"เมื่อภารกิจด้านการปกครองในกระทรวงมหาดไทยเข้ารูปเข้ารอยแล้ว
นายปรีดีได้ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เพื่อปฏิบัติภารกิจอันมีความสำคัญต่อประเทศสยามอย่างยิ่งยวด
นั่นคือเป็นผู้นำในการแก้ไขสนธิสัญญาไม่เสมอภาคที่รัฐบาลสยามสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ทำไว้"
สันติสุข โสภณสิริ
วันหนึ่งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
ได้มีการพิจารณาเรื่องเงินกู้ต่างประเทศในรัฐบาลสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ที่ใช้วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำด้วยการรีดภาษีจากประชาชนให้มากขึ้น ดุลข้าราชการออกจากงาน
และกู้เงินต่างประเทศ (เป็นวิธีหลักที่รัฐบาลปัจจุบันใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในเวลานี้)
ปรากฏว่าเงินกู้จากประเทศอังกฤษต้องเสียดอกเบี้ยแพงมาก
นายปรีดีจึงเสนอว่า "ผมรับไปเจรจาดอกเบี้ยเอง ขณะเดียวกันก็จะหาทางแก้ไขสัญญากับนานาประเทศ
สร้างสัมพันธไมตรีอันดีให้เกิดขึ้นด้วย"
ในเวลานั้นสยามยังอยู่ภายใต้บังคับของสนธิสัญญาระหว่างประเทศอันไม่เป็นธรรม
กับประเทศต่าง ๆ ถึง ๑๓ ประเทศ อาทิ ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี สหรัฐอเมริกา
และญี่ปุ่น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประเทศมหาอำนาจ
การเดินทางไปเจรจาครั้งนั้นนายปรีดีเองก็ตระหนักว่าไม่ง่ายนักที่จะเจรจา
ให้ประเทศมหาอำนาจยอมลดผลประโยชน์ของตัวเองลง
ตุลาคม ๒๔๗๘
นายปรีดีกับคณะออกเดินทางด้วยเรือโดยสารไปขึ้นบกที่ประเทศอิตาลี ได้พบกับมุสโสลินี
ผู้นำฟาสต์ซิสต์ของอิตาลี เข้าพบนายปิแอร์ ลาวาล นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส
ทั้งคู่รับปากว่าจะยกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ต่อจากนั้นเดินทางไปเยอรมนี
พบตัวแทนของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เพื่อเปิดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกันใหม่
และเดินทางไปกรุงลอนดอนเพื่อเจรจาเงินกู้กับเซอร์ แซมมวล ฮอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษ
ผลการเจรจา เจ้าหนี้ยอมลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่กู้มาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๗ จำนวนเงิน ๒,๓๔๐,๓๐๐
ปอนด์ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๖ ต่อปี เหลือเพียงร้อยละ ๔ ต่อปี
จากนั้นนายปรีดีนั่งเรือโดยสารข้ามมหาสมุทรไปกรุงวอชิงตัน
เข้าพบนายคอร์เดล ฮัลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา
ซึ่งรับปากเรื่องสนธิสัญญาเช่นกัน พอมาถึงกรุงโตเกียว
นายปรีดีได้เข้าเฝ้าจักรพรรดิฮิโรฮิโต และเข้าพบนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น
ซึ่งแสดงความเห็นใจและยอมยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
ครั้นเดินทางกลับมาประเทศไทย
นายปรีดีคำนึงว่า การบริหารแผ่นดินในกระทรวงมหาดไทยดำเนินไปด้วยดี แต่หนึ่งในหลัก
๖ ประการ คือ เอกราชในทางเศรษฐกิจ และศาลยังไม่ได้รับการแก้ไข
กล่าวคือสนธิสัญญาไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ที่สยามทำต่อมหาอำนาจทั้งหลาย
