งานผลิตและพัฒนายา
ภาควิชาเภสัชกรรม

วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จ.ชลบุรี

การผลิตยาตามหลัก GMP

การผลิตยาจากสมุนไพร

ความคงตัวของยา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การผลิตยาจากสมุนไพร

 

 ส่วนประกอบของพืชสมุนไพร

หลักการทั่วไปในการเก็บสมุนไพร

คำแนะนำและการป้องกันอันตรายจากการใช้ยาสมุนไพร

ความหมายของคำที่ควรทราบ

การเทียบปริมาตรและปริมาณ

ตัวอย่างสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการต่างๆ

อาการแพ้ที่เกิดจากยาสมุนไพร

 

 ยาสมุนไพร ตามพระราชบัญญัติยา (พ.ศ. 2510) หมายความว่า ยาที่ได้จากพฤกษชาติสัตว์ หรือ แร่ ซึ่งมิได้ผสม ปรุง หรือ แปรสภาพสมุนไพรนั้นเป็นยารักษาโรคที่ได้ตามธรรมชาตหาได้ง่าย ใช้รักษาได้ผลดี มีพิษน้อย และสมุนไพรหลายชนิด เราก็ใช้เป็นอาหารประจำวันอยู่แล้วเช่น ขิง ข่า กระเทียม ตะไคร้ กระเพรา เป็นต้น ชีวิตประจำวันเราผูกพันกับสมุนไพรทั้งในรูปของอาหารและเป็นยารักษาโรคพืชแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติหรือสรรพคุณในการรักษา
แตกต่างกันตามส่วนต่างๆของพืช ดังนั้น เราจึงต้องมาทำความรู้จักกับส่วนประกอบของพืชสมุนไพรกันเสียก่อนว่าในแต่ละส่วนนั้นมีอะไรบ้างและใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

ส่วนประกอบของพืชสมุนไพร
1. ราก : จะมีหน้าที่สะสมและดูดซึมอาหารมาเลี้ยงบำรุงต้นพืช ลักษณะของรากมีทั้งรากแท้และรากฝอย
การสังเกตรากนั้นควรดูทั้งรากสดและรากแห้ง ลักษณะภายนอก ขนาดของราก ความเปราะของเนื้อราก สี กลิ่น รส ของราก
การที่จะจำแนกราก สมุนไพรต้องใช้ความชำนาญ พืชสมุนไพรทั่วไปเราจะสังเกตอย่างคร่าว ๆ และจดจำไว้ แต่ถ้าสมุนไพรที่ใช้รากมาทำยาจำเป็นต้องสักงเกตอย่างละเอียดเพื่อที่จะไม่เก็บสมุนไพรผิดต้นไปรักษาโรค
สมุนไพรส่วนที่ใช้ราก เช่น กระชาย แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ปลาไหลเผือก แก้ไข้ มะละกอ ใช้ขับปัสสาวะ

2. ลำต้น : เป็นโครงค้ำที่สำคัญของพืช ปกติเกิดบนดินหรือมีบางส่วนอยู่ใต้ดิน จะประกอบด้วยตา ข้อ และปล้อง
ซึ่งจะแบ่งตามลักษณะภายนอก เช่น ประเภทไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม ประเภทหญ้า ประเภทไม้เลื้อย เป็นต้น
การสังเกตลำต้น ดูว่า ลำต้นของพืชมีลักษณะเป็นอย่างไร ลักษณะตา ข้อ และปล้อง เป็นอย่างไร
แตกต่างจากลำต้นของต้นพืชอื่นอย่างไร สมุนไพรส่วนที่ใช้ลำต้นเป็นยา เช่น อ้อยแดง ใช้แก้อาการขัดเบา
ชิงช้าชาลี บอระเพ็ด ใช้แก้ไข้ เป็นต้น

3. ใบ : เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของพืช สังเกตรูปร่างของใบ ปลาย ริม เส้น และเนื้อของใย อย่างละเอียด
และอาจ เปรียบเทียบลักษณะของใบที่คล้ายคลึงกันจะทำให้จำแนกใบได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สมุนไพรที่ใช้ใบเป็นยา
เช่น กระเพรา ใช้ได้ทั้งใบสด หรือใบแห้ง แก้ปวดท้อง ท้องขึ้น จุกเสียด ขี้เหล็ก รักษาอาการท้องผูก
ใบชุมเห็ดเทศ ขยี้ หรือ ตำในครก ให้ละเอียดเติมน้ำเล็กน้อย ใช้รักษาโรคกลากได้

