เริ่มต้น

บทคัดย่อ

กิตติกรรมประกาศ

คำนำ

บทที่ 1

ที่มาและความสำคัญ

วัตถุประสงค์

สมมติฐาน

บทที่ 2

ทบทวนเอกสาร

บทที่ 3

อุปกรณ์

สารเคมี

ขั้นตอนการดำเนินงาน

วิธีการทดลอง
บทที่ 4

ผลการทดลอง

ตอนที่ 1
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ประมวลภาพถ่าย

บทที่ 5

วิเคราะห์ และสรุปผลการทดลอง

ประโยชน์ที่ได้รับ

ข้อเสนอแนะ



| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 | ตอนที่ 5 | ตอนที่ 6 | ตอนที่ 7 |

ตอนที่ 1 สำรวจแหล่งน้ำในจังหวัดเชียงใหม่ 4 แหล่ง คือ

แหล่งที่ 1 คลองแม่ข่า ( บริเวณข้างโรงเรียนโปลิเทคนิคลานนา )

แหล่งที่ 2 สระน้ำวัดอุโมงค์

แหล่งที่ 3 คูเมือง ( บริเวณแจ่งศรีภูมิ )

แหล่งที่ 4 บ่อปุ๊ ( ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม )

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 | ตอนที่ 5 | ตอนที่ 6 | ตอนที่ 7 |

ตอนที่ 2 เก็บน้ำตัวอย่างตามแหล่งที่กำหนด

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 | ตอนที่ 5 | ตอนที่ 6 | ตอนที่ 7 |

ตอนที่ 3 ทำการศึกษาคุณภาพน้ำทางกายภาพโดย

3.1 บันทึกสีและกลิ่นของน้ำ

3.2 วัดอุณหภูมิของน้ำโดยใช้เทอร์มอมิเตอร์

3.3 วัด pH ของน้ำโดยใช้ pH – meter

3.4 วัดความขุ่นโดยใช้ Turbidimeter

ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือการใช้เครื่องวัดนั้นๆสำหรับเครื่องวัดความขุ่นยี่ห้อ HACH รุ่น2100Aให้ทำดังนี้

3.4.1 เลือกใช้ช่วงความขุ่นให้เหมาะกับความขุ่นของน้ำตัวอย่าง

3.4.2 ปรับมาตรฐานเครื่องวัด โดยใช้สารละลายความขุ่นมาตรฐานที่เหมาะสม

3.4.3 เขย่าน้ำตัวอย่าง เทลงในหลอดแก้วสำหรับใส่น้ำตัวอย่าง แล้วนำหลอดแก้วนั้นมาใส่ในช่องใส่หลอดแก้ว

3.4.4 อ่านค่าความขุ่นจากหน้าปัทม์ของเครื่องวัด

3.4.5 ในกรณีที่น้ำตัวอย่างมีความขุ่นมากกว่า 1000NTU ให้ทำการเจือจางน้ำตัวอย่างดังกล่าวก่อนด้วยน้ำกลั่นจนกระทั่ง มีความขุ่นต่ำกว่า 1000 NTU จากนั้นจึงนำน้ำตัวอย่างที่เจือจางแล้วไปวัดความขุ่น แล้วคำนวณหาความขุ่นของ น้ำตัวอย่างโดยใช้สูตรเดียวกับแบบแรก

หมายเหตุ ในช่วงที่ใช้ความขุ่น 0 – 100 และ 0 - 1000 NTU ให้ใส่ Cell riser ลงไปในช่องที่ใส่หลอด แก้วก่อนทำการปรับมาตรฐาน และวัดความขุ่นทุกครั้ง

3.5 วัดค่าการนำไฟฟ้าโดยใช้เครื่องมือวัดสภาพการนำไฟฟ้า ( Condutivity meter )

3.5.1 ทำการปรับมาตรฐานเครื่องมือวัดสภาพการนำไฟฟ้าตามคำแนะนำในคู่มือการใช้เครื่องวัดนั้น

