Chon Arun Tour

 

หลากหลายเรื่องราวดีดีกำลังจะเกิดขึ้นกับคุณ เมื่อได้มาสัมผัสการเดินทางท่องเที่ยวกับพวกเรา รอยอารยชน ของคนต้นน้ำแห่งเมืองอุ้มผาง

บ้านของเรา
เกี่ยวกับเรา
โปรแกรมท่องเที่ยว
ติดต่อเรา
ขั้นตอนการจองทัวร
ประวัติอุ้มผาง
 แผนที่และการเดินทาง
เพื่อนบ้าน
ข้อควรปฎิบัติเมื่อเข้าพื้นที่
สมุดเยี่ยม
บริการรถท้องถิ่นนำเที่ยวอุ้มผาง

 

อุ้มผาง

อำเภออุ้มผางเป็น 1ใน8 ของจังหวัดตาก ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของตอนต้นของแม่น้ำแม่กลองอยู่ทางทิศตะวันตก เฉียงใต้ของจังหวัดตากห่างจากตัวจังหวัดตากประมาณ 249กม.

อาณาเขต
ทิศเหนือติดต่อกับอ.พบพระจ.ตาก ทิศใต้ติดต่อกับอ.สังขละบุรีอ.ศรีสวัสดิ์จ.กาญจนบุรี ทิศตะวันออกติดต่อกับอ.คลองลานอ.คลองขลุงจ.กำแพงเพชรอ.ลาดยาวจ.นครสวรรค์อ.บ้านไร่จ.อุทัยธานี
ทิศตะวันตกติดต่อกับสหภาพเมียนม่าร์ อุ้มผางมีเนื้อที่ทั้งหมด 4325383ตร.กม.หรือ 2703362.5ไร่ นับเป็นอำเภอที่มีเนื้อที่มากที่สุดของ ประเทศไทย มีพรมแดนติดต่อกับประเทศสหภาพเมียนม่าร์ยาว 180กม. อำเภออุ้มผางมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็น
ภูเขาสูง มีป่าไม้หนาแน่น เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำแม่กลอง แนวเทือกเขาเหล่านี้คือเทือกเขาถนนธงชัยซึ้งกั้น เขตแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศสหภาพเมียนม่าร์ มีพื้นที่เป็นภูเขาร้อยละ 97มีพื้นที่ราบ
ตามขุนเขาและลุ่มน้ำเพียงร้อยละ 3เท่านั้น

อากาศ
อำเภออุ้มผางมี3ฤดูกาลเช่นเดียวกับสภาพอากาศทั่วไปในภาคเหนือแต่มีสภาพอากาศแตกต่างกันมากในแต่ละฤดู ฤดูร้อนเริ่มจากมีนาคม-พฤษภาคมอุณหภูมิสูงสุดตั้งแต่ปีพ.ศ.2535วัดได้ 39.2 C (มีนาคม 2535)
ฤดูฝนเริ่มจากมิถุนายน-ตุลาคมอำเภออุ้มผางจัดว่าเป็นอำเภอที่มีฝนตกชุกที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยเพราะมีป่าไม้หนาแน่นภูเขาสูงปริมาณน้ำฝนวัดได้สูงสุด 299.2มม.(กรกฎาคม 2535)
ฤดูหนาวเริ่มจากพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์อุณหภูมิต่ำสุดตั้งแต่ 2536ถึงปัจจุบันวัดได้ 2.5 C(ธันวาคม 2536)

ประชากร
อุ้มผางแงการปกครองเป็น 6ตำบล 35หมู่บ้านมีประชากร 21974คน 4994 ครอบครัว อุ้มผางไม่มีโรงงานอุตสหกรรมธุรกิจหรือห้างสรรพสินค้าอาจจะมีเพียงสิค้าหัตถกรรมเช่นการทอผ้าของกะเหรี่ยง
ส่วนมากจะทอไว้ใช้เองประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธมีชาวไทยภูเขาบางส่วนที่นับถือผีมีวัด 5แห่ง สำนักสงฆ์ 1แห่งโรงเรียนมัธยมศึกษา 1แห่งประถมศึกษา 14แห่งและมีโรงเรียนภายใต้การดำเนินงานของต.ช.ด.
อีก 5แห่งส่วนงานวัฒนธรรมและประเพณีจะเป็นการผสมผสานกันระหว่างไทยกะเหรี่ยงและพม่า


