คือผู้อภิวัฒน์
๒๔๗๕
"ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร
ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง... ราษฎร ข้าราชการทหารและพลเรือน
ที่รู้เท่าทันถึงการกระทำอันชั่วร้าย ของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว
จึ่งรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎร และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลกษัตริย์ไว้แล้ว
คณะราษฎรเห็นว่า การที่จะแก้ไขความชั่วร้าย ก็โดยที่จะจัดการปกครองโดยมีสภา...
คณะราษฎร ไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ
ฉะนั้นจึ่งได้ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป
แต่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายธรรมนูญ การปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้
นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร
คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ..."
ช่วงต้นศตวรรษที่
๑๙ กรุงปารีสกลายเป็นที่รวมของแนวคิดทฤษฎีทางการเมืองของค่ายต่าง ๆ มาร์กซ์
เองเกลส์ และเลนิน นักอภิวัฒน์ผู้ยิ่งใหญ่ก็เคยใช้ชีวิตช่วงเวลาหนึ่งอยู่ที่นั่น
ฝรั่งเศสกลายเป็นต้นกำเนิด แห่งการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย ในหลายประเทศในยุโรปและเอเชีย
นักศึกษาต่างชาติ ที่ต้องการให้ประเทศของตนเป็นเอกราช รอดพ้นจากการเป็นอาณานิคม
ต่างมุ่งหน้ามายังฝรั่งเศส บุคคลที่กลายเป็นนักปฏิวัติสำคัญของโลก ก็เช่น
โจวเอินไหล เติ้งเสี่ยวผิง อดีตนายกรัฐมนตรีของจีน โฮจิมินห์ผู้นำของชาวเวียดนาม
นายปรีดีเองได้เข้าศึกษาด้านกฎหมายจนสำเร็จปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยปารีส ในปี
๒๔๖๙ สามารถสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรการศึกษาชั้นสูงในทางเศรษฐกิจ
และที่นี่เขาได้พบกับ ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี
ซึ่งลาออกจากราชการทหารและกำลังศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์
นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการทำการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ ในเวลาต่อมา
ซึ่งนายปรีดีเคยเขียนไว้ว่า
"ภายหลังที่ข้าพเจ้าสนทนากับ ร.ท. ประยูรหลายครั้งแล้ว จึงได้ชวนเขาไปเดินเล่นที่ถนน Henri Martin ปรารภกันว่าได้ยินผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบสมบูรณาฯ มามากหลายคนแล้ว
แต่ยังไม่มีใครจะตัดสินใจเอาจริง ฉะนั้นเราจะไม่พูดแต่ปาก
คือจะต้องทำจริงจากน้อยไปสู่มาก
แล้ววางวิธีการชวนเพื่อนที่ไว้ใจได้ร่วมเป็นหน่วยแรก"
ในเดือนกุมภาพันธ์
๒๔๖๙ ณ หอพัก Rue du summerard ในกรุงปารีส
ได้มีการประชุมกลุ่มผู้ต้องการเห็นบ้านเมือง
มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นครั้งแรก ผู้เข้าร่วมประชุมได้แก่ ร.ท. ประยูร ภมรมนตรี ร.ท.
แปลก ขีตตะสังคะ (หลวงพิบูลสงคราม) ซึ่งกำลังศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ ในโรงเรียนนายทหาร ร.ต.