3.5.2 ล้างโพรบให้สะอาดด้วยน้ำกลั่นแล้วล้างด้วยน้ำตัวอย่างอีก 2 – 3 ครั้ง

3.5.3 อ่านค่าสภาพการนำไฟฟ้าของน้ำตัวอย่าง โดยการจุ่มโพรบลงในน้ำตัวอย่างแล้วปฏิบัติตามคู่มือแนะนำการใช้

3.5.4 ในกรณีที่มีการเจือจางน้ำตัวอย่างก่อนการวัดสภาพการนำไฟฟ้า ให้คำนวณหาสภาพการนำไฟฟ้าโดยใช้สูตรดังนี้

สภาพการนำไฟฟ้า ( ไมโครโมห์ / เซนติเมตร ) = A – [ B ( T – V ) / T ]

เมื่อ A = สภาพการนำไฟฟ้าของน้ำตัวอย่างที่เจือจางแล้ว ( mmhos / cm )

B = สภาพการนำไฟฟ้าของน้ำกลั่น ( mmhos / cm )

T = ปริมาตรของน้ำตัวอย่างรวมกับน้ำกลั่น ( mmhos / cm )

V = ปริมาตรของน้ำตัวอย่าง ( ml )

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 | ตอนที่ 5 | ตอนที่ 6 | ตอนที่ 7 |

ตอนที่ 4 เก็บตัวอย่างน้ำมาทำการศึกษาคุณภาพน้ำทางเคมีที่ห้องปฏิบัติการ

4.1 วิเคราะห์ปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจน

4.1.1 กรองตัวอย่างน้ำด้วยกระดาษ GF / C แล้วตวงน้ำตัวอย่างปริมาตร 25 ml ใส่ Cuvette 1 อัน และตวงน้ำ Deionized ปริมาตร 25 ml ใส่ใน Cuvette อีก 1 อัน

4.1.2 เปิดเครื่อง Spectrophotometer Dr / 2000 หลังจากเครื่องผ่านขั้นตอน SELF – TEST แล้ว เครื่องมือจะแสดงคำว่า Method ที่หน้าจอ ให้กด 380 READ/ENTER เครื่องมือจะแสดงความยาวคลื่น 425 นาโนเมตร ให้กดปุ่มปรับความยาวคลื่นให้ได้ 425 นาโนเมตร จากนั้นกด READ/ENTER เครื่องมือจะแสดงค่า mg/l N NH3

4.1.3 ใส่ Mineral Stabilizer ลงไปใน Cuvette 3 หยด เขย่าเบา ๆ เพื่อให้สารเคมีผสมกัน หลังจากนั้นใส่ Polyvinyl Alcohol Dispersing Agent 3 หยด เขย่าเบา ๆ ให้สารเคมีผสมกันแล้วตวง Nessler Reagent 1 ml ลงใน cuvette ทั้งสองอัน เขย่าให้ผสมกัน กด SELF – TIMER เมื่อครบ 1 นาที เครื่องมือจะส่งเสียงเตือน

4.1.4 เปิดฝาเครื่องมือ ใส่ Cuvette ที่เป็นน้ำ Deionized ลงไปในช่องวัดแสง ปิดฝาเครื่องมือให้สนิท แล้วกด ZERO เครื่องมือจะแสดงคำว่า WAIT ที่หน้าจอ และ 0.00 mg/l N NH3 ให้เปลี่ยน Cuvette น้ำตัวอย่างเข้าไป กด READ/ENTER เครื่องมือจะแสดงตำว่า WAIT ที่หน้าจอ และบอกปริมาณแอมโมเนีย ไนโตรเจน ซึ่งเครื่องมือสามารถวัดปริมาณแอมโมเนีย ไนโตรเจน ได้ในช่วง0.00 – 2.50 mg/l N NH3

4.2 วิเคราะห์ปริมาณไนเตรท ไนโตรเจน

4.2.1 กรองน้ำตัวอย่างด้วยกระดาษกรอง GF/C แล้วตวงน้ำปริมาณ 25 ml ใส่ Cuvette 2 อัน อันแรกใส่ Nitra Ver 5 Nitrate Powder Pillow อีกอันหนึ่งเอาไว้เปรียบเทียบไม่ต้องเติมสารใด

