|
ตอนนี้จิตใจของผมช่างสับสนและวุ่นวายเหลือเกิน
โลกทั้งโลกราวกับว่ามันได้พังทลายลงต่อหน้าของผม
(ถ้ามันพอจะเป็นไปได้) การที่ผมสามารถสอบเข้าในที่
ๆ ผมต้องการได้นั้น ไม่ได้ช่วยชดเชยความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้ได้เลย
ผมแทบไม่อยากเชื่อเลยว่าสิ่งที่ผมมีลางสังหรณ์ไว้นั้นจะเป็นความจริง
อาร์ทเดินเข้ามาบอกผมในสิ่งที่ผมได้รับทราบแล้วในตอนนั้น
"เฮ้ย!
ไอ่ต้น
เราเสียใจด้วยนะ" อาร์ทพูดปลอบใจผม
ผมนิ่งเงียบไม่ตอบอะไรกลับไป
จนอาร์ทต้องพูดขึ้นมา
"เมื่อกี้เราเดินไปดูมาแล้ว
ครีมติดหมอที่นี่ว่ะ
"
แต่ตอนนั้นผมไม่มีอารมณ์แม้กระทั่งจะตอบกลับอาร์ทไป
ผมเดินออกมาห่าง ๆ จากบอร์ด เดินอย่างช้า ๆ กลับไปยังทางที่ผมเคยเดินมา
ผมแลเห็นอาร์ทเดินตามผมมาติด ๆ ผมไม่แปลกใจอะไรที่จะรู้สึกเศร้าใจขนาดนั้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จะต้องมีสิ่งต่าง ๆ ตามมามากมาย
อย่างแรกผมและครีมคงต้องห่างกันไป แค่นี้ก็น่าเศร้าใจพอแล้ว
แต่อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมคงต้องเห็นน้ำตาของครีม
ผมยังจำน้ำตาหยดนั้นของครีมตอนที่ผลสอบปลายภาคเทอมสุดท้ายของโรงเรียนออกได้
นั่นทำให้คนอย่างผมต้องทรมานใจเหลือเกิน
ผมทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นน้ำตาของครีม
แม้แต่อีกครั้งเดียว เพราะ
ใจผมคงแทบจะขาด
"ต้น"
เสียงพูดที่คุ้นเคยดังขึ้นตรงหน้าผม
เพียงแต่คราวนี้มันฟังดูเศร้าสร้อยและเต็มไปด้วยความร้าวระทมอย่างเห็นได้ชัด
ผมเงยหน้าขึ้นมอง
สิ่งที่ผมคิดไว้ได้เกิดขึ้นจริง ๆ
แก้มที่ขาวนวลของครีมกำลังเปื้อนหยดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย
ครีมกำลังร้องไห้
"เรา
เราติดที่นี่
คนละที่กับต้น
แล้วเราจะทำไงดี"
พอพูดจบครีมก็โผเข้ามากอดผมไว้
แล้วก็ร้องไห้ออกมาดังมากราวกับว่าเด็ก ๆ เสียอะไรที่ตัวเองรักไป
ผมเองก็รู้สึกเสียใจมากเช่นกัน เกือบจะห้ามน้ำตาไว้ไม่ไหว
"ต้น
ทำไมล่ะ ทำไม"
ครีมยังร้องไห้ออกมาเรื่อย
ๆ คำถามมากมายพรั่งพรูออกมาจากปากของครีม แต่ผมไม่สามารถตอบได้แม้แต่คำถามเดียว
สักพักหนึ่ง
ผมจึงพาครีมเดินไปนั่งยังม้านั่งที่ใกล้ที่สุด อาร์ทเดินตามผมมา
โดยไม่พูดอะไรซักคำ แต่สีหน้าแสดงออกได้ชัดว่ารู้สึกเศร้าใจร่วมไปกับผมและครีมด้วย
