแหวนทางด้านใดด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นทิศทางเดียว รีพีตเตอร์ของสถานีถัดไปทำหน้าที่รับแพ็กเก็จข้อมูลที่ไหลผ่านมาจากสายสื่อสาร แล้วตรวจสอบว่าเป็นข้อมูลที่ส่งมาให้สถานีตนหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะคัดลอกข้อมูลทั้งหมดส่งต่อไปให้กับสถานีของตน แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปล่อยข้อมูลนั้นไปยังรีพีตเตอร์ของสถานีถัดไป

    ข้อดี
      1. การส่งข้อมูลจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันจากสถานีหนึ่งไปยังสถานีถัดไป จึงไม่มีการชนกันของสัญญาณข้อมูล
      2. ทุกสถานีมีสิทธิใช้ระบบเครือข่ายได้เท่ากัน
    ข้อเสีย
      1. การต่อแบบนี้ถ้าสถานีใดสถานีหนึ่งเสีย ก็จะเสียทั้งระบบ
      2. ขณะที่ข้อมูลถูกส่งผ่านไปแต่ละสถานี เวลาส่วนหนึ่งจะสูญเสียไปกับที่ทุกรีพีตเตอร์จะตรวจสอบตำแหน่งผู้รับปลายทางของข้อมูลและถ้าใช้ตำแหน่งของตนก็ต้องทำการคัดลอกข้อมูลไว้
    3. แบบบัสหรือทรี (Bus/Tree Topology)

    แบบบัส (Bus) คือการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หลาย ๆ สถานีด้วยสายเคเบิลเส้นเดียวเป็นแบบที่มีโครงสร้างไม่ยุ่งยากและไม่ต้องใช้รีพีตเตอร์เหมือนแบบวงแหวนหรือฮับเหมือนแบบดาว ทุกสถานีจะเชื่อมเข้ากับสายสื่อสารหลักที่เรียกว่า บัส (Bus)

    แบบทรี (Tree) ก็เป็นแบบบัสแบบหนึ่ง โดยสารเคเบิลเส้นทางถูกแยกออกไปคล้ายกิ่งก้านสาขาของต้นไม้

    แบบบัสหรือแบบทรี นับว่าเป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะการติดตั้งระบบ ดูแลรักษา และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ง่าย ไม่ต้องใช้เทคนิคที่ยุ่งยากซับซ้อน

    การส่งข่าวสารข้อมูลแบบบัส เริ่มจากสถานีหนึ่งต้องการจะส่งข้อมูลไปยังสถานีอื่นภายในเครือข่าย ข้อมูลจากสถานีต้นทางจะถูกส่งเข้าสู่สายบัสในรูปแบบแพ็กเก็จ ซึ่งแต่ละแพ็กเก็จจะบอกตำแหน่งแอดเดรสของสถานีปลายทาง แต่ละสถานีที่ต่อเชื่อมเข้ากับบัสจะทำการตรวจตำแหน่งแอดเดรสที่มากับแพ็กเก็จว่าใช่ตำแหน่งของตนหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะรับข้อมูลนั้น แต่ถ้าไม่ใช่จะปล่อยให้สัญญาณข้อมูลนั้นผ่านไปยังสถานีถัดไป
     

    ข้อดี
      1. แบบบัสสามารถเดินสายได้ง่าย ไม่ต้องมีรีพีตเตอร์หรือฮับ
      2. สามารถติดตั้งระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ตลอดจนดูแลรักษาง่าย
      3. ถ้าสถานีใดสถานีหนึ่งเสีย จะไม่มีผลกระทบต่อการทำงานของสถานีอื่นในระบบเครือข่าย
    ข้อเสีย
      1. ถ้าอุปกรณ์ที่เป็นตัวจั๊ม (Jump) เสีย สถานีที่อยู่ถัดไปจากตัวจั๊มจะใช้งานไม่ได้
      2. ถ้าสถานีในระบบเครือข่ายมีจำนวนมาก และบางจุดในบัสเกิดความเสียหายการตรวจสอบจะยาก
    [Back] | [Top]


