|
สารปรุงแต่งยา
(Additive, Pharmaceutical necessities or adjuncts)
สารแต่งกลิ่นรส
( Flavoring Agents)
ในตำรับยาเตรียมต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคนั้น นอกจากจะต้องมีประสิทธิภาพดีแล้ว
ลักษณะรูปลักษณ์ภายนอกก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การกลบรสของตัวยาที่ไม่น่ารับประทาน
สามารถทำได้ดังนี้ คือ
1. การเติมสารที่ทำให้ปุ่มรับรสที่ลิ้นชา เช่น mint menthol
2. การเติมสารซึ่งมีความหนืดไปเคลือบปุ่มรับรส เช่น acacia mucilage
3. เลือกใช้ตัวทำละลายที่ละลายตัวยานั้นได้ดี เช่นฟีโนบาร์บิทาล จะละลายได้ดีในน้ำร่วมกับแอลกอฮอลืและกลีเซอรีน
มากกว่าน้ำในปาก จึงละลายอยู่ในอิลิกเซอร์ไม่ถูกกับลิ้นอย่างเต็มที่ รสขมจึงน้อยลง
4. การเติมสารที่มีกลิ่นอยู่ได้นานและแรงกว่ากลิ่นแรก เช่น น้ำมันระกำ
5. การเติมสารที่มีรสชนิดเดียวกันลงไป เช่น การกลบรสขม เติมช็อกโกแลต
6. การเติมสารที่ลดความเปรี้ยวและเพิ่มความหวาน เช่น วานิลลิน
หลักการใช้สารแต่งกลิ่นรส
1. ไม่ควรใช้ชนิดเดียวในการแต่งรส ควรใช้หลายชนิดผสมกัน
2. ใช้ในความเข้มข้นที่เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ในปริมาณ 0.01 -0.5 %
3. เลือกใช้ให้เหมาะสม บางคนไม่ชอบกลืน หรือบางชนิดอาจทำให้เกิดการแพ้เป็นรายบุคคล
สารแต่งสี
( Coloring Agent)
สีที่นิยมใช้ในปัจจุบันมาจากการสังเคราะห์ แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ
FD&C ใช้สำหรับอาหาร ยา และเครื่องสำอาง
D&C ใช้สำหรับยา และ เครื่องสำอาง
External D&C ใช้สำหรับยา และเครื่องสำอาง ที่ใช้กับภายนอกร่างกาย และไม่ใช้กับริมฝีปากหรือบริเวณที่ปกคลุมด้วยเยื่ออ่อน
คุณสมบัติของสีที่ใช้
1. มีความปลอดภัยในการใช้
2. มีส่วนประกอบทางเคมีที่แน่นอน ไม่มีสิ่งเจือปน
3. ละลายน้ำได้
4. ทำให้เกิดสีเมื่อใช้จำนวนเล็กน้อย
5. ทนต่อแสง ความร้อน เชื้อรา และแบคทีเรีย
6. ทนต่อปฏิกิริยาทางเคมี
7. สามารถผสมเข้ากับตัวยาอื่นๆในตำรับ
8. ไม่ถูกดูดซับด้วยสารแขวนตะกอน หรือสารที่มีโมเลกุลใหญ่
9. มีกลิ่น รส ที่ดีน่าใช้
10. ราคาถูก
การเลือกใช้สารแต่งสีในตำรับ จะต้องคำนึงถึงความเข้ากันได้ของสีกับตัวยา
โดยเฉพาะปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับประจุ อีกทั้งต้องพิจารณาถึงความเป็นกรด- ด่างของน้ำกระสายยา
ไอออนของโลหะ และตัวออกซิไดส์ เนื่องจากอาจทำให้สีที่ใช้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ต้องพิจารณาถึงการละลายของสีชนิดที่ใช้ในน้ำและน้ำมันเพื่อให้ได้เฉดสีที่ต้องการในน้ำกระสายยานั้นๆ
ประการสุดท้ายความเข้มข้นที่ใช้ในยาเตรียมรูปแบบต่างๆ ต้องมีความเหมาะสม
เช่น
ยาน้ำ จะใช้สารแต่งสีในความเข้มข้น 0.0005 - 0.001%
