|

|
ตอนที่ 1 | ตอนที่
2 | ตอนที่ 3
| ตอนที่ 4 |
ตอนที่ 5 | ตอนที่
6 | ตอนที่ 7
|
ตอนที่
1 สำรวจแหล่งน้ำในจังหวัดเชียงใหม่ 4 แหล่ง คือ
แหล่งที่ 1 คลองแม่ข่า
( บริเวณข้างโรงเรียนโปลิเทคนิคลานนา )
แหล่งที่
2 สระน้ำวัดอุโมงค์
แหล่งที่ 3 คูเมือง ( บริเวณแจ่งศรีภูมิ )
แหล่งที่ 4 บ่อปุ๊ ( ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม )
|
ตอนที่ 1 | ตอนที่
2 | ตอนที่ 3
| ตอนที่ 4 |
ตอนที่ 5 | ตอนที่
6 | ตอนที่ 7
|
ตอนที่
2 เก็บน้ำตัวอย่างตามแหล่งที่กำหนด
ตอนที่ 3 ทำการศึกษาคุณภาพน้ำทางกายภาพโดย
3.1 บันทึกสีและกลิ่นของน้ำ
3.2
วัดอุณหภูมิของน้ำโดยใช้เทอร์มอมิเตอร์
3.3
วัด pH ของน้ำโดยใช้ pH meter
3.4
วัดความขุ่นโดยใช้ Turbidimeter
ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในคู่มือการใช้เครื่องวัดนั้นๆสำหรับเครื่องวัดความขุ่นยี่ห้อ
HACH
รุ่น2100Aให้ทำดังนี้
3.4.1
เลือกใช้ช่วงความขุ่นให้เหมาะกับความขุ่นของน้ำตัวอย่าง
3.4.2
ปรับมาตรฐานเครื่องวัด โดยใช้สารละลายความขุ่นมาตรฐานที่เหมาะสม
3.4.3
เขย่าน้ำตัวอย่าง เทลงในหลอดแก้วสำหรับใส่น้ำตัวอย่าง
แล้วนำหลอดแก้วนั้นมาใส่ในช่องใส่หลอดแก้ว
3.4.4
อ่านค่าความขุ่นจากหน้าปัทม์ของเครื่องวัด
3.4.5 ในกรณีที่น้ำตัวอย่างมีความขุ่นมากกว่า
1000NTU ให้ทำการเจือจางน้ำตัวอย่างดังกล่าวก่อนด้วยน้ำกลั่นจนกระทั่ง
มีความขุ่นต่ำกว่า 1000 NTU จากนั้นจึงนำน้ำตัวอย่างที่เจือจางแล้วไปวัดความขุ่น
แล้วคำนวณหาความขุ่นของ น้ำตัวอย่างโดยใช้สูตรเดียวกับแบบแรก
หมายเหตุ
ในช่วงที่ใช้ความขุ่น 0 100 และ 0 - 1000 NTU ให้ใส่ Cell riser ลงไปในช่องที่ใส่หลอด
แก้วก่อนทำการปรับมาตรฐาน และวัดความขุ่นทุกครั้ง
3.5
วัดค่าการนำไฟฟ้าโดยใช้เครื่องมือวัดสภาพการนำไฟฟ้า (
Condutivity meter )
3.5.1 ทำการปรับมาตรฐานเครื่องมือวัดสภาพการนำไฟฟ้าตามคำแนะนำในคู่มือการใช้เครื่องวัดนั้น
3.5.2 ล้างโพรบให้สะอาดด้วยน้ำกลั่นแล้วล้างด้วยน้ำตัวอย่างอีก
2 3 ครั้ง
3.5.3
อ่านค่าสภาพการนำไฟฟ้าของน้ำตัวอย่าง
โดยการจุ่มโพรบลงในน้ำตัวอย่างแล้วปฏิบัติตามคู่มือแนะนำการใช้
3.5.4 ในกรณีที่มีการเจือจางน้ำตัวอย่างก่อนการวัดสภาพการนำไฟฟ้า
ให้คำนวณหาสภาพการนำไฟฟ้าโดยใช้สูตรดังนี้
สภาพการนำไฟฟ้า
(
ไมโครโมห์ / เซนติเมตร ) = A [ B ( T V
) / T ]
เมื่อ
A = สภาพการนำไฟฟ้าของน้ำตัวอย่างที่เจือจางแล้ว
( mmhos / cm )
B
= สภาพการนำไฟฟ้าของน้ำกลั่น ( mmhos / cm )
