|
ต้นไม้และวิวทิวทัศน์ต่าง
ๆ มากมายผ่านตาของผมไป ในขณะที่ผมมองลอดหน้าต่างออกไปยังภายนอก
กว่า 4 ชั่วโมงแล้วที่รถไฟออกจากสถานีที่เชียงใหม่
ข้างทางที่ผ่านมาเต็มไปด้วยสิ่งต่าง ๆ มากมายนอกเหนือจากต้นไม้
นอกเหนือจากวิวสวย ๆ
ผมเคยวาดภาพเอาไว้ว่าผมกับครีมจะได้มานั่งดูวิวเหล่านี้ด้วยกันเพื่อที่จะเดินทางไปศึกษาต่อที่กรุงเทพ
แต่นั่นคงเป็นเพียงความฝันไปเสียแล้ว เพราะว่าผมเพิ่งต้องเดินทางจากครีมมาเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง
สายลมเย็น
ๆ พัดผ่านหน้าของผม ทำเอาผมรู้สึกสบายเหลือเกิน
แต่ใจนึงก็ไม่ค่อยสบายนัก ได้แต่คิดว่าอยากให้ครีมได้มารู้สึกแบบนี้ด้วยจัง
"เหม่ออะไรของแกวะ
ไอ่ต้น"
อาร์ทถามผมขึ้นมาในขณะที่ผมกำลังเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศภายนอก
"เปล่าหรอก
ก็แค่
"
"คิดถึงครีมล่ะสินะ"
อาร์ทพูดแทรกขึ้นมาทันที เหมือนจะรู้ใจของผมดีนักหนา
ผมพยักหน้าให้อาร์ททีนึง
ก่อนที่จะสอดสายตามองไปนอกหน้าต่างอย่างเดิม มีเสียงถอนหายใจของอาร์ทเกิดขึ้นทีนึง
ผมเข้าใจว่ามันหมายถึงอะไร แต่ก็ไม่ได้หันไปมอง
ผมรู้ดีว่าอาร์ทคงจะพูดอะไรอย่างเดิม ๆ เช่น "ไอ่ต้น
แกทำใจเถอะว่ะ" หรือไม่ก็ "เฮ้ย! ไม่ต้องห่วงครีมนักหรอกน่า"
ผมก็เข้าใจว่าผมไม่ควรจะคิดมากจนเกินไป
แต่ผมก็ค่อยจะเข้าใจนักหรอก ว่าทำไมผมกับครีมถึงได้ผูกพันกันขนาดนั้น
"เดี๋ยวก็ถึงแล้วล่ะ
ไม่รู้ว่าลุงอิฐจะมาถึงรึยัง"
อาร์ทพูดขึ้นในขณะที่รถไฟใกล้จะเทียบชานชาลาเต็มที
ลุงอิฐเป็นญาติคนเดียวของอาร์ทที่อยู่กรุงเทพ เค้าจะเป็นคนที่คอยจัดการเรื่องที่อยู่ให้กับผมกับอาร์ท
อย่างน้อยก็ยังดีที่มาอยู่ที่นี่ก็ยังพอจะมีใครคอยดูและควบคุมพวกเราไม่ให้นอกลู่นอกทางจนเกินไปนัก
ลุงอิฐได้จัดการติดต่อหอพักซึ่งเจ้าของเป็นเพื่อนสนิทของลุงอิฐ
ไว้ให้ผมกับอาร์ท ผมกับอาร์ทเก็บของเข้าห้องเสร็จแล้ว
จึงลงไปขอบคุณลุงอิฐ ก่อนที่จะขึ้นมายังห้องพัก
ผมนั่งลงบนเก้าอี้
ส่วนอาร์ททิ้งตัวลงบนเตียงนอนที่ถัดจากเก้าอี้ออกไป
"ดีจังเลยว่ะ"