ซึ่งมีสองประเด็นใหญ่ คือ สิทธิสภาพนอกอาณาเขต คนต่างประเทศไม่ต้องขึ้นศาลสยาม
เป็นการเสียเอกราชทางศาล และภาษีร้อยชัก ๓
คือรัฐบาลสามารถเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าของสินค้าได้ไม่เกินร้อยละ ๓
ทำให้สยามขาดรายได้ เป็นการเสียเอกราชทางเศรษฐกิจ
ดังนั้นนายปรีดีซึ่งเคยนั่งกระทรวงใหญ่มีข้าราชการหลายหมื่นคน จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ--กระทรวงเล็ก
ๆ ที่มีข้าราชการร้อยกว่าคน เมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๗๘ (นับตามปฏิทินเก่า) ขณะอายุได้ ๓๕ ปี
ระยะเวลาสามปีกว่าในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
นายปรีดีได้ใช้ความพยายามทางการทูตเจรจาขอยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมสองประเด็นนี้กับประเทศต่าง
ๆ รวม ๑๒ ประเทศ คือ สวิตเซอร์แลนด์ เบลเยียม สวีเดน เดนมาร์ก สหรัฐอเมริกา
นอร์เวย์ อังกฤษ สเปน อิตาลี ฝรั่งเศส ญี่ปุ่นและเยอรมนี จนสามารถยกเลิกสัญญาทาส
หรือสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาคที่รัฐบาลสยามสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำไว้กับประเทศต่าง
ๆ ในนามสนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์และการเดินเรือได้สำเร็จ
จนได้เอกราชทางศาลและเอกราชทางเศรษฐกิจกลับคืนมา
พร้อมกันนั้นได้ลงนามในสนธิสัญญาใหม่ที่ใช้หลักการ "ดุลยภาคแห่งอำนาจ" เพื่อให้สยามได้เอกราช อธิปไตยสมบูรณ์และมีสิทธิเสมอภาคกับต่างชาติทุกประการ
หนังสือพิมพ์ สเตรตไทม์ ของสิงคโปร์กล่าวยกย่อง นายปรีดีไว้ในบทบรรณาธิการว่า "ดร. ปรีดี พนมยงค์ เสมือนหนึ่งเป็น แอนโตนี อีเดน"
(รัฐมนตรีต่างประเทศคนสำคัญของรัฐบาลอังกฤษ)
"ความอัตคัดขัดสนของชาวนามีอีกมากมายหลายประการที่แสดงว่า
ชาวนาไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ
แต่ชาวนาก็มีภาระที่ต้องเสียเงินรัชชูปการ
ถ้าไม่มีเงินเสียก็ต้องถูกเกณฑ์ไปทำงานประมาณปีละ ๑๕-๓๐
วันและต้องเสียอากรค่านา"
ปรีดี พนมยงค์
ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รายได้จากภาษีอากรของรัฐศักดินาส่วนใหญ่
เก็บจากชาวนาซึ่งมีทรัพย์สมบัติน้อยอยู่แล้ว แทนที่จะเก็บตามความสามารถทางฐานะของบุคคล
และที่อยุติธรรมที่สุดคือ ภาษีรัชชูปการ
อันเป็นเงินส่วยที่ราษฎรไพร่ต้องเสียให้แก่เจ้าศักดินา
นายปรีดีเองมีความตั้งใจอยู่แล้วว่า จะต้องแก้ปัญหาภาษีที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ให้ได้
ซึ่งเป็นเจตนารมณ์หนึ่งในหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร
แม้ว่าเค้าโครงการเศรษฐกิจของเขาที่ถูกกล่าวหาว่า
เป็นคอมมิวนิสต์ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว
ดังนั้นเมื่อนายปรีดีเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๔๘๑ เมื่ออายุได้ ๓๘ ปี ในรัฐบาลของ พ.อ. หลวงพิบูลสงคราม นายปรีดีแถลงต่อรัฐสภาว่า
จะปรับปรุงระบบการเก็บภาษีให้เป็นธรรมแก่สังคม
นายปรีดียกเลิกภาษีอากรที่ไม่เป็นธรรม อันได้แก่ ภาษีรัชชูปการและอากรค่านา
ซึ่งเป็น "เงินส่วย" ซึ่งราษฎรต้องเสียให้แก่เจ้าศักดินา