ประวัติ
แล้วเรื่องราวในอดีตที่บันทึกในห้วงคำนึงของปู่ก็ถูกถ่ายทอดออกมาแรกเริ่มเดิมทีอุ้มผางเป็นที่อยู่ของพวกกระเหรี่ยง ทั้งหมดกระทั่งต่อมาเริ่มมีคนไทยจากเชียงใหม่ลำปางลำพูนแพร่อพยพหาที่ทำกินมาบุกเบิกที่ป่าอุ้มผางพ.ศ. 2432
อุ้มผางขึ้นอยู่กับจังหวัดอุทัยธานีถูกกำหนดให้เป็นเมืองหน้าด่านทางชายแดนตะวันตกเป็นจุดตรวจตราชาวพม่าที่เดินทางเข้ามาค้าขายในราชอาณาจักรมีหน้าที่คอยตรวจเอกสารเดินทางคงจะคล้ายพาสปอร์ตในสมัยนี้เนื่องจากภูม
ิประเทศป่าเขาที่รกทึบเอกสารจึงมักจะนำใส่กระบอกไม้ไผ่ปิดฝาให้มิดชิดป้องกันไม่ให้เอกสารฉีกขาดระหว่างการเดินทางที่ยาวนานเป็นเดือนๆเมื่อมาถึงอุ้มผางก็จะเปิดกระบอกไม้ไผ่เพื่อแสดงเอกสารนี้เรียกเป็นภาษากระเหรี่ยง
ว่า “อุ้มผะ”ต่อมาก็เรียกเพี้ยนออกเสียงง่ายๆแบบไทยว่า “อุ้มผาง”กลายเป็นชื่ออำเภอ