ผมพูดขึ้น
"อะไรดีเหรอ"
อาร์ทลุกขึ้นนั่งแล้วจึงหันมาถามผม
"ก็ห้องนี้ไง
มันคือ
หรูหรากว่าที่คิดไว้เยอะ" ผมพูดพลางมองไปรอบ
ๆ ห้อง
ก็คงเป็นเรื่องจริงสำหรับสิ่งที่ผมพูดขึ้นมา
ห้องนี้ดูแล้วไม่เหมือนหอพักธรรมดาทั่ว ๆ ไปเลย
คงเป็นเพราะเพื่อนของลุงอิฐที่เป็นเจ้าของหอพักนี้เป็นคนที่มีธุรกิจหลากหลาย
และมีเงินมากมายมหาศาลล่ะมั้ง เลยทำให้สามารถเนรมิตห้องนี้ได้สุดหรูขนาดนี้
"ค่าเช่าเดือนเท่าไหร่วะ"
ผมถามอาร์ทขึ้นในขณะที่อาร์ทกำลังจะลุกไปเปิดทีวีดู
"ไม่รู้ว่ะ
แต่เห็นลุงอิฐบอกว่าเจ้าของหอให้อยู่ฟรี"
"จริงรึเปล่า
ทำไมเจ้าของหอเค้าใจดีขนาดนั้นวะ" ผมถามอาร์ทด้วยสีหน้าที่ทั้งดีใจและแปลกใจปนกัน
อาร์ทกลับมานั่งบนเตียงอีกครั้ง
แล้วจึงหันมามองหน้าผม
"จริงสิวะ
ลุงเรากับเจ้าของหอคนนี้เป็นเพื่อนสนิทที่รักกันมากน่ะ
"
"ก็ดีแล้ว
ประหยัดไปอีกเยอะ"
พอผมพูดจบผมก็คิดอะไรขึ้นมาได้อย่างนึง
พลางหยิบมือถือจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู ผมว่าผมโทรหาครีมดีกว่า
"เฮ้ย!
ไอ่อาร์ท เบาเสียงทีวีหน่อย เดี๋ยวเราจะโทรหาครีม"
อาร์ทหันมามองหน้าผมแล้วจึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแปลก
ๆ
"นี่ไอ่ต้น
อะไรมันจะคิดถึงกันขนาดนั้น จากกันมายังไม่ถึงวันเลย"
ผมไม่พูดอะไร
พลางกดโทรศัพท์ไปยังเบอร์บ้านของครีม ในขณะที่อาร์ทลุกขึ้นไปลดเสียงของทีวีให้
ใจผมเต้นแปลก ๆ พิกล อาจจะเป็นเพราะคิดถึงครีมมากล่ะมั้ง
ครีมจะเป็นไงบ้างนะถ้ารู้ว่าผมโทรมาหา คงจะดีใจมาก
เช่นเดียวกับผม
"สวัสดีค่ะ"
เสียงที่ผมคุ้นเคยดังขึ้น ดูไร้ซึ่งความเศร้าหมองใด
ๆ ทั้งสิ้น ผมคิดว่าครีมคงจะทำใจได้บ้างแล้ว
"ครีม
ทายสิว่าใครโทรมา"
ไม่ทันที่ผมจะพูดจบดีนัก
ครีมก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
"ต้น
. ถึงแล้วเหรอ"
"ใช่แล้วล่ะ
เรามาถึงได้ซักชั่วโมงนึงแล้วล่ะ" ผมตอบไปด้วยน้ำเสียงนุ่ม
ๆ เดิม ๆ เหมือนที่เคยพูด
"แหม!
แล้วเพิ่งโทรหาเรานะต้น" ครีมพูด ฟังดูแล้วเหมือนจะน้อยใจนิด
ๆ
"โธ่!
