การเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ
.....
การเลือกสถานที่
....
ระบบการเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ
....
.
ข้อควรระวังในการเลี้ยง

แหล่งผลิตหอยเป๋าฮื้อ


กลับหน้าแรก


........................................................
การเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ

               
การศึกษาหาความรู้ในเรื่องการเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อมีความสำคัญต่อความสำเร็จของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือได้ว่าเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจนี้ ซึ่งเริ่มต้นต้องเข้าใจธรรมชาติของหอยเป๋าฮื้อเสียก่อน จึงสามารถทำการเพาะเลี้ยงให้ประสบความสำเร็จได้ หัวใจสำคัญของขั้นตอนการเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อประกอบด้วย

การเตรียมตัวในการเริ่มเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ
- การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
- มีน้ำหนักอยู่ที่ 80 - 150กรัม/ตัว  ความยาว 7 - 10 cm.
- ลักษณะภายนอกดี ไม่มีบาดแผล
- อวัยวะเพศผู้จะอูมเป่งและมีสีครีม
- อวัยวะเพศเมียจะอูมเป่งและมีสีเขียวเข้ม
- ปล่อยหอยในห้องควบคุมให้มีอัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียเท่ากับ1ต่อ4
- ไข่ ลักษณะกลมแยกออกเป็นเม็ด ๆ  สีเขียว ไม่ติดกัน เป็นก้อน  จมอยู่ก้นภาชนะบริเวณผิวจะถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกไข่ มีขนาดสม่ำเสมอกันปล่อยไข่ครั้งละประมาณ 100,000-1,500,000 ฟอง/ตัว
- น้ำเชื้อ  เห็นน้ำเป็นสีขาวขุ่น  น้ำเชื้อที่สมบูรณ์จะแยกเป็นตัว ๆ  และมีการเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเ


ลูกพันธุ์หอยเป๋าฮื้อ ในประเทศไทยยังประสบปัญหาการขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์ และลูกพันธุ์หอยเป้าฮื้อที่มีคุณภาพอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติ หรือ พ่อแม่พันธุ์และลูกพันธุ์หอยเป้าฮื้อที่ได้จากการเพาะเลี้ยง แต่ในปัจจุบันก็ได้มีหลายหน่วยงานทั้งทางราชการและภาคเอกชนได้พยายามเข้ามาพัฒนาการเพาะลูกพันธุ์หอยเป๋าฮื้อมากขึ้น ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ได้ทำการศึกษาการเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ ตั้งแต่ปี  2531 โดยการทำการเพาะพันธุ์หอยเป๋าฮื้อชนิด Haliotis ovina ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองของไทย สาเหตุที่ทำการเพาะพันธุ์หอยเป๋าฮื้อชนิดนี้เนื่องจากมีขนาดใหญ่ มีปริมาณเนื้อมากและมีความเป็นไปได้ในการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ในปัจจุบันทางศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์สามารถผลิตลูกพันธุ์หอยเป๋าฮื้อขนาดความยาวเปลือก 3 มิลลิเมตร ปริมาณมากอย่างสม่ำเสมอตลอดปี ผลผลิตที่ได้จะส่งไปทดลองเลี้ยงเพื่อทดลองวิจัยและหาข้อมูลการเลี้ยงยังหน่วยงานของกรมประมง สถาบันการศึกษาและบ่อหรือฟาร์มของเกษตรกรที่ผ่านการฝึกอบรมการเพาะเลี้ยงหอยชนิดนี้จากกรมประมงแล้ว นอกจากนี้กรมประมงยังได้ทดลองผลิตอาหารแผ่นสำเร็จรูปสำหรับหอยเป๋าฮื้อขึ้นมา ซึ่งผลจากการศึกษาทำให้หอยเป๋าฮื้อมีการเติบโตที่ดีกว่าการกินสาหร่าย ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องปริมาณและความสม่ำเสมอในอนาคต ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การพัฒนาการเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อเชิงพาณิชย์มีลู่ทางมากยิ่งขึ้น
                อย่างไรก็ตามการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อชนิดนี้ ในอนาคตกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาอย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะช่วยกันพัฒนาการเลี้ยงหอยชนิดนี้ให้มีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งจากการทดลองเพาะพันธุ์ลูกหอยเป๋าฮื้อสามารถแสดงผลขนาดระยะเวลาการพัฒนาของไข่และตัวอ่อนหอยเป๋าฮื้อ ที่อุณหภูมิ 29 องศาเซลเซียส