ทัศนัย มิตรภักดี ศึกษาวิชาการทหารม้า โรงเรียนนายทหารของฝรั่งเศส
นายตั้ว ลพานุกรม นักศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอก ในสวิตเซอร์แลนด์
หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ สิงหเสนี) ผู้ช่วยเลขานุการทูตสยามประจำกรุงปารีส
นายแนบ พหลโยธิน เนติบัณฑิตอังกฤษ และนายปรีดี พนมยงค์
โดยตกลงที่จะทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ของกษัตริย์เหนือกฎหมาย
มาเป็นการปกครองที่มีกษัตริย์ใต้กฎหมาย โดยใช้วิธีการ "ยึดอำนาจโดยฉับพลัน"
และจับกุมบุคคลสำคัญไว้ เป็นตัวประกัน
ซึ่งเป็นยุทธวิธีหนึ่งที่ใช้สำเร็จมาแล้ว ในการปฏิวัติฝรั่งเศสและรัสเซีย
การที่ต้องยึดอำนาจโดยฉับพลัน ยังเป็นการป้องกัน มิให้มหาอำนาจคืออังกฤษ และฝรั่งเศสถือโอกาส
ยกกำลังทหารเข้ามายึดสยาม ขณะที่เกิดความไม่สงบภายในประเทศ
ที่ประชุมตกลงกันว่า
เมื่อกลับประเทศแล้วหากการก่อการครั้งนี้ล้มเหลว หรือพ่ายแพ้ ให้นายแนบ พหลโยธิน ซึ่งมีฐานะดีกว่าเพื่อน
เป็นผู้ดูแลครอบครัวของเพื่อนที่ถูกติดคุกหรือตาย
นายปรีดีมิได้มุ่งหมายเปลี่ยนแปลงการปกครอง
เพียงเพื่อให้ได้มา ซึ่งระบอบประชาธิปไตย ทางการเมืองเท่านั้น หากแสดงเจตนารมณ ์
และแสดงบทบาทอย่างแจ่มชัด ที่จะก้าวไปสู่ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา
เหนือสิ่งอื่นใด เขาปรารถนาที่จะให้ระบอบประชาธิปไตย เป็นบรรทัดฐาน
ในการพัฒนาประชาชาติเล็ก ๆ อย่างสยาม ให้ยืนหยัดอยู่อย่างมีเอกราช
และศักดิ์ศรีในทุกด้าน ท่ามกลางนานาอารยประเทศ ในประชาคมโลกยุคใหม่
เจตนารมณ์ประชาธิปไตยของเขาปรากฏอย่างชัดเจนในหลัก ๖ ประการของ "ประกาศคณะราษฎร" ที่เขาเป็นผู้ร่างขึ้นเพื่อใช้เป็นคำแถลงการณ์ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หลัก ๖ ประการมีดังนี้
๑.
รักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล
ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯของประเทศไว้ให้มั่นคง
๒. รักษาความปลอดภัยในประเทศให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มาก
๓. บำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ
โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ
ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก
๔. ให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน
๕. ให้ราษฎรมีเสรีภาพที่ไม่ขัดต่อหลัก
๔ ประการดังกล่าวแล้ว
๖. ให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร
หลัก ๖
ประการนี้นายปรีดีมิได้เขียนขึ้นให้เป็นเพียงอุดมการณ์ที่ดูสวยหรู
กาลเวลาต่อมาจะพิสูจน์ให้เห็นว่า นายปรีดีมีความมุ่งมั่นเพียงใดที่จะผลักดันหลัก ๖
ประการให้ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง
ต่อมาภายหลังได้มีผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อการเพิ่มขึ้น
คือ ร.อ. สินธุ์ กมลนาวิน ร.น. (หลวงสินธุสงครามชัย) นายควง
อภัยวงศ์ นายทวี บุณยเกตุ ดร. ประจวบ บุนนาค ม.ล. อุดม สนิทวงศ์ นายบรรจง ศรีจรูญ และได้ชักชวน พ.อ. พระยาทรงสุรเดช อดีตนักเรียนเยอรมัน
ซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินทางไปดูงานในฝรั่งเศส ให้เข้าร่วมด้วย และต่อมาได้กลายเป็นตัวเชื่อมให้นายทหารระดับอาวุโสเข้าร่วมกับคณะผู้ก่อการ
เพราะในเวลานั้นนายทหารหลายคนไม่ค่อยพอใจระบอบการปกครองที่เป็นอยู่
ดังที่พระยาทรงฯ เคยพูดไว้ว่า "พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แทบทั้งหมด
มุ่งแต่เพียงทำตัวให้โปรดปรานไว้เนื้อเชื่อใจจากพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ว่าด้วยวิธีใดตลอดทั้งวิธีที่ต้องสละเกียรติยศด้วย..."