เมื่อผม ครีมและอาร์ทนั่งลงแล้ว เราทุกคนเงียบกันไปพักนึง
ยกเว้นครีมที่ยังสะอื้นอยู่บ้าง ผมหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าที่ครีมให้เป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ขึ้นมาแล้วส่งให้ครีมเพื่อเช็ดน้ำตา
แต่พอครีมได้เห็นผ้าเช็ดหน้าอันนี้ กลับยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีก
"คงจะไม่มีอีกแล้ว
วาเลนไทน์ปีหน้า เราก็คงจะไม่
" ครีมพูดไปร้องไห้ไป
ผมยื่นมือที่มีผ้าเช็ดหน้าอยู่นั่นยื่นไปจับมือครีมเอาไว้เบา
ๆ แล้วก็มองหน้าที่เปื้อนรอยน้ำตานั้นก่อนที่จะพูดขึ้นมา
"ครีม
ไม่เป็นไรหรอกนะ"
ครีมมองหน้าผม
แล้วฟังที่ผมจะพูดต่อไป
"จะเป็นวาเลนไทน์ปีหน้า
หรือวันไหน ๆ นับจากนี้ไป
ครีมจำเอาไว้นะว่า เราไม่ได้ห่างกันเลย
เรายังรักครีมเหมือนเดิมตราบเท่าที่ครีมยังรักเราและยังเป็นคนเดิมอยู่อย่างนี้
"
ผมหยุดพูดพักนึง
ครีมยกมือขึ้นไปเช็ดน้ำตาที่ยังค้างอยู่ ก่อนที่จะวางมือลงบนมือของผมเบา
ๆ
"ครีมอย่าร้องไห้เลยนะครับ
ครีมติดหมอที่นี่ก็ดีแล้วนี่ อย่างน้อยครีมก็ยังจะได้เป็นหมอเหมือนที่ตั้งใจไว้นะ
แม่ของครีมก็คงภูมิใจไม่น้อยเลยทีเดียวล่ะ
"
ผมดีใจมากที่เห็นรอยยิ้มของครีมอีกครั้ง
ฟ้าหลังฝนงดงามเสมอ ไม่แตกต่างอะไรจากครีมตอนนี้เลยรอยยิ้มของความสุขที่เกิดขึ้นหลังน้ำตาแห่งความทุกข์ก็งดงามไม่แพ้กัน
"เฮ้อ!
คู่นี้มันยังไงกันนะ
เจอทีไรก็สวีททุกที"
เสียงดังมาแต่ไกลไม่ใช่ของใครอื่น
โจ๊กนั่นเอง ผมปล่อยมือผมออกจากมือของครีม ครีมก็ชักมือออกจากมือของผมเช่นกัน
เป็นเรื่องที่ธรรมดาเหลือเกินสำหรับกลุ่มไมโครโปรเซสเซอร์ของเราซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
เรื่องนี้ก็เช่นกัน พันธ์ได้ให้นิยามของโจ๊กไว้ว่า
"เสียงเดินทางเร็วกว่าแสง"
แน่นอนล่ะ เรามักได้ยินเสียงของโจ๊กลอยมาแต่ไกลก่อนที่จะเห็นตัวของโจ๊กเสมอ
โจ๊กเดินมากับพันธ์แล้วโจ๊กก็นั่งลงถัดจากอาร์ทซึ่งนั่งเงียบอยู่นานแล้ว
ส่วนพันธ์ไปนั่งอยู่ด้านตรงข้ามผม ข้าง ๆ ครีม
"พวกแกติดที่ไหนกันบ้างล่ะ"
อาร์ทถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เหมือนกับยังอึ้งกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่
ทั้ง ๆ ที่ผมกับครีมก็ไม่ได้อึ้งกันแล้ว
"ไอ้คุณพันธ์ของพวกเราก็ติดหมอที่นี่แหละตามที่คิดเอาไว้"
