กิจกรรมนักเรียน
โรงเรียนสะเดา "ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์"
299  ถ. กาญจนวณิชย์ ต.สะเดา อ.สะเดา จ.สงขลา 90120 โทร. 074-411070  โทรสาร 074-411366

Home
Up
นายอำเภอขรรค์ชัย กัมพลานนท์
ประวัติโรงเรียน
บุคลากรของโรงเรียน
รางวัลนายอำเภอขรรค์ชัย
E_Learning
งานจริยธรรม
เก็บเอามาบอกลอกเอามาเล่า
บุคคล:หน่วยงานที่สนับสนุนโรงเรียน
ข่าวขรรค์ชัย
สมุดเยี่ยม
กระดานข่าว
ชมภาพกิจกรรม
เว็บไซต์ที่น่าสนใจ


กิจกรรมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
1. กิจกรรมลายสือสวย (การเพ้นท์)
2. กิจกรรมรักษ์โรงเรียน
3. กิจกรรมเกษตร
4. กิจกรรมศาสนาอิสลาม
5. กิจกรรมการแสดง
6. กิจกรรมอนุรักษ์มรดกใต้
7. กิจกรรมพุทธศาสนา
8. กิจกรรมสังคมศึกษา
9. กิจกรรมสืบสานทำนองเสนาะไพเราะรสคำ
10. กิจกรรมคณิตศาสตร์
11. กิจกรรมคหกรรม
12. กิจกรรมภาษาอังกฤษ
13. กิจกรรมสร้างสรรค์สังคม
14. กิจกรรมส่งเสริมธุรกิจ
15. กิจกรรมประดิษฐ์คิดสนุก
16. กิจกรรมวิทยาศาสตร์
17. กิจกรรมคุ้มครองผู้บริโภค
18. กิจกรรมรอยไทย
19. กิจกรรมกีฬากลางแจ้ง
20. กิจกรรมรักษ์ห้องสมุด
21. กิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
22. กิจกรรมมวยไทย
23. กิจกรรมศิลปไทย
กิจกรรมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
1. กิจกรรมอุตสาหกรรม
2. กิจกรรมลายสือสวย (การเพ้นท์)
3. กิจกรรมเกษตร
4. กิจกรรมศาสนาอิสลาม
5. กิจกรรมอนุรักษ์มรดกใต้
6. กิจกรรมหมากกระดาน
7. กิจกรรมถักโครเชต์
8. กิจกรรมสังคมศึกษา
9. กิจกรรมสืบสานทำนองเสนาะไพเราะรสคำ
10. กิจกรรมนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์
11. กิจกรรมคณิตศาสตร์
12. กิจกรรมมายากลวิทยาศาสตร์
13. กิจกรรมคหกรรม
14. กิจกรรมภาษาอังกฤษ
15. กิจกรรมสร้างสรรค์สังคม
16. กิจกรรมสงเสริมธุรกิจ
17. กิจกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม
18. กิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
19. กิจกรรมรอยไทย
20. กิจกรรมรักษ์ห้องสมุด
21. กิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
22. กิจกรรมสร้างสรรค์งานประดิษฐ์
23. กิจกรรมมวยไทย
กิจกรรมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
1. กิจกรรมอุตสาหกรรม
2. กิจกรรมลายสือสวย (การเพ้นท์)
3. กิจกรรมเกษตร
4. กิจกรรมศาสนาอิสลาม
5. กิจกรรมการแสดง
6. กิจกรรมพุทธศาสนา
7. กิจกรรมสืบสานทำนองเสนาะไพเราะรสคำ
8. กิจกรรมคณิตศาสตร์
9. กิจกรรมภาษาอังกฤษ
10. กิจกรรมภูมิศาสตร์
11. กิจกรรมสร้างสรรค์สังคม
12. กิจกรรมโสตทัศนศึกษา
13. กิจกรรมสงเสริมธุรกิจ
14. กิจกรรมนาฏศิลป์
15. กิจกรรมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ
16. กิจกรรมรักษ์ห้องสมุด
17. กิจกรรมปักคลอสติส
18. กิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
19. กิจกรรมสร้างสรรค์งานประดิษฐ์
20. กิจกรรมมวยไทย
  • ความสำคัญของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กำหนดแนวการจัดการศึกษา โดยยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคน
มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้อง
ส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรม 
ให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนคิด 
การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมและเทคโนโลยี 
ก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสียต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของบุคคล ทำให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้น 
จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีความสุข
บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงและยั่งยืน

  • จากจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบรูณ์ เป็นคนดี คนเก่ง 
    และอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข บนพื้นฐานของความเป็นไทยนั้น นอกจากการพัฒนาผู้เรียนทุกคน 
    ให้มีความรู้ที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ซึ่งได้กำหนดไว้ในโครงสร้าง กลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่มแล้ว หลักสูตรยังได้กำหนด
    กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนไว้ในโครงสร้างด้วย โดยมุ่งส่งเสริมการพัฒนาผู้เรียนเพิ่มเติมจากกลุ่มสาระการเรียนรู้ 8 กลุ่ม 
    ให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง ค้นพบความสามารถ ความถนัดของตนเองเพื่อการพัฒนาให้เต็มตามศักยภาพ เห็นคุณค่าในการ
    ประกอบสัมมาชีพ ให้เป็นผู้มีระเบียบวินัย ศีลธรรม จริยธรรม รู้จักบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ การบำเพ็ญประโยชน์
    ให้ชุมชน สังคม ประเทศชาติ และดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วนในสังคมทั้ง
    พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น
ความหมายของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

    กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นกิจกรรมที่จัดอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยรูปแบบ กระบวนการ วิธีการที่หลากหลาย 
    ให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง มีความหมายและมีคุณค่าในการพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านร่างกาย 
    จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม มุ่งสร้างเสริมเจตคติ คุณค่าชีวิต ปลูกฝังคุณธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ 
    ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักและเข้าใจตนเอง สร้างจิตสำนึกในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมปรับตัวและปฏิบัติตนให้เป็น
    ประโยชน์ต่อสังคม ประเทศชาติและดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข

จุดมุ่งหมายของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
    1. พัฒนาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ให้ครบทุกด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญาอารมณ์และสังคม
    2. พัฒนาความสามารถของตนเองตามศักยภาพ โดยมุ่งเน้นเพิ่มเติมจากกิจกรรมที่ได้จัดให้ผู้เรียนตาม
      กลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่ม
    3. เข้าร่วมและปฏิบัติกิจกรรมที่เลือกตามความถนัดและความสนใจของตนเอง
หลักการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

1. มีการกำหนดวัตถุประสงค์และแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

2. จัดให้เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความสนใจ ความถนัด และความสามารถของผู้เรียน
     และวัฒนธรรมที่ดีงาม

 3. บูรณาการวิชาการกับชีวิตจริง ให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้ตลอด
      ชีวิต และรู้สึกสนุกกับการใฝ่รู้ใฝ่เรียน

 4. ใช้กระบวนการกลุ่มในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ฝึกให้คิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ 
      จินตนาการ ที่เป็นประโยชน์  และสัมพันธ์กับชีวิตในแต่ละช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง

 5. จำนวนสมาชิกมีความเหมาะสมกับลักษณะของกิจกรรม

 6. มีการกำหนดเวลาในการจัดกิจกรรมให้เหมาะสม สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายของสถานศึกษา

 7. ผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินการ มีครูเป็นที่ปรึกษา ถือเป็นหน้าที่และงานประจำโดยคำนึงถึงความปลอดภัย

 8. ยึดหลักการมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรทั้ภาครัฐและเอกชน 
     มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม

 9. มีการประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยวิธีการที่หลากหลายและสอดคล้องกับกิจกรรมอย่างเป็น
      ระบบและต่อเนื่อง

ขอบข่ายของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
  • เป็นกิจกรรมที่เกื้อกูล ส่งเสริมการเรียนรู้ 8 กลุ่ม สาระการเรียนรู้ให้กว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในรูปแบบของการปฏิบัติตาม
    โครงการ/โครงงาน ในลักษณะเป็นกระบวนการเชิงบูรณาการโดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรมเป็นพื้นฐาน
  • เป็นกิจกรรมที่สนองความสนใจ ความถนัด ความต้องการของผู้เรียน ตามความแตกต่างระหว่างบุคคลในลักษณะชมรม 
    ชุมนุม กลุ่มสนใจ เน้นการให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของวิชาความรู้ อาชีพ และการดำเนินชีวิตที่ดีงาม ตลอดจนเห็นช่องทาง
    ในการประกอบอาชีพ
  • เป็นกิจกรรมที่ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึก ในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในลักษณะต่างๆ ให้สามารถจัดการกับ
    ชีวิตและสังคมได้ มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ รักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น มีค่านิยมในความดีงาม มีวินัยในตนเอง 
    มีคุณธรรมและจริยธรรมตลอดจนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • เป็นกิจกรรมที่ฝึกการทำงานและการให้บริการด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ส่วนรวม เพื่อเสริมสร้างความมีน้ำใจ 
    เอื้ออาทร ความเป็นพลเมืองดี และรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัวและสังคม

เป้าหมายของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนได้กำหนดเป้าหมายเพื่อการพัฒนาผู้เรียน ดังนี้

1. ได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย เกิดความรู้ ความชำนาญ ด้านวิชาการ วิชาชีพและเทคโนโลยี

2. เห็นคุณค่าขององค์ความรู้ต่าง ๆ และสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไปใช้ในการพัฒนาตนเองและประกอบอาชีพสุจริต

3. รู้จักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ มีกระบวนการคิด มีทักษะในการดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสมและมีความสุข

4. ค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง มองเห็นช่องทางในการสร้างงาน อาชีพในอนาคตได้เหมาะสมกับตนเอง

5. พัฒนาบุคคลิกภาพ เจตคติ ค่านิยมที่ดีในการดำเนินชีวิต เสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรม

6. มีจิตสำนึกในความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ ตลอดจนความเป็นระเบียบ วินัย คุณธรรม และจริยธรรม