    ประโยชน์ของระบบแลน
      1. ผู้ใช้ (users) หลาย ๆ คนสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันในฐานข้อมูล (data base) เดียวกันได้
      2. ใช้อุปกรณ์ที่มีราคาแพงร่วมกันได้เช่นเครื่องพิมพ์ (Printer) เครื่องวาดรูป (Plotter) ฮาร์ดดิสค์ (Hard disk) ทำให้เป็นประหยัดค่าใช้จ่าย
      3. ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการเก็บข้อมูลและโปรแกรมในฮาร์ดดิสค์ (Hard disk) ซึ่งปกติผู้ใช้เครื่องแต่ละคนต้องเก็บโปรแกรมและข้อมูลเอาไว้ในเครื่องของตน เช่น ถ้าใช้เครื่อง 10 เครื่องก็จะต้องเก็บข้อมูลไว้ในฮาร์ดดิสค์ 10 เครื่อง ทำให้เปลืองเนื้อที่ถ้าใช้ระบบแลนจะสามารถใช้ฮาร์ดดิสค์ร่วมกันได้
      4. สามารถส่งข่าวสารข้อมูลไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้อย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ใช่ระบบแลน การส่งข้อมูลจะต้องคัดลอก (Copy) ข้อมูลลงสื่อต่าง ๆ เช่น ดิสค์เก็ต หรือเทป จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่งหรือถ้าต้องการพิมพ์ จะต้องต่อเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่องพิมพ์ (printer) จึงจะพิมพ์ข้อความได้ถ้าใช้ระบบแลนจะสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ไม่ได้ต่อโดยตรงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ โดยการส่งข่าวสารข้อมูลผ่านสายที่ใช้เชื่อมต่อ (Communication line) ได้โดยทันที
      5. ใช้ในการประชุมแบบไม่เป็นทางการ (informal Conference) โดยการประชุมผู้เข้าร่วมประชุมไม่ต้องนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน ผู้เข้าร่วมประชุมจะนั่งอยู่ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง เป็นการลดความยุ่งยากในการจัดประชุมที่เป็นพิธีการ
    [Top]


    ระบบแมน (MAN : Metropolitan Area Network)

    ระบบแมนหรือระบบเครือข่ายระหว่างเมือง เป็นระบบเครือข่ายที่มีการติดต่อกันในระยะที่ไกลกว่าระบบแลน และใกล้กว่าระบบแวน เป็นการติดต่อระหว่างเมือง เช่น กรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ เชียงใหม่กับยะลา หรือเป็นการติดต่อระหว่างรัฐ



    ระบบแวน (WAN : Wide Area Network)

    ระบบแวนหรือระบบเครือข่ายระยะไกล คือ ระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อระหว่างข่ายงานคอมพิวเตอร์ที่มีระยะทางห่างไกลกัน ซึ่งอาจจะครอบคลุมเนื้อที่กว้างขวางหรืออาจข้ามประเทศ ข้ามทวีป โดยระบบสื่อสารนี้จะใช้คลื่นไมโครเวฟ (Microwave) และดาวเทียม (Sastellite) เข้าช่วยเพื่อส่งข้อมูลที่อยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

    ระบบแมน (MAN) สามารถรวมระบบเลน (LAN) หลาย ๆ ระบบเข้าด้วยกัน และระบบแวน (WAN) ก็เป็นการรวมระบบแมนและระบบแลนหลาย ๆ ระบบเข้าด้วยกันซึ่งอาจใช้เทคโนโลยีต่างกันก็ได้
     