โจ๊กพูดขึ้น
จริง
ๆ แล้วพันธ์มีความสามารถพอที่จะไปเรียนที่กรุงเทพได้อย่างสบาย
ๆ เพียงแต่ว่าเป็นคำขอร้องของพ่อของพันธ์ที่ต้องการให้พันธ์เรียนอยู่ที่นี่
"แล้วแกล่ะไอ่โจ๊ก"
ผมถามขึ้นมาบ้าง
โจ๊กยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
แล้วก็ให้คำตอบที่ทำให้ทุกคนตกใจเป็นอย่างมาก
โจ๊กติดหมอที่นี่เช่นเดียวกับครีมและพันธ์
ทุกคนต่างลงความเห็นว่า
เป็นไปได้ยังไงกัน
ผมมีเวลาอีกเพียงอาทิตย์เดียวสำหรับการเตรียมตัวเพื่อย้ายไปเรียนยังกรุงเทพ
เมืองใหญ่ที่ผมไม่เคยไปมาก่อนเลยในชีวิต ส่วนอาร์ทนั้นเคยไปมาทีนึง
และได้เล่าให้ผมฟังไว้ว่า
"กรุงเทพน่ะเหรอ
ก็คล้าย ๆ เชียงใหม่นี่แหละ เพียงแต่ว่าร้อนกว่า
รถติดกว่า อากาศเป็นพิษมากกว่า วุ่นวายมากกว่า
"
ผมมองหน้าอาร์ทอย่างครุ่นคิดแล้วก็ถามต่อไป
"ไม่มีอะไรดีเลยงั้นเหรอ"
"ก็ไม่เชิงหรอกนะ"
อาร์ทตอบมาแล้วก็ทำหน้ายิ้ม
ๆ เหมือนกับว่าผมน่าจะรู้แล้วว่าอาร์ทกำลังจะพูดอะไรออกมา
อาร์ทบอกว่าสาวกรุงเทพน่ะสวยกว่าสาวที่นี่มากนัก
ผมไม่เชื่อหรอก อย่างน้อยก็ครีมคงนึงล่ะที่สวยที่สุดแล้วในจิตใจของผม
เชื่อสิว่าอาร์ทน่ะโกหกผมแน่ ๆ
การที่ผมได้ไปเรียนต่อที่กรุงเทพนี้
ทำให้ผมได้ของเล่นใหม่มาชิ้นนึง
โทรศัพท์มือถือนั่นเอง
วันหนึ่งในขณะที่ผมกำลังนั่งกด ๆ จิ้ม ๆ โทรศัพท์มือถือที่แม่เพิ่งซื้อให้ใหม่นั้น
แม่ก็เดินเข้ามาแล้วพูดว่า
"อย่าให้แม่รู้นะ
ว่าไปอยู่ที่นู่นแล้วลูกน่ะโทรหาสาว ๆ แทนที่จะโทรหาแม่
ไม่งั้น .. มียึดแน่ ๆ
อ้อ! แม่ลืมไป โทรหาครีมได้คนนึง
แม่ไม่ว่า แต่ว่าแค่คนเดียวนะ
"
เฮ้อ!
คิดไปคิดมา ผมยังเหมือนกับจะยังทำใจไม่ได้ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว
ผมและครีมก็จะต้องจากกัน ถึงแม้จะกลับมาหากันได้ตอนปิดเทอมก็เถอะ
แต่ผมคิดว่าผมคงอดคิดถึงครีมไม่ได้แน่ ๆ
ครีมเองก็คงรู้สึกไม่แตกต่างจากผม
อีก
2 วันก่อนที่ผมจะต้องออกเดินทาง ครีมโทรมาหาผมที่บ้าน
ครีมถามผมขึ้นมาในระหว่างที่เราคุยโทรศัพท์กันอยู่
"ต้น
..ง่วงรึเปล่า"
"ไม่หรอกครีม
แล้วครีมล่ะ" ผมตอบไปพลางหันไปมองนาฬิกาที่ติดอยู่บริเวณห้องกินข้าว
นาฬิกาบอกว่าตอนนี้ตีสามยี่สิบนาทีแล้ว ผมไม่รู้ตัวเลยจริง
ๆ ว่าผมคุยกับครีมมาได้เกือบ 6 ชั่วโมงแล้ว
"เราก็ไม่ง่วงหรอกต้น
เร็วจังนะ" ครีมพูด
"อะไรเหรอครีม"