ครีม ก็กว่าจะจัดการธุระเรื่องที่พัก เรื่องอะไรเสร็จก็เกือบชั่วโมงแล้ว
พอเสร็จปุ๊บก็โทรหาครีมเลยนี่ไงล่ะ"
"ฮิฮิ
เราล้อเล่นน่ะ ต้นโทรมาเราก็ดีใจแล้วล่ะ"
ครีมพูดเสียงดังมาก
จนอาร์ทซึ่งเขยิบเข้ามาใกล้ ๆ ผมตอนที่ผมเริ่มโทรหาครีม
ได้ยินที่ครีมพูด จึงเลียนเสียงครีมเล่น
"ต้น
โทรมาเราก็ดีใจแล้วล่ะ ..ฮ่า ๆๆ"
ผมหันไปหาอาร์ทพลางยกเท้าขึ้นหวังจะเตะ
แต่อาร์ทหลบไปเสียก่อน ผมจึงนั่งลงและคุยกับครีมต่อไป
"ครีม
เราคิดถึงครีมนะ"
"เหมือนกันแหละต้น
เมื่อไหร่ต้นจะกลับอ่ะ" ครีมถามผม
"เราเพิ่งมาได้วันเดียวเอง
ไว้ปิดเทอมเราจะกลับไปหานะ" ผมตอบครีมไป โดยที่อาร์ทยืนทำท่าเหมือนจะอาเจียนอยู่ข้าง
ๆ
ผมคุยกับครีมอยู่นานสักชั่วโมงกว่าเห็นจะได้
ผมเล่าเรื่องวิวทิวทัศน์ที่ได้เห็นในขณะนั่งรถไฟ
เรื่องของผู้ชายคนนึงที่แต่งตัวแปลก ๆ ตอนที่ผมเดินเข้าหอพักมา
แล้วก็เรื่องความสะดวกสบายที่ได้รับจากหอพักแห่งนี้
ครีมก็ตั้งใจฟังดี แต่มักจะพูดกลับมาเสมอว่า
"ดีจังนะ
เราน่าจะไปเรียนที่นั่นด้วย"
ผมสงสารครีมเหลือเกิน
ที่ความฝันของครีมได้พังทลายลงตรงนั้น
ผมก็ได้แต่บอกครีมและเตือนครีมให้ตั้งใจเรียน
และให้เป็นห่วงตนเอง ก็หวังว่าครีมจะเชื่อฟังผมบ้าง
ในช่วงหนึ่งของบทสนทนา
ครีมถามผมถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา
"นี่ต้น
..สาวกรุงเทพน่ารักรึเปล่า"
ก่อนที่ผมจะตอบคำถามนี้ไป
ผมคิดอยู่นานทีเดียว ในขณะที่นั่งรถของลุงอิฐมายังหอพัก
อาร์ทชี้ชวนให้ผมคอยดูข้างทาง เห็นผู้หญิงน่ารัก
ๆมากมายเดินกันอยู่บ้าง อยู่บนรถประจำทางบ้างล่ะ
ผมเองก็อดไม่ได้ที่จะชี้ให้อาร์ทดูผู้หญิงคนนึงที่สะดุดตาผมมาก
เธอทำผมทรงแปลกประหลาดคล้าย ๆ สัปปะรด
อาจจะเป็นคำเปรียบเทียบที่ฟังดูแล้วไม่น่าจะสวยงามเท่าไรนัก
แต่เธอตัวเล็ก ๆ และผิวขาวเสียเหลือเกิน บวกกับใบหน้าที่งดงาม
และเสื้อผ้าที่เธอใส่แล้ว
"สวยชะมัด"
ผมพูดตอบครีมไป
ประโยคเดียวกับที่ผมพูดให้อาร์ทฟังตอนที่ผมชี้ผู้หญิงคนนั้นให้อาร์ทดู
"คงจะลืมเราแล้วสินะ"
ครีมพูด
ฟังน้ำเสียงแล้วคงน้อยใจยิ่งกว่าครั้งแรก
"ครีม
ถึงสาวกรุงเทพจะสวย จะน่ารัก แค่ไหน
แต่ก็ไม่มีใครที่สวย
น่ารัก และ ..เราเทใจให้ทั้งหมดอย่าง
"
"แหวะ
! กูจะอ้วกแตก" อาร์ทพูดแทรกขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ผมยังบอกครีมไปไม่หมด
แต่ผมก็ดีใจล่ะนะ
ผมได้ยินเสียงของครีมหัวเราะอยู่เบา ๆ ภายใต้บรรยากาศแห่งความสดชื่นที่เกิดขึ้นในระหว่างการคุยกันทางโทรศัพท์ของเราสองคน
คืนนั้นเอง
ก่อนที่ผมจะนอน อาร์ทก็ถามขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องเอกสารที่ต้องนำไปแสดงตัวในการลงทะเบียนเป็นนักศึกษาในวันพรุ่งนี้
"อ้าว!
