หน้าก่อน                                                                                                      หน้าถัดไป

6. “การศึกษา” เป็นข้อจำกัดในการสร้างอนาคต

การที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองของผู้ต้องขังส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง ทำให้มีรายได้ต่ำและมีรายได้ที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของผู้ต้องขังเหล่านี้ไม่สามารถส่งเสียให้ลูกหลานได้เรียนสูง ๆ จึงเห็นได้ว่า ผู้ต้องขังส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับประถมศึกษาร้อยละ 48.7 รองลงไปก็จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ 42.3 และต้องออกมาทำงานรับจ้างเหมือนบิดามารดาหรือผู้ปกครอง

ก่อนที่จะวิเคราะห์ในประเด็นการศึกษาต่อไปนั้น คงจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในสังคมไทยจนมิอาจปฏิเสธได้ว่าขณะที่ประเทศได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ นั้น โอกาสของผู้ที่มีการศึกษาต่ำในการหางานทำก็ยิ่งยากขึ้นตามไปด้วย เพราะผู้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่มักหันไปใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาแทนแรงงานคน ดังนั้นทางเลือกในการหาอาชีพของคนกลุ่มนี้จึงมีไม่มากนัก จึงเห็นได้ว่า ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ร้อยละ 54.7 นั้นมีอาชีพรับจ้างซึ่งเป็นอาชีพอิสระที่เกิดขึ้นได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชีพมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่พบว่ามีอยู่ทั่วไปในขณะนี้ ดังนั้นการมีรายได้จากอาชีพรับจ้างจึงมีความไม่แน่นอน หากต้องการสร้างอนาคตก็ต้องมีความขยันขันแข็งมากกว่าปกติ

นอกจากนั้น ยังมีความจริงอีกประการหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสังคมไทยก็คือ เป็นสังคมที่หันมานิยมวัตถุกันมากขึ้น หากผู้ใดไม่รู้จักการประมาณตนหรือไม่อยู่อย่างพอเพียงแล้ว ก็ย่อมที่จะหาหนทางให้ได้มาซึ่งเงินและวัตถุจนได้ ดังคำบอกเล่าของผู้ต้องขังหลายคนที่เปิดเผยว่า ตนต้องพึ่งยาบ้าเพื่อให้สามารถทำงานได้มากขึ้น หากผู้ใดไม่รู้จักการประมาณตนหรือไม่อยู่อย่างพอเพียงแล้ว ก็ย่อมที่จะหาหนทางให้ได้มาซึ่งเงินและวัตถุจนได้ ดังคำบอกกล่าวของผู้ต้องขังหลายคนที่เปิดเผยว่า ตนต้องพึ่ง
ยาบ้าเพื่อให้สามารถทำงานได้มากขึ้นกว่าเดิม จากความจริงดังกล่าวเป็นที่ปรากฏว่าผู้ต้องขังที่มีอาชีพรับจ้างนั้นได้กระทำผิดในคดียาเสพติดมากกว่าอาชีพอื่น ๆ โดยมีเพื่อนซึ่งมีอาชีพเกี่ยวกับคดียาเสพติดมาแล้วเป็นผู้หยิบยื่นโอกาสในการก้าวเข้ามากระทำผิดดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อ 3

เป็นที่น่าสังเกตในประเด็นการศึกษาต่อไปอีกว่า นอกจากผู้ที่มีการศึกษาต่ำจะมีโอกาสเลือกอาชีพน้อยมากนั้น ในขณะเดียวกันก็มีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องตกงานหรือว่างงานจึงเห็นได้ว่าผู้ต้องขังซึ่งว่างงานแล้วได้กระทำผิดในคดียาเสพติดมีมากเป็นอันดับรองลงไปจากอาชีพรับจ้าง คิดเป็นร้อยละ 17.0 ของผู้ต้องขังกลุ่มตัวอย่าง

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นทางการศึกษาที่กำลังเป็นปัญหาและน่าเป็นห่วงมากที่สุดในขณะนี้ก็คือการแพร่ระบาดของ
ยาเสพติดในหมู่นักเรียน นักศึกษา ซึ่งจากการสำรวจสภาพการใช้ยาเสพติดในสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี
พ.ศ.2542 โดยสำรวจนักเรียนและนักศึกษาจำนวน 7,306,900 คน พบว่า เยาวชนกลุ่มนี้เสพยาเสพติดเป็นจำนวน 23,988 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 0.33 โดยเป็นการเสพเหล้าและบุหรี่มากที่สุดร้อยละ 74.4 รองลงไปคือยาบ้าร้อยละ 23.7      กัญชาร้อยละ 1.6 ฝิ่นร้อยละ 0.2 และเฮโรอีนร้อยละ 0.03 ซึ่งสถานการณ์การใช้ยาเสพติดในสถานศึกษาดังกล่าวจะมี

Hosted by www.Geocities.ws

1