ครูที่ปรึกษากิจกรรม มีบทบาทหน้าที่ดังนี้

  1. กำหนดขอบข่าย วัตถุประสงค์ และแนวปฏิบัติของกิจกรรม
  2. รับสมัครผู้เรียนเข้ากิจกรรม
  3. ปฐมนิเทศ
  4. จัดให้เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารงานกิจกรรม
  5. ให้คำปรึกษา แนะแนว การปฏิบัติกิจกรรม ทั้งการวางแผนโครงการ 
    / โครงงาน การปฏิบัติกิจกรรม และการวัดและประเมินผลกิจกรรม
  6. ตรวจสอบเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม
  7. ประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนทั้งเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม
  8. บันทึกพฤติกรรมลงในสมุดพกความดีของผู้เรียนเป็นรายบุคคล
  9. จัดให้ผู้เรียนแสดงความสามารถหรือผลงานผู้เรียน
  10. ให้ขวัญ กำลังใจ แก่ผู้เรียน

ผู้เรียน มีบทบาทหน้าที่ดังนี้

  1. เข้าร่วมกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจ
  2. รับการปฐมนิเทศจากครูที่ปรึกษากิจกรรม
  3. เลือกคณะกรรมการดำเนินงานในกิจกรรมที่เข้าร่วม
  4. ประชุมวางแผนจัดทำแผนงาน โครงการและปฏิทินงาน
  5. ปฏิบัติกิจกรรมตามแผนงาน โครงการ
  6. ประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรม
  7. สรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม

แนวทางการจัดกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน

กิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน เป็นกิจกรรมนักเรียนกิจกรรมหนึ่งในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 
พุทธศักราช 2544 ที่มุ่งเน้นการเติมเต็มความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ของผู้เรียนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อค้นพบความถนัด ความสนใจของตนเอง และพัฒนาตนเองให้เต็มศักยภาพ โดยมีขอบข่ายของกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ครอบคลุมกิจกรรมดังต่อไปนี้

  1. กิจกรรมตามความสนใจ เช่น ชุมนุม ชมรมต่าง ๆ ฯลฯ
  2. กิจกรรมสนับสนุน ส่งเสริม การเรียนการสอนตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่ม เช่น โครงงาน ฯลฯ
  3. กิจกรรมที่สนองนโยบายรัฐ กระทรวง กรม และโรงเรียนเอง เช่น กิจกรรมวันแม่ ฯลฯ
  4. กิจกรรมวันสำคัญทางศาสนาต่าง ๆกิจกรรมรณรงค์เรื่องสารเสพติด เอดส์เป็นต้น

หลักการจัดกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน

    การจัดกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน มีหลักการที่สำคัญคือ

      1. เป็นกิจกรรมที่เกิดจากความสมัครใจของผู้เรียน โดยมีครูเป็นที่ปรึกษา
      2. เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และช่วยกันแก้ปัญหา
      3. เป็นกิจกรรมที่พัฒนาผู้เรียนตามสาระที่กำหนดนอกเหนือจากการเรียนการสอน
      4. เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน
      5. เป็นกิจกรรมที่เหมาะสมกับสภาพของสถานศึกษาหรือท้องถิ่น
  1. วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน
  2. การจัดกิจกรรมตามความถนัดและความสนใจ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เรียน

      1. พัฒนาความรู้ ความสามารถ ด้านการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อให้เกิดทักษะ ประสบการณ์ ทั้งวิชาการและวิชาชีพตามศักยภาพ

 

2.2 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์

      1. มีสุขภาพและบุคลิกภาพทางด้านร่างกายและจิตใจที่ดี
      2. ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
      3. มีมนุษยสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่นในระบอบประชาธิปไตย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โครงสร้างการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนช่วงชั้นที่ 3

 

 

 

สาระ

เวลา(ชั่วโมง) / ปี

หมายเหตุ

ม.1

ม.2

ม.3

กิจกรรมนักเรียน

  1. กิจกรรมในคาบเรียน
    1. กิจกรรมในเครื่องแบบ
    2. กิจกรรมชุมนุม
    3. กิจกรรมโฮมรูม
    4. กิจกรรมแนะแนว
    5. กิจกรรมอบรม

 

 

40

40

40

40

40

 

 

40

40

40

-

40

 

 

40

40

40

-

40

 
  • กิจกรรมนอกคาบเรียน
    1. กิจกรรมโครงงาน
    2. โครงการต่างๆ
    3. กิจกรรมบริการ
    4. กิจกรรมอิสระ
    5. กิจกรรมพิเศษ
    6. กิจกรรมเฉพาะกิจอื่นๆ

 

-

-

-

-

-

-

 

-

-

-

-

-

-

 

-

-

-

-

-

-

 

 

 

 

 

 

 

รวม

200

160

160

 

 

 

 

 

 

โครงสร้างการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนช่วงชั้นที่ 4

 

 

 

สาระ

เวลาเรียน (ชั่วโมง ) / ภาค

 

หมายเหตุ

ภาคเรียนที่ 1

ภาคเรียนที่ 2

ม.4

ม.5

ม.6

ม.4

ม.5

ม.6

กิจกรรมนักเรียน

  1. กิจกรรมในคาบเรียน
    1. กิจกรรมในเครื่องแบบ
    2. กิจกรรมชุมนุม
    3. กิจกรรมโฮมรูม
    4. กิจกรรมแนะแนว
    5. กิจกรรมอบรม

 

 

20

20

20

-

20

 

 

20

20

20

-

20

 

 

20

20

20

-

20

 

 

20

20

20

-

20

 

 

20

20

20

-

20

 

 

20

20

20

-

20

 
  • กิจกรรมนอกคาบเรียน
    1. กิจกรรมโครงงาน
    2. โครงการต่างๆ
    3. กิจกรรมบริการ
    4. กิจกรรมพิเศษ
    5. กิจกรรมเฉพาะกิจอื่นๆ

 

-

-

-

-

-

 

-

-

-

-

-

 

-

-

-

-

-

 

-

-

-

-

-

 

-

-

-

-

-

 

-

-

-

-

-

 

รวม

80

80

80

80

80

80

 

หน้า 24

แนวทางการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี 

การลูกเสือเป็นขบวนการอาสาสมัคร ที่ให้การศึกษาแก่เยาวชน โดยถ้วนหน้า ไม่มีการแก่งแยกและกีดกันในเรื่องเชื้อชาติ ผิวพรรณ วรรณะ ตลอดจนลัทธิทางศาสนาใดๆทั้งสิ้น ไม่อยู่ภายใต้อิทธิพลของการเมืองและยึดมั่นปฏิบัติตามอุดมการณ์ของผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลกคือ ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ (Lord Baden-Powell ) อย่างแน่วแน่และมั่นคง วงการศึกษาทั่วโลกถือว่า การลูกเสือเป็นขบวนการที่ให้การศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในรูปแบบนอกระบบ

องค์การลูกเสือโลกปัจจุบันมีประเทศสมาชิก จำนวน 154 ประเทศ(พ.ศ. 2545) กิจการลูกเสือทั่วโลกสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยความมีเอกภาพ ซึ่งเป็นแกนกลางให้ประเทศสมาชิกทั่วโลกได้พัฒนากิจการลูกเสือของตนให้มีความก้าวหน้าไปในทางเดียวกัน ดังนั้น การส่งเสริมให้เยาวชนของชาติเป็นพลเมืองดี ที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและประเทศชาติ ต้องอาศัยสาระสำคัญของการลูกเสือ

  1. สาระสำคัญของลูกเสือ
  2. สาระสำคัญของลูกเสือประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ และวิธีการ โดยมีรายละเอียดดังนี้

      1. หลักการ ได้แก่
        1. มีศาสนาเป็นหลักยึดทางจิตใจ จงรักภักดีต่อศาสนาที่ตนเคารพนับถือและพึงปฏิบัติศาสนกิจด้วยความจริงใจ
        2. จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และประเทศชาติของตน พร้อมด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนสันติสุขและสันติภาพ ความเข้าใจที่ดีซึ่งกันและกัน ความร่วมมือซึ่งกันและกัน นับแต่ระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ
        3. เข้าร่วมในการพัฒนาสังคม ยอมรับและให้ความเคารพในเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้อื่นและเพื่อนมนุษย์ทุกคน รวมทั้งการยอมรับและให้ความเคารพในความถูกต้องและความเป็นธรรมต่อธรรมชาติและสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก
        4.  

        5. มีความรับผิดชอบต่อการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
        6. ลูกเสือทุกคนต้องยึดมั่น ในคำปฏิญาณและกฏของลูกเสือซึ่งบัญญัติไว้ ในภาษาของแต่ละประเทศ ตามความเหมาะสมกับวัฒนธรรมของตน โดยยึดใจความสำคัญที่ลอร์ด เบเดน โพเอลล์ ผู้ให้กำเนิดลูกเสือโลกได้กำหนดไว้ คำปฏิญาณและกฏของลูกเสือนั้น ต้องได้รับการอนุมัติจากองค์การลูกเสือโลกก่อน จึงจะถือว่าเป็นคำปฏิญาณและกฏที่ถูกต้อง
      1. วัตถุประสงค์
      2. วัตถุประสงค์ของการลูกเสือ คือการช่วยให้เยาวชนได้รับการพัฒนาศักยภาพทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจและสังคมให้สมบรูณ์อย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นพลเมืองดี ที่มีความรับผิดชอบและเป็นสมาชิกที่ดีของท้องถิ่น ของชาติและของชุมชนระหว่างประเทศ ตามที่ธรรมนูญของลูกเสือโลกไดบัญญัติไว้

      3. วิธีการ
      4. วิธีการของลูกเสือ คือระบบการศึกษาด้วยตนเองให้เกิดความก้าวหน้าตามลำดับขั้นโดยอาศัย

        1. คำปฏิญาณและกฏของลูกเสือ
        2. การเรียนรู้ด้วยการกระทำ
        3. ระบบหมู่หรือกลุ่มย่อย โดยมีผู้ใหญ่เป็นผู้แนะนำ สั่งสอน ฝึกอบรมให้มีความรับผิดชอบทีละน้อย แล้วเพิ่มความรับผิดชอบให้มากขึ้นตามลำดับอายุ ฝึกให้รู้จักปกครองตนเอง จนเป็นลักษณะนิสัยประจำตัว เพื่อให้มีความสามารถพึ่งตนเองได้ เป็นผู้นำและเป็นผู้ให้ความร่วมมือที่ดี
        4. การทดสอบความก้าวหน้าตามลำดับขั้น ปรับระดับการฝึกอบรมลูกเสือให้สูงขึ้นตามระดับอายุ
        5. ระบบเครื่องหมายวิชาพิเศษ การจัดทำหลักสูตรของการฝึกอบรมเด็กและวิชาที่เรียน ให้จัดตามความสนใจของผู้เรียนเป็นหลัก เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความก้าวหน้าเป็นรายบุคคล
        6. การใช้เพลง การเล่น การเล่านิทานฯลฯ ประกอบในการฝึกอบรมลูกเสือ
        7. พิธีการต่างๆในการฝึกอบรมลูกเสือ รวมทั้งเครื่องแบบลูกเสือตามแบบฉบับที่คณะลูกเสือแห่งชาติกำหนด
        8. เน้นเรื่องการใช้ชีวิตกลางแจ้ง ธรรมชาติศึกษา และการชุมนุมรอบกองไฟ ซึ่งถือเป็นหัวใจของกิจกรรมลูกเสือทุกประเภท
        9. ประเด็นสำคัญสุดยอดของการฝึกอบรมลูกเสือ คือ เน้นการฝึกทักษะที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต เพื่อให้การบริการต่อชุมชน และฝึกให้เยาวชนนิยมใช้ชีวิตกลางแจ้งให้สัมผัสกับธรรมชาติ โดยใช้กิจกรรมกลางแจ้งเป็นส่วนใหญ่