4. ดอก : ส่วนประกอบของดอกมีความแตกต่างกัน สังเกตลักษณะอย่างละเอียด เช่นกลีบดอก จำนวนของกลีบดอก การเรียงตัวของกลีบดอกรูปร่างของกลีบดอก สีกลิ่น เป็นต้น ส่วนของดอกที่ใช้เป็นยา เช่น กานพลู น้ำมันหอมระเหย ในดอกกานพลู มีฤทธิ์ขับลม ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฤทธิ์ขับพยาธิ ดีปลี แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น
5. ผล : ผลที่เป็นยา เช่น มะเกลือ ดีปลี มะแว้งต้น กระวาน เป็นต้น สังเกตลักษณะผลทั้งภายนอกและภายใน
นอกจาก ผลไม้เมล็ดภายในผลยังอาจเป็นยาได้อีก เช่น สะแกฟักทอง ฉะนั้นในการสังเกตลักษณะของผล
ควรสังเกตลักษณะ รูปร่าง ของเมล็ดไปพร้อมกันด้วยส่วนประกอบของพืชสมุนไพรนั้น เราสามารถนำมาใช้ได้ทุกส่วน ตัวยาในพืชสมุนไพรนั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่ กับปัจจัยหลายอย่าง เช่นคำนึงถึงชนิดของยาว่าถูกต้องหรือไม่ ส่วนไหนของพืชที่ใช้เป็นยา ราก ลำต้น ใบ ดอก หรือ ผล พื้นดินที่ปลูก อากาศ การเก็บในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม การเลือกเก็บยาอย่างถูกวิธีนั้นก็จะมีผลต่อคุณภาพหรือฤทธิ์ ของยาที่จะนำมารักษาโรคด้วย เราจึงต้องมีหลักเกณฑ์ในการเก็บสมุนไพรอย่างถูกวิธีเพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพ

ย้อนกลับ

หลักการทั่วไปในการเก็บสมุนไพร
1. ประเภทรากหรือหัว เก็บในช่วงที่พืชหยุดเจริญเติบโต ใบ ดอกร่วงหมด หรือในช่วงต้นฤดูหนาวถึงปลายฤดูร้อน
เพราะช่วงนี้ ราก หัว มีการสะสมปริมาณของตัวยาไว้ค่อนข้างสูง วิธีการเก็บใช้วิธีการขุดอย่างระมัดระวัง เช่นกระชาย กระทือ ข่า เป็นต้น
2. ประเภทใบหรือเก็บทั้งต้น ควรเก็บในช่วงที่พืชเจริญเติบโตมากที่สุด หรือในช่วงที่ดอกตูม เริ่มบาน หรือ
อาจเก็บ ในช่วงที่ดอกบาน ผลยังไม่สุกก็ได้ วิธีเก็บใช้เด็ด เช่น กระเพรา ขลู่ ฝรั่ง ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น
3. ประเภทเปลือกต้นและเปลือกราก เปลือกต้นโดยมากเก็บระหว่าง ช่วงฤดูร้อนต่อกับฤดูฝน ปริมาณยาในพืชสูง
และลอกออกง่าย สำหรับการลอกเปลือกต้นนั้นอย่าลอกออกทั้งรอบต้น เพราะจะทำให้พืชตายได้ ทางที่ดีควรลอก
จากส่วนกิ่งหรือแขนงย่อยไม่ควรลอกออกจากลำต้นใหญ่ของต้นไม้ ส่วนเปลือกรากเก็บในช่วงต้นฤดูฝนเหมาะสมที่สุด
4. ประเภทดอก เก็บในช่วงดอกเริ่มบาน แต่บางอย่างเก็บในช่วงดอกตูม เช่นกานพลู เป็นต้น
5. ประเภทผลและเมล็ด พืชสมุนไพรบางชนิดอาจเก็บในช่วงผลยังไม่สุก เช่นฝรั่ง เก็บผลอ่อนใช้แก้ท้องร่วง ผลแก่เต็มท
ี่ เช่น มะแว้งต้น มะแว้งเครือ ดีปลี เมล็ดฟักทอง เมล็ดชุมเห็ดไทย เมล็ดสะแก เป็นต้น

เมื่อเรารู้หลักทั่วไปในการเก็บส่วนต่างๆ ของพืชมาทำยานั้น ก็จะทำให้เราเลือกเก็บสมุนไพร และใช้ประโยชน์ ส่วนต่างๆของพืชได้อย่างคุ้มค่า ใช้เวลาในการเก็บที่เหมาะสมและได้ประโยชน์สูงสุด

