"เค้าโครงเศรษฐกิจนี่เป็นการทุบหม้อข้าว
ของเจ้านายขณะนั้น เพราะกิจการของรัฐ ที่ดินบางส่วนจะเป็นของรัฐ ไม่เป็นของส่วนตัว
ตอนนั้นอำนาจเงินของเจ้านายอยู่ที่ที่ดิน
และส่วนมากคณะรัฐมนตรีเป็นพวกขุนนางเก่าก็ไม่เห็นด้วย และพระยามโนฯ
สามารถเกลี้ยกล่อมนายทหารเกือบทั้งหมดยกเว้นพระยาพหลฯ ได้ว่า
พวกพลเรือนนี่หัวรุนแรง... อาจารย์ปรีดีตอนหลังก็ยอมรับว่า
เป็นความผิดที่ไม่พิจารณาลักษณะนิสัยใจคอของพระยามโนฯ
ก่อนที่จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี
พอเป็นแล้วก็ดูเหมือนจะตั้งหน้าตั้งตากำจัดอาจารย์ปรีดีท่าเดียว"
ทศ
พันธุมเสน
บุตรชายของพระยาทรงสุรเดช
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
นายปรีดีได้มีส่วนในการเสนอชื่อ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา
ขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการราษฎร ซึ่งต่อมาคือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ
และเมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดแรก
นายปรีดีได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี
อาจกล่าวได้ว่านายปรีดีเป็นผู้มีบทบาทมากที่สุดในการจัดวางรูปแบบการปกครองในระบอบใหม่
นอกจากจะเป็นผู้ร่างประกาศคณะราษฎรและเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกแห่งสยามประเทศแล้ว
เขายังเป็นอนุกรรมการผู้มีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕
อันเป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของสยาม และเขาเป็นผู้ยกร่าง พรบ. การเลือกตั้งฉบับแรก
พ.ศ. ๒๔๗๕
ริเริ่มให้สตรีมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรได้เท่าเทียมผู้ชาย
นับว่าก้าวหน้ากว่าประเทศฝรั่งเศสซึ่งเพิ่งเปิดโอกาสให้สตรีมีสิทธิ์เช่นนี้ได้หลังสงครามโลกครั้งที่
๒
แต่งานชิ้นสำคัญในระยะแรก คือการดูแลด้านเศรษฐกิจเพื่อสานต่ออุดมการณ์ของคณะราษฎรที่ว่า "วัตถุประสงค์ของการทำปฏิวัติครั้งนี้
ก็คือต้องการปฏิรูปการเศรษฐกิจ ทำชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น มิฉะนั้นจะไม่เปลี่ยน
งานแรกของนายปรีดีคือการช่วยเหลือราษฎรที่ต้องแบกรับภาษีที่ไม่เป็นธรรม
ด้วยการยกเลิกภาษีอากรนาเกลือ ลดและเลิกอัตราเก็บเงินค่าที่สวน ออก พรบ. พิกัดเก็บเงินค่านาเพื่อคุ้มครองกสิกรมิให้สิ้นเนื้อประดาตัว
ออก พรบ. ว่าด้วยการยึดทรัพย์สินของกสิกร
เพื่อจำกัดสิทธิอันทารุณของนายทุนมิให้ใช้สิทธิจนเป็นภัยแก่กสิกร ออก พรบ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา และออก พรบ. ภาษีเงินได้
ซึ่งเป็นภาษีก้าวหน้า ใครมีเงินได้มากก็เสียมาก เงินได้น้อยก็เสียน้อย
ในระหว่างนั้นรัฐบาลมีมติมอบหมายให้นายปรีดีเป็นผู้ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจ
ซึ่งนายปรีดีได้ร่างเค้าโครงฯ แบบสหกรณ์เต็มรูปแบบ
แต่ไม่ทำลายกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของเอกชน โดยให้รัฐซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมด้วยพันธบัตร
มีดอกเบี้ยประจำปี นายปรีดียังได้วางหลักการประกันสังคม
คือให้การประกันแก่ราษฎรตั้งแต่เกิดจนตายว่า เมื่อราษฎรผู้ใดไม่สามารถทำงาน