เนื่องจากคณะกรรมการลูกเสือแห่งชาติ ได้จดทะเบียนเป็นสมาชิกขององค์การลูกเสือโลก เมื่อ พ.ศ.2465 ดังนั้นในฐานะที่เป็นสมาชิกขององค์การลูกเสือโลกจะต้องปฏิบัติตามหลักการ วัตถุประสงค์ และวิธีการของลูกเสือตามที่องค์การลูกเสือโลกได้กำหนดอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมลูกเสือต้องยึดมั่นในวัตถุประสงค์ ของคณะลูกเสือแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติลูกเสือ (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ. 2528 (มาตรา 7) และปฏิบัติตามข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการปกครอง หลักสูตร และวิชาพิเศษลูกเสือ พ.ศ.2509 ดังนี้

คณะลูกเสือแห่งชาติมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาลูกเสือทั้งทางกาย สติปัญญา จิตใจและศีลธรรม ให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ ช่วยสร้างสรรค์สังคมให้มีความเจริญก้าวหน้า เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ ตามแนวทางดังต่อไปนี้

    1. ให้มีนิสัยในการสังเกต จดจำ เชื่อฟังและพึ่งตนเอง
    2. ให้ซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบวินัย และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
    3. ให้รู้จักบำเพ็ญตน เพื่อสาธารณประโยชน์
    4. ให้รู้จักทำการฝีมือ และฝึกฝนให้ทำกิจการต่างๆ ตามความเหมาะสม
    5. ให้รู้จักรักษาและส่งเสริมจารีตประเพณี วัฒนธรรม และความมั่นคงของประเทศชาติ ทั้งนี้โดยไม่เกี่ยวข้องกับลัทธิการเมืองใดๆ

 

    1. ประเภทของลูกเสือ
    2. ลูกเสือ ได้แก่เยาวชนชาย หญิง อายุระหว่าง 8 – 23 ปีที่รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรวิชาลูกเสือ โดยยึดมั่นในหลักการ วิธีการ และวัตถุประสงค์ และวิธีการของการลูกเสือ โดยอุดมการณ์ของลูกเสือ อยู่ที่การปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฏของลูกเสือ

      เพื่อความสะดวกในการฝึกอบรมและการจัดกิจกรรมของลูกเสือให้บรรลุตามหลักการ วิธีการและวัตถุประสงค์ของการลูกเสือคณะลูกเสือแห่งชาติจึงได้แบ่งประเภทของลูกเสือออกเป็น 4 ประเภท โดยยึดระดับอายุของเด็กเป็นเกณท์ และคำนึงถึงพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของเด็กเป็นพื้นฐานในการจัดหลักสูตรและกิจกรรมในการฝึกอบรมเพื่อให้เหมาะสมกับวัยของเด็กโดยธรรมชาติ

      1. ลูกเสือสำรอง มีอายุตั้งแต่ 8-11 ปี การฝึกอบรมและกิจกรรมลูกเสือสำรองจะจัดให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก โดยคำนึงถึงพัฒนาการทางร่างกาย และจิตใจเป็นพื้นฐานไม่ว่าเด็กนั้นกำลังเรียนอยู่ชั้นใด ระดับใดก็ตาม จะเป็นนักเรียนอยู่ในโรงเรียน หรือไม่เป็นนักเรียนก็ตาม
      2. ลูกเสือสามัญ มีอายุตั้งแต่ 8-15 ปี ลูกเสือสามัญเริ่มได้รับการฝึกอบรมให้มีความรับผิดชอบมากยิ่งขึ้น เริ่มใช้ชีวิตกลางแจ้งและการผจญภัย เน้นระบบหมู่และการเป็นผู้นำ รวมทั้งการบำเพ็ญประโยชน์โดยทั่วไป
      3. ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ มีอายุตั้งแต่ 15-18 ปี ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่นี้มีความรับผิดชอบสูง การฝึกอบรมและกิจกรรมเน้นเรื่องระบบหมู่และการเป็นผ้ำในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฝึกการใช้ชีวิตกลางแจ้ง การผจญภัย และทักษะวิชาลูกเสือ ฝึกอบรมความรู้พื้นฐานทางวิชาชีพตามที่ถนัด รวมทั้งการบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นมากขึ้น
      4. ลูกเสือวิสามัญ มีอายุตั้งแต่ 17-23 ปี ลูกเสือวิสามัญเป็นวัยของคนหนุ่มสาว ดังนั้นการฝึกอบรมลูกเสือวิสามัญจึงมุ่งที่จะเตรียมให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้ พร้อมที่จะใช้ชีวิตผู้ใหญ่อย่างถูกต้องและสมบรูณ์แบบ ให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบต่อไป การฝึกอบรมจะเน้นการเป็นผู้นำใน

       

       

      ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การวางแผนโครงการ และ

      การปฏิบัติงานตามโครงการ ฝึกให้นิยมชีวิตกลางแจ้ง การให้บริการผู้อื่นและ

      สังคมเป็นชีวิตจิตใจ

      ตามพระราชบัญญัติลูกเสือ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2528 มาตรา 35 ระบุว่าลูกเสือที่เป็นหญิงอาจใช้ชื่อเรียกว่า เนตรนารี หรือชื่ออื่น ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ และบรรดาคำว่าลูกเสือในพระราชบัญญัตินี้ ให้หมายความถึงลูกเสือที่เป็นหญิงด้วย

    3. การดำเนินการจัดกิจกรรมลูกเสือ
    4. การจัดกิจกรรมลูกเสือ จะต้องดำเนินการตามข้อบังคับของคณะลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการปกครอง หลักสูตรและวิชาพิเศษ พ.ศ.2509 ดังนี้

      1. หน่วยลูกเสือ การจัดหน่วยลูกเสือ โรงเรียนจัดดังนี้
        1. กลุ่มลูกเสือ
        2. กองลูกเสือ
        3. หมู่ลูกเสือ
      2. การเรียกชื่อกลุ่มลูกเสือและกองลูกเสือ
      3. การเรียกชื่อกลุ่มใช้ชื่อว่า “กลุ่มลูกเสือโรงเรียนสะเดา”ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์” และแบ่งเป็น กลุ่มลูกเสือ ชั้น ม.1 / กลุ่มลูกเสือ ม.2 / กลุ่มลูกเสือ ม.3 และในแต่ละกลุ่มจะแบ่งเป็นกองลูกเสือ เช่น กลุ่มลูกเสือชั้นม.1 จะแบ่งเป็น กองลูกเสือ 6 กอง โดยประกอบด้วยลูกเสือ 4 กอง และเนตรนารี 2 กอง เหมือนกันทุกระดับชั้น และลูกเสือวิสามัญก็เช่นเดียวกัน

      4. การเรียกชื่อหมู่ลูกเสือ
      5. หมู่ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ เรียกตามที่บัญญัติไว้ในหนังสือกฏกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสือ

      6. รหัสของลูกเสือ
      7. รหัสของลูกเสือเป็นเครื่องหมายเฉพาะในวงการลูกเสือ ซึ่งลูกเสือรับรู้และเข้าใจความหมายซึ่งกันและกัน วัตถุประสงค์ของการแสดงรหัสลูกเสือ ก็เพื่อจะให้ลูกเสือรู้และเข้าใจว่า”เราเป็นพวกเดียวกัน”

        วิธีแสดง ยกข้อศอกงอขึ้นชิดลำตัว หันฝ่ามือข้างหน้าสูงเสมอไหล่ให้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วก้อยรวบจนติดกัน นิ้วหัวแม่มือทับนิ้วก้อย อีกสามนิ้วที่เหลือเหยียดขึ้นไปตรงๆและติดกัน นิ้วทั้งสามมีความหมายถึงคำปฏิญาณ

        ของลูกเสือ 3 ข้อคือ

        ข้อ 1 ข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

        ข้อ 2 ข้าจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ

        ข้อ 3 ข้าจะปฏิบัติตามกฏของลูกเสือ

        โอกาสแสดงรหัส

        1. เมื่อลูกเสือกล่าวคำปฏิญาณในพิธีปฏิญาณตน
        2. เมื่อพบกับลูกเสือในประเทศหรือต่างประเทศเป็นการรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน
      8. การสัมผัส การสัมผัสมือด้วยมือซ้ายและปฏิบัติต่อกันเช่นนี้ในหมู่ลูกเสือทั่วไป
      9. วิธีแสดง ยื่นมือซ้ายออกไป แล้วสัมผัสกับมือซ้ายของอีกฝ่ายหนึ่ง สัมผัสกันเหมือนกับการสัมผัสมือขวาตามธรรมดา

      10. คติพจน์ คำปฏิญาณ และกฏของลูกเสือ
      11.  