T = ปริมาตรของน้ำตัวอย่างรวมกับน้ำกลั่น
( mmhos / cm )
V = ปริมาตรของน้ำตัวอย่าง
( ml )
|
ตอนที่ 1 | ตอนที่
2 | ตอนที่ 3
| ตอนที่ 4 |
ตอนที่ 5 | ตอนที่
6 | ตอนที่ 7
|
ตอนที่
4 เก็บตัวอย่างน้ำมาทำการศึกษาคุณภาพน้ำทางเคมีที่ห้องปฏิบัติการ
4.1
วิเคราะห์ปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจน
4.1.1
กรองตัวอย่างน้ำด้วยกระดาษ GF / C แล้วตวงน้ำตัวอย่างปริมาตร
25 ml ใส่ Cuvette 1
อัน และตวงน้ำ Deionized ปริมาตร 25
ml ใส่ใน Cuvette อีก 1
อัน
4.1.2
เปิดเครื่อง Spectrophotometer Dr / 2000 หลังจากเครื่องผ่านขั้นตอน
SELF TEST แล้ว เครื่องมือจะแสดงคำว่า Method ที่หน้าจอ ให้กด
380 READ/ENTER เครื่องมือจะแสดงความยาวคลื่น
425 นาโนเมตร ให้กดปุ่มปรับความยาวคลื่นให้ได้
425 นาโนเมตร จากนั้นกด READ/ENTER เครื่องมือจะแสดงค่า
mg/l N NH3
4.1.3
ใส่ Mineral Stabilizer ลงไปใน Cuvette
3 หยด เขย่าเบา ๆ เพื่อให้สารเคมีผสมกัน หลังจากนั้นใส่
Polyvinyl Alcohol Dispersing Agent 3 หยด เขย่าเบา
ๆ ให้สารเคมีผสมกันแล้วตวง Nessler Reagent 1 ml
ลงใน cuvette ทั้งสองอัน เขย่าให้ผสมกัน
กด SELF TIMER เมื่อครบ 1
นาที เครื่องมือจะส่งเสียงเตือน
4.1.4
เปิดฝาเครื่องมือ ใส่ Cuvette ที่เป็นน้ำ
Deionized ลงไปในช่องวัดแสง ปิดฝาเครื่องมือให้สนิท
แล้วกด ZERO เครื่องมือจะแสดงคำว่า WAIT
ที่หน้าจอ และ 0.00 mg/l N NH3
ให้เปลี่ยน Cuvette น้ำตัวอย่างเข้าไป
กด READ/ENTER เครื่องมือจะแสดงตำว่า
WAIT ที่หน้าจอ และบอกปริมาณแอมโมเนีย ไนโตรเจน
ซึ่งเครื่องมือสามารถวัดปริมาณแอมโมเนีย ไนโตรเจน
ได้ในช่วง0.00 2.50 mg/l N NH3
4.2
วิเคราะห์ปริมาณไนเตรท ไนโตรเจน
4.2.1
กรองน้ำตัวอย่างด้วยกระดาษกรอง GF/C แล้วตวงน้ำปริมาณ
25 ml ใส่ Cuvette 2
อัน อันแรกใส่ Nitra Ver 5 Nitrate Powder Pillow
อีกอันหนึ่งเอาไว้เปรียบเทียบไม่ต้องเติมสารใด
4.2.2
เปิดเครื่อง Spectrophotometer DR/2000 หลังจากเครื่องมือผ่านขั้นตอน
SELF TEST แล้ว เครื่องมือจะแสดงคำว่า Method
ให้กด 355 READ/ENTER เครื่องจะแสดงความยาวคลื่น
500 นาโนเมตร
ให้หมุนปุ่มปรับความยาวคลื่นให้ได้ 500 นาโนเมตร จากนั้นกด
READ/ENTER เครื่องมือจะแสดง ค่า mg/l
N NO3- H
4.2.3
ใส่ Nitra Ver 5 Nitrate Powder Pillow ลงใน
Cuvette น้ำตัวอย่างที่เตรียมไว้ กด SHIFT
TIMERแล้วเขย่า Cuvette อีก
