มหาวิทยาลัยของราษฎร
ปณิธานของหลัก ๖ ประการ
"อาจารย์ปรีดีรู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
๒๔๗๕ ทำให้ข้าราชการขึ้นมาเป็นใหญ่มากกว่าประชาชน
ท่านถึงตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมืองเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก
เพื่อราษฎรส่วนใหญ่ เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่นอกเหนือการกำกับของรัฐเป็นแห่งแรก คือเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบที่กำลังพูดกันอยู่ตอนนี้
ซึ่งอาจารย์ปรีดีทำแล้ว ของบประมาณจำนวนน้อย
และขอซื้อที่จากกรมมหาดเล็กที่ท่าพระจันทร์ แล้วก็ซื้อธนาคารเอเชียเพื่อเป็นแหล่งรายได้
นอกจากนี้ท่านยังยกโรงพิมพ์นิติสาส์นของท่านให้ธรรมศาสตร์ แล้วก็ฝึกให้คนเข้าใจ คุณจะเห็นได้เลยว่าเมื่อตั้งมหาวิทยาลัย
ได้เปิดโอกาสให้คนเล็กคนน้อยได้มาศึกษา เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าบัณฑิตรุ่นนั้น
มาเป็นนักการเมืองกันทั้งนั้น"
ส. ศิวรักษ์
ช่วงปี ๒๔๗๕-๒๔๗๗
สยามมีประชากร ๑๒ ล้านคน กรุงเทพฯ มีประชากร ๕ แสนคน มีนักเรียนระดับประถมและมัธยมทั่วประเทศ
๗๙๔,๖๐๒ คน ในจำนวนนี้มีนักเรียนเตรียมอุดมศึกษา เพียง ๒,๒๐๖ คน นับว่าคุณภาพการศึกษาของคนไทยล้าหลังมาก นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
จึงดำเนินตามปณิธานข้อสุดท้ายของหลัก ๖ ประการ ที่ว่า "ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร"
โดยผลักดันให้มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้น
เขากล่าวไว้ในวันสถาปนา มธก. เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๗
ว่า
"มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำ
บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้
ตามหลักแห่งเสรีภาพในการศึกษา รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเห็นความจำเป็นในข้อนี้ จึงได้ตราพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น"
ในปีนั้นมีคนสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเปิด
(ไม่ต้องสอบเข้า) แห่งแรก เป็นจำนวนมากมายถึง ๗,๐๙๔ คน ส่วนใหญ่ก็คือผู้ที่จบมัธยม ๘ รวมถึงข้าราชการตั้งแต่เสมียนขึ้นไป เกิดการกระจายการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ในขณะที่เมื่อปี ๒๔๗๕ มีผู้จบการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพียง ๖๘ คน
นายปรีดีดำเนินการให้มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเลี้ยงตัวเองได้
โดยอาศัยเงินค่าสมัครเข้าเรียนของนักศึกษา และรายได้จากการเข้าถือหุ้นในธนาคารแห่งเอเชียเพื่อพานิชยกรรมและอุตสาหกรรม
โดย มธก. ถือหุ้นถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์
คุณหญิงบรรเลง ชัยนาม
ธรรมศาสตร์บัณฑิตหญิงคนแรกเมื่อปี ๒๔๗๘ เคยให้สัมภาษณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่เล่าเรียนมาว่า
"ประทับใจความมีเสรีภาพในการเล่าเรียน
เป็นตลาดวิชา แล้วก็ให้เสรีภาพเสมอภาคกัน ให้เรียนวิชาต่าง ๆ ที่อยากรู้
ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณ อะไรอย่างนี้ เข้าไปแล้วรู้สึกสบายใจ
อย่างบางโรงเรียนก็อาจมีเข้าไปแล้วแบ่งพรรค แบ่งพวก แต่ธรรมศาสตร์ให้ความเสมอภาคกันหมด
สบายใจ วิชาที่เรียนเป็นวิชาที่ รักและสนใจ"
ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่
๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ นายปรีดีต้องหนีตายออกนอกประเทศ รัฐบาลเผด็จการทหารได้ตัดคำว่า "การเมือง"
ออกจากชื่อมหาวิทยาลัย ยุบเลิกตำแหน่งผู้ประศาสน์การ เปลี่ยนมาเป็นตำแหน่งอธิการบดีแทน
ขายหุ้นธนาคารทั้งหมด จนมหาวิทยาลัยต้องกลับมาขอเงินงบประมาณและตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล
หนังสือ ธรรมจักร พิมพ์เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๙๓ มีผู้เขียนท่านหนึ่งที่ใช้นามปากกาว่า
"๑๔๕๕๙" กล่าวว่า
"ครั้นเกิดรัฐประหารขึ้นเมื่อวันที่
๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ประมุขของมหาวิทยาลัยต้องลี้ภัยการเมือง ไปยังต่างประเทศ
อาจารย์ถูกจับกุมคุมขัง การสอบไล่ของนักศึกษา ในบางลักษณะวิชาต้องทำการสอบกันใหม่เนื่องจากกระดาษคำตอบของนักศึกษา
ถูกใช้เป็นเป้าสำหรับประลองความคมของดาบปลายปืน ขณะนั้นเป็นเวลาปิด สมัยการศึกษาประจำปี
ซึ่งโดยปรกติมหาวิทยาลัยก็เงียบเหงาอยู่แล้ว แต่โดย เฉพาะอย่างยิ่งในขณะนั้น
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าและทึบทะมึน แม้ดวงอาทิตย์จะแจ่มกระจ่างปานใดก็ตาม
แต่นักศึกษาที่ย่างเท้าเข้าไป ในมหาวิทยาลัยในขณะนั้น
ก็รู้สึกประหนึ่งว่าดวงอาทิตย์นั้นไร้แสง เพราะยอดโดม ที่เคยตระหง่านท้าทายเมฆดูคล้ายประหนึ่งว่าจะพลอยเศร้าไปกับนักศึกษาด้วย
เพราะเขาเหล่านั้นรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป วาระที่เขาจะต้องกัดฟันเผชิญกับมรสุมและพายุร้ายได้มาถึงแล้ว"