        หัวข้อ

        ประเภทลูกเสือ

        สามัญรุ่นใหญ่

        วิสามัญ

        ระดับชั้น(ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544)

        กองลูกเสือ

         

         

        คติพจน์

        คำปฏิญาณ

         

         

         

         

         

        กฏ

        มัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3

         

        อย่างน้อย 2 หมู่ ไม่เกิน 6 หมู่ หมู่ละ 4-8 คน รวมนายหมู่และรองนายหมู่

        “มองไกล “ (LOOK WIDE )

        ข้าสัญญาว่า

        ข้อ 1 ข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

        ข้อ 2 ข้าจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ

        ข้อ 3 ข้าจะปฏิบัติตามกฏของลูกเสือ

        ข้อ 1 ลูกเสือมีเกียรติเชื่อถือได้

        ข้อ 2 ลูกเสือมีความจงรักภักดีติอชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

        ข้อ 3 ลูกเสือมีหน้าที่กระทำตนให้เป็นประโยชน์และช่วยเหลือผู้อื่น

        ข้อ 4 ลูกเสือเป็นมิตรของคนทุกคนและเป็นพี่น้องกันกับลูกเสืออื่นทั่วโลก

        ข้อ 5 ลูกเสือเป็นผู้สุภาพเรียบร้อย

        ข้อ 6 ลูกเสือมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์

        ข้อ 7 ลูกเสือเชื่อฟังคำสั่งของบิดามารดาและผู้บังคับบัญชาด้วยความเคารพ

        ข้อ 8 ลูกเสือมีใจร่าเริงและไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก

        ข้อ 9 ลูกเสือเป็นผู้มัธยัสถ์

        ข้อ 10 ลูกเสือประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ใจ

        มัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6

         

        หมู่ละ 4-6 คน รวมนายหมู่และรองนายหมู่(ไม่เกิน 40 คน โดยแบ่งออกเป็นชุดหรือหมู่ตามความต้องการ)

        “ บริการ “ (SERVICE )

        เช่นเดียวกับลูกเสือสามัญรุ่น

        ใหญ่ หน้า 30

         

         

         

         

         

        เช่นเดียวกับลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่

      12. การเคารพของลูกเสือ มีรายละเอียดดังนี้
    1. วันทยหัตถ์ ให้ทำวันทยหัตถ์ 3 นิ้ว คือยกมือขวาขึ้น ให้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางติดกัน แล้วให้นิ้วชี้แตะที่ขอบหมวก หมวกปีกหรือนิ้วชี้แตะที่หางคิ้วขวา ถ้าสวมหมวกทรงอ่อน(เบเร่) ถ้าไม่ได้สวมหมวกก็ทำอย่างเดียวกับสวมหมวก ถ้าอยู่ในแถว ผู้บังคับบัญชาจะบอก “ตรง”
    2. เคารพท่าพลอง (รายละเอียดอยู่ในข้อบังคับของคณะลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการปกครอง หลักสูตร และวิชาพิเศษลูกเสือ พ.ศ. 2509)
      1. พิธีการต่างๆ ของลูกเสือ

พิธีการต่างๆของลูกเสือ ปฏิบัติตามข้อบังคับคณะลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการปกครอง หลักสูตรและวิชาพิเศษลูกเสือ พ.ศ.2509

    1. การจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี
    2. กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี เป็นกิจกรรมที่มุ่งปลูกฝังระเบียบวินัย กฏเกณท์ เพื่อการอยู่ร่วมกันในสภาพชีวิตต่าง ๆ นำไปสู่พื้นฐานการทำประโยชน์ให้แก่สังคมและวิถีชีวิตในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกระบวนการจัดกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี เป็นไปตามข้อกำหนดของคณะลูกเสือแห่งชาติ รวมทั้งให้สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 โดยกำหนดหลักสูตรดังนี้

     

    ประเภทลูกเสือ

    ชั้นเรียน

    กิจกรรม

    วิชาพิเศษ

    ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่

     

    ลูกเสือวิสามัญ

    (เป็นกิจกรรมบังคับ)

    ม.1

    ม.2

    ม.3

    ม.4

    ม.5

    ม.6

    ลูกเสือโลก

    ลูกเสือชั้นพิเศษ

    ลูกเสือหลวง

    เตรียมลูกเสือวิสามัญ

    สำรวจตนเอง/เข้าพิธีประจำกอง

    กิจกรรมพิเศษ

    มี 76 วิชา

    เรียนนอกเวลาหรือเรียนในเวลา ภาคเรียนที่ 2

    มี 11 วิชา

    ใช้เวลาเรียนในคาบ สัปดาห์ละ 1-2 คาบ

     

     

     

     

  1. หลักสูตรกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3
  2. 5.1 จุดประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาทางกาย สติปัญญา จิตใจ และศีลธรรม ให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบช่วยสร้างสรรค์สังคมให้มีความเจริญก้าวหน้า ความสงบสุข และความมั่นคงของประเทศชาติจึงต้องปลูกฝังให้มีคุณลักษณะดังนี้

        1. มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถปฏิบัติตามคำปฏิญาณ กฎ และคติพจน์ของลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่
        2. มีทักษะการสังเกต จดจำ การใช้เครื่องมือ การแก้ปัญหา และทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น
        3. มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความกล้าหาญ อดทน เชื่อมั่นในตนเอง มีระเบียบวินัย มีความสามัคคี เห็นอกเห็นใจผิอื่น มีความเสียสละ บำเพ็ญตนเพื่อสาธารณประโยชน์
        4. มีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ สร้างสรรค์งานฝีมือ สนใจและพัฒนาเรื่องของธรรมชาติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แนวทางการจัดกิจกรรมยุวกาชาด

กิจกรรมยุวกาชาดเป็นกิจกรรมนักเรียนกิจกรรมหนึ่ง ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ที่มุ่งเน้นเพิ่มเติมจากกิจกรรมที่ได้จัดให้ผู้เรียนตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่ม ด้วยการเข้าร่วมและปฏิบัติกิจกรรมที่เหมาะสมร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขกับกิจกรรมที่เลือกด้วยตนเอง ตามความถนัดและความสนใจ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของสังคมไทย และมีจิตสำนึกในการทำประโยชน์ให้แก่สังคม โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเองอย่างครบวงจร เน้นทักษะ กระบวนการ ตั้งแต่ศึกษา วิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมิน ปรับปรุงการทำงาน และการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม

  1. หลักการของกิจกรรมยุวกาชาด
  2. เพื่อให้กิจกรรมยุวกาชาดเป็นไปตามหลักการการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จึงกำหนดหลักการของกิจกรรมยุวกาชาดไว้ดังนี้

      1. เป็นกิจกรรมที่สร้างพื้นฐานในการคิด ปฏิบัติตามหลักการกาชาดและยุวกาชาด กฏหมายมนุษยธรรม และสิทธิมนุษยชน รวมทั้งทักษะในการจัดการ ทักษะในการดำเนินชีวิต สามารถคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาได้
      2. มีความเป็นเอกภาพและมีความหลากหลายในกิจกรรม กล่าวคือ เป็นกิจกรรมที่มีโครงสร้างหลักสูตรยืดหยุ่น ทั้งนี้ เพื่อความจำเป็นและความสอดคล้องสำหรับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นไทย และความเป็นพลเมืองดีของชาติ
      3. สามารถสนองตอบต่อสภาพความต้องการที่แท้จริงของสถานศึกษา และท้องถิ่น
  3. วัตถุประสงค์ของกิจกรรมยุวกาชาด
  4. กิจกรรมยุวกาชาดเป็นการจัดกิจกรรมโดยใช้กระบวนการที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ในระบบหน่วย กลุ่ม หมู่ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ และเกิดทักษะเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม หลักการกาชาดและยุวกาชาด การคุ้มครอง กฏหมายมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน การช่วยเหลือ การรักษาสุขภาพและสมรรถภาพที่ดี บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม อนุรักษ์สิ่งแวด

    ล้อม การสร้างสัมพันธภาพและความเข้าใจอันดี อันจะนำไปสู่สันติภาพ ก่อให้เกิดความสุขในการอยู่ร่วมกันทุกแห่งหน จึงกำหนดจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนเกิดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ดังต่อไปนี้

      1. มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะตามหลักการของกาชาดและยุวกาชาด
      2. มีสุขภาพ และสมรรถภาพที่ดี สามารถนำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
      3. มีเมตตา กรุณา และมีไมตรีจิตต่อบุคคลทั่วไป
      4. บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
      5. มีทักษะในการปฏิบัติกิจกรรมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
  5. พฤติกรรมบ่งชี้และเป้าหมายการจัดกิจกรรมยุวกาชาด

การจัดกิจกรรมยุวกาชาดเป็นการจัดกิจกรรมที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ให้เกิดแก่สมาชิกยุวกาชาด โดยใช้กระบวนการระบบหน่วย กลุ่ม หมู่ ให้มีความรู้ความเข้าใจ และเกิดทักษะในการปฏิบัติตนตามหลักการกาชาดและยุวกาชาด ด้วยการมีสุขภาพและสมรรถภาพที่ดี สามารถนำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เห็นคุณค่าในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีทักษะในการปฏิบัติกิจกรรมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ดังนั้นจึงได้กำหนดพฤติกรรมบ่งชี้และเป้าหมายการจัดกิจกรรมดังนี้

 

จุดประสงค์

พฤติกรรมบ่งชี้

เป้าหมายการจัดกิจกรรม

  1. มีความรู้ความเข้าใจ และทักษะตามหลักการของ การและยุวกาชาดคือ
    1. หลักการกาชาด 7 ประการ
    2. มนุษยธรรม

      ความไม่ลำเอียง

       

       

       

       

       

      ความเป็นกลาง

       

      ความเป็นอิสระ

       

      บริการอาสาสมัคร

       

      ความเป็นเอกภาพ

       

       

       

      ความเป็นสากล

       

       

       

       

       

       

    3. ยุวกาชาด
      1. มีอุดมคติในศานติสุข มีความ
      2. จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

      3. มีความรู้ ความชำนาญในการรักษาอนามัยของตนเองและของผู้อื่น ตลอดจนการพัฒนาตนเองทางร่างกายจิตใจ คุณธรรม จริยธรรม
      4. ธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ
      5. บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
      6. ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
      7.  

      8. มีใจเมตตา กรุณา และมีไมตรีจิตต่อบุคคลทั่วไป
  2. มีสุขภาพและสมรรถภาพที่ดี สามารถนำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
  3.  

     

  4. มีเมตตา กรุณา และมีไมตรีจิตต่อบุคคลทั่วไป
  5.  

     

     

  6. บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเห็นคุณค่าในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
  7.  

     

     

     

     

     

     

  8. มีทักษะในการปฏิบัติกิจกรรมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 

 

 

 

 

 

 

 

      1. ช่วยเหลือเผื่อแผ่เพื่อนมนุษย์
      2. ประพฤติปฏิบัติตนในการช่วยเหลือเพื่อน
      3.  