                อัตราการฟักเป็นตัวของลูกหอย ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางพันธุกรรมคุณภาพพ่อแม่พันธุ์ และสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความหนาแน่นของไข่ในถังฟัก และสิ่งที่สำคัญคือปริมาณเชื้อตัวผู้ที่เหมาะสม คือไม่มากเกินไป หรือน้อยเกินไปจนอัตราการผสมมีน้อย (Training manual 7,1990) นอกจากนี้ระยะเวลาที่หอยปล่อยไข่และน้ำเชื้อควรใกล้เคียงกัน เพราะน้ำเชื้อจะแข็งแรงและมีประสิทธิภาพดีเหมาะสำหรับการผสมไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงที่อุณหภูมิ 29-30 องศาเซลเซียส หลังปล่อยจากหอยเพศผู้ จากการศึกษาพัฒนาการจากไข่เป็นลูกหอยระยะเออลี่ เวลิเจอร์ (early veliger) หรืออัตราการฟักเป็นหอยระยะว่างน้ำมีค่าระหว่าง 65-80 เปอร์เซ็นต์
                อัตรารอดตายของลูกหอย หลังจากไข่ได้รับการผสมจากเชื้อตัวผู้แล้วจนถึงลูกหอยขนาดความยาวเปลือก 2 มิลลิเมตร ซึ่งปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อัตรารอดตายของลูกหอยสามารถแบ่งเป็น 4 ระยะดังต่อไปนี้

1) ระยะหลังจากไข่ได้รับการผสมจากเชื้อ แล้วพัฒนาเป็นลูกหอยระยะโทรโคฟอร์ หรือ เรียกว่า อัตราการฟักเป็นตัว หรือมีอายุประมาณ 21 ชั่วโมง อัตรารอดตายของลูกหอยระยะนี้ตั้งแต่ระยะที่ไข่ได้รับการผสมแล้วอยู่ระหว่าง 65 – 50เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยที่มีต่อผลอัตรารอดตาย หรือ อัตราการฟักเป็นตัวนอกเหนือกจากเรื่องพันธุกรรมและคุณภาพของพ่อแม่พันธุ์แล้ว ช่วงเวลาที่นำไข่ไปผสมกับน้ำเชื้อในการผสมเทียม หอยเพศผู้ และเพศเมียมักปล่อยไข่และน้ำเชื้อในเวลาที่ไม่พร้อมกัน ซึ่งเป็นที่ทราบดีกว่า หอยเพศผู้มักปล่อยน้ำเชื้อออกมาก่อน และหากอุณหภูมิน้ำทะเลน้อยในถังอยู่ระหว่าง 29 – 30 องศาเซลเซียส จะทำให้ประสิทธิภาพของเชื้อตัวผู้ด้อยตามเวลาที่ผ่านไป ซึ่งหากพบปัญหาเช่นนี้อาจแก้ปัญหาโดยวิธีการเก็บเอาน้ำเชื้อบางส่วนที่คาดว่าจะเพียงพอต่อการผสมกับไข่นำไปในตู้ควบคุมอุณหภูมิหรือตู้เย็นอุณหภูมิระหว่าง 15 – 18 องศาเซสเซียส ก็จะสามารถยืดอายุและประสิทธิภาพของน้ำเชื้อออกไปได้ ปริมาณน้ำเชื้อที่เหมาะสมกับไข่ ความหนาแน่ของไข่ในถัง นอกจากนี้ได้แก่อุณหภูมิของน้ำซึ่งไม่ควรเกิน 30 องศาเซสเซียส รวมทั้งเทคนิคและวิธีการก็เป็นปัจจัยที่จะส่งผลต่ออัตรารอดตายของลูกหอยระยะนี้ด้วย

2) ระยะคืบคลาน หรือ ระยะลงเกาะ
มีอายุประมาณ 40 ชั่วโมง อัตรารอดตายของลูกหอยระยะนี้เท่ากับ 40 – 60 เปอร์เซ็นต์ ปัจจัยที่มีผลต่ออัตรารอดตาย ได้แก่ คุณภาพน้ำในถังฟัก และระยะเวลาที่ลูกหอยว่ายอยู่ในน้ำ ถ้าคุณภาพน้ำในถังฟักจะไม่เหมาะ เช่น ลูกหอยมีการตายมากจากการที่มีลูกหอยพิการหรือไข่ที่ไม่ได้รับการผสมปริมาณมาก และหากน้ำในถังไม่มีการถ่ายเทที่ดีด้วยก็จะทำให้น้ำเน่าเสียและทำให้ลูกหอยมีการตายมาก นอกจากนี้การให้อากาศหรือน้ำที่แรงเกินไปจะทำให้ลูกหอยวัยอ่อนที่มีเปลือกบางตายได้ ส่วนระยะเวลาที่ลูกหอยว่ายอยู่ในน้ำนานเกินไปจะทำให้หอยมีอัตราการตายสูง จึงได้มีการพัฒนาเทคนิคการใช้สารเคมีบางชนิดเป็นสารกระตุ้นให้หอยลงเกาะและพัฒนารูปร่างเร็วขึ้น หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ การใช้เมือกที่ติดอยู่ตามรอยทางเดินของหอยเป๋าฮื้อขนาดใหญ่กว่าเป็นตัวล่อให้หอยลงเกาะ