ในปัจจุบันพ.ศ. 2469ทางการได้ยุบอำเภอแม่กลองเป็นกิ่งอำเภอแม่กลองและโอนการปกครองจากอุทัยธานีไปขึ้นกับกำแพงเพชรในพ.ศ. 2499ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปอยู่ที่บ้านอุ้มผาง (ม.1ต.อุ้มผางในขณะนั้น)พร้อม
เปลี่ยนชื่อเป็นกิ่งอ.อุ้มผาง22เมษายน 2502ทางการได้มีพระราชกฤษฎีกายกฐานะจากกิ่งอำเภออุ้มผางเป็นอำเภออุ้มผางอีกครั้งหนึ่งแต่ยกไปขึ้นกับจ.ตากจนทุกวันนี้ผู้เฒ่าแก่หลายคนเล่าตรงกันว่าสมัยก่อนที่ยังเป็น
อ.แม่กลองขึ้นอยู่กับอุทัยนั้นเวลาจับผู้ร้ายครั้งหนึ่งต้องนำตัวเดินเท้าฝ่าป่าใหญ่ออกไปนำส่งที่อุทัยระหว่างทางมักจะถูกชิงตัวคนร้ายเสมอก็เลยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทางการย้ายการสังกัดของพื้นที่นี้ไปอยู่กับกำแพงเพชรเสียหลายปี
อุ้มผางนี้แปลกจริงทีเดียวครับ….เพราะเป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ (มีเนื้อที่ทั้งหมด 4,325.383ตร.กม.หรือ 2,703,362.5ไร่)มีพรมแดนติดต่อกับประเทศพม่ายาวถึง 180กม.พรมแดนนี้ไปจดอ.สังขละบุรี
จ.กาญจนบุรีโน่นทีเดียวอุ้มผางนับเป็นเจ้าของสถิติอีกอย่างหนึ่งคือแม้จะเป็นอำเภอที่ใหญ่ที่สุดแต่กลับมีพื้นที่ราบเพียง 3 ‘/.เท่านั้นอีก 97’/.เป็นป่าเป็นเขามิน่าล่ะอุ้มผางจึงเป็นเมืองปิดหรือเป็นบ้านป่าเหมือนที่หลายๆคน
พูดแม้ปัจจุบันก็เถอะกว่าจะฝ่าถนนลอยฟ้าร้อยกว่ากิโลเมตรมาถึงอุ้มผางได้ก็ไม่หมูเลยสมัยก่อนใครมาเป็นข้าราชการที่อุ้มผางถือว่าดวงตกสุดๆเพราะกิตติศัพท์เรื่องไข้ป่าแรงจนใครได้ยินชื่ออุ้มผางก็สะท้านจนเป็นที่ร่ำลือ
กันว่าพวกข้าราชการคนใดถูกย้ายให้ไปอยู่อุ้มผางบางคนถึงกับลาออกจากหน้าที่การงานไปเลยหรือไม่ก็ต้องบอกทางบ้านว่าให้เตรียมไปเก็บกระดูกตัวเองด้วยเพราะคงไม่รอดแน่ๆข้าราชการยุคก่อนจึงเป็นเหมือนตำนาน
อีกบทของอุ้มผาง“เวลาจะไปรับเงินเดือนทีก็ต้องใช้ช้างม้าต่าง-วัวต่างบุกป่าไปเรื่อยๆ 3คืน 4วันน่ะกว่าจะถึงแม่สอด “ปู่เล่าความยากลำบากก่อนที่จะมีถนนสู่อุ้มผางในอีกหลายปีต่อมาอุ้มผางในเงาอดีตนั้นยังได้สร้างตำนาน
นักสู้นักล่องไพรตัวจริงอีกมากนักอย่างเช่นชาวเหนือที่อพยพมาบุกเบิกอุ้มผางยุคแรกนั้นนอกจากจะทำไร่ทำนาซึ่งเป็นการทำเพื่อกินเองไม่ใช่ทำเพื่อขายก็อยู่ตั้งในป่าลึกแบบนี้จะเอาข้าวสารไปขายข้างนอกคงลำบากน่าดูสิ่งที่ทำได
้คือเลี้ยงวัวเลี้ยงควายพอวัวควายโตได้เต็มที่ชาวบ้านจะนัดหมายกันว่าใครมีกี่ตัวจะต้อนมารวมกันและพากันเดินออกจากป่าอุ้มผางไปยังอุทัยธานีซึ่งต้องผ่านป่าห้วยขาแข้งรอนแรมกันถึง 15วันก่อนจะได้ขายควายและคิดดูเถิด
พระคุณท่านเอ๋ย!ว่าขาแข้งน่ะเสือชุมแค่ไหนตกค่ำกลางป่าต้องต้อนวัว-ควายมารวมกันตรงกลางแล้วกระจายคนเฝ้าล้อมฝูงวัวควายเอาไว้เป็นลักษณะคนล้อมควายอย่างนั้นเลยพอขายได้เสร็จสรรพคราวนี้ก็หาซื้อของให้พอเอา
กลับไปฝากลูกเมียในผืนป่าอุ้มผางและก็เดินเท้ากลับอีก 15วันรวมไป-กลับแต่ละทีก็หนึ่งเดือนเต็มใครเป็นไข้ป่ากลางทางก็รักษากันด้วยสมุนไพรใครโดนงูเงี้ยวเขี้ยวขอกัดก็ใช้สมุนไพรคนยุคแรกๆในอุ้มผางจึงมีความรู้เรื่อง
สมุนไพรดีแต่วันนี้หมอยาสมุนไพรดูเหมือนจะหาไม่พบเสียแล้วน่าเสียดาย

