งานผลิตและพัฒนายา
ภาควิชาเภสัชกรรม

วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จ.ชลบุsรี

GMP
กับการผลิต

การผลิตยา
จากสมุนไพร

สารช่วย
ทางเภสัชกรรม

การพัฒนา
สูตรตำรับ

 

 

 

กลับไปหน้าหลัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผลของภาชนะบรรจุต่อความคงสภาพของยา
The Effect of Packaging on Pharmaceuticals

        ในการพัฒนาตำรับยาเพื่อการผลิตในระดับอุตสาหกรรม สิ่งที่จะต้องพิจารณาคือการตั้งตำรับยาและการคัดเลือกบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้เพราะบรรจุภัณฑ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความคงสภาพของยา ซึ่งจำแนกเป็นประเภทต่างๆได้ดังนี้

1. ความคงสภาพทางเคมี หมายถึง ผลิตภัณฑ์ยาต้องมีตัวยาสำคัญอยู่ครบตามปริมาณที่ระบุไว้บนฉลาก
2. ความคงสภาพทางกายภาพ หมายถึง คุณสมบัติทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ยาไม่มีการเปลี่ยนแปลง
3. ความคงสภาพทางจุลชีววิทยา คือ ผลิตภัณฑ์จะต้องคงความปราศจากเชื้อหรือสามารถต้านทานการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ไว้ได้ในระดับที่กำหนด
4. ความคงประสิทธิภาพในการรักษา
5. ความคงสภาพทางพิษวิทยา คือระดับความเป็นพิษของผลิตภัณฑ์ยาไม่มีการเปลี่ยนแปลง


ในการศึกษาความคงสภาพซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาตำรับยา ควรใช้ตัวอย่างที่บรรจุในภาชนะบรรจุและฝาปิดที่จะนำไปจำหน่ายหรือจ่ายจริง ในการพิจารณาคัดเลือกบรรจุภัณฑ์จะต้องอาศัยข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับผลของบรรจุภัณฑ์ต่อความคงสภาพของยาดังจะกล่าวต่อไป

ผลของเภสัชบรรจุภัณฑ์ต่อความคงสภาพของยา

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ผลของชนิดของเภสัชบรรจุภัณฑ์ และผลของวิธีการบรรจุต่อความคงสภาพของยา

1. ผลของชนิดของเภสัชบรรจุภัณฑ์ต่อความคงสภาพของยา
จำแนกตามชนิดของบรรจุภัณฑ์ได้ดังนี้

1.1 ภาชนะแก้ว
ภาชนะแก้วสามารถดูดซับตัวยาที่อยู่ในสารละลายไว้ที่บริเวณผิวหน้าของแก้วได้ ตัวยาที่ถูกดูดซับโดยแก้ว แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ พวกชีววัตถุ และพวกที่เป็นสารเคมีทั่วไป พวกชีววัตถุได้แก่ อินซูลิน และสารประกอบโปรตีนอื่นๆ เช่น bovine serum albumin, decapeptide hormone และ heparin การจับกันระหว่างอินซูลินกับผิวแก้วเกิดในลักษณะการดึงดูดทางไฟฟ้า ส่วนการจับระหว่างผิวแก้วกับโปรตีนต่างๆ เป็นพันธะอิออนิกระหว่างเอมีนที่อยู่ในโมเลกุลโปรตีนกับกลุ่มไซลานอลบนผิวแก้ว และมีพันธะไฮโดรเจนร่วมด้วย ยาที่เป็นสารเคมีทั่วไปที่สามารถถูกดูดซับโดยแก้วได้แก่ epinephrine, atropine sulfate, physostigmine, salicylate , barbital, aspirin , acetylcholine chloride, ascorbic acid, quinolinol secondary amine ผลของการดูดซับตัวยาโดยผิวหนังของภาชนะแก้วนี้คือการที่ปริมาณตัวยาสำคัญที่มีอยู่ในสารละลายลดลง ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการรักษา
นอกจากนี้การเติมโลหะบางชนิดเช่น Tio2 ลงไปเพื่อให้แก้วมีสีน้ำตาล อาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความคงสภาพทางเคมีของยาได้โดยโลหะเหล่านี้อาจหลุดรั่วออกมาอยู่ในสารละลาย แม้ว่าโลหะเหล่านี้จะไม่เข้าทำปฏิกิริยาเคมีโดยตรงกับยา แต่จะเป็นสารเร่งการเสื่อมสลายของตัวยาสำคัญ ทำให้ตัวยาสำคัญที่อยู่ในตำรับลดลงในอัตราเร็วกว่าปกติ
นอกจากนี้สารประกอบอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบของแก้วที่อาจหลุดรั่วออกจากผิวแก้วมาอยู่ในสารละลาย ที่เรียกว่าการกัดกร่อนของเนื้อแก้ว สามารถเข้าทำปฏิกิริยากับตัวยาสำคัญทำให้ปริมาณตัวยาสำคัญลดลง