1 นาที เครื่องมือจะส่งเสียงเตือนให้หยุดเขย่า กด SHIFT TIMER อีกครั้งแล้วตั้ง Cuvette ทิ้งไว้ เมื่อครบ 5 นาที เครื่องมือจะส่งเสียงเตือนอีกครั้งและจะแสดง mg/l N NO3-
H
4.2.4 เปิดฝาเครื่องมือใส่
Cuvette ที่ไม่ได้เติมสารใด ๆ ลงในช่องวัดแสง ปิดฝาเครื่องมือให้สนิท แล้วกด ZERO
เครื่องมือ จะแสดงคำว่า WAIT และ
0.00 mg/l N NO3- H ให้เปลี่ยน
Cuvette ที่ใส่ Nitra Ver 5 Nitrate Powder Pillow เข้าไป กด
READ/ENTER เครื่องมือจะแสดงคำว่า WAIT
และบอกปริมาณไนเตรท ไนโตรเจน ได้ในช่วง 0.00 3.00 mg/l N NO3-
H
4.3
วิเคราะห์ปริมาณออร์โธฟอสเฟต
4.3.1 ก่อนทำการวิเคราะห์ปริมาณออร์โธฟอสเฟตทุกครั้ง
ควรล้างเครื่องแก้วที่จะใช้ด้วย HCl 10 % กรองน้ำตัวอย่างด้วยกระดาษกรอง GF/C แล้วตวงน้ำตัวอย่างปริมาตร
25 ml ใส่ Cuvette 2 อัน อันแรกสำหรับใส่
Phos Ver 3 Phosphate Reagent Powder
Pillow อีกอันหนึ่งเอาไว้เปรียบเทียบไม่ต้องเติมสารใด
ๆ
4.3.2 เปิดเครื่อง
Spectrophotometer DR/2000 หลังจากเครื่องมือผ่านขั้นตอน
SELF TEST แล้วเครื่องจะแสดงคำว่า Method ให้กด 490 READ/ENTER
เครื่องมือจะแสดงความยาวคลื่น 890
นาโนเมตร ให้หมุนปุ่มปรับความยาวคลื่นให้ได้ 890
นาโนเมตร จากนั้นกด READ/ENTER เครื่องมือจะแสดง
mg/l N PO43- PV หรือ
mg/l P PV
4.3.3 ใส่ Phos
Ver 3 Phosphate Reagent Powder Pillow ลงใน
Cuvette น้ำตัวอย่างที่เตรียมไว้ กด SHIFT
TIMER แล้วเขย่า Cuvette เมื่อครบ
1 นาที เครื่องมือจะส่งเสียงเตือน
4.3.4 เปิดฝาเครื่องมือใส่ Cuvette ที่ไม่ได้เติมสารใด ๆ
ลงในช่องวัดแสง ปิดฝาเครื่องมือให้สนิท กด ZERO เครื่องมือจะแสดงคำว่า
WAIT และ 0.00 mg/l N PO43-
PV หรือ mg/l P PV ให้เปลี่ยน
Cuvette ที่ใส่ Phos Ver 3 Phosphate Reagent Powder Pillow
เข้าไปแล้วกด READ/ENTER เครื่องมือ จะแสดงคำว่า WAIT
และ บอกปริมาณออร์โธฟอสเฟตได้ ในช่วง
0.00 2.50 mg/l N PO43- PV
4.4
วิเคราะห์ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำโดยวิธี Azide modification
4.4.1 เติมสารละลายแมงกานีสซัลเฟต
1 ml แล้วตามด้วยสารละลาย Alkali
Iodide Azide 1 ml โดยให้ปลายของปิเปตจุ่มลงไปใต้ผิวน้ำตัวอย่างหรือให้จ่ออยู่ที่ผิวน้ำตัวอย่าง
( ถ้าจุ่มปลายของปิเปตลงใต้ผิวน้ำให้ทำการล้างปลายปิเปตด้วย
น้ำกลั่น ก่อนนำไปจุ่มในสารเคมี )
4.4.2
ปิดจุกขวดอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันมิให้เกิดฟองอากาศ
แล้วเขย่าโดยการกลับขวดไปมา
4.4.3 ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอนจนกระทั่งได้ส่วนใสประมาณครึ่งขวด
