|
เรื่องราวชีวิตของคนเราก็เป็นเหมือนดังละครฉากหนึ่งที่แต่ละวันชีวิตของเราจะมีเรื่องราวต่าง
ๆ มากมายผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา บางครั้งเรื่องราวเหล่านั้นก็ซ้ำซากจำเจบ้าง
บางครั้งก็มีเรื่องราวใหม่ ๆ เข้ามาในชีวิตให้เราได้ดีใจ
ขบคิด แก้ปัญหา เรื่องราวของผมก็เกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มได้ก้าวเท้าเข้าสู่เขตรั้วมหาวิทยาลัย
สถานที่ที่คนมากมายใฝ่ฝันอยากจะเข้าไปเรียนนักหนา
ความคิดของบางคนอาจคิดว่าชีวิตในมหาวิทยาลัยนะเป็นชีวิตที่แสนสบาย
แต่ในความเป็นจริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ บางคนอาจไม่เคยรู้ว่าชีวิตตอนสอบเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่ว่ายากนั้นยังง่ายเสียกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยเสียอีก
เรื่องราวของผมได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อผม(โจ้)และเพื่อนผมอีก
2 คน(วัต และ ปอน) ได้ผ่านการสอบเอ็นทรานต์ที่แสนจะยากเย็น
แต่ในที่สุด เราทั้งสามคนก็สามารถที่จะสอบผ่านและเข้าเรียนในคณะที่เราตั้งใจได้
ในเมื่อคนเราทำอะไรซักอย่างสำเร็จคนเราก็ควรจะต้องมีการเลี้ยงฉลองกันหน่อยตามประเพณีที่เราเคยปฎิบัติกันมา
ผม วัต และปอนจึงได้ไปเลี้ยงฉลองกันที่ร้านประจำที่เราเคยไปบ่อย
ๆ ซึ่งเป็นร้านเล็ก ๆ จะว่าไปก็ดูออกจะโทรมไปหน่อย
แต่ว่าอาหารที่นั่นนะอร่อยมากจนทำให้พวกผมไปนัดพบเจอกันบ่อย
ๆ เมื่อเราเริ่มเข้ามานั่งในร้านบทสนทนาก็เริ่มต้นขึ้น
"
เฮ้ย ปอน แกว่าชีวิตในมหาลัยจะเป็นไงบ้างละวะ กูว่าตอนที่เรียน
ม.ปลายโคตรน่าเบื่อเลยวะ กว่าจะสอบติดมาได้ก็แทบตาย
เฮ้อ ชีวิตหนอชีวิต " ผมบ่นกับปอนเพื่อระบายความทุกข์ที่ทนมานาน
" เฮ้ย อย่าคิดมากสิเพื่อน เราผ่านมันมาได้แล้ว
นายจะคิดมากอีกทำไมกันหนักหัวเปล่านะ" ปอนพูดขึ้น
ปอนเป็นคนที่สุขขุมรอบคอบ ความคิดแก่กว่าวัยมาก
ผมมักต้องปรึกษาเขาเป็นประจำเมื่อผมมีความทุกข์ขึ้นในใจ
"
ก็คงอย่างที่นายว่านั่นแหละนะ โจ้อย่าคิดมากเลยนะ
คิดไปก็ปวดหัวเปล่า กินข้าวกันก่อนดีกว่า " วัตพูดขึ้นเพื่อที่จะให้ผมลืมเรื่องที่ทำให้ผมไม่สบายใจ
ส่วนตัวผมก็พยายามที่จะลืม
ไม่ไปคิดถึงเรื่องเดิม ๆ อีก
หลังจากที่เรากินข้าวกันเสร็จ เราก็คุยกันต่อถึงเรื่องต่าง