เรื่องนี้เราคุยกันไปรอบนึงแล้วไม่ใช่เหรอ ..ก็มีคะแนน
Ent บัตรประชาชน
ใบจบจากโรงเรียน
แล้วก็"
ผมพูดพลางคิดอยู่พักนึงว่าน่าจะมีอะไรอีกบ้าง
"ทะเบียนสมรส"
อาร์ทโพล่งขึ้นมาในขณะที่ง่วนอยู่กับการจัดเอกสารของตนใส่แฟ้ม
ผมทำหน้างง ๆ แล้วจึงหันไปหาอาร์ท
"เอาไปทำไมวะ
ทะเบียนสมรส ว่าแต่แกเถอะมีแล้วเหรอ"
อาร์ทหันมามอง
ก่อนที่จะพูดออกมา
"เค้าจะได้รู้ไงว่าแกน่ะมีเจ้าของแล้ว"
อาร์ทพูดเสร็จก็หัวเราะ
ผมก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะไปด้วย เรื่องราวมันจะเป็นยังไงนะ
ถ้าสมมติว่ามหาลัย อ๊ะ! มหาวิทยาลัย ที่ผมต้องไปนี้
เกิดมีคนมาชอบผมขึ้นมา
"นี่ต้น
เราชอบเธอนะ"
ผมเปิดกระเป๋าเป้ที่สะพายมาด้วย
พลางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา แล้วยื่นให้ผู้หญิงคนนั้น
เธอรับมาถือไว้แล้วทำหน้างง ๆ
"เรามีแฟนแล้วนะ
ขอโทษด้วย" ผมพูดอย่างไม่มีเยื่อใยหลังจากที่ได้ยื่นทะเบียนสมรสไป
"ไม่นะต้น
ไม่นะ เราชอบต้นนะ" ผู้หญิงคนนั้นร้องไห้อย่างไม่อายใคร
ดู ๆ ก็น่าสงสารอยู่หรอก ผมจึงหันกลับไปมองหน้าเค้าอีกครั้งเพื่อที่จะปลอบใจ
"ฟังนะ
คือว่าเรา
"
ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบ
ผมก็ชะงักทันที อ้าว! คนที่ผมปฏิเสธไปเมื่อกี้นี้
คือครีมนี่นา
"ไม่นะครีม
เราไม่ได้พูดอย่างนั้นนะ เราขอโทษ ครีม ครีม ครีม
!!!"
ผมตกใจตื่นขึ้น
.ไม่น่าเชื่อเลย ผมเก็บเอาเรื่องทะเบียนสมรสไปฝัน
อะไรจะงี่เง่าปานนั้นก็ไม่รู้ ผมหันไปมองนาฬิกา
อืม
ตีห้ากว่า ๆ แล้ว อาร์ทก็ยังนอนหลับอยู่ ผมตัดสินเดินออกไปยังระเบียงห้อง
หวังที่จะสูดอากาศสดชื่นยามเช้ามืดซักหน่อย
ทุกอย่างผิดจากที่ผมคิดไว้ไปเล็กน้อย
แม้จะเป็นตีห้ากว่า ๆ แต่นี่คือกรุงเทพมหานคร
ไม่แปลกมิใช่หรือที่รถราจะเริ่มวิ่งกันให้ขวักไขว่แล้ว
อากาศก็พอจะเย็น ๆ อยู่บ้าง แต่ผมก็ได้ยินเสียงหนวกหูของแตรรถมาจากเบื้องล่างอย่างไม่ขาดสาย
ความสงบที่ผมเคยหวังไว้ว่ามันจะเหมือนที่เชียงใหม่มันคงจะหายาก
อาจจะเป็นเพราะบ้านที่เชียงใหม่ของผมอยู่แถบชานเมืองที่ไม่พลุกพล่านล่ะมั้ง
ผมเลยรู้สึกไม่ค่อยชินกับสิ่งที่ได้เห็นอยู่ตอนนี้
กำหนดการลงทะเบียนเริ่มตอน
8 โมงครึ่ง ผมกับอาร์ทไม่จำเป็นต้องรีบอะไรเลย เพราะว่าหอพักก็อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยไปเพียง
3 ป้ายรถเมล์สั้น ๆ ผมกับอาร์ทได้คุยเรื่องนี้กันไว้แล้วเมื่อวานนี้
ว่าเราจะเดินไปกัน เพราะว่าเดินไปก็ไม่น่าจะเกิน
20 นาที
(20 นาที เนี่ย คือเกือบจะคลานแล้ว) อีกอย่างนึง
อาร์ทได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากอย่างนึง
"ถ้าเดินไปนะ
จะผ่านโรงเรียนที่นึง เค้าว่ากันว่า
." อาร์ทพูดยังไม่ทันจบ
"สาวสวยใช่มั้ย
.กูรู้สันดานของมึงดีน่า"
ผมพูดแล้วอาร์ทก็ยิ้มแหย
ๆ เหมือนโดนรู้ทัน แต่ข้อมูลนี้ไม่มีประโยชน์กับผมซักเท่าไรหรอก
เพราะผมตั้งใจแล้วว่าผมจะมีแค่ครีมคนเดียวในหัวใจ
"แกอย่าบอกนะ
ว่าไม่สนใจน่ะ เด็ก ๆ น่ะก็ต้องสดใส น่ารักกว่าครีมเป็นไหน
ๆ"
อาร์ทพูดอย่างที่ผมคิดไว้จริง
ๆ
แต่ผมไม่สนใจหรอก
ผมกับอาร์ทมาถึงมหาวิทยาลัยเร็วกว่าที่คิดไว้ประมาณครึ่งชั่วโมงได้
ในมือของผมกับอาร์ทต่างก็มีแฟ้มกันอยู่คนละแฟ้ม
ล้วนแล้วแต่เป็นเอกสารสำหรับการลงทะเบียนเป็นนักศึกษาทั้งสิ้น
ไม่มีทะเบียนสมรสอย่างที่ล้อเล่นกันไว้ (จะมีได้ไง)
"เฮ้อ!