4.2.2 เปิดเครื่อง Spectrophotometer DR/2000 หลังจากเครื่องมือผ่านขั้นตอน SELF – TEST แล้ว เครื่องมือจะแสดงคำว่า Method ให้กด 355 READ/ENTER เครื่องจะแสดงความยาวคลื่น 500 นาโนเมตร ให้หมุนปุ่มปรับความยาวคลื่นให้ได้ 500 นาโนเมตร จากนั้นกด READ/ENTER เครื่องมือจะแสดง ค่า mg/l N NO3- H

4.2.3 ใส่ Nitra Ver 5 Nitrate Powder Pillow ลงใน Cuvette น้ำตัวอย่างที่เตรียมไว้ กด SHIFT TIMERแล้วเขย่า Cuvette อีก 1 นาที เครื่องมือจะส่งเสียงเตือนให้หยุดเขย่า กด SHIFT TIMER อีกครั้งแล้วตั้ง Cuvette ทิ้งไว้ เมื่อครบ 5 นาที เครื่องมือจะส่งเสียงเตือนอีกครั้งและจะแสดง mg/l N NO3- H

4.2.4 เปิดฝาเครื่องมือใส่ Cuvette ที่ไม่ได้เติมสารใด ๆ ลงในช่องวัดแสง ปิดฝาเครื่องมือให้สนิท แล้วกด ZERO เครื่องมือ จะแสดงคำว่า WAIT และ 0.00 mg/l N NO3- H ให้เปลี่ยน Cuvette ที่ใส่ Nitra Ver 5 Nitrate Powder Pillow เข้าไป กด READ/ENTER เครื่องมือจะแสดงคำว่า WAIT และบอกปริมาณไนเตรท ไนโตรเจน ได้ในช่วง 0.00 – 3.00 mg/l N NO3- H

4.3 วิเคราะห์ปริมาณออร์โธฟอสเฟต

4.3.1 ก่อนทำการวิเคราะห์ปริมาณออร์โธฟอสเฟตทุกครั้ง ควรล้างเครื่องแก้วที่จะใช้ด้วย HCl 10 % กรองน้ำตัวอย่างด้วยกระดาษกรอง GF/C แล้วตวงน้ำตัวอย่างปริมาตร 25 ml ใส่ Cuvette 2 อัน อันแรกสำหรับใส่ Phos Ver 3 Phosphate Reagent Powder Pillow อีกอันหนึ่งเอาไว้เปรียบเทียบไม่ต้องเติมสารใด ๆ

4.3.2 เปิดเครื่อง Spectrophotometer DR/2000 หลังจากเครื่องมือผ่านขั้นตอน SELF – TEST แล้วเครื่องจะแสดงคำว่า Method ให้กด 490 READ/ENTER เครื่องมือจะแสดงความยาวคลื่น 890 นาโนเมตร ให้หมุนปุ่มปรับความยาวคลื่นให้ได้ 890 นาโนเมตร จากนั้นกด READ/ENTER เครื่องมือจะแสดง mg/l N PO43- PV หรือ mg/l P PV

4.3.3 ใส่ Phos Ver 3 Phosphate Reagent Powder Pillow ลงใน Cuvette น้ำตัวอย่างที่เตรียมไว้ กด SHIFT TIMER แล้วเขย่า Cuvette เมื่อครบ 1 นาที เครื่องมือจะส่งเสียงเตือน

4.3.4 เปิดฝาเครื่องมือใส่ Cuvette ที่ไม่ได้เติมสารใด ๆ ลงในช่องวัดแสง ปิดฝาเครื่องมือให้สนิท กด ZERO เครื่องมือจะแสดงคำว่า WAIT และ 0.00 mg/l N PO43- PV หรือ mg/l P PV ให้เปลี่ยน Cuvette ที่ใส่ Phos Ver 3 Phosphate Reagent Powder Pillow เข้าไปแล้วกด READ/ENTER เครื่องมือ จะแสดงคำว่า WAIT และ บอกปริมาณออร์โธฟอสเฟตได้ ในช่วง 0.00 – 2.50 mg/l N PO43- PV

4.4 วิเคราะห์ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำโดยวิธี Azide modification