ยาขี้ผึ้ง อิมัลชัน จะใช้สารแต่งสีในความเข้มข้น 0.001 - 0.005 %
ยาผง จะใช้สารแต่งสีในความเข้มข้น 0.005 %
สารถนอม
( Preservative )
การเลือกใช้ ควรพิจารณาดังนี้
1. สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อทุกชนิด
2. ละลายอยู่ในชั้นน้ำในความเข้มข้นที่พอเหมาะและต้องอยู่ในรูปที่ไม่แตกตัวที่
pH ของยาที่เตรียมขึ้น
3. ไม่มีพิษ และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
4. มีความคงตัวที่อุณหภูมิห้องเมื่อเก็บไว้เป็นระยะเวลานาน
5. สามารถเข้ากับตัวยาอื่นๆในตำรับ
6. ไม่มีปฏิกิริยากับภาชนะและจุก ซึ่งจะทำให้เกิดการสลายตัว
สารต้านออกซิเดชัน
( Antioxidants )
สารต้านออกซิเดชันที่ใส่ลงในตำรับเพื่อป้องกันการเกิดออกซิเดชัน ซึ่งทำให้เกิดการเหม็นหืนของพวกไขมันและสารอื่นๆ
ที่มีความไวต่อออกซิเจน
คุณสมบัติของสารต้านออกซิเดชันที่ดี คือ
1. สามารถป้องกันการเกิดออกซิเดชันเมื่อใช้ในความเข้มข้นต่ำ
2. ไม่เป็นพิษ ไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง
3. สามารถละลายหรือกระจายตัวในตัวกลางที่ใช้
4. ควรไม่มีกลิ่น รส สี
5. สามารถผสมเข้ากับตัวยาอื่นๆ ที่ใช้ในตำรับ
สารต้านออกซิเดชันที่นิยมใช้มากที่สุด คือ เกลือโซเดียมของเมตาไบซัลไฟด์
โดยใช้ในความเข้มข้น 0.05 - 0.5% เกลือโซเดียมของเมตาไบซัลไฟด์ มี 3 ชนิดที่ใช้คือ
โซเดียมของเมตาไบซัลไฟด์ จะใช้สภาพ pH เป็นกรด
โซเดียมไบซัลไฟด์ จะใช้สภาพ pH เป็นกลาง
โซเดียมซัลไฟด์ จะใช้สภาพ pH เป็นด่าง
ในบางครั้งการใช้สารต้านออกซิเดชัน จำเป็นต้องใช้ sequestering agent เติมลงไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของสารต้านออกซิเดชัน
เช่น EDTA 0.01-0.05% นอกจากนี้สารช่วยเสริมฤทธิ์สารต้านออกซิเดชัน ได้แก่
กรดแอสคอร์บิก กรดซิตริค เป็นต้น
การหาอายุความคงตัว ( Shelf - life) ของผลิตภัณฑ์ยาเตรียม
การหาอายุความคงตัวของยา คือการหาระยะเวลาที่ตัวยาสำคัญได้เสียไป 10 % เมื่อตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง
ในการหาทำได้โดย นำตัวอย่างยาเตรียมเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง จากนั้นนำมาวิเคราะห์เป็นระยะๆ
เพื่อหาอัตราการสลายตัว แต่เนื่องจากยาบางชนิดต้องใช้เวลานานในการหาอายุความคงตัว
จึงต้องมีการเร่งปฏิกิริยาให้เร็วขึ้นโดยการเพิ่มอุณหภูมิ ( 37 0 C, 50 0
C และ 40 0 C ) หรือให้ผลิตภัณฑ์ยาเตรียมนั้นถูกกับแสงอุลตราไวโอเลต
ตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนด ยาที่ต้องแจ้งกำหนดวันหมดอายุไว้ในฉลาก ดังนี้
1. ยาปฏิชีวนะ ยาวัคซีน เซรุ่ม และยา enalapril มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
17 พฤศจิกายน 2543