หรือในกรณีของ พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนาที่มีความเห็นว่า
"ทำอย่างไรหนอ
การบริหารแผ่นดินจึงจะไม่ถูกผูกขาดไว้ในกำมือของพวกเจ้านายและพวกเสนาผู้ใหญ่เพียงไม่กี่คน
ทำกันตามอำเภอไม่ใคร่เอาใจใส่ความเห็นของผู้น้อย เพราะถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อย
ๆ ไปแล้ว ก็อาจเป็นเหตุให้บ้านเมืองประสบความล่มจมได้
หรืออย่างน้อยก็ไม่มีวันเจริญก้าวหน้าเทียมทันประเทศเพื่อนบ้านเขาได้เป็นแน่"
นายปรีดีเดินทางกลับเมืองไทยขณะอายุได้
๒๖ ปี ถือว่าเป็นคนไทยคนแรก ที่จบดุษฎีบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยปารีส
นายปรีดีเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษา ประจำกระทรวงยุติธรรม
ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นหลวงประดิษฐ์มนูธรรม นอกจากนี้
ยังเป็นผู้สอนในโรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม
นับเป็นอาจารย์กฎหมายหนุ่มชื่อดังมากในเวลานั้น
นายปรีดีเปิดการอบรมทบทวนวิชากฎหมาย ให้แก่นักเรียนกฎหมาย
ที่บ้านถนนสีลมโดยไม่คิดค่าสอน เป็นโอกาสให้นายปรีดีได้เผยแพร่อุดมการณ์ ความจำเป็น ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
มาเป็นระบอบประชาธิปไตยให้แก่คนรุ่นใหม่
ซึ่งต่อมาลูกศิษย์จำนวนมากของนายปรีดีได้เป็นกำลังสำคัญ ของคณะราษฎร อาทิ นายซิม
วีระไวทยะ นายสงวน ตุลารักษ์ นายดิเรก ชัยนาม
ในช่วงเวลานั้น
นายปรีดีซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำคณะราษฎรฝ่ายพลเรือน ได้ติดต่อลับ ๆ
กับบรรดาผู้ก่อการ เพื่อวางแผนยึดอำนาจโดยปราศจากการนองเลือด
คณะราษฎรแต่ละสาย
แยกย้ายกันหาสมาชิก ที่จะเข้าร่วมก่อการปฏิวัติ ซึ่งในเวลานั้นคนไทยส่วนหนึ่ง
ก็ไม่พอใจระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ มีความคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ของสยามประเทศ แต่ก็ยังไม่มีการจัดตั้งอย่างจริงจัง
จนเมื่อกลุ่มผู้ก่อการเหล่านี้มาติดต่อ จึงมีคนจำนวนหนึ่งเข้าร่วมมือด้วย
มีทั้งข้าราชการทหาร ข้าราชการพลเรือน พ่อค้าและประชาชนทั่วไป
ทั้งนี้สมาชิกของคณะราษฎรแต่ละสาย จะไม่รู้ว่าสมาชิกผู้ก่อการสายอื่น ๆ
เป็นใครบ้าง เป็นการปิดลับป้องกันข่าวรั่วไหล ซึ่งอาจจะทำให้แผนการยึดอำนาจล้มเหลว
ภายหลังการปฏิวัติแล้ว จึงมีการรวบรวมตัวเลขของคณะผู้ก่อการ ปรากฏว่ามีสมาชิกทั้งสิ้น
๑๑๕ นาย มากกว่าครึ่งหนึ่ง มีอายุน้อยกว่า ๓๐ ปี
"พี่สงวน (ตุลารักษ์) พี่ชายผม
เป็นลูกศิษย์อาจารย์ปรีดี แต่ผมไม่เคยเห็นท่านมาก่อน เขาปกปิดเก่ง
สองสามเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ พี่ชายสั่งว่าให้ไปหาเพื่อนที่แปดริ้วมา
ให้ยิงปืนได้ ผมก็พามาก่อนทำงานหนึ่งคืน แล้วพี่ชายก็มอบหน้าที่ให้ทำต่าง ๆ...