    ส่วนประกอบขั้นพื้นฐานของระบบการสื่อสารข้อมูล ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้
      1. เครื่องพีซี (Personal Computer) หรือเครื่องเทอร์มัลที่ตั้งอยู่ในที่ห่างไกลกัน
      2. โมเด็ม (MODEM ย่อมาจาก Modulator / DEModulator) เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าาที่เปลี่ยนสัญญาณ โมเด็มต้นทางจะทำหน้าที่เปลี่ยน สัญญาณดิจิตอล (Digital signal) ให้เป็นสัญญาณอนาล็อก (Analog signal) เรียกว่า Modulator โมเด็มปลายทางทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณอนาล็อกกลับเป็นสัญญาณดิจิตอล เรียกว่า Demodulator
      3. ช่องทางการสื่อสารข้อมูล (Communication Channel) ที่ถูกส่งผ่านซึ่งส่วนใหญ่จะใช้สายโทรศัพท์ นอกจากนี้ยังใช้ระบบไมโครเวฟ และดาวเทียมในการส่งผ่านข้อมูล
    ไมโครเวฟ (Microwave)

    การส่งสัญญาณข้อมูล ด้วยคลื่นไมโครเวฟมักใช้ในกรณีที่การติดตั้งด้วยสายเคเบิลไม่สะดวก เช่น ในภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา แม่น้ำ หรือเขตเมืองใหญ่ ๆ สถานีไมโครเวฟจะติดตั้งจานส่ง-รับ สัญญาณข้อมูล โดยสถานีไมโครเวฟจะรับสัญญาณข้อมูลจากสถานีหนึ่งแล้วส่งต่อไปยังอีกสถานีหนึ่ง ปัจจุบันนิยมส่งสัญญาณข้อมูลด้วยคลื่นไมโครเวฟเพราะราคาถูก และติดตั้งง่าย

    ดาวเทียม (Satellite)

    ดาวเทียมทำหน้าที่ขยายและทบทวนสัญญาณข้อมูล ที่ส่งมาจากสถานีภาคพื้นดิน สถานีภาคพื้นดินจะส่งสัญญาณข้อมูลไปยังดาวเทียม ซึ่งหมุนไปตามการหมุนของโลก ดาวเทียมจะถูกส่งขึ้นไปลอยอยู่ห่างจากพื้นโลก ประมาณ 36,000 กม. และสามารถครอบคลุมพื้นที่การส่งสัญญาณได้ถึง 1 ใน 3 ของพื้นโลก ดังนั้นถ้าจะส่งสัญญาณของดาวเทียม จะรับสัญญาณข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดินซึ่งมีกำลังอ่อนตัวลง จากนั้นจะทำการทบทวนสัญญาณและตรวจสอบตำแหน่งของสถานีปลายทาง แล้วจึงส่งสัญญาณข้อมูลไปยังสถานีปลายทาง การส่งสัญญาณข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดินไปยังดาวเทียม เรียกว่า อปลิงค์ (Up link) และการส่งสัญญาณข้อมูลกลับลงมายังพื้นโลกเรียกว่า ดาวน์-ลิงค์ (Down-link) การสื่อสารข้อมูลโดยผ่านทางดาวเทียมที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือ เครือข่ายวีแซท (VSAT : Very Small Aperture Terminal) เพราะเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด

    ขั้นตอนการส่งข้อมูล มีดังนี้

    1. ข้อมูลจากเครื่องพีซีถูกส่งไปตามสายโทรศัพท์ไปที่สถานีไมโครเวฟ (Microwave station)

    2. จากสถานีไมโครเวฟส่งข้อมูลออกสู่อากาศเหมือนกับสัญญาณวิทยุหรือสัญญาณโทรทัศน์ (radio or television signals) สถานีไมโครเวฟจะตั้งอยู่ที่ยอดอาคารสูง ๆ หอคอย หรือบนภูเขา ข้อมูลจะถูกส่งไปที่สถานีไมโครเวฟสถานีอื่นซึ่งอยู่ห่างประมาณ 30 ไมล์ และจากสถานีไมโครเวฟสถานีสุดท้ายจะส่งต่อไปยังสถานีภาคพื้นดิน (Earth station)

    3 .สถานีภาคพื้นดินประกอบด้วยเสาอากาศขนาดใหญ่ที่สามารถส่งข้อมูลไปยังดาวเทียม (Satellite) ดาวเทียมสามารถถ่ายทอดสัญญาณจากสถานีภาคพื้นดินด้านหนึ่งไปยังสถานีภาคพื้นดินอีกด้านหนึ่ง