1.2 ภาชนะโลหะ

ภาชนะที่ทำด้วยโลหะอลูมิเนียมและเหล็กที่ไม่มีสารเคลือบเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยาสัมผัสกับเนื้อโลหะโดยตรง จะมีปัญหาหากเกิดสนิมและเกิดการกัดกร่อนของโลหะ ทำให้เกิดการปนเปื้อนของยาและอาจมีผลต่อความคงสภาพทางเคมีของตัวยาได้ ถ้าภาชนะทำจากโลหะชิ้นเดียว ไม่มีรอยต่อเชื่อมจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดปฏิกิริยาได้

1.3 ภาชนะพลาสติก
ในอุตสาหกรรมยาเป็นพลาสติกชนิด โพลีเอทธิลีน และโพลีโพรพิลีนเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีพวกโพลีไวนิลคลอไรด์ (พีวีซี) ที่ใช้ทำถุงบรรจุเลือดและถุงน้ำเกลือ พลาสติกชนิด โพลีเอทธิลีน เทเรธาเลต (เพ็ท) ที่ใช้ทำขวดบรรจุยาน้ำใช้ภายนอก เป็นต้น ปัญหาที่พบเมื่อใช้ภาชนะพลาสติกบรรจุยาที่มีผลต่อความคงสภาพทางเคมีของยาโดยตรงคือ การเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างยากับส่วนประกอบต่างๆ ในเนื้อพลาสติก การซึมผ่านของออกซิเจน และก๊าซต่างๆ จากภายนอกเข้ามาในสารลายยา ทำให้ยาที่เสื่อมสลายโดยขบวนการออกซิเดชันมีปริมาณลดลง และการดูดซับและดูดซึมยาจากสารละลายเข้าไปในเนื้อพลาสติกทำให้ปริมาณยาในสารละลายลดลง ปัญหาอื่นๆ คือการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของพลาสติกเอง และการเคลื่อนย้ายของสารที่เป็นส่วนประกอบในเนื้อพลาสติกออกมาอยู่ในสารละลาย นอกจากนี้ สารต่างๆที่เป็นส่วนประกอบในตำรับ เช่น ยากันบูด และตัวทำละลายร่วม อาจเกิดการดูดซับและดูดซึมเข้าไปในเนื้อพลาสติก หรือเกิดการซึมผ่านเนื้อพลาสติกออกไปสู่ภายนอก ทำให้ปริมาณสารดังกล่าวที่มีในตำรับลดลง เป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ยาเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ตกตะกอน หรือไม่สามารถต้านทานการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ได้
เนื่องจากปฏิกิริยาระหว่างยากับพลาสติกขึ้นอยู่กับชนิดและส่วนประกอบของตำรับยาและพลาสติก ดังนั้นการเลือกใช้ภาชนะบรรจุนอกจากจะพิจารณาคุณสมบัติการเข้ากันได้กับตำรับยาโดยใช้ข้อมูลที่มีรายงานไว้แล้ว จะต้องทำการทดสอบความคงสภาพของยาที่บรรจุในภาชนะนั้นๆ จริงอีกครั้งหนึ่ง ข้อที่ควรระวังคือ ไม่ควรนำยาน้ำที่บรรจุในภาชนะพลาสติกชนิดโพลีเอทธิลีนไปทดสอบความคงสภาพในสภาวะเร่งในที่มีอุณหภูมิสูง เนื่องจากจะได้ผลคลาดเคลื่อนไปอันเป็นผลสืบเนื่องจากการสูญเสียน้ำหรือความชื้นจากตำรับยา