ๆ นิสัยของผมเป็นคนที่กังวลก็เลยถามเรื่องต่าง ๆ
กับวัตและปอนเพื่อให้ผมรู้สึกสบายใจบ้าง
"
วัต นายว่าชีวิตในมหาลัยจะเป็นไงบ้างละวะ เราว่าคงเป็นชีวิตเรียบ
ๆ ง่าย ๆ คงไม่มีอะไรยุ่งยากมากละมั้ง อีกไม่นานก็คงเรียนจบออกมาเป็นอย่างที่เราตั้งใจ
" ผมถามความคิดเห็นเพื่อน ๆ
" อืม ก็ไม่แน่เสมอไปนะ นายอย่างเพิ่งมั่นใจนักสิ
อย่างน้อยก็ควรที่จะตั้งใจเรียนต่อไป ในมหาลัยมีทั้ง
ทาย และ เปอร์ นะ " วัตตอบ
" ทาย ก็พอรู้อยู่หรอกนะ แต่ว่าเปอร์นี่มันหมายความว่าอย่างไรละวะ
ไม่ยักจะเข้าใจ " ผมถามด้วยความสงสัย
" ก็ซ้ำชั้นไงละ เอ ไม่น่าเชื่อว่านายจะไม่เข้าใจในเรื่องนี้นะ
ถ้าซ้ำชั้น 2 ครั้งก็ โดนทายนะ " วัตตอบอย่างผู้รู้
"
เลิกพูดเรื่องนี้ดีกว่าวะ เรื่องอัปมงคลอย่างนี้นะ
อย่างเราคงไม่มีทางโดนอยู่แล้วละโว้ย " ผมพูดปัดไป
"
เฮ้อ ตอนนี้ก็ดึกแล้ววะ กลับบ้านกันดีกว่า " ปอนชวนผมและวัตกลับบ้าน
" โอเค บายเพื่อน " ผมและวัตตอบ แล้วทุกคนก็ต่างแยกย้ายเดินทางกลับบ้านของตนเอง
ในระหว่างทางกลับบ้านก็คิดถึงเรื่องการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย
แต่ผมคิดว่าคงไม่มีอะไรมากนักหรอก ก็คงเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปเหมือนกับที่ผมเคยเรียนมาแล้ว
ทั้ง ๆ ที่เคยมีพี่เตือนไว้แล้วว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้นไม่ง่ายเหมือนกับการเรียนใน
ม.ปลาย แต่ผมคิดว่าถ้าเราสอบได้ เราคงจะสามารถเรียนได้อยู่แล้วละ
ระหว่างช่วงปิดเทอมก็มีการรับน้อง
การรับน้องของมหาวิทยาลัยก็ไม่มีอะไรมากนัก ก็มีประเภทเกมไร้สาระปัญญาอ่อนให้พวกเราเล่น
โดยการเล่นเกมจะมีการแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 5
คน ซึ่งรุ่นพี่ได้ให้โอกาสให้เราสามารถเลือกสมาชิกภายในกลุ่มได้เอง
เมื่อเราได้สมาชิกครบแล้วเราต้องทำความรู้จักคนในกลุ่มให้ครบทุกคน
ตรงเนี้ยแหละที่ผมคิดว่าเป็นส่วนดีของการเล่นเกมที่พอจะมีอยู่บ้าง
"
เฮ้อ เกมอะไรก็ไม่รู้วะ ไร้สาระชะมัดเลย " วัตบ่นระบายความในใจให้ผมฟังในขณะที่เรากำลังทำกิจกรรมรับน้องอยู่
ดีนะที่ไม่มีรุ่นพี่มาได้ยินไม่งั้นคงโดนทำโทษน่าดูเลยละ
"
เฮ้ย แต่เราว่าก็ดีนะเพราะว่าเราจะได้รู้จักเพื่อน
ๆ มากขึ้น " ผมพูดตัดบท
"
เอ อย่างนายเราว่าคงไม่ได้หมายถึงว่าเกมมีดีอะไรหรอก