ย้อนกลับ

คำแนะนำและการป้องกันอันตรายจากการใช้ยาสมุนไพร
1. ต้องได้รับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องเสียก่อน ให้รู้ว่าเป็นโรคอะไรจะได้เลือกใช้ยา ให้ถูกกับโรค ถ้ายาใดไม่เคยกินมาก่อนเลย
ควรเริ่มกินในขนาดน้อยๆ ก่อน รอดูว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายหรือไม่ ถ้าไม่จึงค่อยกินต่อไป
2. ศึกษาใช้ให้ถูกชนิด เพราะยาสมุนไพรมีชื่อท้องถิ่นแตกต่างกัน และยังมีชื่อพ้องและซ้ำอีก คือสมุนไพรชื่อเดียวกัน แต่เป็นคนละชนิด การรู้จักชื่อแต่ไม่รู้จักลักษณะของต้นไม้เหล่านี้จะทำให้เกิดความผิดพลาด และอาจเกิดอันตรายจากการใช้ยาผิดชนิดได้
3.ต้องใช้ให้ถูกส่วน หรือถูกอายุ เช่นผลฝรั่ง ใช้รับประทานรักษาอาการท้องเดิน ผลฝรั่งสุก เป็นยาระบาย
เปลือกผลทับทิมรักษาโรคท้องเดิน เปลือกรากหรือเปลือกทับทิม ใช้ถ่ายพยาธิ เด็กและคนชราห้ามใช้ยามาก
4. ต้องใช้ให้ถูกขนาด ขนาดมีความสำคัญมาก เพราะถ้าใช้น้อยไปก็นไม่ได้ผล ใช้มากไปก็อาจจะเป็นพิษได้
5. ต้องใช้ให้ถูกวิธี ถ้าผิดวิธีอาจเกิดพิษ เช่นใบชุมเห็ดเทศ ใช้เป็นยาระบาย ต้องปิ้งไฟ ก่อนนำไปชงน้ำ ถ้าไม่ปิ้งไฟ
อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ ควรรู้พิษของยาก่อนใช้ เพื่อที่จะได้ระมัดระวังการใช้มากขึ้น
6. การใช้ยาครั้งแรก ไม่ว่ายานั้นจะเป็นยาภายนอก หรือยารับประทาน ให้ทดลองใช้แต่น้อยก่อน
ถ้าเป็นยาทาก็ทา เฉพาะบริเวณแคบๆ ถ้าเป็นยารับประทานก็ลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง เพราะถ้าแพ้ยา อาการจะได้ไม่รุนแรงมากนัก
7. การรับประทานยาสมุนไพรนี้ ไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ โดยปกติรับประทานยา 2-3 วันอาการไม่ดีขึ้น
ควรปรึกษาแพทย์แผนโบราณ เพราะอาจต้องเปลี่ยนยา เพราะยานั้นไม่ถูกกับโรค
และการรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเกิดการสะสมสิ่งที่เป็นพิษแก่ร่างกายได้

        การนำสมุนไพรมาใช้และเก็บรักษานั้น ควรคำนึงถึงความสะอาดเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการนำส่วนต่างๆ
ของพืชมาใช้ เช่นราก ลำต้น ใบ ดอก และผล ควรล้างทำความสะอาดส่วนของสมุนไพรที่จะใช้ก่อน
เพื่อป้องกันสิ่งปลอมปน รวมทั้ง ภาชนะทุกชนิดที่ใช้ในการปรุงยา ตลอดจนความสะอาดของผู้ปรุงยาเอง
ส่วนสมุนไพรที่เหลือใช้อาจทำเป็นสมุนไพรแห้งได้ โดยทำเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง เก็บในภาชนะปิดสนิทกันฝุ่นละออง
ส่วนขนาดที่ใช้นั้นเป็นขนาดสำหรับผู้ใหญ่ ถ้าเป็นเด็กก็ควรลดลงตามส่วน

ย้อนกลับ

ความหมายของคำที่ควรทราบ
1. ใบเพสลาด : หมายถึง ใบไม้ที่จวนแก่
2. ทั้งห้า : หมายถึง ส่วนของราก ต้น ผล ใบ ดอก
3. เหล้า : หมายถึง เหล้าโรง (28 ดีกรี)
4. แอลกอฮอล์ : หมายถึง แอลกอฮอล์ชนิดสีขาว สำหรับผสมยา ห้ามใช้แอลกอฮอล์ชนิดจุดไฟ
5. น้ำปูนใส : หมายถึง น้ำยาที่ทำขึ้นโดยการนำปูนที่รับประทานกับหมากมาละลายน้ำสะอาดตั้งทิ้งไว้ แล้วรินน้ำใสมาใช้
6. ต้มเอาน้ำดื่ม : หมายถึง ต้มสมุนไพรด้วยการใช้น้ำพอประมาณ หรือสามเท่าของปริมาณที่ต้องการใช้ ต้มพอเดือดอ่อนๆ
ให้เหลือ 1 ส่วน จาก 3 ส่วน ข้างต้น รินเอาน้ำดื่มตามขนาด
7. ชงน้ำดื่ม : หมายถึง ใส่น้ำเดือดหรือน้ำร้อนจัดลงบนสมุนไพรที่อยู่ในภาชนะปิดฝา ทิ้งไว้สักครู่จึงใช้ดื่ม

