| อยู่ 111 คน นั้น ปรากฏว่าเป็นการกระทำผิดในคดียาเสพติดมากถึง 99 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 89.2 ของเพื่อนสนิทที่เคยกระทำผิด จากข้อมูลดังกล่าวจึงพอจะชี้ชัดได้ว่า การที่เยาวชนได้มารวมกลุ่มกันโดยมีอาชีพเดียวกัน มีแนวความคิดเดียวกัน ย่อมจะทำให้เยาวชนเหล่านี้สามารถเรียนรู้และมีการถ่ายทอดตลอดจนซึมซับพฤติกรรมซึ่งกันและกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้รู้ได้เห็นจากเพื่อนที่เคยกระทำผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติดยิ่งทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะเข้าไปใกล้กับยาเสพติดมากจนกระทั่งเกิดการลองตามมา 4. “สลัม” เป็นแหล่งเสี่ยงต่อการติดยา ดังที่ได้ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่า สลัมนั้นเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดคดียาเสพติดมากมาย จึงเป็นที่น่าสังเกตจากผลการศึกษานี้ได้ว่า นอกจากเยาวชนจะได้เรียนรู้ในเรื่องยาเสพติดกับกลุ่มผู้มีอาชีพรับจ้างด้วยกันแล้ว “สลัม” ยังคงเป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเห็นได้ว่าผู้ต้องขังส่วนใหญ่ร้อยละ 31 บอกว่า ก่อนที่จะกระทำผิดในครั้งนี้ได้พักอาศัยอยู่ในแหล่งสลัม ด้วยเหตุผลในทำนองเดียวกันกับข้อ 4 ยิ่งตอกย้ำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การที่เยาวชนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีย่อมจะเกิดความเสี่ยงต่อการเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้อย่างง่ายดาย 5. ไม่มีความใกล้ชิดกับ “ครอบครัว” นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาถึงสภาพครอบครัวของผู้ต้องขังประกอบกันไป ก็ยิ่งได้ภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า “ครอบครัว” เป็นองค์ประกอบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งมีผลต่อการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แม้ว่าจากการตอบแบบสอบถามครั้งนี้จะชี้ว่า บิดามารดาหรือผู้ปกครองของผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้เลี้ยงดูพวกเขาด้วยความรัก ความเอาใจใส่ และมีความอบอุ่นในวัยเยาว์ก็ตาม แต่ทว่าเมื่อพวกเขาเติบโตขึ้นและสามารถหาเลี้ยงชีพได้ด้วยตัวเอง ประกอบกับเป็นวัยที่ต้องการความเป็นอิสระ จึงพบว่าผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้แยกตัวออกจากครอบครัวไปอาศัยอยู่กับเพื่อน ๆ หรือแฟน เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น พวกเขาก็มักจะปรึกษากับเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากกลุ่มผู้ต้องขังที่มีอาชีพรับจ้างจำนวน 164 คน บอกว่าพวกเขาได้ปรึกษากับเพื่อนมากที่สุดร้อยละ 31.1 เทียบกับการปรึกษากับพ่อแม่ซึ่งมีอยู่น้อยมากเพียงร้อยละ 4.9 เท่านั้น จากผลการศึกษาในประเด็นนี้ ได้ย้ำถึงประเด็นที่เกี่ยวกับเพื่อนให้คมชัดยิ่งขึ้นไปอีกว่า “เพื่อน” นั้นมีความหมายต่อคนในวัยนี้เป็นอย่างมาก หากพ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่ได้ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดหรือไม่เข้าใจคนในวัยนี้แล้ว ก็ย่อมจะทำให้เพื่อนที่ไม่ดีสามารถชักจูงและโน้มนำให้เยาวชนเดินไปในทางที่ผิดได้ ซึ่งจากผลการศึกษาเกี่ยวกับอาชีพของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ก็พบว่า มีอาชีพรับจ้างมากที่สุดถึงร้อยลุ 45.0 จึงสะท้อนให้เห็นภาพได้ว่า จากอาชีพที่ไม่มีความมั่นคงเช่นนี้ ทำให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองจะต้องดิ้นรน “ปากกัดตีนถีบ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังอยู่ในภาวะถดถอยเช่นปัจจุบันยิ่งทำให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่มีเวลาที่จะมาอบรมดูแลลูกได้ |