ผมถามไป ทั้ง ๆ ที่พอจะรู้ว่าครีมหมายถึงอะไร
"เราไม่อยากให้ถึงวันอาทิตย์นี้เลย
.. ต้นต้องไปแล้ว"
ครีมพูดจบแล้วก็เงียบไป
ผมก็เงียบไปเช่นกัน เราสองคนต่างก็ไม่พูดไม่จาอะไรกันอยู่พักใหญ่ทีเดียว
จนผมได้ยินเสียงสะอื้นของครีม
"ครีม
อย่าร้องไห้สิ" ผมพูดบอกครีมไป
"เราไม่ไหวแล้วต้น
ต้นไม่ได้มาเป็นเราต้นก็ไม่รู้หรอกว่าเราน่ะรู้สึกเจ็บปวดแค่ไหน
คนที่เรารักต้องเดินจากเราไป ห่างเราไป"
ครีมสะอื้นดังขึ้น
ผมได้ยินอย่างชัดเจนและเจ็บปวดอย่างเป็นที่สุด
แต่ในสถานการณ์อย่างนี้ผมจะต้องไม่อ่อนแอไปกับครีมด้วย
เพราะนั่นจะทำให้ครีมต้องอ่อนแอตลอดไปซึ่งคงจะไม่ดีแน่
ๆ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องมีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นด้วย
ในเมื่อชะตาลิขิตให้คนสองคนได้มาพบกันแล้วทำไมต้องทำให้คนสองคนนั้นจากกันด้วย
เพื่อรสชาติของชีวิตอย่างงั้นเหรอ ไม่ล่ะสำหรับผมและครีม
ผมคิดว่ามันออกจะโหดร้ายเกินไปเสียด้วยซ้ำ
"ครีม
เรารักครีมนะ" ผมพูดออกไปในขณะที่ครีมยังร้องไห้และเริ่มร้องดังขึ้นเรื่อย
ๆ ครีมหยุดร้องไห้
เหมือนกับว่าคำที่ผมพูดจะเป็นคาถาวิเศษหรืออะไรซักอย่างที่สั่งให้ครีมหยุดร้องไห้ได้อย่างงั้นแหละ
"แล้วครีมล่ะ
รักเรารึเปล่า" ผมถามกลับไป แล้วครีมก็ตอบกลับมาเกือบจะทันที
"รักสิต้น
ไม่งั้นเราจะเสียใจขนาดนี้เหรอ"
"ถ้างั้นเราขออะไรสักอย่างนะ"
ผมถามครีมไป ครีมเงียบไปผมจึงพูดต่อ
"ครีมอย่าร้องไห้เลยนะ
ทุกครั้งที่ครีมร้องไห้ เราเจ็บปวดและทรมานไปไม่น้อยกว่าครีมเลย
คิดซะว่าถ้าไม่ทำเพื่อตัวครีมเองแล้ว ก็ช่วยทำเพื่อเรา
อย่าให้เราต้องรู้สึก
เออ.. เจ็บปวดไปมากกว่านี้เลยนะ
สัญญาสิครีม ว่าจะไม่ร้องไห้อีก"
หลังจากผมพูดจบ
ความเงียบก็เข้ามาแทรกแทนที่ ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าผมได้ขออะไรไป
จริง ๆ แล้วผมน่าจะรู้ดีว่าครีมค่อนข้างจะเป็นคนขี้แย
จะห้ามไม่ให้ร้องไห้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย
"ต้น
"
ครีมพูดขึ้นมาหลังจากที่มีความเงียบเกิดขึ้นเสียนาน
"เราสัญญา
เราจะไม่ร้องไห้"
ตอนนั้นผมพูดไม่ออก
เพราะรู้สึกดีใจที่ครีมเข้มแข็งขึ้นได้มาก คงเป็นเพราะผมไม่พูดเสียนานล่ะมั้งครีมเลยหัวเราะขึ้นมา
"ฮะฮะ"
"ครีมหัวเราะอะไรเหรอ"
ผมถามกลับไป
"อ้าว!