ลืมไปว่ะ ว่าช่วงนี้เค้าปิดเทอมกัน"
อาร์ทบ่นกระปอดกระแปดในขณะที่ผมกับอาร์ทกำลังเดินผ่านพ้นประตูมหาวิทยาลัยไป
"ก็ใช่น่ะสิ
เราก็ยังงงว่าแกจะมาดูน้อง ๆ นักเรียน ม.ปลายอย่างที่แกคิดได้ไงกัน"
ผมพูดเชิงเยาะเย้ยใส่อาร์ท ที่ทำหน้าเหมือนจะผิดหวังพอสมควร
"แต่ก็เอาเถอะ
สาว ๆ ในมหาลัยก็คงใช่ย่อย" อาร์ททำหน้าเหมือนจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง
ผมจึงถอนหายใจก่อนที่จะพูดความจริงบางอย่างให้อาร์ทรับรู้
"เราเรียนวิดวะนะ"
อาร์ทฟังแล้วชะงักไปพักนึง
ก่อนจะทำหน้าสลดอีกครั้ง เหมือนจะเป็นที่รู้ ๆ กันและเป็นที่ร่ำลือว่า
ถึงคณะวิดวะจะมีผู้หญิง แต่ก็ไม่ค่อยต่างอะไรไปจากโรงเรียนชายล้วนที่ผมเคยได้อยู่ตอน
ม.ต้นนักหรอก
การลงทะเบียนผ่านไปยังรวดเร็วและเรียบง่าย
ในขณะที่ผมกับอาร์ทกำลังเดินลงมาจากตึกเรียน ก็ได้ยินเสียงประกาศกึกก้องผ่านมาทางเสียงตามสาย
"น้องใหม่ที่รักทุกคน
นี่เป็นประกาศจากพี่ ๆ ขอให้น้องที่ลงทะเบียนเสร็จแล้วรีบไปดูรายชื่อที่บอร์ดใต้ตึกที่น้อง
ๆ ลงทะเบียนนั่นแหละ แล้วมารวมกันที่ลานจอดรถหน้าตึก
ถ้ายังไม่ได้ไปดูรายชื่อ ไม่ต้องมา เข้าใจมั้ย"
ผมกับอาร์ทหยุดเดินไปพักนึง
หลังจากที่เสียงประกาศก้องนั่นจบลงไป
"รับน้องแน่
ๆ เลยว่ะ" อาร์ทพูดขึ้นในขณะที่กำลังหันมามองผม
"นั่นดิ
เห็นเค้าว่าที่นี่รับน้องเหี้ยมน่าดู" ผมพูดให้อาร์ทฟัง
อาร์ทเงียบไปพักนึง
ทำท่าเหมือนจะใช้ความคิด ก่อนที่จะพูดอะไรบางอย่างขึ้นมา
"ท่าทางจะหนุกว่ะ
ไปกันเถอะ"
อาร์ทพูดยังไม่ทันจะจบดีก็วิ่งนำผมไป
ผมจึงวิ่งตาม พลางตะโกนถามอาร์ทว่าเป็นอะไรไป แต่ก็ได้รับคำตอบกลับมาว่า
"เฮ้ย!