1.4 จุกยาง
ปัญหาที่พบเมื่อใช้จุกยางที่มีผลโดยตรงต่อความคงสภาพของยาคือ การดูดซับหรือดูดซึมยาและสารกันบูด การปลดปล่อยสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบในจุกยางออกมาสู่ตำรับยา ความสามารถในการยอมให้ความชื้น และออกซิเจนซึมผ่าน และการทำปฎิกิริยาเคมีกับตัวยาและส่วนประกอบอื่นๆ ในตำรับ เมื่อเกิดปัญหาการดูดซับยาหรือสารกันบูด มักไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ผงยาชนิดเติมตัวทำละลายก่อนใช้จะพบว่าเมื่อละลายตัวทำละลายจะได้สารละลายที่ขุ่น ซึ่งอาจเกิดจากการตกตะกอนของสารที่ได้จากการสลายตัวของยาหรือเกิดจาการที่สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบของเนื้อยางที่หลุดรั่วลงมาปะปนอยู่ในสารละลายยา ไม่สามารถละลายในตัวทำละลายที่ใช้ในตำรับยาได้ เกิดเป็นอิมัลชั่น ทำให้สารละลายขุ่น ซึ่งในกรณีหลังนี้แม้ตัวยาสำคัญจะยังคงมีอยู่ครบถ้วน แต่ยาก็สูญเสียความคงสภาพด้านอื่นๆไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกต่อไป
การเลือกจุกยางสำหรับใช้ปิดภาชนะบรรจุยาจะต้องอาศัยการตรวจสอบความคงสภาพของยาที่บรรจุโดยใช้จุกยางนั้น และในการศึกษาควรวางภาชนะบรรจุในลักษณะต่างๆ คือ วางตั้งไว้ตามปกติ วางกลับหัว และวางตะแคง และต้องทำความตกลงกับบริษัทผู้ผลิตว่าบริษัทจะต้องแจ้งให้ทราบหากมีการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบหรือกรรมวิธีในการผลิต เนื่องจากจะมีผลต่อความคงสภาพของยา
ปัญหาอื่นๆที่พบเมื่อใช้จุกยาง คือ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติทางกายภาพ ได้แก่ ความแข็ง และ sealability คือออกซิเจนและก๊าซต่างๆอาจซึมผ่านเข้าไปทำปฏิกิริยากับยา เชื้อจุลินทรีย์ และฝุ่นปนเปื้อนยา ส่วนปัญหา coring และ fragmentation คือการที่เศษชิ้นส่วนเล็กๆของยางหลุดมาปะปนยา เป็นปัญหาสำคัญกรณียาฉีด ซึ่งมีการควบคุมปริมาณ particulate matter