และได้สถาปนา "ประมวลรัษฎากร" เป็นครั้งแรกในสยามประเทศ
เป็นการวางรากฐานเกี่ยวกับบทบัญญัติภาษีอากรที่เป็นธรรมแก่สังคม
คือผู้ใดมีรายได้มากก็เสียมาก ผู้ใดบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยมากก็เสียภาษีมาก
อันได้แก่ภาษีรายได้ ภาษีร้านค้า ภาษีธนาคาร ภาษีสุรา อากรมหรสพ ฯลฯ
นายปรีดีคาดการณ์ว่าอาจจะเกิดสงครามโลกครั้งที่
๒ ในไม่ช้า เงินปอนด์ซึ่งสยามประเทศใช้เป็นทุนสำรองเงินตราอาจจะลดค่าลงได้
นายปรีดีจึงตัดสินใจเปลี่ยนการเก็บรักษาเงินทุนสำรอง เป็นทองคำแท่งแทนเงินปอนด์
โดยนำเงินปอนด์ที่เป็นทุนสำรองจำนวนหนึ่งไปซื้อทองคำแท่งหนัก ๒๗๓,๘๑๕ ออนซ์
ในราคาออนซ์ละ ๓๕ เหรียญสหรัฐอเมริกา และนำมาเก็บไว้ในห้องนิรภัยกระทรวงการคลัง
ทำให้เสถียรภาพของค่าเงินบาทในเวลานั้นมั่นคงที่สุดแม้ว่าเป็นระยะใกล้จะเกิดสงครามเต็มทีแล้ว
ทองคำแท่งดังกล่าวยังเป็นทุนสำรองเงินบาทมาจนทุกวันนี้
งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของนายปรีดีที่มีผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
คือการให้กำเนิดธนาคารชาติ นายปรีดีเขียนไว้ในเค้าโครงการเศรษฐกิจว่า
ให้มีธนาคารชาติขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นธนาคารของรัฐ คอยควบคุมธนาคารพาณิชย์
ทั้งเป็นผู้ออกธนบัตร รักษาทุนสำรองเงินตรา แต่ความคิดนี้ถูกฝรั่งที่ปรึกษาและคนไทยด้วยกันเองขัดขวาง
ในเวลานั้นประเทศไทยมีธนาคารพาณิชย์เพียงไม่กี่แห่ง
และเป็นของต่างชาติเกือบทั้งหมด
การมีธนาคารชาติคอยควบคุมธนาคารพาณิชย์จึงมิใช่เรื่องเร่งด่วน
และต่างชาติที่เป็นเจ้าของธนาคารเกรงว่าธนาคารชาติ จะเข้าไปแทรกแซงการประกอบธุรกิจของพวกตน
แต่เมื่อนายปรีดีเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
เขามองเห็นว่า การจะสถาปนาประเทศให้มีอธิปไตยอย่างสมบูรณ์
มีความเจริญทัดเทียมต่างชาติ ไทยจำเป็นต้องมีธนาคารชาติ
เขาจึงได้ริเริ่มวางรากฐานอย่างจริงจัง โดยจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทยขึ้นก่อน และเร่งฝึกพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ให้พร้อมในการบริหารธนาคารชาติ
ต่อมาจึงได้จัดตั้งธนาคารชาติไทย หรือที่รู้จักกันในนามธนาคารแห่งประเทศไทย
เพื่อทำหน้าที่เป็นธนาคารชาติของรัฐโดยสมบูรณ์
ในพิธีเปิดธนาคารแห่งประเทศเมื่อวันที่
๑๐ ธันวาคม ๒๔๘๕ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พลตรีเภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ
กล่าวในพิธีว่า
"การตั้งธนาคารกลางขึ้นในประเทศไทย
เป็นความดำริที่รัฐบาลของ ฯพณฯ ได้มีมาแล้วแต่ช้านาน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์
ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้วางรากฐานลงไว้ โดยจัดตั้งสำนักธนาคารชาติไทยเป็นทบวงการเมือง
สังกัดขึ้นอยู่ในกระทรวงการคลัง
เพื่อประกอบธุรกิจอันอยู่ในหน้าที่ของธนาคารกลางไปก่อนบางประเภท
และเตรียมการจัดตั้งธนาคารกลางขึ้นต่อไป
การงานของสำนักงานธนาคารชาติไทยได้เจริญมาเป็นลำดับ
ด้วยอาศัยปรีชาสามารถของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังผู้นั้นเป็นสำคัญ"
1| 2 | 3 | 4 | 5 | หน้าต่อไป >