4.4.4 ค่อย ๆ เปิดขวดแล้วเติมสารละลายกรดซัลฟูริคเข้มข้น
1 ml โดยปล่อยให้กรดไหลเป็นทางไปตาม
คอขวด
4.4.5 ปิดจุกแล้วเขย่าโดยการกลับขวดไปมา
จนกระทั่งตะกอนที่เกิดขึ้นละลายจนหมด ถ้ามีตะกอนบางส่วนไม่ยอมละลาย
ให้ตั้งทิ้ง ไว้ประมาณ 5 นาที ถ้ายังไม่ละลายอีกให้เติมสารละลายกรดซัลฟูริคลงไปอีก
2 3 หยด เพื่อละลายตะกอนที่เหลือ
4.4.6 ตวงสารละลายที่ได้
200 ml ลงในขวดรูปชมพู่ ขนาด 500 ml แล้วนำไปไตเตรทกับสารละลายมาตรฐานโซเดียมไธโอซัลเฟต
จนกระทั่งได้สีเหลืองจาง จากนั้นเติมน้ำแป้งลงไป
5 หยด แล้วไตเตรทจนกระทั่งสีน้ำเงินหายไป
จนปริมาณของสารละลายมาตรฐานโซเดียม ไธโอซัลเฟตที่ใช้ในการไตเตรท
แล้วนำไปคำนวณหาปริมาณของก๊าซออกซิเจนที่ละลายในน้ำ จากสูตร
ออกซิเจนละลาย ( mg/l ) = [ A x N x 8 x 1000 ] / [B2
( B1 R ) / B1 ]
เมื่อ
A =
ปริมาณของสารละลายมาตรฐานโซเดียมไธโอซัลเฟตที่
ใช้ในการไตเตรท ( ml )
N
= ความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานโซเดียมไธโอซัลเฟต
( Normal )
B1
= ปริมาตรของน้ำตัวอย่างเริ่มต้น (
ml )
B2 = ปริมาตรของน้ำตัวอย่างที่ใช้ในการไตเตรท
( ml )
R =
ปริมาตรของสารเคมีที่ใช้เติมลงในน้ำตัวอย่าง
ซึ่งหมายถึงปริมาตรของสารละลายแมงกานีสซัลเฟตรวมกับปริมาตรของสาร
Alkali Iodide
Azide ซึ่งมีค่า
เท่ากับ 2 ml และจะเท่ากับ 3 ml ถ้ามีการเติมสารละลายโปตัสเซียมฟูออร์ไรด์ด้วย
4.5
วิเคราะห์ปริมาณความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี ( BOD
) Azide modification
4.5.1
นำน้ำตัวอย่างประมาณ 800 ml มาตั้งทิ้งไว้ในตู้อบ 20 องศาเซลเซียส เพื่อปรับอุณหภูมิของ
น้ำตัวอย่างให้มีค่าประมาณ 20 องศาเซลเซียส แล้วเป่าอากาศลงไปด้วยเครื่องเป่าขนาดเล็ก
จนกระทั่งน้ำตัวอย่างอิ่มตัวด้วยออกซิเจน
4.5.2
ไซฟอนน้ำตัวอย่างจากข้อ 1 ลงในขวดบีโอดี
2 ขวดจนเต็ม ทำการหาปริมาณก๊าซออกซิเจนที่ละลายน้ำในขวดแรกทันที
( DO0 ) ส่วนขวดที่ 2 นั้น
ให้ปิดจุกเติมน้ำกลั่นรอบปากขวดเต็ม แล้วปิดด้วยพาราฟินอีกทีหนึ่งเพื่อไม่ให้น้ำระเหย
นำไปอบที่ 20 องศาเซลเซียส ค่าคลาดเคลื่อน 1 องศาเซลเซียส
เป็นเวลา 5 วัน แล้วหาปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำในวันที่
5 ( DO5 )
4.5.3
คำนวณหาค่าบีโอดีของน้ำตัวอย่างจากสูตร บีโอดี
( mg/l ) = DO0 DO5
4.6
วิเคราะห์หาความเป็นด่างของน้ำโดยวิธี Phenolphthalien
methyl orange indicator
ความเป็นด่างของน้ำแบ่งเป็น 2 ชนิด