2. ผลของวิธีการบรรจุต่อความคงสภาพของยา
2.1 การใส่สารดูดความชื้น
การเลือกบรรจุภัณฑ์สำหรับยาเม็ด แคปซูล ยาผง หรือยาที่ไวต่อความชึ้นอื่นๆ จะต้องเน้นความสามารถในการปกป้องยาจากความชื้นและแสง การใส่สารดูดความชื้นไวในภาชนะบรรจุยาจะช่วยเพิ่มความคงตัวของยาที่เสื่อมสลายง่ายเมื่อสัมผัสกับความชื้น สารดูดความชื้นที่นิยมใช้กันคือ silica gel ซึ่งสามารถดูดน้ำได้ถึง 40% ของน้ำหนักตัวเองที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส แต่ความสามารถดูดความชื้นจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น โดยทั่วไปมักจะใส่ถุงดูดความชื้นไว้ภายในขวดเพื่อยืดอายุการเก็บของยา
การใช้สารดูดความชื้นในปริมาณที่ไม่เหมาะสมจะมีผลต่อความคงสภาพของยากล่าวคือ การใส่สารดูดความชื้นในปริมาณน้อยเกินไปไม่เพียงพอจะทำให้ยามีอายุการใช้ตามกำหนด แต่ถ้ามากเกินไปอาจมีผลต่อความคงสภาพของยาเช่นกัน เช่นในรูปแบบแคปซูล สารดูดความชื้นจะดูดความชื้นออกจากเปลือกแคปซูลทำให้เปลือกแคปซูลแห้งและเปราะ สารดูดความชื้นยังมีผลต่อลักษณะการปลดปล่อยตัวยาออกจากยาออกฤทธิ์นานชนิดที่เป็นยาเม็ดเคลือบด้วย