ก็เป็นการยืนยันไงล่ะว่าเราปกติแล้ว ไม่ร้องไห้แล้วไงล่ะ"
ครีมตอบ
ผมหัวเราะที่ครีมพูดอยู่พักนึง
พลางคิดถึงวันคืนเก่า ๆ ที่แสนจะมีความสุข ถึงครีมจะขี้แย
อยู่บ้าง แต่ปกติแล้วครีมจะเป็นคนที่สดใสร่าเริง
ซึ่งถ้าคนที่เคยเห็นทั้งเวลาที่ครีมร้องไห้และเวลาที่ครีมหัวเราะ
ก็คงจะแปลกใจไม่น้อยเลยทีเดียวว่านี่เป็นคน ๆ เดียวกัน
ผมหันไปข้าง
ๆ เห็นมีกีตาร์โปร่งคู่ใจวางอยู่ ปกติผมมักจะเล่นกีตาร์ทุกวันก่อนนอน
อย่างน้อยก็เพลงสองเพลง ผมเล่นกีตาร์ให้ครีมฟังบ่อย
ๆ ครีมบอกว่าผมเล่นกีตาร์เก่งทั้ง ๆ ที่คนอื่น ๆ
เช่นอาร์ทหรือโจ๊ก บอกเสมอ ๆ ว่าผมน่ะเล่นกีตาร์ทีเสียงเหมือนกับเอานิ้วเกี่ยวเส้นลวดธรรมดา
ๆ ฟังแล้วไม่เป็นเพลงเลย
ผมหยิบกีตาร์ขึ้นมาวางไว้บนตัก
ผมอยากจะร้องเพลงสักเพลงนึงให้ครีมฟัง ผมตั้งใจไว้ว่าอย่างนั้น
ผมจึงถามครีมไป
"ครีม
ให้เราเล่นกีตาร์ให้ฟังนะ"
"เอาสิต้น
ต้นน่ะ เล่นกีตาร์เพราะที่สุดเลยล่ะ"
น้ำเสียงใส
ๆ ที่ครีมพูดออกมา คำชมเพราะ ๆ ที่ผมได้ยิน อีกเพียง
2 วันผมก็คงจะไม่ได้ยินอะไรเช่นนี้ทุกวันอีกแล้ว
..ผมจึงตั้งใจเลือกเพลงนี้ให้กับครีม
"ครีม
เพลงนี้เราให้ครีมนะ อาจจะเศร้าไปนิดนึง แต่เราคิดว่าก็คงเหมาะกับตอนนี้มากที่สุด
เอาไว้เป็นการย้ำก็แล้วกันนะว่าเราน่ะ รักครีมมากแค่ไหน"
พอผมพูดจบ
ผมก็เริ่มดีดกีตาร์ แล้วก็ร้องเป็นเพลงออกมา
เหลืออีกกี่วัน
อีกกี่คืน ที่จะมีเธอ เหลืออีกกี่ลมหายใจ ที่จะได้เจอ
กับความสดใส เวลามีน้อยเหลือเกิน ที่ให้ฉันได้เตรียมหัวใจ
ว่าภาพที่เคยเห็นไม่นานจะเป็นแค่ความหลังไป
ต่อจากนี้
นาทีนี้ จะนับทุกลมหายใจ เก็บเอาวันเวลา แต่ละหยดหยาดไว้ข้างใน
ต่อจากนี้ คน ๆ นี้ จะรักเธอสุดหัวใจ และที่ย้ำซ้ำ
ๆ จากวันนี้จนถึงวันไกล ว่ารักเธอ
เสียไปมากมาย
กับเวลาที่มันเลยผ่าน เสียดายที่วันเมื่อวาน ที่ทำให้เธอมันยังน้อยไป
เวลาที่เหลือ ทุกนาที จากวันนี้จนวันสุดท้าย ฉันจะเฝ้าทำทุกทาง
ทุ่มเทให้สุดหัวใจ
ต่อจากนี้
นาทีนี้ จะนับทุกลมหายใจ เก็บเอาวันเวลา แต่ละหยดหยาดไว้ข้างใน
ต่อจากนี้ คน ๆ นี้จะรักเธอสุดหัวใจ และที่ย้ำซ้ำ
ๆ จากวันนี้จนถึงวันไกล ว่ารักเธอ
ถึงแม้ในวันนั้นที่เราไกลห่าง
ในคืนที่อ้างว้างก็จะมีแต่เธอ
ต่อจากนี้
นาทีนี้ จะนับทุกลมหายใจ เก็บเอาวันเวลา แต่ละหยดหยาดไว้ข้างใน