4.4.1 เติมสารละลายแมงกานีสซัลเฟต 1 ml แล้วตามด้วยสารละลาย Alkali – Iodide – Azide 1 ml โดยให้ปลายของปิเปตจุ่มลงไปใต้ผิวน้ำตัวอย่างหรือให้จ่ออยู่ที่ผิวน้ำตัวอย่าง ( ถ้าจุ่มปลายของปิเปตลงใต้ผิวน้ำให้ทำการล้างปลายปิเปตด้วย น้ำกลั่น ก่อนนำไปจุ่มในสารเคมี )

4.4.2 ปิดจุกขวดอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันมิให้เกิดฟองอากาศ แล้วเขย่าโดยการกลับขวดไปมา

4.4.3 ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอนจนกระทั่งได้ส่วนใสประมาณครึ่งขวด

4.4.4 ค่อย ๆ เปิดขวดแล้วเติมสารละลายกรดซัลฟูริคเข้มข้น 1 ml โดยปล่อยให้กรดไหลเป็นทางไปตาม คอขวด

4.4.5 ปิดจุกแล้วเขย่าโดยการกลับขวดไปมา จนกระทั่งตะกอนที่เกิดขึ้นละลายจนหมด ถ้ามีตะกอนบางส่วนไม่ยอมละลาย ให้ตั้งทิ้ง ไว้ประมาณ 5 นาที ถ้ายังไม่ละลายอีกให้เติมสารละลายกรดซัลฟูริคลงไปอีก 2 – 3 หยด เพื่อละลายตะกอนที่เหลือ

4.4.6 ตวงสารละลายที่ได้ 200 ml ลงในขวดรูปชมพู่ ขนาด 500 ml แล้วนำไปไตเตรทกับสารละลายมาตรฐานโซเดียมไธโอซัลเฟต จนกระทั่งได้สีเหลืองจาง จากนั้นเติมน้ำแป้งลงไป 5 หยด แล้วไตเตรทจนกระทั่งสีน้ำเงินหายไป จนปริมาณของสารละลายมาตรฐานโซเดียม ไธโอซัลเฟตที่ใช้ในการไตเตรท แล้วนำไปคำนวณหาปริมาณของก๊าซออกซิเจนที่ละลายในน้ำ จากสูตร
ออกซิเจนละลาย ( mg/l ) = [ A x N x 8 x 1000 ] / [B2 ( B1 – R ) / B1 ]
เมื่อ A = ปริมาณของสารละลายมาตรฐานโซเดียมไธโอซัลเฟตที่ ใช้ในการไตเตรท ( ml )
N = ความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานโซเดียมไธโอซัลเฟต ( Normal )
B1 = ปริมาตรของน้ำตัวอย่างเริ่มต้น ( ml )
B2 = ปริมาตรของน้ำตัวอย่างที่ใช้ในการไตเตรท ( ml )
R = ปริมาตรของสารเคมีที่ใช้เติมลงในน้ำตัวอย่าง ซึ่งหมายถึงปริมาตรของสารละลายแมงกานีสซัลเฟตรวมกับปริมาตรของสาร Alkali – Iodide – Azide ซึ่งมีค่า เท่ากับ 2 ml และจะเท่ากับ 3 ml ถ้ามีการเติมสารละลายโปตัสเซียมฟูออร์ไรด์ด้วย

4.5 วิเคราะห์ปริมาณความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี ( BOD ) Azide modification

4.5.1 นำน้ำตัวอย่างประมาณ 800 ml มาตั้งทิ้งไว้ในตู้อบ 20 องศาเซลเซียส เพื่อปรับอุณหภูมิของ น้ำตัวอย่างให้มีค่าประมาณ 20 องศาเซลเซียส แล้วเป่าอากาศลงไปด้วยเครื่องเป่าขนาดเล็ก จนกระทั่งน้ำตัวอย่างอิ่มตัวด้วยออกซิเจน

4.5.2 ไซฟอนน้ำตัวอย่างจากข้อ 1 ลงในขวดบีโอดี 2 ขวดจนเต็ม ทำการหาปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ละลายน้ำในขวดแรกทันที ( DO0 ) ส่วนขวดที่ 2 นั้น ให้ปิดจุกเติมน้ำกลั่นรอบปากขวดเต็ม แล้วปิดด้วยพาราฟินอีกทีหนึ่งเพื่อไม่ให้น้ำระเหย นำไปอบที่ 20 องศาเซลเซียส ค่าคลาดเคลื่อน 1 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 วัน แล้วหาปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำในวันที่ 5 ( DO5 )