2.2 การใส่ก้อนสำลีสังเคราะห์
การใส่ก้อนสำลีสังเคราะห์ที่ทำจากเรยอง (rayon coiler) ลงในภาชนะบรรจุแคปซูล อาจมีผลต่อความคงสภาพได้โดยจะเกิดปรากฏการณ์ที่คุณสมบัติการละลายและการแตกตัวของแคปซูลช้าลง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเจลาตินที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของแคปซูล ผลที่ตามมาก็คือการกระจายตัวและการละลายของผงยาเกิดช้าลง สาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์คือ มีการปลดปล่อยสารระเหยบางประเภทออกมาจากก้อนสำลีสังเคราะห์ ซึ่งสามารถทำปฏิกิริยากับเปลือกแคปซูลได้ การใส่สารดูดความชื้น คือ silica gel จะช่วยลดความรุนแรงของการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวเนื่องจากสารดูดความชื้นสามารถดูดซับสารที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากก้อนสำลีสังเคราะห์เอาไว้ได้
2.3 การใช้ฉลากและกาวติดฉลาก
การใส่ฉลากสำลีหรือยาอื่นๆ รวมไว้ในขวดอาจมีผลต่อความคงสภาพของยาที่บรรจุอยู่ในขวด จึงต้องเพิ่มความระมัดระวัง เช่นยาเม็ด nitroglycerin การติดฉลากไว้ที่ด้านนอกของภาชนะบรรจุช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องพิจารณาเลือกใช้กาวติดฉลากที่เหมาะสมโดยพิจารณาจากชนิดของกาวและคุณสมบัติของผิวด้านนอกภาชนะบรรจุ ตัวอย่างเช่น การใช้ขวดแก้วที่เคลือบผิวด้วย silicone ถึงแม้จะเคลือบด้านในแต่ก็มีส่วนที่มาจับอยู่ด้านนอก ทำให้ไม่สามารถใช้กาวธรรมดา ต้องใช้การที่มีส่วนประกอบหลักคือ hydrofluoric acid ในการเลือกใช้กาวต้องตรวจสอบว่ากาวจะเกิดปฏิกิริยากับยาได้หรือไม่
2.4 ปริมาตรบรรจุยา
ในการบรรจุยาที่ไวต่อความชื้นหรือออกซิเจน ปริมาตรของอากาศที่อยู่ในช่องว่างเหนือระดับยามีผลต่อความคงสภาพของยา
จากการศึกษาผลของภาชนะบรรจุต่อความคงสภาพของ morphine ใน Kaolin และ Morphine Mixure B.P.พบว่ายาควรบรรจุในภาชนะแก้วและจะต้องบรรจุให้เต็มพอดี เนื่องจากปฏิกิริยาการสลายเป็นแบบออกซิเดชั่น จึงขึ้นกับปริมาณออกซิเจนที่มี ซึ่งขึ้นกับปริมาตรของช่องว่างในภาชนะบรรจุ ซึ่งขึ้นกับปริมาตรบรรจุอีกทีหนึ่ง ปริมาตรอากาศที่มีอยู่ในช่องว่างเหนือระดับของภาชนะทั้ง 2 ขนาด แตกต่างกัน ในภาชนะขนาดเล็กกว่าปริมาตรอากาศจะมีค่าน้อยกว่า เป็นผลให้ morphine มีความคงตัวดีกว่า morphineที่บรรจุในภาชนะขนาดใหญ่ นอกจากนี้รูปร่างของภาชนะบรรจุก็ยังมีผลต่อความคงสภาพของยา การที่ภาชนะมีรูปร่างที่ช่วยให้พื้นที่ผิวสัมผัสระหว่างผิวหน้าของตำรับยากับอากาศที่อยู่ในช่องว่างเหนือระดับยามีขนาดเล็กๆ จะช่วยให้ยามีความคงตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตามถึงแม้ข้อมูลข้างต้นจะสนับสนุนการใชปริมาตรบรรจุค่าสูงสุดเท่าที่จะเป้นไปได้ หรือการบรรจุยาให้เต็มพอดี แต่ถ้าในตำรับยามีส่วนประกอบที่เป็นตัวทำละลายอินทรย์ที่ระเหยง่าย เช่น ตำรับที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบจะต้องเว้นช่องว่างไว้ประมาณ 5% แต่ถ้าเป็นพวกอีเธอร์ หรือ คลอโรฟอร์มซึ่งมีการระเหยดีมากจะต้องเว้นช่องว่างไว้ประมาณ 10% หรือมากกว่าเพื่อไว้สำหรับการขยายตัวของตัวทำละลายเหล่านี้เมื่อได้รับความร้อน สำหรับสารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ จะต้องเว้นช่องว่างไว้ประมาณ 20% เพื่อไว้สำหรับรองรับออกซิเจนที่ปลดปล่อยออกมาจากตำรับ และภาชนะที่ใช้ควรจะเป็นภาชนะแก้ว
2.5 การควบคุมคุณภาพเภสัชบรรจุภัณฑ์
เนื่องจากบรรจุภัณฑ์มีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อความคงสภาพของยา หลังจากตัดสินใจเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ต้องทำการควบคุมคุณภาพบรรจุภัณฑ์ให้เข้ามาตรฐานที่กำหนดไว้ในการผลิตแต่ละครั้ง มาตรฐานและวิธีทดสอบบรรจุภัณฑ์อาจจะใช้เกณฑ์ตามเภสัชตำรับ เช่น TP USP และ BP นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และมาตรฐานอื่นๆ
นอกจากนีการเตรียมภาชนะสำหรับบรรจุในการผลิตระดับอุตสาหกรรมก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เนื่องจากภาชนะที่เก็บรักษาและผ่านการเตรียมก่อนบรรจุที่ไม่เหมาะสม อาจมีฝุ่นผงหรือสารเคมีปนเปื้อนอยู่ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อความคงสภาพของยา โดยทั่วไปหากมีการจัดการอย่างดี เช่นภาชนะแก้ว เมื่อขึ้นรูปเสร็จแล้วส่งออกจากแม่พิมพ์จะสะอาดมากถึงระดับปราศจากเชื้อ เนื่องจากอุณหภูมิที่ใช้หลอมแก้วมีค่าสูงมาก ถ้ามีการระมัดระวังการปนเปื้อนภาชนะแก้วในระหว่างขบวนการต่อๆไป รวมถึงการขนส่งไปยังโรงงานผลิตยาด้วย เช่นรีบปิดจุกทันที หรือบรรจุหีบห่อให้เรียบร้อยโดยวางภาชนะแก้วไว้ในลักษณะกลับหัว จะช่วยไม่ให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการล้างแก้วก่อนนำไปบรรจุยา อย่างไรก็ตามควรจะใช้ลมที่สะอาด (ผ่านการกรองฝุ่นและเชื้อจุลินทรีย์แล้ว) เป่าทำความสะอาดภายในขวดก่อนใช้ เพื่อกำจัดฝุ่นผงที่อาจตกลงไปในระหว่างการขนย้าย แต่ถ้าเป็นแก้วที่ได้รับการ treat ด้วยกรดจะทำให้เกิด sodium sulfate เกาะติดอยู่ตามผนังภายในของแก้ว จะต้องผ่านการล้างก่อนใช้ ซึ่งอาจใช้น้ำเพียงอย่างเดียวก็ได้เนื่องจาก sodium sulfate ละลายน้ำได้ดี
ภาชนะแก้วที่บรรจุมาในกล่องกระดาษ จะมีเศษผงมาก ซึ่งล้างออกยาก อาจต้องใช้เครื่องดูดฝุ่นก่อนล้าง การใช้ภาชนะพลาสติกห่อภาชนะแก้วก่อนจะช่วยป้องกันไม่ให้ภาชนะสัมผัสกับกล่องโดยตรง ช่วยลดปัญหาได้
การล้างจุกยางจะต้องทำด้วยความระมัดระวังเนื่องจาก ถ้าทำรุนแรงจุกอาจเสียดสีกัน เกิดเศษยางเล็กๆ ออกมาซึ่งจะติดเข้าไปปนเปื้อนยาในภายหลัง ถ้าใช้สารลดแรงตึงผิวในการล้างจะต้องระวังไม่ให้มีเหลือตกค้างอยู่
ภาชนะพลาสติกมักจะทำความสะอาดด้วยลมที่ผ่านการกรองแล้ว หรืออาจใช้ electrostatic cleaning device ถ้านำพลาสติกไปผ่านขบวนการทำให้ปราศจากเชื้อด้วย ethylene oxide ก่อนบรรจุ จะต้องตั้งภาชนะพลาสติกทิ้งไว้เพื่อให้ ethylene oxide ที่ตกค้างระเหยไปให้หมด
2.6 เภสัชบรรจุภัณฑ์สำหรับอนาคต
บรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นที่นิยมในอนาคต คือภาชนะพลาสติก เนื่องจาก มีน้ำหนักเบา ไม่แตกง่าย และราคาต่ำกว่าขวดแก้ว อย่างไรก็ตามมีข้อเสียเกี่ยวกับการป้องกันไอน้ำและก๊าซ ตลอดจนเกิดปฏิกิริยากับยาหรือสารช่วยอื่นๆ ในตำรับได้ง่าย การเลือกใช้พลาสติกจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับยาตำรับที่ต้องการและมีการศึกษาความคงสภาพของยาที่บรรจุในภาชนะนั้นๆก่อนใช้ นอกจากนี้ควรเลือกใช้พลาสติกที่สลายตัวง่ายภายหลังจากเลิกใช้แล้ว หรือเป้นชนิดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