งานนี้เป็นงานพิเศษจริง ๆ เพราะต่างคนต่างแบ่งสายกันไป ทหาร พลเรือน
ข้าราชการ ต่างคนต่างทำหน้าที่ ทุกคนต้องปิดเป็นความลับ
จำไม่ได้หรอกว่าใครชื่ออะไร" กระจ่าง ตุลารักษ์
อดีตสมาชิกผู้ก่อการคนหนึ่งเล่าให้ฟัง
ย่ำรุ่งของวันที่
๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ คณะราษฎรที่วางแผนรอคอยมาถึงเจ็ดปี
ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินอย่างสายฟ้าแลบ โดยลวงทหารจากกรมกองต่าง ๆ
ให้มาชุมนุพร้อมหน้ากันที่ลานพระบรมรูปทรงม้าและถือโอกาสประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองทันที
กำลังอีกส่วนหนึ่งไปเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์มาเป็นตัวประกัน
วันนั้นนายปรีดี
พนมยงค์ ในวัย ๓๒ ปี จำต้องพูดปดกับท่านผู้หญิงพูนศุข
เพราะกลัวภรรยาที่อายุยังน้อย จะไม่รักษาความลับ โดยบอกว่าจะเดินทางไปกราบพ่อแม่
ที่อยุธยาเพื่อขอลาบวช แต่เช้าวันนั้นนายปรีดี ได้ลอยเรืออยู่ในคลองโอ่งอ่าง
ข้างวัดบวรนิเวศ แจกจ่ายแถลงการณ์ "ประกาศคณะราษฎร"
ซึ่งพิมพ์ที่โรงพิมพ์ของตนชื่อโรงพิมพ์นิติสาส์น ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ หรือฝ่ายผู้ก่อการเกิดพลาดพลั้งทำงานไม่สำเร็จ
ก็จะทิ้งใบปลิวลงแม่น้ำเจ้าพระยาให้หมดสิ้น เพื่อทำลายหลักฐาน
หลังจากยึดอำนาจในกรุงเทพฯ
ได้เบ็ดเสร็จแล้ว คณะผู้ก่อการได้ส่งนายทหารเรือ เป็นตัวแทนไปกราบบังคมทูล
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จแปรพระราชฐาน
อยู่ที่พระราชวังไกลกังวล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้ทรงทราบ และพระองค์ก็ทรง "เห็นแก่ความเรียบร้อย ของอาณาประชาราษฎร์ ไม่อยากให้เสียเลือดเนื้อ..."
จึงเสด็จกลับกรุงเทพฯ และทรงลงพระปรมาภิไธย
พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่ร่างโดยนายปรีดี
พนมยงค์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนระบอบการปกครอง แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลัก
และมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญของประเทศ
ในเวลานั้นหนังสือพิมพ์ทั่วโลกได้ตีพิมพ์ข่าวการปฏิวัติครั้งนี้ว่า "การปฏิวัติอันไร้หยาดโลหิตในกรุงเทพฯ ฉากมหัศจรรย์ที่สุดฉากหนึ่ง
ในประวัติศาสตร์ของโลก" เพราะการแปลงการปกครองในฝรั่งเศส
จีน รัสเซีย ล้วนแล้วแต่เกิดสงครามกลางเมือง มีผู้เสียชีวิตอย่างมหาศาลกันทั้งนั้น
หน้า 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | หน้าต่อไป >