4.5.3 คำนวณหาค่าบีโอดีของน้ำตัวอย่างจากสูตร บีโอดี ( mg/l ) = DO0 – DO5

4.6 วิเคราะห์หาความเป็นด่างของน้ำโดยวิธี Phenolphthalien methyl orange indicator

ความเป็นด่างของน้ำแบ่งเป็น 2 ชนิด ตามค่า pH ของจุดยุติของการทำปกิกิริยากับกรดแก่ ดังนี้

- ความเป็นด่างฟีนอล์ฟทาลีน ความเป็นด่างชนิดนี้ หาได้จากการไตเตรทน้ำตัวอย่างกับกรดแก่ และใช้ ฟีนอล์ฟทาลีนเป็นอินดิเคเตอร์ หรือไตเตรทจนกระทั่งน้ำตัวอย่างมี pH เท่ากับ 8.3

-ความเป็นด่างรวม(Total alkalinity ) ความเป็นด่างรวมนี้หาได้โดยการไตเตรทน้ำตัวอย่างกับกรดแก่และใช้เมทธีลออเรนจ์ เป็นอินดิเคเตอร์ หรือไตเตรทจนกระทั่งน้ำตัวอย่างมี pH เท่ากับ 4.8

การหาความเป็นด่างของน้ำดังกล่าว นักสิ่งแวดล้อมนิยมใช้การไตเตรทน้ำตัวอย่างกับสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคเข้มข้น 0.02 Normal ซึ่งการไตเตรทดังกล่าว สามารถกระทำได้โดยการใช้ฟีนอล์ฟทาลีนและเมทธีลออเรนจ์เป็นตัวบอกจุดยุติของปฏิกิริยา หรือโดยการใช้ pH meter เป็นตัวบอก pH ของจุดยุติ และหน่วยของความเป็นด่างนั้นก็นิยมหาในรูปของ mg/l CO32- ก่อนที่จะทำการหาความเป็นด่างต้องเลือกปริมาณน้ำตัวอย่างให้เหมาะสมเพื่อที่จะได้ใช้สารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคในการไตเตรทไม่เกิน 25 ml ซึ่งปกติปริมาณน้ำตัวอย่างดังกล่าวจะอยู่ในช่วง 50 – 100 ml การหาความเป็นด่างโดยใช้อินดิเคเตอร์

4.6.1 ปิเปตน้ำตัวอย่างลงในขวดรูปชมพู่

4.6.2 ถ้าน้ำตัวอย่างมีคลอรีนอิสระตกค้างมห้เติมสารละลายโซเดียมไธโอซัลเฟต 0.1 Normal ลงไป 1 หยด เพื่อไล่คลอรีนดังกล่าว

4.6.3 ถ้ามีสีชมพูเกิดขึ้น ให้นำไปไตเตรทกับสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคจนกระทั้งสีชมพูนั้นหายไป ได้สารละลายที่ไม่มีสี จดปริมาณของสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคที่ใช้ในการไตเตรท แล้วนำไปคำนวณหาค่าความเป็นด่างจากสูตร

ความเป็นด่าง ( mg/l CO32- ) = [ A x N x 50 x1000 ] / B

เมื่อ A = ปริมาตรสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคที่ใช้ในการไตเตรท ( ml )

N = ความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริค ( Normal )

B = ปริมาตรของน้ำตัวอย่าง ( ml )