ย้อนกลับ

การเทียบปริมาตรและปริมาณ
1 กอบมือ มีปริมาณเท่ากับสองฝ่ามือ หรือหมายความรวมถึง ปริมาณของสมุนไพรที่ได้จากการใช้มือ ทั้งสองกอบเข้าหากันให้ส่วนของปลายนิ้วแตะกัน
1 กำมือ มีปริมาณเท่ากับสี่หยิบมอ หรือหมายความรวมถึงปริมาณของสมุนไพที่ได้จากการใช้มือข้าง เดียวกำ โดยให้ปลายนิ้วจรดอุ้งมือโหย่งๆ
1 ถ้วยแก้ว มีปริมาตรเท่ากับ 250 มิลลิลิตร
1 ถ้วยชา มีปริมาตรเท่ากับ 75 มิลลิลิตร
1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาตรเท่ากับ 15 มิลลิลิตร
1 ช้อนคาว มีปริมาตรเท่ากับ 8 มิลลิลิตร
1 ช้อนชา มีปริมาตรเท่ากับ 5 มิลลิลิตร

ย้อนกลับ


ตัวอย่างสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการต่างๆ เช่น

สมุนไพรที่ใช้แก้อาการท้องผูก :
ได้แก่ มะขามแขก ชุมเห็ดเทศ คูณ สมอไทย มะกา แมงลัก เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้แก้อาการท้องผูก ท้องเฟ้อ และปวดท้อง :
ได้แก่ กระวาน เร่ว เปราะหอม กานพลู ข่า กระเทียม เป็นต้น
สมุนไพรที่แก้อาการท้องเดิน (ที่ไม่ใช่เป็นวิด หรืออหิวาตกโรค ) :
ได้แก่ ทับทิม มังคุด แคบ้าน มะขาม กล้วย เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้ถ่ายพยาธิลำไส้ :
ได้แก่ มะเกลือ มะหาด สะแก ฟักทอง เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้แก้บิด (ปวดเบ่ง และมีมูก หรืออาจมีเลือดปนด้วย) :
ได้แก่ น้ำนมราชสีห์ กระชาย กระทือ ทับทิม เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ) :
ได้แก่ ยอ ข่า ดีปลี ตะไคร้ เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้แก้ไอและขับเสมหะ :
ได้แก่ มะแว้งต้น มะแว้งเครือ ดีปลี มะนาว เป็นต้น
สมุนไพรที่ใช้แก้ไข้ :
ได้แก่ บอระเพ็ด ปลาไหลเผือก ย่านาง ลูกใต้ใบ ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น

ยาสมุนไพรมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับยารักษาโรคทั่วไป คือมีทั้งคุณและโทษประกอบกัน
ดังนั้น การใช้ยาสมุนไพรจึงต้องมีความระมัดระวัง ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือใช้ให้ถูกับโรค ใช้ให้ถูกขนาด
และใช้ให้ถูกวิธี แต่ถ้ามีอาการแพ้ หรือใช้ไม่ถูกกับโรค ควรหยุดยาและเปลี่ยนไปใช้ยาอื่น
หรือถ้าแพ้รุนแรงควรไปรับการรักษาที่สถานีอนามัย และโรงพยาลบาล

ย้อนกลับ

อาการแพ้ที่เกิดจากยาสมุนไพรที่พอจะสังเกตได้มีดังหนี้
1.ผื่นขึ้นตามผิวหนัง อาจเป็นตุ่มเล็กๆ ตุ่มโต เป็นปื้นหรือเป็นเม็ดแบนคล้ายลมพิษ อาจบวม ที่ตา (ตาปิด)
หรือริมฝีปาก (ปากเจ่อ) หรือมีเพียงดวงสีแดงที่ผิวหนัง
2. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน (หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง)
3. หูอื้อ ตามัว ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง
4. ประสาทความรู้สึกทำงานไวเกินปกติ เช่น เพียงแตะผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ ลูบผมก็แสบหนังศีรษะ เป็นต้น
ใจสั่น ใจเต้น หรือรู้สึกวูบวาบคล้ายหัวใจจะหยุดเต้น และเป็นบ่อยๆ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเหลือง
เขย่าเกิดฟองสีเหลือง (เป็นอาการของดีซ่าน) อาการนี้แสดงถึงอันตรายร้ายแรงต้องรีบไปหาแพทย์

เมื่อเราได้รู้จักยาสมุนไพรดีขึ้นแล้วก็คงจะใช้ยาสมุนไพรได้อย่างมีคุณค่า สมุนไพรเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ อย่างหนึ่งที่ต้องการมีการเรียนรู้
และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ ถ้าไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่าเพื่อที่จะใช้ยาสมุนไพรได้อย่างปลอดภัย

ย้อนกลับ

 


 

 

 
Hosted by www.Geocities.ws

1