กูชักจะคึกแล้วว่ะ"
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมย้อนนึกไปถึงคำบอกเล่าของรุ่นพี่คนนึงที่ผมเคารพนับถือมาก
เขาชื่อว่าพี่พงษ์ พี่พงษ์กลับมาเล่าถึงประสบการณ์ต่าง
ๆ หลังจากเรียนจบที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้ว
"พี่ครับ
พี่คิดยังไงกับการรับน้องที่นั่นครับ" อาร์ทถามขึ้นหลังจากที่พี่พงษ์ได้เล่าเรื่องต่าง
ๆ จบไปและเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ถาม
"มันก็นานมาแล้วนะ
.ขอพี่คิดแป๊บนึง" พี่พงษ์ใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ทีเดียวก่อนที่จะพูดและเล่าเรื่องรับน้องให้ทุก
ๆ คนได้ฟัง
"พี่จำได้แล้วล่ะ
ตอนแรกพี่ก็ออกเดินทางจากเชียงใหม่นะ แล้วก็ไปถึงกรุงเทพตอนเย็นวันนั้น
พี่ได้ไปพักอยู่กับญาติที่กรุงเทพน่ะ แต่ก็มีเวลาเตรียมตัวแค่วันเดียว
เพราะวันรุ่งขึ้นก็เป็นกำหนดที่ต้องไปลงทะเบียนเพื่อเป็นนักศึกษา
มันไม่ใช่การลงทะเบียนเรียนหรอกนะ เพราะในเวลานั้นทุกคนยังไม่มีสภาพเป็นนักศึกษาจึงจำเป็นต้องไป
..เออ ..ก็คล้าย ๆ ไปจดทะเบียนอะไรทำนองนั้นแหละ
แล้วก็
"
"เออ
พี่ครับ ผมถามเรื่องรับน้องนะ ไม่ใช่เรื่องลงทะเบียน"
อาร์ทพูดแทรกพี่พงษ์ขึ้นมา
"นี่น้อง
พี่กำลังจะพูดอยู่นี่ไง
ก็วันรุ่งขึ้น พี่ก็ตื่นไปมหาลัยแต่เช้า
แล้วก็ไปลงทะเบียนที่คณะ พอเสร็จเรียบร้อย ก็เจอรุ่นพี่มาตั้งแถวรออยู่
ยอมรับว่าตอนนั้นตกใจมาก ใครกันวะมาตั้งแถวรออยู่เต็มไปหมด
แล้วพี่ก็เจอคำสั่งรุมมาไม่หยุดยั้ง เช่น ไป ๆ วิ่งไปเร็ว
ๆ คุณน่ะ อู้เหรอ อะไรประมาณนี้ มีแต่เสียงด่าเสียงตะโกน"
พี่พงษ์หยุดพูดพักนึง
แล้วก็มองไปรอบ ๆ ทุกคนก็ตั้งใจฟังกันดี จึงพูดต่อ
"พี่วิ่งไปตามแถวของรุ่นพี่
จนถึงสุดแถวซึ่งมีพวกรุ่นเดียวกับพี่บางคนรออยู่แล้ว
หลังจากนั้นก็รอสักพักจนสุดท้ายทุกคนวิ่งมาออกันที่สุดแถวจนหมด
คนเยอะมากเพราะคณะพี่ก็ราว ๆ 500 คนได้อ่ะนะ
จริง
ๆ แล้วนั่นก็แค่วันแรก ซึ่งพอทุกคนมารวมกันหมดแล้ว
พี่ ๆ ก็เดินแยกแถวไปไม่พูดอะไรซักคำ ปล่อยน้อง
ๆ ยืนงง บางคนก็เดินเข้าไปถามรุ่นพี่ว่าเมื่อกี้ทำอะไรกัน
พวกนี้ซวยหน่อยจะโดนด่ากลับมาประมาณว่า มึงมายุ่งอะไร
ก็ทำนองนั้นแหละ
หลังจากนั้นพี่ก็ไม่ได้เจอรุ่นพี่อีกเลยจนกระทั่งวันเปิดเทอมวันแรกที่ต้องมาลงทะเบียนเรียนด้วย
นั่นแหละ พี่ ๆ ไม่ยอมคุยกับน้องยกเว้นเข้าห้องเชียร์ตอนเที่ยง