ตำนานอีกบทหนึ่งที่เกิดขึ้นกับที่นี่ก็คือเหตุการณ์เมื่อราว 70ปีก่อนเป็นเรื่องการทำไม้ด้วยภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงป่าไม้หนาแน่นฝนตกชุกมีลำธารหลายสายซึ่งแต่ละสายนี้เป็นต้นน้ำแม่กลองที่ไหลผ่านอุ้มผางที่เรียกว่าแม่น้ำ
แม่กลองที่เราใช้ล่องแพยางนี่ล่ะครับไหลลงทางทิศใต้เข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีเป็นแม่น้ำแควใหญ่บริษัทไม้แห่งหนึ่งได้รับสัมปทานทำไม้สักครั้งนั้นและได้ตัดไม้สักราวหมื่นท่อนล่องมาตามแม่กลองทว่าเกิดอุบัติเหตุไม้ซุงเข้าไป
ติดอยู่ที่ถ้ำน้ำมุดถึงห้าพันท่อนกลายเป็นไม้ซุงติดในถ้ำน้ำมุดก็เลยเลิกทำไปป่าอุ้มผางก็เลยไม่ถูกตัดไม้ไปมากกว่านี้นอกจากผู้ทำไม้ปลีกย่อยซึ่งยังมีหลงเหลืออยู่บ้างเมื่อมีป่าก็ย่อมมีสัตว์เพื่อนนักเดินทางของผมเคยเล่าถึงการ
เดินทางราวสิบปีก่อนในป่าอุ้มผางว่าเขาได้พบสัตว์ป่าหลายชนิดและไม่น่าแปลกใจเลยว่าด้วยป่าที่หนาทึบขนาดนี้ทำให้เป็นถิ่นที่อยู่แบบสบายๆของช้างหมีเสือกระทิงเก้งกวางหมูป่า3ชนิดหลังนี้ไม่ต้องพูดถึงมีเยอะ
จนชินตาและแน่นอนทีเดียวว่าคนสมัยก่อนจึงมีอาชีพเสริมอย่างหนึ่งคือการเป็นนายพรานและหาของป่าขายแต่เป็นการล่าเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไม่ใช่ล่าเพื่อการค้าเพราะความที่เป็นเมืองที่อยู่ไกลปืนเที่ยงนั่นเองอีกหนึ่ง
ตำนานที่จะลืมไม่ได้ก็คือที่นี่เคยเป็นพื้นที่สีแดง

ในช่วงปีพ.ศ.2500-2512การเดินทางจากแม่สอดจะต้องอาศัยรถจิ๊ปขับเคลื่อนสี่ล้อมาถึงบ้านวาเล่ห์อ.พบพระแล้วต้องเดินเท้าผ่านเขตพม่าอีก 32กม.ใช้เวลา 2วัน (สาเหตุที่ต้องเดินเท้าเข้าเขตพม่าเพราะไม่มีเส้นทางเดินเท้า
และทางรถยนต์ในเขตไทย)และใช้ช้างกับเกวียนเทียมวัวขนสัมภาระรวมระยะเวลาการเดินทางมาอ.อุ้มผาง 3วันดังนั้นการเดินทางมาอ.อุ้มผางจึงลำบากมากในช่วงระยะเวลาแรกในพ.ศ.2514พื้นที่อ.อุ้มผางทางพรรค
คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่ตำบลหนองหลวงตำบลแม่จันทร์ตำบลโมโกและตำบลแม่ละมุ้งแต่มีอยู่ตำบลเดียวคือตำบลอุ้มผางไม่มีการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยส่วน
เจ้าหน้าที่ของทางรัฐบาลที่รับผิดชอบพื้นที่นี้อยู่ในขณะนี้นั้นคือเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนน.ป.พ.และอ.ส.ในอ.อุ้มผางมีการเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองมากกว่าการใช้กำลังเข้าสู้รบกันเหมือนกับเขาค้อและต่อมา
เมื่อประมาณต้นปีพ.ศ.2524ทางกองทัพภาคที่ 3โดยการนำของพลโทรวมศักดิ์ชัยโกมินทร์ได้นำนโยบาย 66/2523โดยใช้การเมืองนำการทหารเข้ามาตั้งศุนย์อำนวยการรวมพลเรือนตำรวจทหารที่ 2324
โดยมีพ.อ.สุรเชษฎเดชาติวงษ์เป็นผบ.อ.แม่สอดใช้จิตวิทยาด้านการเมืองให้ประชาชนที่หลงผิดเข้ามาร่วมกันเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยตั้งแต่นั้นมาประชาชนที่หลงผิดได้เริ่มทยอยกันเข้ามามอบตัวเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเมื่อป
ีพ.ศ.2525รวมทั้งกลุ่มชาวม้งโดยการนำของนายจางเฮ่อ (สหายมงคล)มาจากต.แม่ละมุ้งและกลุ่มกระเหรี่ยงนำโดยสหายปองหละและสหายขวัญชัย (สหายเลาเย)มาจากตำบลแม่จันทร์รวมมวลชนที่เข้ามอบตัวเป็นผู้ร่วม
พัฒนาชาติไทยทั้งหมดประมาณสองพันกว่าคนในช่วงพ.ศ.2527ทางรัฐบาลได้ยื่นมือเข้ามาสร้างความสัมพันธ์แก่ประชาชนในพื้นที่สร้างความสามัคคีให้แก่ชาวอ.อุ้มผางและตั้งแต่นั้นมาชาวอ.อุ้มผางกลับคืน
ความสงบสุขดั่งเช่นอดีตตั้งแต่นั้นมาจากอุ้มผางที่เป็นเมืองปิดมานานทางการก็เริ่มตัดถนนเข้าสู่อุ้มผางแน่นอนว่าระยะทางจากแม่สอดถึงอุ้มผาง 164กม.และจะต้องตัดถนนลอยฟ้าขึ้นเขาลงหุบลัดเลาะไหล่เขาไปอีกกว่าร้อยกิโลเมตรไม่ใช่เรื่องง่ายเลยถนนลอยฟ้าเส้นสู่อุ้มผางนี้จึงใช้เวลาตัดยาวนานกว่า 10ปีระหว่างนั้นยังมีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ชุกชุมไม่แพ้ยุงป่าอยู่ที่สุดแล้วถนนสายนี้ก็แล้วเสร็จเมื่อพ.ศ.2526นับเป็นอีกบทบันทึกหนึ่งที่สำคัญเพราะเหตุว่าในการเวลา
ต่อมาถนนสายนี้นี่แหละได้นำให้อุ้มผางที่เป็นเมืองปิดมานานเริ่มเปิดตัวเองมากขึ้น