เราว่าคนอย่างนายนะอยากที่จะได้อยู่ใกล้กับผู้หญิงละมั้ง
นายถึงได้พูดอย่างนี้นะ " ปอนแซวผม เขามองผมออกอย่างทะลุปุโปร่ง
ทำให้ผมนั้นอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง
ส่วนวัตก็ชี้ไปที่ผู้หญิงคนหนึ่งแล้วกระซิบบอกผมว่า
" เฮ้ย โจ้คนนั้นน่ารักดีนะ เดี๋ยวเราขอไปคุยกับเขาก่อนนะ
คุยกับนายแล้วแล้วเรารู้สึกเบื่อ ๆ วะ อยู่โรงเรียนเก่าก็มีแต่ผู้หญิงหน้าตาไม่เอาไหน
อยู่ในมหาลัย เราว่าคงเจอที่ดีกว่านั้นแน่เลย เนี้ยแหละส่วนดีของมหาลัยละ
" พูดเสร็จแล้ววัตก็เดินจากผมไป เข้าคุยกับผู้หญิงคนนั้นอย่างคนที่รู้ใจผู้หญิงเป็นอย่างดี
ไม่นานก็สามารถคุยกันได้อย่างสนิทสนม แต่ตัวผมนะเหรอ
ได้เพียงนั่งมองเขาคุยกันไม่กล้าเข้าไปคุยด้วย
หลังจากที่นั่งมองอิจฉาเพื่อนอยู่นานผมจึงหันไปเพื่อที่จะไปคุยกับปอน
แต่ว่าปอนก็เดินหายไปก่อนที่ผมจะได้เริ่มคุยกับเขา
ผมจึงต้องนั่งอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายไร้เพื่อนฝูง
ไร้คนรู้ใจอยู่ข้างกาย คิด ๆ แล้วก็น่าอิจฉาวัตเหมือนกันนะ
แต่จู่
ๆ ผมก็รู้สึกมีเสียงคนทัก มีสัมผัสเบา ๆ แตะลงบนไหล่ของผม
"
ดีจ๊ะ เธอชื่อโจ้ใช่ไหมจ๊ะ เราชื่อ เล็กนะยินดีที่ได้รู้จักจ๊ะ
" เสียงเล็ก ๆ ได้ผ่านเข้าไปในโสตประสาทของผม มันช่างเหมือนกับว่าผมฝันไปเพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมและกำลังพูดอยู่กับผมนั้นช่างดูน่ารักไร้เดียงสาเหลือเกิน
"
เออ
. ใช่ครับ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ " ผมพูดออกไปด้วยความไม่ค่อยมั่นใจ
เพราะผมเป็นคนที่กลัวผู้หญิงซะด้วย ตอนอยู่โรงเรียนเก่า
เคยพูดกับผู้หญิงไม่กี่ครั้งเอง
"
โจ้เธอมาจากโรงเรียนอะไรหรือจ๊ะ " เธอเริ่มถามผมอย่างเป็นกันเอง
"
เออ
ผมมาจากโรงเรียน
. " ยังไม่ทันที่ผมจะได้ตอบคำถาม
วัตก็เดินเข้ามาหาพวกเราและพูดแทรกเข้ามา " เฮ้ย
โจ้นั่นนายคุยกับใครนะ แนะนำให้เรารู้จักบ้างสิ
" คำพูดของวัตยิ่งทำให้ผมรู้สึกเครียดและร้อนตัวอย่างบอกไม่ถูก
"
เราชื่อเล็กจ๊ะแล้วเธอละชื่ออะไรละ " เล็กตอบวัต
"
อ้อ ชื่อเล็กเหรอครับ ชื่อเพราะดีนี่ ผมวัตครับยินดีที่ได้รู้จักครับ
" วัตตอบพรางส่งยิ้มให้เล็ก ส่วนเล็กก็ยิ้มและตอบกลับไปว่า
" เช่นกันจ๊ะ "
ส่วนในใจของผมคิดอิจฉาวัตเหลือเกินที่เขาสามารถที่จะพูดกับผู้หญิงได้อย่างสนิทสนม
ถ้าเปรียบเทียบกับตัวผมแล้วผมคงเทียบไม่ติดเป็นแน่แท้