    4. ดาวเทียมจะถ่ายทอดข้อมูลไปยังสถานีภาคพื้นดินอีกด้านหนึ่งของประเทศ

    5  สถานีภาคพื้นดินรับข้อมูลแล้วส่งต่อไปยังสถานีไมโครเวฟ
    6. ในที่สุดข้อมูลจะถูกส่งไปตามสายโทรศัพท์ เพื่อเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาง

    ประโยชน์ของระบบแวน

      1. สามารถส่งข้อมูลได้ในระยะทางไกล ๆ ในเวลารวดเร็ว ซึ่งช่วยให้ประสบผลสำเร็จในยุคธุรกิจปัจจุบันซึ่งมีการแข่งขันกันสูง
      2. สามารถรวมวิธีการส่งข่าวสารข้อมูลที่อยู่ในรูปอนาล็อกแลดิจิตอลด้วยประสิทธิภาพที่สูงโดยใช้วิธีการส่งข้อมูลหลาย ๆ ระบบร่วมกันเช่นระบบไมโครเวฟ ดาวเทียม สายโทรศัพท์ สายไฟเบอร์ออฟติก เป็นต้น
      3. สามารถติดต่อสื่อสารได้โดยตรงระหว่างผู้ส่งกับผู้รับ โดยใช้เครื่องพีซี (PC) หรือเครื่องเทอร์มินัล (Terminal)
      4. สามารถส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้รับหลาย ๆ คน และผู้รับก็สามารถส่งข่าวสารข้อมูลและเก็บข้อมูลนั้นได้ โดยใช้เครื่องเทอร์มินัล หรืออาจจะต่อระบบแวนกบระบบแลน หรือระบบแวนกับมินิคอมพิวเตอร์ หรือระบบแวนกับเมนเฟรมก็ได้
      5. ใช้ในการจัดประชุมนานาชาติที่เรียกว่า Teleconfercing เป็นการประชุมระหว่างบุคคลหลายๆ คน ซึ่งอยู่คนละพื้นที่หรืออยู่คนละประเทศ โดยอาศัยระบบสื่อสาร 3 รูปแบบ คือระบบเสียง (Audio) ระบบภาพ (Video) และระบบคอมพิวเตอร์ (Computer) โดยผู้ร่วมประชุมสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้ทำให้ต้องเสียเวลาในการเดินทางมาพบกัน การประชุมทางไกลนี้สามารถโต้ตอบด้วยภาพและเสียงได้ทันทีเช่นเดียวกับการประชุมในห้องประชุม เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ
    ทางด่วนข้อมูล (Information Superhighway)

    ทางด่วนข้อมูลจัดเป็นระบบแวน (WAN) ทางด่วนข้อมูลคือโครงข่ายของสื่อที่สามารถให้ข้อมูลดิจิตอลวิ่งด้วยความเร็วสูงสื่อที่ข้อมูล สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงได้แก่เส้นใยแก้วนำแสงบ นอกจากนี้ยังมีระบบโทรคมนาคมไร้สายที่ใช้คลื่นวิทยุระบบไมโครเวฟ และระบบดาวเทียม ระบบเหล่านี้จัดว่าเป็นทางด่วนสายเมนที่เชื่อมต่อจากเมืองไปยังอีกเมืองหนึ่งเหมือนกับ การสร้างถนนหนทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองเพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อกันได้


    สารบัญ
    ข้อมูล
    แฟ้มข้อมูล
    ฐานข้อมูล
    เทคโนโลยีฐานข้อมูล
    เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารข้อมูล
    ระบบการสื่อสารข้อมูล
    ฐานข้อมูลแบบกระจาย
    บรรณานุกรม

    กลับสู่ C&I PhD 6 โฮมเพจ


    Copyright 2000 - C & I PhD 6 group
    All Rights Reserved
    Webmaster: wattana rattanaprom - [email protected]
    Hosted by www.Geocities.ws

    1