ต่อจากนี้ คน ๆ นี้จะรักเธอสุดหัวใจ และที่ย้ำซ้ำ
ๆ จากวันนี้จนถึงวันไกล ว่ารักเธอ
บทเพลงที่บรรเลงมาจากใจจริงของผมได้จบลงแล้ว
ครีมพูดขึ้นมาเกือบจะทันที
"ขอบใจมากนะต้น
" ครีมหยุดไปพักนึกก่อนที่จะพูดต่อขึ้นมา
"เนี่ย
..เราเกือบร้องไห้แล้วล่ะ เราซึ้งใจมากเลยรู้รึเปล่า
แต่เราสัญญากับต้นแล้วว่าเราจะไม่ร้องไห้ เพราะฉะนั้น
เราไม่ร้องก็ได้" ครีมไม่ร้องไห้ก็จริง แต่น้ำเสียงก็เศร้า
ๆ ไปเหมือนกัน ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดความเศร้าอะไรหรอก
เพียงแต่ว่าผมอยากมอบเพลงนี้ให้ครีมจริง ๆ ก็เท่านั้นเอง
เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาตี
4 แล้ว ผมเห็นว่าผมคุยกับครีมมานานแล้ว น่าจะถึงเวลาที่ครีมควรจะไปนอนซักที
ปกติแล้วผมไม่เคยคุยกับครีมเกินเที่ยงคืนเลย
"ครีม
..ไปนอนแล้วเอามั้ย"
"ทำไมล่ะต้น
ไม่อยากคุยกับเราแล้วเหรอ" ครีมพูดเสียงเศร้า ๆ
ราวกับน้อยใจ
"เปล่าหรอกครีม
เราไม่อยากให้ครีมเสียสุขภาพนะ ไปนอนเถอะ"
พอผมพูดจบ
ครีมก็เงียบไปชั่วครู่นึงก่อนที่จะพูดขึ้นมา
"ก็ได้ต้น
ราตรีสวัสดิ์นะคะ" ครีมพูดลาผม
"ราตรีสวัสดิ์ครับครีม"
แล้วผมก็วางหูโทรศัพท์ลงไป
รู้สึกร้อนที่หูเหมือนกันนะ คงเป็นเพราะผมเอาโทรศัพท์แนบหูนานไปหน่อยล่ะมั้ง
ตี 4 กว่า ๆ แล้ว ผมไม่รู้เหมือนกันว่าจะนอนหลับไปได้ยังไง
อีกแป๊บเดียวก็จะเช้าแล้ว อีกอย่างนึงผมก็คงคิดมากเรื่องครีมจนหน่อยไม่หลับแน่
ๆ
จะว่าไปแล้วความรักเนี่ยมันก็ทำให้เกิดอะไรขึ้นมากมายจริง
ๆ ก่อนผมจะขึ้นมา ม.ปลาย ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้ หรือว่ามีเรื่องนี้อยู่ในหัวเลย
ก็คงจะเป็นเพราะว่าโรงเรียนที่ผมเคยอยู่มาก่อนนั้นเป็นโรงเรียนชายล้วนล่ะมั้ง
ผมมีชีวิตอยู่ไปเรื่อย ๆ กับเพื่อน ๆ เล่นสนุกไปวัน
ๆ นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องการเรียนและหนังสือหนังหาที่ต้องท่อง
ชีวิตช่วงนั้นก็ดูไม่วุ่นวายดี
ต่อจากนั้น
หลังจากที่ผมได้รู้จักกับครีม หลังจากที่ผมเริ่มมีความรัก
และหลังจากที่ผมกับครีมเป็นแฟนกัน ผมว่าชีวิตได้เปลี่ยนไป
ผมได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้
อย่างน้อยผมก็ได้เรียนรู้และรู้จักคำว่า "ให้" จะรักใครสักคนแล้ว