"
เออ เล็ก ถ้าเธอไม่รังเกียจจะมาอยู่กลุ่มทำกิจกรรมร่วมกับพวกเราก็ได้นะ
" วัตชวนให้เล็กมาอยู่ร่วมกลุ่มกับพวกเรา ส่วนเล็กก็ยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า
" เออ เราก็ยังไม่มีกลุ่มเหมือนกันถ้ายังไงเราก็ขออยู่ด้วยคนละกันนะ
"
"
ถ้างั้นกลุ่มของเราก็ครบแล้วสินะ " วัตพูดขึ้น
"
อ้าว วัตแล้วอีกคนหนึ่งละ พี่เขาจับกลุ่มละ 5 คนไม่ใช่เหรอ
ตอนนี้กลุ่มเราก็มีเพียง 4 คนนี่นา " ผมถามวัตด้วยความสงสัย
"
อ้อ อีกคนนะเหรอ เอ่อ เราก็ลืมแนะนำให้นายได้รู้จัก
เฮ้ยโจ้นี่หน่อย " วัตแนะนำหน่อยให้ผมรู้จัก
"
ดีจ๊ะ
. เอ
. ชื่ออะไรนะ " หน่อยทักทายผม
"
เออ..ชื่อโจ้ครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ " ผมตอบ
หน่อยก็คือคนที่วัตบอกว่าน่ารักและเดินเข้าไปคุยด้วยเมื่อตะกี้นี้
แต่ก็ไม่น่าเชื่อเลยว่าคารมของวัตจะสามารถดึงหน่อยให้มาอยู่กลุ่มเดียวกับเราได้
แต่ถ้าให้เทียบระหว่างเล็กกับหน่อยแล้ว
ถึงแม้ว่าหน่อยจะหน้าตาดีกว่าเล็กอยู่ก็ตาม แต่ถ้าให้ผมเลือกระหว่างสองคนนี้
ผมคงเลือกเล็ก ส่วนเรื่องของเหตุผลนะ ผมก็ไม่มีหรอก
แต่ผมไม่รู้ว่าทำไมตอนที่ผมอยู่ใกล้เล็กผมถึงมีความสุข
และตอนที่วัตคุยกับเล็ก ผมถึงมีความรู้สึกหึงหวงและอิจฉา
อยากมีความกล้าพอที่จะคุยกับเขาบ้าง คงเป็นเพราะความรักละมั้ง
จะว่าไปแล้วผมคงอ่อนหัดเรื่องผู้หญิงอยู่มาก ดังนั้นผมจึงหลงรักเขาได้ง่ายดายเหลือเกิน
.
พวกเรานั่งสนทนากันอยู่ซักครู่หนึ่ง
โดยที่ส่วนใหญ่แล้วคนที่พูดก็คือวัตนั่นแหละ ส่วนผมก็นั่งอยู่เฉย
ๆ พูดบ้างเป็นบางครั้ง ซักครู่หนึ่งปอนก็เดินกลับมา
"
เออ วัต
" ยังไม่ทันที่ปอนจะพูดจบ พวกรุ่นพี่ก็เรียกรวมแล้ว
นี่คงจะเป็นครั้งแรกที่ผม
วัต และปอน ได้รู้จักกับเล็กและหน่อย มันอาจดูเหมือนว่าไม่น่าจะมีความสำคัญอะไรมากนัก
แต่แท้ที่จริงแล้วพวกเราหารู้ไม่ว่า จุดเริ่มต้นเล็ก
ๆ ที่พวกเรามองข้ามไปนั้น จะเป็นตัวที่นำพวกเราไปสู่ปัญหาและเรื่องราวต่าง
ๆ มากมายในอนาคตที่พวกเรายังไม่อาจคาดเดาได้
หากคุณสนใจจะส่งบทความ
เรื่องสั้น หรือนิยายของคุณมายังเรา โปรดอ่านรายละเอียด
ที่นี่เลยครับ
Copyright
© 2002 PraKaiFun. All rights reserved.
This web site is designed for 800*600 resolutions
any advice please contact [email protected]
|