2. ยาแผนปัจจุบันทุกชนิด มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2545
นอกจากนี้ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการร่างข้อกำหนดการศึกษาความคงสภาพของผลิตภัณฑ์ยา
ประกอบการขอใบรับรองคุณภาพมาตรฐานยา โดยรายการตำรับยาที่ต้องเสนอรายงานการศึกษาความคงสภาพ
(stability study) ได้แก่
1. ยาจำพวกปฏิชีวนะ
2. ยาจำพวกวัคซีน เซรุ่ม และผลิตภัณฑ์เลือด
3. ยาจำพวก Ranitidine
4. ยาจำพวก Amitriptyline
5. ยาจำพวก Aminophylline
6. ยาจำพวก Bromhexine ในรูปยาน้ำสำหรับรับประทาน
7. ยาจำพวก Betamethasone valerate
8. ยาจำพวก Paracetamol ในรูปยาน้ำสำหรับรับประทาน
9. ยาจำพวกวิตามินเดี่ยว
10. ยาจำพวกวิตามินรวม วิตามินรวมผสมเกลือแร่
11. ยานำสั่งทุกตำรับ
12. ยาน้ำบรรจุขวดพลาสติก
13. ยาฉีดและยาหยอดตา
14. ยาอื่นๆ ซึ่งตามตำรายาที่รัฐมนตรีประกาศระบุว่าเป็นยาที่ต้องแจ้งกำหนดวันสิ้นอายุการใช้ไว้ในฉลาก
15. ยาที่คณะกรรมการยาให้แจ้งกำหนดวันสิ้นอายุการใช้ไว้ในฉลาก
แนวทางการตั้งตำรับและการปรับปรุง
ดำเนินการเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. ค้นหาเอกสารก่อนลงมือตั้งตำรับยา
2. จากการสังเกตปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น หรือการกำหนดปัญหาแล้วนำมาตั้งเป็นสมมติฐาน
3. ทำการทดลองตั้งตำรับยาให้ได้รูปแบบที่เหมาะสม
4. ทดลองทำตำรับที่ตั้งขี้นในห้องปฏิบัติการ ศึกษาว่าปริมาณตัวยาในตำรับเป็นไปตามทฤษฎีหรือไม่
5. นำตัวอย่างที่ได้เตรียมขึ้นจำนวนน้อย ไปทดสอบทางด้านคลินิคกับคนไข้ ทำอย่างน้อย
3 ครั้ง
6. รวบรวมผลการทดลอง การคำนวณทางสถิติ เขียนรายงานพร้อมทั้งสรุปเหตุผล และการแก้ปัญหา
7. ทดสอบเก็บรักษาภายใต้สภาพแวดล้อม (อุณหภูมิ และความชื้น) โดยวิธีการบรรจุที่แตกต่างกัน
8. ปรับปรุงวิธี และปริมาณการผลิต เนื่องจากในการผลิตระดับอุตสาหกรรมอาจมีปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากเครื่องมือที่ใช้ในการผลิตต่างกัน
การควบคุมคุณภาพยาที่ผลิต
ในปัจจุบันมีการวิจัยค้นคว้าหาตัวยาใหม่ๆ ที่จะนำมาใช้รักษาโรค ซึ่งยาใหม่ที่ได้นี้อาจได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี
หรือได้จากธรรมชาติ เช่น จากสมุนไพร โดยวิธีการแยกเอาตัวยาที่สำคัญออกมา
เมื่อได้สารประกอบที่บริสุทธิ์แล้ว นำมาตั้งและเตรียมตำรับยาในรูปแบบที่เหมาะสม
การทดลอง ตั้งตำรับตัวยาใหม่ๆ ต้องใช้เวลานานอาจถึง 5 ปีหรือมากกว่าเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป
ก่อนจำหน่ายยาออกสู่ท้องตลาดต้องมีการประกันคุณภาพในด้านความบริสุทธิ์ ความแรง
ประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยการวิเคราะห์และการทดสอบเพื่อควบคุมมาตรฐาน
|