หรือทำงานไม่ได้เพราะเจ็บป่วยหรือชราหรืออ่อนอายุ
ก็จะได้รับความอุปการะเลี้ยงดูจากรัฐบาล ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนในหมวดที่ ๓
แห่งเค้าโครงการเศรษฐกิจ ในชื่อร่าง พรบ. "ว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร
แต่น่าเสียดายที่ความคิดดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์
กว่าประเทศไทยจะยอมรับ ให้มีนโยบายประกันสังคม ก็เป็นเวลาอีก ๖๐ ปีต่อมา นายปรีดียังเสนอให้มีการตั้งธนาคารแห่งชาติ
และออกสลากกินแบ่งเพื่อระดมทุนให้แก่รัฐบาล แต่ก็ถูกคัดค้านเช่นกัน
เมื่อนายปรีดีได้ร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจเสนอต่อรัฐบาล
ปรากฏว่าอนุกรรมการพิจารณาเค้าโครงการเศรษฐกิจที่รัฐบาลตั้งขึ้นมากลั่นกรองส่วนใหญ่เห็นด้วย
แต่อนุกรรมการส่วนน้อย คือ พระยามโนฯ พระยาศรีวิศาลฯ พระยาทรงสุรเดช นายประยูร
ภมรมนตรี ไม่เห็นด้วย เพราะไม่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
ซึ่งเจ้าและขุนนางยังเป็นผู้คุมอำนาจอยู่
เมื่อนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย นายปรีดีจึงขอลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี
สถานการณ์ของนายปรีดีขณะนั้นถือว่าเป็น "ตัวอันตราย" เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนทั่วไปยังให้ความเคารพ
รัฐบาลจึงร่วมมือกับทหารบางกลุ่มทำการยึดอำนาจด้วยการปิดสภาและออก พรบ. คอมมิวนิสต์ ๒๔๗๖ ออกแถลงการณ์ประณามนายปรีดีว่าเป็นคอมมิวนิสต์
นายปรีดีจำต้องเดินทางออกนอกประเทศไปพำนักอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๑๒
เมษายน ๒๔๗๖
แต่พอวันที่ ๑๙
มิถุนายนปีเดียวกัน คณะราษฎรที่นำโดย พ.อ. พระยาพหลฯ
ได้ยึดอำนาจจากพระยามโนฯ และโทรเลขเชิญนายปรีดีให้กลับมาร่วมรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง
สภาผู้แทนฯ ได้ตั้งกรรมาธิการสอบสวนกรณีนายปรีดีถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์
ผลการสอบสวนได้ข้อสรุปว่านายปรีดีเป็นผู้บริสุทธิ์
และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ผลงานสำคัญของนายปรีดีในช่วงนี้คือการออกร่าง
พรบ. จัดระเบียบราชการบริหารแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๔๗๖
มีเนื้อหาสำคัญคือการกระจายอำนาจการปกครองเป็นส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค
และส่วนท้องถิ่น หรือการปกครองระบอบเทศบาล
มีสภาเทศบาลประกอบด้วยสมาชิกที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา
ทำให้ราษฎรสามารถปกครองตนเองได้อย่างแท้จริง
นายปรีดียังมีส่วนสำคัญในการสถาปนาคณะกรรมการกฤษฎีกา
เพื่อทำหน้าที่ร่างกฎหมาย เป็นที่ปรึกษากฎหมายแผ่นดิน
เขาพยายามผลักดันให้คณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่ศาลปกครอง
ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาข้อพิพาทระหว่างราษฎรกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
และทำให้ราษฎรสามารถตรวจสอบฝ่ายปกครองได้ แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ประเทศไทยมามีศาลปกครอง
ก็เมื่อเวลาผ่านไป ๖๗ ปี
หน้า 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | หน้าต่อไป >