        มนุษย์ โดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ชนชั้น และลัทธิการเมือง

      4. ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการขัดแย้งทางด้านการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา
      5. มีความเป็นอิสระในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
      6. ทำงานด้วยความสมัครใจ เต็มใจและไม่หวังสิ่งตอบแทน
      7. มีความเป็นเอกภาพในการบริการด้านมนุษยธรรม ช่วยเหลือผู้ตกยากและผู้ประสบภัย
      8. มีหน้าที่และรับผิดชอบในการให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะประเทศสมาชิกสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ

 

      1. เป็นผู้ใฝ่สันติสุข ยกย่อง เทิดทูน ชาติ
      2. ศาสนา พระมหากษัตริย์

      3. ปฏิบัติตนในการรักษาอนามัยและส่งเสริมอนามัยของผู้อื่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอทั้งด้านร่างกาย จิตใจ มีคุณธรรม จริยธรรม และอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติ
      4. ส่งเสริม สนับสนุน อนุรักษ์และภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ
      5. เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ช่วยเหลือ เสียสละให้แก่ผู้อื่น ชุมชน สังคมและประเทศชาติ
      6. มีความมุ่งมั่นและปฏิบัติตนตามระบอบประชาธิปไตยไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีความยุติธรรม ทำงานเป็นหมู่คณะได้ ยกย่องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
      7. มีเมตตาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ได้รับความทุกข์ยาก รวมทั้งมีจิตใจ โอบอ้อมอารี มีน้ำใจต่อบุคคลทั่วไป
    1. ศึกษาและปฏิบัติตนในการรักษาสุขภาพและสร้างเสริมสมรรถภาพให้ดีอยู่เสมอ
    2. เผยแพร่การรักษาสุขภาพ และสร้างเสริมสมรรถภาพแก่ผู้อื่น
    1. ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ
    2. เอื้ออาทร ห่วงใย ให้กำลังใจแก่ผู้ทุกข์ยากและด้อยโอกาส
    3. ชื่นชม ยินดี ในความสำเร็จ ความดีงามของผู้อื่น
    1. ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
    2. ประพฤติปฏิบัติตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมเสมอ
    3. อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
    4. รู้คุณค่าและประโยชน์ของสิ่งต่างๆรอบตัวแม้แต่สิ่งเล็กน้อย

 

 

    1. ผลสำเร็จของการปฏิบัติ กิจกรรมบรรลุตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
    2. สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 

 

 

 

เป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะตามหลักการกาชาด สามารถอธิบายและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ปฏิบัติ

 

หน้า 37

ตนตามหลักการกาชาด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจและมีทักษะตามวัตถุประสงค์ของ

 

ยุวกาชาด สามารถอธิบายและปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ปฏิบัติตนตามวัตถุประสงค์ของยุวกาชาด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

    1. เป็นผู้มีสุขภาพและสมรรถภาพดี
    2.  

    3. สามารถนำไปเผยแพร่และเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น
    1. เป็นผู้มีน้ำใจ เป็นคนดีของสังคม

 

 

 

    1. เป็นผู้บำเพ็ญตนให้เป็น ประโยชน์ต่อสังคม
    2. สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
    3. มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์
    4. เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

 

 

 

หน้า 40

    1. เป็นผู้มีทักษะในการปฏิบัติกิจกรรม
    2.  

    3. อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

 

  1. กิจกรรมยุวกาชาด

4.1 ประเภทของกิจกรรมยุวกาชาด

กิจกรรมยุวกาชาดมี 2 ประเภท คือ

      1. ยุวกาชาดในสถานศึกษา ได้แก่ ยุวกาชาดในโรงเรียน วิทยาลัย สถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัย
      2. ยุวกาชาดนอกโรงเรียน ได้แก่ เยาวชนชาย หญิง อายุระหว่าง 13 – 25 ปี ที่อยู่นอกระบบโรงเรียน ซึ่งหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน คณะบุคคล สมาคม สโมสร และมูลนิธิต่าง ๆสามารถจัดกิจกรรมให้เยาวชนดังกล่าวได้
    1. การดำเนินการจัดกิจกรรมยุวกาชาดในโรงเรียน
    2. กิจกรรมยุวกาชาดเป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่เน้นทักษะและกระบวนการทางยุวกาชาดดังนั้น กี่ดำเนินการจัดกิจกรรมยุวกาชาดในโรงเรียน จึงมีข้อปฏิบัติในเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดตั้งหมู่ยุวกาชาดและการสมัครเข้าเป็นสมาชิกยุวกาชาด

    3. ทางโรงเรียนได้ขอจัดตั้ง
    1. หมู่ยุวกาชาดโดยใช้ชื่อว่า “หมู่ยุวกาชาดโรงเรียนสะเดา”ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์”
    2. แบ่งยุวกาชาดเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มยุวกาชาดชั้น ม.1ประกอบด้วยสมาชิกยุวกาชาด 10 หน่วย หน่วยละ 8 – 10 คน / กลุ่มยุวกาชาดชั้น ม.2 /และกลุ่มยุวกาชาดชั้น ม.3 การแบ่งหน่วยก็ทำเหมือนกันทุกระดับชั้น
    3.  

    4. แต่งตั้งผู้บังคับบัญชายุวกาชาด โดยส่งครูเข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 15 คน

รวมแล้วมีผู้บังคับบัญชายุวกาชาด ทั้งหมดประมาณ 35 คน ไม่ผ่านการฝึกอบรมประมาณ 20 คน ในบางปีทางโรงเรียนก็จัดให้มีการอบรมผู้บังคับบัญชายุวกาชาด โดยเชิญวิทยากรของยุวกาชาดมาอบรมให้ทั้งหมด

5. โครงสร้างหลักสูตรกิจกรรมยุวกาชาด

เพื่อให้การจัดกิจกรรมยุวกาชาดเป็นไปตามหลักการ จุดประสงค์ที่กำหนดไว้ จึงได้กำหนดโครงสร้างของหลักสูตรกิจกรรมยุวกาชาด ดังนี้

ระดับยุวกาชาด

ระดับ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3

ระดับ 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6

ระดับ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3

ระดับ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6

6. หลักสูตรยุวกาชาด

หลักสูตรยุวกาชาด แบ่งเป็นกิจกรรมบังคับและกิจกรรมพิเศษ โดยกิจกรรมบังคับประกอบด้วย 4 กลุ่มกิจกรรมคือ

    1. กลุ่มกิจกรรมกาชาดและยุวกาชาด
    2. กลุ่มกิจกรรมสุขภาพ
    3. กลุ่มกิจกรรมสัมพันธภาพและความเข้าใจอันดี
    4. กลุ่มกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์

6.1 กลุ่มกิจกรรมกาชาดและยุวกาชาด ประกอบด้วย

    1. .1 กาชาดสากล
      1. สภากาชาดไทย
      2. ยุวกาชาด

กลุ่มกิจกรรมนี้เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้สมาชิกยุวกาชาดมีความรู้ ความเข้าใจ ในหลักการและอุดมการณ์ของกาชาด มีศรัทธาในการเข้าร่วมกิจกรรม ด้วยความเสียสละเป็นคนดีมีคุณธรรมช่วยสร้างสรรค์สังคม เป็นผู้นำในการเผยแพร่กิจการกาชาด และยุวกาชาด ส่งเสริมสันติภาพและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ รวมทั้งกฏหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

 

6.2 กลุ่มกิจกรรมสุขภาพ ประกอบด้วย

        1. สุขภาพ
        2. การป้องกันชีวิตและสุขภาพ

กลุ่มกิจกรรมนี้เป็นการจัดกิจกรรม ให้สมาชิกยุวกาชาดได้ศึกษาและฝึกฝนทักษะการป้องกันชีวิตและสุขภาพ การเสริมสร้างสมรรถภาพ มีความรู้ และทักษะในการรักษาอนามัยของตนเองและส่งเสริมอนามัยของผู้อื่น การปฐมพยาบาล และเคหพยาบาล การเตรียมตัวป้องกันอุบัติภัยและภยันตรายต่างๆเช่น เอดส์ สารเสพติด ฯลฯ

6.3 กลุ่มกิจกรรมสัมพันธภาพและความเข้าใจอันดี ประกอบด้วย

        1. ความสามัคคีและความพร้อมเพรียง
        2. ความมีระเบียบวินัย
        3. สัมพันธภาพและความเข้าใจอันดี

กลุ่มกิจกรรมนี้เป็นการจัดกิจกรรมให้สมาชิกยุวกาชาดได้รู้จักตนเอง มีระเบียบวินัย มีบุคลิกภาพที่ดี รู้จักการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและสังคมได้ดี มีความสามัคคี มีสัมพันธภาพและความเข้าใจอันดีกับบุคคลทั่วไป ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลที่มีพื้นฐานการดำรงชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีการติดต่อพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ของยุวกาชาดที่ปฏิบัติงานสร้างเสริมสันติภาพ ซึ่งเป็นพื่นฐานของการทำงานในด้านอื่น

    1. กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ประกอบด้วย
        1. การบำเพ็ญประโยชน์
        2. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

กลุ่มกิจกรรมนี้เป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกยุวกาชาดปฏิบัติตนสนองต่ออุดมการณ์และวัตถุประสงค์ของยุวกาชาด มีความภาคภูมิใจ ในวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณีและมรดกของชาติ พร้อมที่จะอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและธรรมชาติ ปลูกฝังและฝึกฝนให้เป็นผู้ที่มีความเสียสละ บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

7.กิจกรรมพิเศษ

นอกเหนือจากกิจกรรมทั้ง 4 กลุ่มแล้ว กิจกรรมพิเศษซึ่งเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างทักษะ ความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียนโดยเฉพาะ โรงเรียนควรกำหนดเวลาในการจัดกิจกรรมให้ด้วย เช่น จัดในเวลาเรียน นอกเวลาเรียน บูรณาการกับสาระอื่นๆ จัดใน

ลักษณะการอยู่ค่าย ทั้งค่ายกลางวันและค่ายพักแรม ก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันกิจกรรมพิเศษ มีจำนวน 21 กิจกรรม ตัวอย่างเช่น ความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ว่ายน้ำ ปฐมพยาบาล ฯลฯ

8. การวัดผลและการประเมินผลกิจกรรมยุวกาชาด

การวัดผลและประเมินผลกิจกรรมยุวกาชาด มี 2 ส่วนคือ

8.1 การวัดผลและประเมินผลกิจกรรมบังคับ เป็นการวัดและประเมินผลเพื่อให้สมาชิกยุวกาชาดผ่านช่วงชั้นหรือจบหลักสูตร โดยการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและผ่านการประเมินตามเกณท์ที่สถานศึกษากำหนด และมีการประเมินผลตลอดภาคเรียน โดยแบ่งเป็น 3 ระยะคือ