ตามค่า pH ของจุดยุติของการทำปกิกิริยากับกรดแก่
ดังนี้
- ความเป็นด่างฟีนอล์ฟทาลีน
ความเป็นด่างชนิดนี้ หาได้จากการไตเตรทน้ำตัวอย่างกับกรดแก่
และใช้ ฟีนอล์ฟทาลีนเป็นอินดิเคเตอร์ หรือไตเตรทจนกระทั่งน้ำตัวอย่างมี
pH เท่ากับ 8.3
-ความเป็นด่างรวม(Total
alkalinity ) ความเป็นด่างรวมนี้หาได้โดยการไตเตรทน้ำตัวอย่างกับกรดแก่และใช้เมทธีลออเรนจ์
เป็นอินดิเคเตอร์ หรือไตเตรทจนกระทั่งน้ำตัวอย่างมี pH
เท่ากับ 4.8
การหาความเป็นด่างของน้ำดังกล่าว นักสิ่งแวดล้อมนิยมใช้การไตเตรทน้ำตัวอย่างกับสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคเข้มข้น
0.02 Normal ซึ่งการไตเตรทดังกล่าว
สามารถกระทำได้โดยการใช้ฟีนอล์ฟทาลีนและเมทธีลออเรนจ์เป็นตัวบอกจุดยุติของปฏิกิริยา
หรือโดยการใช้ pH meter เป็นตัวบอก
pH ของจุดยุติ และหน่วยของความเป็นด่างนั้นก็นิยมหาในรูปของ
mg/l CO32-
ก่อนที่จะทำการหาความเป็นด่างต้องเลือกปริมาณน้ำตัวอย่างให้เหมาะสมเพื่อที่จะได้ใช้สารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคในการไตเตรทไม่เกิน
25 ml ซึ่งปกติปริมาณน้ำตัวอย่างดังกล่าวจะอยู่ในช่วง
50 100 ml การหาความเป็นด่างโดยใช้อินดิเคเตอร์
4.6.1
ปิเปตน้ำตัวอย่างลงในขวดรูปชมพู่
4.6.2
ถ้าน้ำตัวอย่างมีคลอรีนอิสระตกค้างมห้เติมสารละลายโซเดียมไธโอซัลเฟต
0.1 Normal ลงไป 1 หยด เพื่อไล่คลอรีนดังกล่าว
4.6.3 ถ้ามีสีชมพูเกิดขึ้น ให้นำไปไตเตรทกับสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคจนกระทั้งสีชมพูนั้นหายไป
ได้สารละลายที่ไม่มีสี จดปริมาณของสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคที่ใช้ในการไตเตรท
แล้วนำไปคำนวณหาค่าความเป็นด่างจากสูตร
ความเป็นด่าง ( mg/l CO32- ) = [ A x N x 50
x1000 ] / B
เมื่อ A = ปริมาตรสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคที่ใช้ในการไตเตรท ( ml )
N = ความเข้มข้นของสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริค
( Normal )
B = ปริมาตรของน้ำตัวอย่าง
( ml )
4.6.4 ในกรณีที่ต้องการหาความเป็นด่างรวมนั้นทำได้
2 แบบ แบบแรกนำน้ำตัวอย่างจากข้อ 3
มาเติมสารละลายเมทธีลออเรนจ์ลงไป 0.2 ml แล้วทำการไตเตรทต่อจนกระทั่งได้สารละลายสีส้ม
จดปริมาตรของสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคที่ใช้ไปในการไตเตรท
แล้วนำไปรวมกับ ปริมาตรในข้อ 3 จากนั้นจึงนำเอาปริมาตรรวมดังกล่าวไปคำนวณหาความเป็นด่างรวมโดยใช้สูตรเดียวกับการคำนวณด่างฟีนอล์ฟทาลีน