4.6.4 ในกรณีที่ต้องการหาความเป็นด่างรวมนั้นทำได้ 2 แบบ แบบแรกนำน้ำตัวอย่างจากข้อ 3 มาเติมสารละลายเมทธีลออเรนจ์ลงไป 0.2 ml แล้วทำการไตเตรทต่อจนกระทั่งได้สารละลายสีส้ม จดปริมาตรของสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคที่ใช้ไปในการไตเตรท แล้วนำไปรวมกับ ปริมาตรในข้อ 3 จากนั้นจึงนำเอาปริมาตรรวมดังกล่าวไปคำนวณหาความเป็นด่างรวมโดยใช้สูตรเดียวกับการคำนวณด่างฟีนอล์ฟทาลีน สำหรับแบบที่ 2 ให้ดำเนินการตามวิธีการข้อ 1 – 2 ใหม่ แล้วหยดสารละลายเมทธีลออเรนจ์ลงไป 0.2 ml ถ้าได้สารละลายสีเหลือง ให้นำไตเตรทกับสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นสีส้ม จดปริมาตรของสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคที่ใช้ในการ ไตเตรท แล้วนำไปคำนวณหาความเป็นด่างรวมด้วยวิธีการแบบแรก

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 | ตอนที่ 5 | ตอนที่ 6 | ตอนที่ 7 |

ตอนที่ 5 การตรวจหาโปรโตซัวและชนิดของโปรโตซัว

5.1 นำน้ำตัวอย่างมากรองโดยใช้ Plankton net จากน้ำ 5 ลิตรให้เหลือ 50 ml ( บ่อปุ๊ จาก 10 ลิตร ให้เหลือ 50 ml ) แล้วหลังจากนั้นกรองด้วยกระดาษกรองให้เหลือปริมาตร 10 ml ใส่ในจานเพาะเชื้อ

5.2 นำน้ำตัวอย่างที่เก็บได้มาสำหรับตรวจหาโปรโตซัว เมื่อนำมาถึงห้องปฏิบัติการ วางทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เพื่อให้กลับสู่สภาพปกติ จึงทำการตรวจหาโปรโตซัว ( ตรวจน้ำจนหมดทั้งจานเพาะเชื้อ )

5.3 ดูดน้ำตัวอย่างด้วยหลอดดูดขนาดเล็กหยดลงบนสไลด์ ปิดด้วย Cover slide นำไปตรวจหาและนับจำนวนโปรโตซัวด้วย
กล้องจุลทรรศน์

5.4 โปรโตซัวส่วนหนึ่งใช้จำแนกหมวดหมู่ ( Identification ) โดยใช้หนังสือ KUDO ( 1966 )

5.5 โปรโตซัวอีกส่วนหนึ่งถ่ายรูป

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 | ตอนที่ 5 | ตอนที่ 6 | ตอนที่ 7 |

ตอนที่ 6 การตรวจหาแพลงก์ตอนพืชและชนิดของแพลงก์ตอนพืช

6.1 นำน้ำตัวอย่างมากรองโดยใช้ Plankton net จากน้ำ 5 ลิตรให้เหลือ 50 ml ( บ่อปุ๊ จาก 10 ลิตร ให้เหลือ 50 ml )

6.2 นำน้ำตัวอย่างที่เก็บได้มาสำหรับตรวจหาแพลงก์ตอนพืช เมื่อนำมาถึงห้องปฏิบัติการ วางทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เพื่อให้กลับสู่สภาพปกติ จึงทำการตรวจหาแพลงก์ตอนพืช

6.3 ดูดน้ำตัวอย่างด้วย Micro pipette ปริมาตร 0.02 ml หยดลงบนสไลด์ ปิดด้วย Cover slide นำไปตรวจหาและนับจำนวนแพลงก์ตอนพืชด้วยกล้องจุลทรรศน์

6.4 แพลงก์ตอนพืชส่วนหนึ่งใช้จำแนกหมวดหมู่ ( Identification ) โดยใช้หนังสือ ( Yuwadee , 1996 ) และ ( ยุวดี , 2538 )

6.5 แพลงก์ตอนพืชอีกส่วนหนึ่งถ่ายรูป

| ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3 | ตอนที่ 4 | ตอนที่ 5 | ตอนที่ 6 | ตอนที่ 7 |

ตอนที่ 7 วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนและชนิดของโปรโตซัว และแพลงก์ตอนพืช กับคุณภาพน้ำทาง กายภาพและทางเคมีของคลองแม่ข่า , สระน้ำวัดอุโมงค์ , คูเมือง และ บ่อปุ๊


Copyright 2000-2001 nWebcreation Co., Ltd. All rights reserved.
Hosted by www.Geocities.ws

1