ระยะที่ 1 ประเมินก่อนจัดกิจกรรม เพื่อทราบคุณลักษณะและลักษณะนิสัยพื้นฐานของสมาชิกยุวกาชาดแต่ละคน

ระยะที่ 2 ประเมินระหว่างจัดกิจกรรม เพื่อประเมินคุณภาพของคุณลักษณะ ลักษณะนิสัย และพฤติกรรมที่สมาชิกยุวกาชาดแสดงออกเป็นประจำและต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมให้พึงประสงค์ยิ่งขึ้น

ระยะที่ 3 ประเมินหลังการจัดกิจกรรม เพื่อทราบผลการพัฒนาพฤติกรรมของสมาชิกยุวกาชาด

      1. การวัดผลและประเมินผลกิจกรรมพิเศษ เป็นการวัดและประเมินผลเพื่อให้สมาชิกยุวกาชาดมีสิทธิ์ประดับเครื่องหมายกิจกรรมพิเศษได้ เมื่อสมาชิกยุวกาชาดสามารถสอบผ่านเกณท์ที่สถานศึกษากำหนด
      2. เกณท์การผ่านกิจกรรม

8.3.1 กิจกรรมบังคับ เกณท์การผ่านกิจกรรมบังคับมี 2 ข้อคือ

    1. เข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 80% หรือตามเกณท์ที่สถานศึกษากำหนด
    2. ผ่านจุดประสงค์ที่สำคัญของแต่ละกิจกรรม

สำหรับจุดประสงค์ที่สำคัญของแต่ละกิจกรรมนี้ สถานศึกษาต้องกำหนดขึ้นตามสาระของกิจกรรมบังคับ ตัวอย่างเช่น

 

 

  • บอกความแตกต่างของเครื่องหมายกาชาดที่ใช้ในประเทศทั่วไป และประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามได้
  • เข้าร่วมกิจกรรมในวันสำคัญ/กิจกรรมของสังคม/ชุมชน จำนวน 1 ครั้ง ใน 1 ภาคเรียน
  • สาธิตการเปลี่ยนอิริยาบถและทำความสะอาดผู้ป่วยบนเตียงได้

8.3.2 กิจกรรมพิเศษ เกณท์การผ่านกิจกรรมพิเศษศึกษาจากคู่มือการจัดกิจกรรมพิเศษยุวกาชาด

 

    1. แนวการจัดกิจกรรมลูกเสือ-เนตรนารี

การจัดกิจกรรมลูกเสือ จะมีการเปิดประชุมกองทุกครั้ง ก่อนที่จะมีการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อเป็นการฝึกความมีระเบียบวินัยในตนเอง โดยปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

    1. พิธีเปิด (เชิญธงขึ้น สวดมนต์ สงบนิ่ง ตรวจ แยก )
    2. เกม หรือ เพลง ทำให้เกิดความสนุกสนาน เป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนปฏิบัติกิจกรรม อาจใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็นจะต้องสอดคล้องหรือสัมพันธ์กับเนื้อหาเสมอไป
    3. การปฏิบัติกิจกรรม เน้นการปฏิบัติเป็นฐาน โดยใช้ระบบหมู่เพื่อสะดวกต่อการเรียนการสอน ตลอดจนการควบคุมดูแล ตรวจสอบและให้คำแนะนำแก้ไข
    4. การเล่าเรื่องสั้นที่เป็นประโยชน์ ควรเน้นเรื่องง่ายๆ และสรุปให้ลูกเสือเข้าใจว่ามีประโยชน์อย่างไร ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของคุณธรรมต่าง ๆ เช่นความสามัคคี ความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละ ความกล้าหาญอดทน ฯลฯ
    5. พิธีปิด (นัดหมาย ตรวจ เชิญธงลง เลิก )
  1. การวัดผลประเมินผลกิจกรรมลูกเสือ- เนตรนารี

การวัดผลและประเมินผลกิจกรรมลูกเสือมี 2 กิจกรรมคือ

      1. กิจกรรมบังคับ เป็นการวัดผลและประเมินผลเพื่อให้ลูกเสือ เนตรนารี ผ่านช่วงชั้นหรือจบหลักสูตร โดยการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและผ่านการประเมินตามเกณท์ที่สถานศึกษากำหนด และมีการวัดผลตลอดภาคเรียน โดยการ

7.1.1 สังเกต

  1. 1. ความสนใจ

2. การเข้าร่วมกิจกรรม

        1. ซักถาม
        2. การทดสอบทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ
      1. วิชาพิเศษ เป็นการวัดและประเมินผลในแต่ละวิชา โดยการทดสอบทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ และใช้เกณท์การประเมินผลดังนี้

 

7.2.1 ผ่าน ( ผ)

7.2.2 ไม่ผ่าน ( มผ )

8. กิจกรรมการอยู่ค่ายพักแรมของลูกเสือ เนตรนารี

การอยู่ค่ายพักแรมเป็นหัวใจของการลูกเสือ ลูกเสือทุกคนต่างก็มีโอกาสที่จะอยู่ค่ายพักแรม เนื่องจากตามข้อบังคับของคณะลูกเสือแห่งชาติ ว่าด้วยการปกครอง หลักสูตรและวิชาพิเศษลูกเสือ พ.ศ.2509 ข้อ 273-279 กำหนดไว้ว่า ให้ผู้กำกับกลุ่มหรือผู้กำกับลูกเสือ นำลูกเสือไปฝึกเดินทางไกลและแรมคืนในปีหนึ่ง ไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง ครั้งหนึ่งให้พักแรมอย่างน้อย 1 คืน

การเดินทางไกลและแรมคืน มีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกให้ลูกเสือมีความอดทน อยู่ในระเบียบวินัย รู้จักช่วยตนเอง รู้จักอยู่และทำงานร่วมกับผู้อื่น ตลอดจนเรียนวิชาลูกเสือเพิ่มเติม ผู้บังคับบัญชาลูกเสือจำเป็นต้องวางแผนนำลูกเสือไปเดินทางไกลและแรมคืนไว้ให้พร้อมก่อนและเนิ่นๆ ดังนั้นบทบาทผู้บังคับบัญชาลูกเสือมีหน้าที่รับผิดชอบต่อลูกเสือ ต่องานการอยู่ค่ายพักแรมและตามหน้าที่ของตนเอง จึงจำเป็นต้องหาโอกาสให้ลูกเสือของตนได้มีโอกาสในการอยู่ค่ายพักแรมเสมอ

อนึ่ง ผู้บังคับบัญชาลูกเสือต้องเข้าใจว่า กิจกรรมการอยู่ค่ายพักแรมนี้ เป็นกิจกรรมสำหรับเด็ก มิใช่กิจกรรมของผู้ใหญ่ ความสำเร็จคือกิจกรรมที่ตอบสนองความต้องการของเด็ก ได้แก่ การผจญภัย การได้เพื่อน ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ได้ความสนุกและความสุข พร้อมทั้งเกิดทัศนคติที่ดีต่อการไปอยู่ค่ายพักแรมด้วย ถือว่าสิ่งนี้เป็นจุดหมายที่สำคัญ

9.วิชาพิเศษลูกเสือ

ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ และลูกเสือวิสามัญ อาจสอบวิชาพิเศษได้ตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ วิชาเหล่านี้มุ่งหมายให้ลูกเสือได้แสดงออก ซึ่งทักษะและความสนใจของตนเองกับเพื่อให้ได้มีส่วนในการปฏิบัติกิจกรรมร่วมกับลูกเสืออื่นๆ ด้วย

 

แนวการจัดกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์

กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ เป็นกิจกรรมอาสาสมัครนานาชาติสำหรับเด็กผู้หญิงและสตรีที่สนใจ โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ วรรณะและศาสนา มีเป้าหมายเพื่อฝึกเด็กผู้หญิงให้เป็นพลเมืองดีมีประโยชน์ต่อสังคม ตามหลักการที่ Lord Baden – Powell ผู้ก่อตั้งกิจกรรมลูกเสือและผู้บำเพ็ญประโยชน์ได้กำหนดไว้

คำว่า “ผู้บำเพ็ญประโยชน์” (Guide) หมายถึง ผู้ที่ฝึกฝนตนเองให้พร้อมที่จะแนะนำและช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ โดยการฝึกทักษะต่างๆ ให้มีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคมและคุณธรรม มีคำปฏิญาณ และกฏ 10 ข้อ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี โดยมีการจัดองค์กรการบริหารตามข้อบังคับและนโยบายขององค์การผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งโลก ในปีพ.ศ.2545 มีประเทศที่เป็นสมาชิกผู้บำเพ็ญประโยชน์อยู่ทั่วโลก 144 ประเทศ

ในประเทศไทย คุณหญิงกนก สามเสน วิล ได้นำกิจกรรมนี้เข้ามาเมื่อ พ.ศ.2500ใ ช้ชื่อองค์การว่าสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย จดทะเบียนเป็นสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์เมื่อ 21 พฤษภาคม 2501 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงรับอยู่ในพระบรมราชินูปถัมถ์ เมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2506 และองค์การผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งโลกรับเข้าเป็นสมาชิกโดยสมบรูณ์ในปี พ.ศ 2515

สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมถ์ ได้กำหนดแนวการจัดกิจกรรมของเด็กผู้หญิงและเยาวสตรีดังนี้

  1. วิสัยทัศน์ (Vision )
  2. ผู้หญิงที่เก่ง ดี และมีประโยชน์ต่อสังคม

  3. พันธกิจ (Mission )
  4. ทำให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรีสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้สูงสุด ในการเป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม

  5. วัตถุประสงค์ของกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์
      1. เพื่อให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรี มีอุปนิสัยที่ดีตามแนวทางของคำปฏิญาณและกฏ
      2.  