ก็เหมือนเป็นบทเรียนของชีวิตที่ทำให้เราได้รู้ว่าเราต้องอยู่อย่างเป็นผู้ให้บ้าง
นี่คงเป็นข้อดีของความรักล่ะมั้ง
ทำให้ชีวิตเรียนรู้ไปอีกขั้น
แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจนักว่าจริง
ๆ แล้วความรักน่ะเป็นความสุขหรือความทุกข์กันแน่
ในเมื่อความรักเองมิใช่หรือที่ทำให้ผมต้องนอนดึกขนาดนี้
และคิดมากจนกระทั่งนอนไม่หลับขนาดนี้
แต่ถ้าให้เลือกแล้ว
ผมเลือกที่จะมีความรักดีกว่า ถึงแม้จะทุกข์บ้างก็ตามเถอะ
เพราะอย่างน้อยผมก็เชื่อว่าทุกสิ่งในโลกนี้มันย่อมมีสองด้าน
ความรักก็เช่นกัน จะมีแต่ด้านของความสุขอย่างเดียวไปได้อย่างไรกัน
ผมกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบกีตาร์ที่วางอยู่บนพื้นเพื่อจะเอาไปเก็บยังที่เดิม
ก่อนที่จะเตรียมปิดไฟชั้นล่างของบ้านเพื่อเตรียมที่จะขึ้นไปนอน
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง ผมได้ยินเสียงหนึ่งเรียกผม
"ต้น
กำลังจะขึ้นนอนแล้วเหรอลูก"
แม่ของผมนั่นเอง
ผมกำลังสงสัยจริง ๆ ว่าแม่จะว่าอะไรผมรึเปล่าที่ผมคุยโทรศัพท์กับครีมซะนานขนาดนี้
แม่เองก็คงจะเป็นห่วงเลยเดินลงมาดู
"ครับแม่
เพิ่งคุยกับครีมเสร็จเมื่อกี้นี้เอง"
ผมพูดพลางหยิบกีตาร์ที่วางอยู่กับพื้นขึ้นมาถือไว้
แล้วแม่ของผมก็เดินเข้ามาใกล้ ๆ ผม
"แม่ฟังที่ลูกพูดกันต่อสุดท้ายเมื่อกี้
แล้วก็ได้ฟังเพลงที่ลูกร้องให้ครีมฟังด้วย
. ซึ้งใจจริง
ๆ เลยลูก แม่ยังน้ำตาไหลเลย
แม่พูดแล้วก็ยิ้มให้ผม
พลางให้ผมคิดว่า จริง ๆ แล้วครีมอาจจะร้องไห้หลังจากที่วางหูจากผมไปแล้วก็ได้
แต่ผมก็จะไม่ว่าอะไรครีมหรอก
น้ำตาจากความซึ้งใจน่ะ
ผมคิดว่ามีค่ามากพอจนไม่ต้องห้ามไม่ให้เกิดขึ้นหรอก
แล้ววันที่ผมต้องออกเดินทางก็มาถึง
แม่ของผมไปส่งผมที่สถานีรถไฟ เมื่อไปถึงที่นั่นผมพบอาร์ทกับพ่อและแม่ของอาร์ทอยู่ที่นั่นแล้ว
ผมเดินเข้าไปสวัสดีพ่อกับแม่ของอาร์ทแล้วจึงชวนอาร์ทคุยกัน
"เฮ้ย!
ไอ่ต้น แกบอกเพื่อน ๆ เรารึเปล่าวะ นี่อีกครึ่งชั่วโมงเราต้องไปแล้วนะ"
อาร์ทถามผม ผมจึงดูนาฬิกาที่ข้อมือ จริงสินะ อีกแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง
ผมยังไม่เห็นใครมาเลย
"บอกไปแล้วนะ
แต่ทำไมทุกคนถึงช้าจัง"
ผมพูดจบยังไม่ทันขาดคำ
ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยตะโกนมาแต่ไกล
"เฮ้ย!