สำหรับแบบที่ 2 ให้ดำเนินการตามวิธีการข้อ 1
2 ใหม่ แล้วหยดสารละลายเมทธีลออเรนจ์ลงไป
0.2 ml ถ้าได้สารละลายสีเหลือง
ให้นำไตเตรทกับสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคจนกระทั่งเปลี่ยนเป็นสีส้ม
จดปริมาตรของสารละลายมาตรฐานกรดซัลฟูริคที่ใช้ในการ ไตเตรท
แล้วนำไปคำนวณหาความเป็นด่างรวมด้วยวิธีการแบบแรก
|
ตอนที่ 1 | ตอนที่
2 | ตอนที่ 3
| ตอนที่ 4 |
ตอนที่ 5 | ตอนที่
6 | ตอนที่ 7
|
ตอนที่
5 การตรวจหาโปรโตซัวและชนิดของโปรโตซัว
5.1
นำน้ำตัวอย่างมากรองโดยใช้ Plankton net จากน้ำ
5 ลิตรให้เหลือ 50 ml ( บ่อปุ๊ จาก 10 ลิตร ให้เหลือ 50 ml ) แล้วหลังจากนั้นกรองด้วยกระดาษกรองให้เหลือปริมาตร
10 ml ใส่ในจานเพาะเชื้อ
5.2
นำน้ำตัวอย่างที่เก็บได้มาสำหรับตรวจหาโปรโตซัว เมื่อนำมาถึงห้องปฏิบัติการ
วางทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เพื่อให้กลับสู่สภาพปกติ
จึงทำการตรวจหาโปรโตซัว ( ตรวจน้ำจนหมดทั้งจานเพาะเชื้อ
)
5.3 ดูดน้ำตัวอย่างด้วยหลอดดูดขนาดเล็กหยดลงบนสไลด์ ปิดด้วย Cover
slide นำไปตรวจหาและนับจำนวนโปรโตซัวด้วย
กล้องจุลทรรศน์
5.4
โปรโตซัวส่วนหนึ่งใช้จำแนกหมวดหมู่ ( Identification
) โดยใช้หนังสือ KUDO ( 1966 )
5.5
โปรโตซัวอีกส่วนหนึ่งถ่ายรูป
|
ตอนที่ 1 | ตอนที่
2 | ตอนที่ 3
| ตอนที่ 4 |
ตอนที่ 5 | ตอนที่
6 | ตอนที่ 7
|
ตอนที่
6 การตรวจหาแพลงก์ตอนพืชและชนิดของแพลงก์ตอนพืช
6.1
นำน้ำตัวอย่างมากรองโดยใช้ Plankton net จากน้ำ
5 ลิตรให้เหลือ 50 ml ( บ่อปุ๊ จาก 10 ลิตร ให้เหลือ 50 ml )
6.2
นำน้ำตัวอย่างที่เก็บได้มาสำหรับตรวจหาแพลงก์ตอนพืช เมื่อนำมาถึงห้องปฏิบัติการ
วางทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เพื่อให้กลับสู่สภาพปกติ
จึงทำการตรวจหาแพลงก์ตอนพืช
6.3
ดูดน้ำตัวอย่างด้วย Micro pipette ปริมาตร
0.02 ml หยดลงบนสไลด์ ปิดด้วย Cover slide
นำไปตรวจหาและนับจำนวนแพลงก์ตอนพืชด้วยกล้องจุลทรรศน์
6.4
แพลงก์ตอนพืชส่วนหนึ่งใช้จำแนกหมวดหมู่ ( Identification
) โดยใช้หนังสือ ( Yuwadee , 1996 ) และ ( ยุวดี , 2538 )
6.5
แพลงก์ตอนพืชอีกส่วนหนึ่งถ่ายรูป
|
ตอนที่ 1 | ตอนที่
2 | ตอนที่ 3
| ตอนที่ 4 |
ตอนที่ 5 | ตอนที่
6 | ตอนที่ 7
|
ตอนที่
7 วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนและชนิดของโปรโตซัว
และแพลงก์ตอนพืช กับคุณภาพน้ำทาง กายภาพและทางเคมีของคลองแม่ข่า
, สระน้ำวัดอุโมงค์ , คูเมือง และ บ่อปุ๊

|