      3. เพื่อเตรียมเด็กหญิงและเยาวสตรี ให้มีทักษะชีวิตที่เหมาะสมกับสังคมในปัจจุบันและอนาคต
      4. เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรีได้ฝึกทักษะการเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีในระบอบประชาธิปไตย
      5. เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรีได้รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม
  6. ผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์
  7. กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ เป็นกระบวนการในการทำงานเพื่อให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรีมีโอกาสเท่าเทียมกัน ในการพัฒนาตนเองให้เต็มตามศักยภาพ โดยในการฝึกจะต้องให้สมาชิกได้รับการพัฒนาครบถ้วนทั้ง 6 ด้านคือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา จิตใจ และคุณธรรม

  8. วิธีการของกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์
  9. กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์มีวิธีการเฉพาะ 9 ข้อดังนี้

      1. ให้ยึดมั่น และปฏิบัติตนตามคำปฏิญาณ และกฏของกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ วิธีการนี้จะช่วยสร้างอุปนิสัยที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมที่พึงประสงค์ ตระหนักในหน้าที่ของตนที่มีต่อชุมชนและประเทศชาติ
      2. ระบบหมู่ ฝึกการทำงานร่วมกันเป็นทีม ที่เรียกว่า ระบบหมู่โดยให้ทำงานร่วมกันเป็นหมู่เล็ก ๆ 6 – 8 คน ฝึกความเป็นผู้นำและผู้ตามในการปกครองของตนเอง วิธีการนี้ช่วยพัฒนาทักษะความเป็นประชาธิปไตย
      3. เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ให้โอกาสทำกิจกรรมหลากหลาย และลงมือปฏิบัติจริง วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนได้รู้ถึง ความสนใจ ความสามารถ และความต้องการของตน
      4. ฝึกพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า ให้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง รู้จักสร้างโอกาสในการทำสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทายความสามารถด้วยตนเอง วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนา ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ พัฒนาความสนใจ และความสามารถของตนยิ่งขึ้น
      5.  

      6. ให้มีความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ เป็นความร่วมมือด้านความคิด การวางแผน การตัดสินใจ การดำเนินกิจกรรมและการประเมินผลร่วมกัน ความร่วมมือนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานการส่งเสริมให้คนรุ่นเยาว์ได้พัฒนาตนเองและมีความรับผิดชอบ วิธีการนี้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ และได้เห็นแบบอย่างที่ดีของผู้ใหญ่ด้วย
      7. การใช้สัญลักษณ์ร่วมกัน ฝึกให้มีความเป็นหนึ่งเดียวกันในการเป็นสมาชิกผู้บำเพ็ญประโยชน์ ด้วยการใช้สัญลักษณ์ร่วมกัน ได้แก่ เครื่องแบบ เครื่องหมาย การทำความเคารพ รหัส คำปฏิญาณ กฎ คติพจน์ คำขวัญ ธง เป็นต้น วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้เรียนตระหนักและภาคภูมิใจในการที่เป็นสมาชิกขององค์การผู้บำเพ็ญประโยช์แห่งโลก ซึ่งมีสมาชิกอยู่ทั่วโลกและเป็นองค์กรสตรีที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดในโลก
      8. กิจกรรมกลางแจ้ง ฝึกการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น และฝึกการเตรียมพร้อมเสมอ ด้วยการใช้กิจกรรมกลางแจ้งและการอยู่ค่ายพักแรม วิธีการนี้ช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมในการดำเนินชีวิต
      9. ฝึกให้บำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน วิธีการนี้จะทำให้ผู้เรียนได้ฝึกนิสัยการบำเพ็ญประโยชน์มีความรับผิดชอบในการช่วยเหลือผู้อื่น ชุมชน ประเทศชาติ และสังคมโลก
      10. เรียนรู้เกี่ยวกับนานาชาติ ทั้งด้านวัฒนธรรม ศาสนาและวิถีชีวิต วิธีการนี้ช่วยให้ผู้เรียนยอมรับความแตกต่างของบุคคลในชาติและสังคมโลก เพื่อลดข้อขัดแย้ง และรู้จักพึ่งพาอาศัยกันเป็นการสร้างสันติสุขในโลก
  10. โปรแกรมการจัดกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์
  11. กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์มีสาระของกิจกรรม 10 โปรแกรมดังนี้

      1. การบำเพ็ญประโยชน์ โปรแกรมนี้จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรีได้เรียนรู้เกี่ยวกับกิจการผู้บำเพ็ญประโยชน์ ได้ฝึกฝนทักษะต่างๆ ให้เป็นผู้ที่ช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ แสดงความเมตตา กรุณาเพื่อให้ไปบำเพ็ญประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชนและสังคม
      2.  

      3. การเป็นพลเมืองดี โปรแกรมนี้จะช่วยให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรีได้ฝึกฝนตนเองให้เป็นพลเมืองที่ดีมีความรับผิดชอบ โดยการปฏิบัติหน้าที่ต่อตนเอง ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ประเทศชาติด้วยความเต็มใจ ปฏิบัติตามคำปฏิญาณและกฏของผู้บำเพ็ญประโยชน์
      4. วัฒนธรรมและมรดกของชาติ โปรแกรมนี้จะช่วยให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรีมีความรู้ ความเข้าใจ ความภาคภูมิใจ ในวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ และมรดกของชาติ พร้อมที่จะอนุรักษ์และช่วยเผยแพร่สิ่งที่ดีงามนี้แก่ผู้อื่น
      5. สิ่งแวดล้อม โปรแกรมนี้จะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ เด็กผู้หญิงและเยาวสตรีได้รู้ เข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งแวดล้อม ได้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม
      6. การอยู่ร่วมกับผู้อื่น โปรแกรมนี้จะช่วยให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรี ได้รู้จักตนเองและผู้อื่น โดยการเป็นมิตรและเรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยกระบวนการของระบบหมู่
      7. สุขภาพ โปรแกรมนี้จะช่วยให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรีมีสุขภาพดี มีสติปัญญา มีอารมณ์มั่นคง และรู้จักปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและสังคมได้เป็นอย่างดี
      8. ประสบการณ์นานาชาติ โปรแกรมนี้จัดขึ้นเพื่อให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรได้มีความรู้ ความเข้าใจอันดี ระหว่างชาติ ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคลซึ่งมีพื้นฐาน วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้ทำงานร่วมกันได้อย่างสันติ
      9. เด็กผู้หญิงและเยาวสตรี จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมนานาชาติ ภาษาต่างประเทศ กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ของประเทศต่างๆ เรื่องเกี่ยวกับองค์การผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งโลก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค และสายใยแห่งความสัมพันธ์ของสมาชิกผู้บำเพ็ญประโยชน์ทั่วโลก

      10. เทคโนโลยี โปรแกรมนี้จะช่วยให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรี ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี มีทักษะและสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในชีวิตประจำวัน ได้อย่างเหมาะสม
      11. ครอบครัว โปรแกรมนี้จะทำให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรีรู้ และเข้าใจบทบาทความรับผิดชอบ และหน้าที่ของตนเองที่มีต่อครอบครัว เกิดความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและมีพื้นฐานในการสร้างครอบครัวในอนาคต
      12. วิสัยทัศน์ โปรแกรมนี้จัดขึ้นเพื่อให้เด็กผู้หญิงและเยาวสตรีได้มีโอกาสค้นหาความต้องการ ความสามารถ ความสนใจ วิสัยทัศน์ของตนเอง ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อเตรียมตัวเองให้สามารถตัดสินใจที่จะเลือกอาชีพที่ถนัดและสนใจในอนาคต

เมื่อผู้เรียนรวมกลุ่มปฏิบัติกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ตามโปรแกรม10โปรแกรมแล้วผู้เรียนแต่ละคน สามารถเลือกทำเครื่องหมายแสดงความสามารถ ที่ตนสนใจและถนัดได้ เป็นการประเมินผลขั้นสุดท้ายของสมาชิกแต่ละระดับ

7.ประเภทของสมาชิกผู้บำเพ็ญประโยชน์ในสถานศึกษาที่เรียกว่าเยาวสมาชิกผู้บำเพ็ญประโยชน์ มีทั้งหมด 4 รุ่นคือ

รุ่นที่ 1 นกน้อย ได้แก่เด็กหญิงอายุประมาณ 4 – 6 ปีเรียนในชั้นอนุบาล 1 – 3

รุ่นที่ 2 นกสีฟ้า ได้แก่เด็กหญิงอายุประมาณ 7 – 12 ปีเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ป.1 – ป.6

รุ่นที่ 3 ผู้บำเพ็ญประโยชน์รุ่นกลาง ได้แก่เยาวสตรีอายุประมาณ 12 – 15 ปีเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น(ม.1 – ม.3)

รุ่นที่ 4 ผู้บำเพ็ญประโยชน์รุ่นใหญ่ ได้แก่เยาวสตรีอายุประมาณ 16 – 20 ปีเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย(ม.4 – ม.6)หรือสูงกว่านั้น

 8.วิธีการจัดกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ในสถานศึกษา

      1. ส่งครูอาจารย์ที่สนใจในกิจกรรมนี้เข้ารับการอบรม เป็นหัวหน้าหมวดผู้บำเพ็ญประโยชน์ตามหลักสูตรของสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย ตรงตามรุ่นคือผู้บำเพ็ญประโยชน์รุ่นใหญ่
      2. ขออนุญาตจากสถานศึกษา
      3. ขออนุญาตเปิดหมวดผู้บำเพ็ญประโยชน์จากสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย
      4. เปิดกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ให้กับนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ ปีที่ 5และจัดให้เป็นกิจกรรมบังคับด้วย
      5. จัดกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ตามโปรแกรมและวิธีการของกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์

9.บทบาทของบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์

การจัดกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์จะมีบุคคลต่างๆที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมดังนี้

      1. ผู้อำนวยการโรงเรียนหรือหัวหน้าสถานศึกษาที่เปิดหมวดกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากสมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมถ์ มีตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการผู้บำเพ็ญประโยชน์ในสถานศึกษา
      2. ผู้ช่วยหัวหน้าสถานศึกษา หัวหน้ากิจกรรม หัวหน้ากิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์ มีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้ตรวจการผู้บำเพ็ญประโยชน์ในสถานศึกษา
      3. ครู อาจารย์ที่อายุ 20 ปีขึ้นไป ที่ผ่านการอบรมหัวหน้าหมวด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ขั้นพื้นฐานและปฏิญาณตนเป็นสมาชิกผู้บำเพ็ญประโยชน์แล้ว ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหมวดผู้บำเพ็ญประโยชน์ได้ โดยขออนุญาตเปิดหมวดผู้บำเพ็ญประโยชน์
      4. ครู อาจารย์ที่ผ่านการอบรมแล้วแต่ยังไม่มีหมวดหรือยังไม่ผ่านการอบรมแต่มีความสนใจในกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์มาช่วยเป็นผู้ช่วยหัวหน้าหมวดผู้บำเพ็ญประโยชน์ได้
      5.  