ไอ่ต้น ไอ่อาร์ท มาแล้วโว้ย มาแล้ว"
โจ๊กตะโกนพร้อมกับวิ่งกระหืดกระหอบมา
ที่วิ่งตามกันมาอีกก็คือพันธ์และครีม แล้วทุกคนก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าผมและอาร์ท
ครีมผู้ที่อยู่ในชุดกระโปรงสั้นใต้เข่าแบบที่เธอชอบใส่
ดูท่าทางเหนื่อยหอบเพราะวิ่งมาแต่ไกล
ผมและเพื่อน
ๆ ทุกคนได้ยืนคุยอยู่สักพักนึง บรรยากาศเต็มไปด้วยความสดใส่ร่าเริงและสนุกสนาน
อาจจะเป็นเพราะเรื่องที่พวกเราคุยกันซึ่งเป็นเรื่องอดีตแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้นจากกลุ่มไมโครโปรเซสเซอร์ของพวกเรา
แต่ผมก็แอบเห็นสีหน้าของครีมที่บ่งบอกว่าครีมฝืนยิ้มอยู่
ผมเองก็คงไม่ต่างจากครีม การที่ต้องห่างจากครีมไปอาจจะถือเป็นการสูญเสียอย่างหนึ่งในชีวิตผมก็เป็นได้
"ได้เวลาแล้วล่ะลูก
ๆ"
แม่ของผมบอกในขณะที่เดินเข้ามายังกลุ่มผมและเพื่อน
ๆ ที่ยืนคุยกันอยู่
ผมหันไปมองหน้าครีม ครีมไม่ยิ้มแล้ว
และในขณะเดียวกันผมก็สังเกตเห็นที่ดวงตาของครีม
น้ำตาใส ๆ คลอเบ้าอยู่อย่างนั้น ครีมเอามือไปปาดตา
เห็นได้ชัดว่ามือของครีมเปียกน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา
"ครีม
เราต้องไปแล้วนะ" ผมพูดขึ้นพลางมองหน้าที่แสนเศร้าของครีม
"ต้น
.. เรามีอะไรจะให้"
ครีมพูดพลางล้วงกระเป๋าถือที่ถือมาด้วย
แล้วจึงหยิบสิ่งหนึ่งขึ้นมา
ผ้าเช็ดหน้าสีขาว
มีลายจาง ๆ รูปหัวใจ และภาพเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงสองคนจับมือกัน
มีข้อความปักเขียนไว้ว่า "สัญญาใจของเรานะ
ครีม"
ผมเห็นแล้วรู้สึกซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอ่อนแอขึ้นมาเพราะอีกไม่กี่นาทีแล้ว
ที่ผมจะต้องไป
ผมรับผ้าเช็ดหน้านั้นมาถือไว้
แล้วจึงบอกครีมไป
"ครีม
เข้มแข็งนะ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องห่วง
เรารักครีมนะ"
ครีมไม่พูดอะไรตอบมา
แต่ผมก็ได้เห็นรอยยิ้มเปื้อนน้ำตาของครีม แล้วครีมก็โผเข้ามากอดผมไว้
ผมกอดครีมอยู่นานเท่าใดไม่รู้ เพียงแต่รู้ว่าน้ำตาของผมก็พาลจะไหลออกมาเหมือนกัน
อาร์ทเดินเข้ามาตบไหล่ผมเบา ๆ ก่อนที่จะพูดขึ้นมา
"ไปกันเถอะว่ะไอ่ต้น"
ผมปล่อยครีมออกจากอ้อมกอด
แล้วหันไปมองทางโจ๊กและพันธ์ที่ยืนซึมอยู่เช่นกัน
"ฝากดูแลครีมด้วยนะ
โจ๊ก พันธ์"
โจ๊กและพันธ์ตอบตกลง
ผมกับอาร์ทเดินกลับไปหาพ่อกับแม่เพื่อที่จะลา แล้วเราสองคนก็เดินขึ้นรถไฟไป
"โชคดีนะทุกคน"
ผมและอาร์ทตะโกนบอกทุกคนในขณะที่รถไฟเคลื่อนตัวออกไปแล้ว
ทุกคนที่อยู่ตรงหน้าข้างล่างนั้นก็โบกมือตอบกลับมา
ผมมองหน้าครีมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่รถไฟจะวิ่งลับตาทุกคนไป
ผมรู้สึกดีใจจังที่ครีมไม่ร้องไห้ แถมยังส่งยิ้มโบกมือให้ผมอีกด้วย
ผมคงหายกังวลไปนิดนึงตรงที่ว่าอย่างน้อยครีมก็เข้มแข็งขึ้นแล้ว
ผมหยิบผ้าเช็ดหน้าที่ครีมให้ขึ้นมาดู
"สัญญาใจของเรานะ
ครีม"
ผมอ่านข้อความบนผ้าเช็ดหน้านั้น
ตกลงครีม
นี่เป็นสัญญาของเรานะ ผมคิดพลางดูรูปเด็กชายเด็กหญิงสองคนที่จับมือกันในผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น
หวังว่าเราสองคนจะเหมือนกับเด็กสองคนนี้นะ
หากคุณสนใจจะส่งบทความ
เรื่องสั้น หรือนิยายของคุณมายังเรา โปรดอ่านรายละเอียด
ที่นี่เลยครับ
Copyright
© 2002 PraKaiFun. All rights reserved.
This web site is designed for 800*600 resolutions
any advice please contact [email protected]
|