แล้วเรื่องราวของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ของน้ำตกระฟ้าแห่งหนึ่งก็เป็นที่กล่าวขวัญขึ้นในราวปีพ.ศ. 2530นายแพทย์บรรลือกองไชยท่านเข้ามารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางท่านได้ชักชวนให้นิตยสาร
แมกกาซีนแค้มปิ้ง (ขณะนั้น)เข้ามาถ่ายภาพอันอลังการของสายน้ำขนาดมหึมาออกสู่สายตาผู้คนรวมทั้การค้นพบน้ำตกทีลอซูและสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งจากนักเดินทางหลายคนและหลังจากนั้นวิวัฒนาการทาง
การท่องเที่ยวก็เหมือนกับรถยนต์ที่ติดเครื่องเริ่มวิ่งไปข้างหน้าทันทีคนอุ้มผางในปัจจุบันไม่น้อยจังหันมาทำธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มจากการใช้แพไม้ไผ่ถ่อเข้าไปในลำน้ำแม่กลองพาคนไปเที่ยวพัฒนารูปแบบมากขึ้นเป็นเรือยางที่
ไม่ต้องตัดไม้ทำลายไผ่รวมทั้งการกระจายรายได้ไปสู่ชาวกระเหรี่ยงที่แต่ก่อนเลี้ยงช้างไว้เพื่อนำพืชผลที่ปลูกออกไปขายก็กลายมาเป็นช้างที่รับบรรทุกสัมภาระให้นักท่องเที่ยวคุณๆเชื่อไหมว่าเดี่ยวนี้หมู่บ้านปะหละทะทางเข้าน้ำตกทีลอเลก็มีรีสอร์ทของกระเหรี่ยงแล้วนะครับอย่างไรก็ดีทางหน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลการท่องเที่ยวคือ
ท.ท.ท.ได้เข้ามาอบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้านที่ทำธุรกิจนำเที่ยวโดยเน้นการรักษาธรรมชาติไว้และให้คำแนะนำเรื่องการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ( ECO TOURISM )เพราะอุ้มผางกลายเป็นที่ใฝ่ฝันของ
นักท่องเที่ยวเสียแล้วไม่ว่าจะคนไทยจากทุกภาคหรือกระทั่งนักท่องเที่ยวจากแดนไกลที่สีผมและดวงตาไม่เหมือนเราต่างก็มาอุ้มผางเพื่อจุดหมายเดียวกันอุ้มผางวันนี้จึงน่ามหัศจรรย์สมกับถ้อยคำ
ที่ว่าอะเมซิ่งอุ้มผาง


เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย อุ้มผางฮิลรีสอร์ท

 

 

 

 
Hosted by www.Geocities.ws

1