      6. ผู้ปกครองควรสนับสนุนให้เยาวสมาชิกผู้บำเพ็ญประโยชน์ได้ทำกิจกรรมตามความสนใจและความถนัด และช่วยประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรม
  1. การประเมินผลการจัดกิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์
      1. ประเมินจากพฤติกรรมความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรม ดูจากจำนวนครั้งและเวลา
      2. ประเมินจากการปฏิบัติกิจกรรมได้ตรงตามจุดประสงค์ของแต่ละกิจกรรม ดูจากผลงานและการเข้าร่วมกิจกรรมกับผู้อื่น
      3. ประเมินพัฒนาการด้านต่างๆ ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ สติปัญญา และคุณธรรม ดูจากผลการปฏิบัติกิจกรรมเพื่อได้รับเครื่องหมายแสดงความสามารถ

แนวทางการวัดผลและประเมินผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นกิจกรรมที่จัดให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองตามศักยภาพ มุ่งเน้นเพิ่มเติม จากกิจกรรมที่ได้จัดให้เรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่ม การเตรียมและปฏิบัติกิจกรรมที่เหมาะสมร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข กับกิจกรรมที่เลือกด้วยตนเองตามความถนัดและความสนใจอย่างแท้จริงแบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ

    1. กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนา ความสามารถของผู้เรียนให้เหมาะสมตามความแตกต่างระหว่างบุคคล สามารถค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เสริมสร้างทักษะชีวิต วุฒิภาวะทางอารมณ์ การเรียนรู้ในเชิงทางพหุปัญญา และการสร้างสัมพันธภาพที่ดี
    2. กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเองอย่างครบวงจร ตั้งแต่ศึกษา วิเคราะห์ วางแผน ปฏิบัติตามแผน ประเมินผล และปรับปรุงการทำงาน โดยเน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม

1. หลักเกณท์การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

  1. 1.1 กิจกรรมนักเรียนในคาบเรียนประกอบด้วย

 

ช่วงชั้นที่ 3 ช่วงชั้นที่ 4

  • กิจกรรมในเครื่องแบบ - กิจกรรมในเครื่องแบบ
  • กิจกรรมชุมนุม - กิจกรรมชุมนุม
  • กิจกรรมแนะแนว - กิจกรรมโฮมรูม/กิจกรรมแนะแนว
  • กิจกรรมโฮมรูม - กิจกรรมอบรม
  • กิจกรรมอบรม

 

1.2 กิจกรรมนอกคาบเรียนทั้งระดับช่วงชั้นที่ 3 และช่วงชั้นที่ 4 ประกอบด้วยกิจกรรมบริการ กิจกรรมอิสระ กิจกรรมโครงงาน กิจกรรมโครงการ กิจกรรมเฉพาะกิจหรือกิจกรรมพิเศษอื่นๆที่ดำเนินการโดยฝ่าย /หมวด /งานหรือบุคลากรที่ได้รับมอบหมาย

 

 

2. หลักเกณท์การวัดผลประเมินผล

      1. กิจกรรมในคาบเรียน
        1. มีหลักฐานการเข้าร่วมกิจกรรมหรือเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
        2. ต้องผ่านจุดประสงค์ที่สำคัญของแต่ละกิจกรรม ตามที่กำหนดไว้(กิจกรรมในเครื่องแบบและกิจกรรมชุมนุม)
        3. ต้องผ่านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่โรงเรียนกำหนดไว้ (กิจกรรมโฮมรูม กิจกรรมอบรม กิจกรรมแนะแนว )

2.2 กิจกรรมนอกคาบเรียน ไม่มีการประเมินผล

2.3 การให้ระดับผลการตัดสินการเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน

      1. .1 อาจารย์ที่ปรึกษากิจกรรม หรือผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับมอบหมายจากสถานศึกษาเป็นผู้ประเมินและตัดสินการปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรียน เป็นรายกิจกรรม
        1. อาจารย์ที่ปรึกษากิจกรรมหรือผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการประเมินผู้เรียนทั้งระหว่างปฏิบัติกิจกรรมและเมื่อสิ้นสุดกิจกรรม เน้นการประเมินสภาพจริงด้วยวิธีการที่หลากหลาย
        2. ประมวลผลการปฏิบัติกิจกรรม และตัดสินการผ่านกิจกรรมตามเกณท์ที่กำหนดคือ ผ (ผ่าน ) หรือ มผ (ไม่ผ่าน )
        3. ซ่อมเสริมผู้เรียนที่ไม่ผ่านเกณท์การประเมินกิจกรรมในส่วนที่บกพร่องแล้วประเมินใหม่ จนกว่าจะผ่านเกณท์การประเมินครบถ้วนจึงผ่านกิจกรรม

3.เกณท์การผ่านช่วงชั้น

  1. - สถานศึกษาสะสมการปฏิบัติกิจกรรมของผู้เรียนแต่ละคน (ทั้งช่วงชั้นที่ 3 และช่วงชั้นที่ 4 ) และอนุมัติให้ผู้ที่มีผลการปฏิบัติกิจกรรมครบถ้วนทุกกิจกรรมตามเกณท์การจบช่วงชั้นของสถานศึกษา ได้ผ่านช่วงชั้น

 

 

 

 

เกณท์การตัดสินคุณภาพการร่วมกิจกรรมนักเรียน

 

ระดับคุณภาพ

คำอธิบายคุณภาพ

ผ่าน

( ผ )

  1. ต้องมีเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
  2. ต้องผ่านการประเมินในจุดประสงค์สำคัญต่อไปนี้
  3. …………………………………………..

    ………………………………………….

    …………………………………………

  4. ต้องมีผลงานสำคัญดังนี้
  5. ………………………………………….

    ………………………………………….

    …………………………………………..

  6. ต้องผ่านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ (กิจกรรมแนะแนว / กิจกรรมโฮมรูม/กิจกรรมอบรม )ดังนี้

…………………………………………..

………………………………………….

………………………………………….

ไม่ผ่าน

( มผ )

  1. มีเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรมน้อยกว่าร้อยละ 80
  2. ไม่ผ่านการประเมินในจุดประสงค์สำคัญ
  3. ขาดส่งผลงานสำคัญ
  4. ไม่ผ่านการประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์

การจัดกิจกรรมตามความถนัดและตามความสนใจของผู้เรียน

 

โรงเรียนสะเดา”ขรรค์ชัยกัมพลานนท์อนุสรณ์” ได้จัดตามรูปแบบที่ 2 โดยเปิดกิจกรรมที่หลากหลายพร้อมทั้งจัดอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละกิจกรรม และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกกิจกรรมอย่างอิสระ โดยกิจกรรมที่เปิดมีดังนี้

ช่วงชั้นที่ 3 - ช่วงชั้นที่ 4

  1. กิจกรรมที่เกื้อกูลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระทั้ง 8 กลุ่มคือ

1.1 กิจกรรมคณิตศาสตร์

1.2 กิจกรรมวิทยาศาสตร์

1.3 กิจกรรมสังคมศึกษา

1.4 กิจกรรมส่งเสริมภาษาอังกฤษ

1.5 กิจกรรมภูมิศาสตร์

1.6 กิจกรรมคหกรรม

1.7 กิจกรรมเกษตร

1.8 กิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

1.9 กิจกรรมส่งเสริมธุรกิจและสหกรณ์

1.10 กิจกรรมสืบสาน ทำนองเสนาะไพเราะรสคำ

1.11 กิจกรรมส่งเสริมศิลปไทย

2. กิจกรรมตามความถนัด ความสนใจ และความสามารถ

      1. กิจกรรมสร้างสรรค์งานประดิษฐ์
      2. กิจกรรมปักครอสติส
      3. กิจกรรมถักโครเชต์
      4. กิจกรรมการแสดง
      5. กิจกรรมลายสือสวย
      6. กิจกรรมส่งเสริมนาฏศิลป์
      7. กิจกรรมรักษ์ห้องสมุด
      8.  

      9. กิจกรรมคอมพิวเตอร์
      10. กิจกรรมเทคนิคคอมพิวเตอร์
      11. กิจกรรมกีฬาในร่ม
      12. กิจกรรมวงโยธวาทิต
      13. กิจกรรมโสตทัศนศึกษา
      14. กิจกรรมนันทนาการ
      15. กิจกรรมส่งเสริมอาชีพ
      16. 2.15 กิจกรรมของดีทั่วไทย

      17. กิจกรรมมายากลวิทยาศาสตร์
      18. กิจกรรมนวดแผนโบราณ
      19. 2.17 กิจกรรมรักษ์วรรณศิลป์

        2.18 กิจกรรมเป่าขลุ่ย

      20. กิจกรรมโฟล์คซอง
      21. กิจกรรมศิลปเพื่อการศึกษาต่อ
      22. กิจกรรมมวยไทย

3. กิจกรรมปลูกฝังจิตสำนึก สร้างเสริมระเบียบวินัย ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม

3.1 กิจกรรมลูกเสือ - เนตรนารี

3.2 กิจกรรมยุวกาชาด

3.3 กิจกรรมลูกเสือวิสามัญ

3.4 กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์

3.5 กิจกรรมนักศึกษาวิชาทหาร

3.6 กิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

3.7 กิจกรรมคุ้มครองผู้บริโภค

3.8 กิจกรรมต่อต้านยาเสพติด

3.9 กิจกรรมสร้างสรรค์สังคม

3.10 กิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา

 

3.11 กิจกรรมส่งเสริมศาสนาอิสลาม

3.12 กิจกรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น

      กิจกรรมอนุรักษ์มรดกใต้

4. กิจกรรมบริการ

  1. 4.1 กิจกรรมลูกเสือวิสามัญ

4. 2 กิจกรรมผู้บำเพ็ญประโยชน์

4. 3 กิจกรรมส่งเสริมประชาสัมพันธ์

4. 4 กิจกรรมรักษ์โรงเรียน


น ตํ กมฺมํ กตํ สาธุ
ยํ กตฺวา อนุตปฺปติ
ยสฺส อสฺสุมุโข โรทํ
วิปากํ ปฏิเสวติ . . . ฯ ๖๗ ฯ

กรรมใดทำแล้วทำให้เดือดร้อนภายหลัง
อีกทั้งทำให้ร้องไห้น้ำตานอง
รับสนองผลของการกระทำ
กรรมนั้นไม่ดี

That deed is not well done,
After doing which one feels remorse
And the fruit whereof is received
With tears and lamentations.

 


       ผู้จัดทำและดูแลเว็บไซต์    nirote_kh@ hotmail.com 

Hosted by www.Geocities.ws
GridHoster Web Hosting
1