บทสรุป
บรรจุภัณฑ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความคงสภาพของยา การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์จะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับตำรับที่ต้องการ นอกจากชนิดของวัสดุที่ใช้ทำบรรจุภัณฑ์ เช่นแก้ว และพลาสติก จะมีผลต่อความคงสภาพของยาแล้ว วิธีการบรรจุ และวัสดุที่ใช้ช่วยในการบรรจุได้แก่ ฉลากและกาวติดฉลาก หมึกพิมพ์ฉลาก สารดูดความชื้น และก้อนสำลีสังเคราะห์ ก็มีผลต่อความคงสภาพของยาเช่นกัน ในการผลิตระดับอุตสาหกรรมจะต้องทำการควบคุมคุณภาพภาชนะบรรจุที่นำมาใช้ นอกจากนี้การเก็บรักษาภาชนะบรรจุ และการเตรียมภาชนะบรรจุก่อนใช้จะต้องทำด้วยความระมัดระวังไม่ให้เกิดการปนเปื้อนขึ้น เนื่องจากฝุ่นผง หรือสารปนเปื้อนต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในภาชนะบรรจุจะมีผลต่อความคงสภาพของยาทั้งทางตรงและทางอ้อม ภาชนะพลาสติกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ภาชนะพลาสติกก็ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสำหรับใช้ในทางการแพทย์ในอนาคต

กลับไปหน้าหลัก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
Hosted by www.Geocities.ws

1