3) ระยะที่ลูกหอยมีขนาด 2 มิลลิเมต
ร ซึ่งเป็นขนาดที่สามารถตรวจสอบได้เมื่อลูกหอยสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรืออายุประมาณ 30 – 40 วัน อัตราการรอดตายของลูกหอยตั้งแต่ไข่ได้รับการผสมแล้วเท่ากับ 1 เปอร์เซ็นต์ หรือ จากระยะลงเกาะเท่ากับ 10 เปอร์เซ็นต์ จะเห็นว่าลูกหอยระยะนี้มีการตายธรรมชาติ ซึ่งโดยธรรมชาติของสัตว์น้ำประเภทหอย ระยะที่มีการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือการดำรงชีวิต จะมีการตายสูงอยู่แล้ว นอกจากนี้ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการตายของลูกหอยระยะนี้ ได้แก่ ชนิดและปริมาณอาหารไดอะตอม ความหนาแน่นของลูกหอยที่นำลงเกาะ และคุณภาพน้ำในถังอนุบาล อาหารไดอะตอมชนิด Nitzschia และ Navicula เป็นชนิดที่มีการใช้กันมาก และปริมาณไดอะตอมที่เกาะบนแผ่นล่ออาหารควรมีทั่วแผ่นเพื่อให้เพียงพอตลอดการเจริญเติบโตของลูกหอยไดอะตอมขึ้นไม่ทั่วแผ่น ลูกหอยซึ่งมีขนาดเล็กจะไม่สามารถเดินไปหาอาหารได้ และจะตายในที่สุดและหากปริมาณไดอะตอม หรือสาหร่ายชนิดอื่นมีมากเกินไปก็จะเป็นอุปสรรคต่อหอยในการเกาะความหนาแน่นของลูกหอย หากหนาแน่นเกินกว่า 1 ตัวต่อตารางเซนติเมตร เมื่อลูกหอยเติบโตขึ้น อาหารไดอะตอมจะไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกหอยแม้ว่าลูกหอยจะมีอัตรารอดตายต่ำก็ตาม เพราะในบางครั้งอาหารไดอะตอมบางส่วนอาจมีการหลุดร่วงระหว่างการอนุบาล และการย้ายลูกหอยเพื่อเปลี่ยนแผ่นล่ออาหารขณะที่ลูกหอยขนาดยังเล็กอยู่ทำให้ลูกหอยเปลือกแตกได้ การเปิดน้ำให้มีไดอะตอมธรรมชาติเข้ามาเป็นอาหารเสริม สามารถที่จะช่วยลดการตายในระยะนี้ได้
                นอกจากนี้ปัจจัยที่มีผลต่อการตายของลูกหอยยังได้แก่ คุณภาพของน้ำบริเวณพื้นที่ถังซึ่งมีการสะสมของตะกอนของเสียทั้งจากอาหารที่หลุดร่วง และซากลูกหอยที่ตายขณะเริ่มลงเกาะ ดังนั้นหลังจากลูกหอยลงเกาะแล้วประมาณ 3 วัน ควรถ่ายน้ำออก 100 เปอร์เซ็นต์และทำความสะอาดที่พื้นถังให้สะอาดก่อนที่จะก่อนที่จะเปิดน้ำใส่ให้เต็มและเปิดน้ำให้ไหลผ่านต่อไป

4) ระยะลูกหอยมีขนาด 5 มิลลิเมตร
อัตรารอดตายของลูกหอยระยะนี้นับตั้งแต่ไข่ได้รับการผสมเท่ากับ 0.79 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้านับจากขนาด 2 มิลลิเมตร เท่ากับ 80.62 เปอร์เซนต์ จะเห็นได้ว่าการอนุบาลลูกหอยจนถึงขนาดความยาวเปลือก 5 มิลลิเมตรมีอัตรารอดตายต่ำมากในช่วงแรกแต่หลังจากลูกหอยมีขนาด 2 มิลลิเมตรแล้วจะมีการตายน้อยลง ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการตายของลูกหอยในช่วงนี้เป็นผลมาจากการบอบช้ำจากการย้ายลูกหอยจากถังอนุบาลมาอยู่ในถังเลี้ยงหอยวัยรุ่น
                สำหรับการตายของลูกหอยระยะนี้ สามารถสรุปได้ว่าเป็นผลมาจากความหนาแน่นที่มากเกินไป หรือการเลี้ยงลูกหอยระยะนี้ในถังที่มีขนาดปริมาตร 500 มิลลิเมตร เกิน 3,000 ตัว จะทำให้อาหารไดอะตอมซึ่งจำเป็นสำหรับลูกหอยขนาด 2 มิลลิเมตรไม่เพียงพอ และหากเลี้ยงลูกหอยที่ความหนาแน่นระดับนี้ก็จะเป็นการใช้ถังอย่างไม่คุ้มค่า วิธีแก้ปัญหาสามารถทำได้โดยการเพิ่มจำนวนแผ่นล่ออาหารและเพิ่มอัตราการไหลของน้ำซึ่งจะเป็นการเพิ่มปริมาณอาการไดอะตอมธรรมชาติและลดปริมาณของเสียที่หอยขับถ่ายออกมาด้วย

 

 

ที่มา : ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์, 2546

 

1