ซึ่งต้องเข้าทุกวัน วันไหนถ้ารุ่นพี่นับแล้วต่ำกว่า
450 คน ก็จะทำโทษสารพัด เช่นลุกนั่งไปร้องเพลงไป
หรือไม่ก็ร้องเพลงหนึ่งคนต่อหนึ่งคำถ้าผิดก็เริ่มร้องใหม่
ถ้าไม่ได้ก็ไม่ปล่อยไปกินข้าว
มีตั้งหลายวันแน่ะที่ไม่ได้กินข้าวจริง
ๆ "
"เท่าที่ฟังดู
รู้สึกจะโหด ๆ ยังไงก็ไม่รู้นะครับ" ผมถามพี่พงษ์ขึ้นบ้าง
"พี่ก็ยอมรับนะว่ามันโหด
แต่ที่นี่ก็ทำให้พี่ได้อะไรมาหลายอย่าง พี่ได้เพื่อนมาหลายคน
และยังเป็นเพื่อนแท้เพื่อนตายเสียด้วย ฟังดูอาจจะเว่อร์
ๆ นะ แต่ก็พูดจริง ๆ ที่นี่ทำให้พี่และเพื่อน ๆ
รักกันมาก
.อีกอย่างนึง
"
"อะไรครับพี่"
อาร์ทแทรกขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นหลังจากที่พี่พงษ์หยุดพูดไปพักใหญ่
"พี่มีแฟนก็ที่คณะนี้นี่แหละ"
เสียงโห่และเป่าปากดังขึ้นรอบ
ๆ ห้อง อย่างไม่ได้นัดหมาย
"ความเห็นอกเห็นใจกัน
เข้าใจกัน ในยามลำบาก
นี่แหละที่ทำให้พี่ได้รับสิ่งที่มีค่ามากมายในชีวิต"
ผมยังจำคำพูดและคำบอกเล่าเหล่านี้ของพี่พงษ์ได้เสมอมา
อาร์ทก็คงจะเช่นเดียวกับผม
ผมวิ่งตามอาร์ทไปเรื่อย
ๆ จนกระทั่งถึงบริเวณที่มีบอร์ดติดรายชื่ออยู่ ผมเดินเข้าไปดูใกล้
ๆ เพราะจริง ๆ ก็สงสัยมานานแล้วว่าเป็นบอร์ดรายชื่อเกี่ยวกับอะไร
"เฮ้ย!
ไอ่ต้น
เค้าแบ่งกลุ่มน้อง ๆ ไว้ว่ะ"
อาร์ทพูดบอกผม
ผมจึงเดินเข้าไปดูบอร์ดนั้นใกล้ ๆ ชื่อของผมกับอาร์ทอยู่ในกลุ่มที่มีชื่อเขียนไว้ด้านบนว่า
"ปิ๊กาจู"
.น่ารักอะไรขนาดนั้น
"ไอ่ต้น
ลาออกเถอะว่ะ แค่เริ่มมาก็ติงต๊องแล้ว" อาร์ทบ่นให้ผมฟัง
"คิดเหมือนกันว่ะ
ทำไมชื่อกลุ่มมันงี่เง่าอย่างงี้เนี่ย วิดวะนะ วิดวะ"
ผมพูดบ่น
ๆ พลางหันหลังกลับเพื่อจะเดินออกมาจากบอร์ด แล้วผมก็ชนกับผู้หญิงคนนึงเข้าอย่างจัง
แฟ้มเอกสารของเธอคนนั้นหล่นกองอยู่ที่พื้น
เอกสารในนั้นหล่นกระจายอยู่
"ขอโทษครับ
ขอโทษ" ผมของโทษเค้าพลางก้มลงเก็บของต่าง ๆ
ใส่แฟ้ม โดยที่ไม่ได้เงยหน้ามองเลยว่าผมได้ชนกับใคร
ผมเก็บของทั้งหมดเสร็จแล้วจึงลุกขึ้นและยื่นให้กับเค้าคนนั้น
แต่ก่อนที่ผมจะได้พูดคำใด ๆ ขึ้นมานั้น ผมก็ได้พบว่า
"ครีม
" ผมร้องอุทานอย่างประหลาดใจเป็นที่สุด
หากคุณสนใจจะส่งบทความ
เรื่องสั้น หรือนิยายของคุณมายังเรา โปรดอ่านรายละเอียด
ที่นี่เลยครับ
Copyright
© 2002 PraKaiFun. All rights reserved.
This web site is designed for 800*600 resolutions
any advice please contact [email protected]
|