หน้าก่อน                                                                                                      หน้าถัดไป

ในบรรดายาเสพติดที่ผู้ต้องขังเลือกเสพมากที่สุดนั้นก็คือ ยาบ้า โดยพบว่ามีจำนวนสูงถึง 260 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 86.7 ของผู้ต้องขังกลุ่มตัวอย่าง จึงสะท้อนให้เห็นถึงผลของการแพร่ระบาดของยาบ้าที่กำลังเป็นปัญหามากในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี

หากจะพิจารณาจากสถิติการจับกุมยาบ้าเทียบกับคดีทั้งหมดมาประกอบกัน จะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ยาบ้าได้แพร่ระบาดมากในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเป็นฟองสบู่โตเต็มที่ราวปี 2539 ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตต่อไปอีกว่าในห้วงเวลาดังกล่าวนั้น วิทยาการสมัยใหม่ได้เข้ามาสู่ประเทศไทยอย่างมากมาย โดยเฉพาะวิทยาการด้านการสื่อสารที่ไร้พรมแดนอย่างเช่นอินเตอร์เนตก็เริ่มเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในช่วงนี้เช่นกัน ขณะเดียวกันการที่เศรษฐกิจได้เติบโตในอัตราสูง ก็ส่งผลให้ประชาชนมี
รายได้สูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้เอื้ออำนวยกันจึงทำให้ผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้เสพยาขยายตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ดังจะเห็นได้จากสถิติการจับกุมยาบ้าเทียบกับคดีทั้งหมดซึ่งรายงานโดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
ยาเสพติด ระบุว่ามีสัดส่วนสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดนับตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา โดยมีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 15 ในปี 2538 เป็นร้อยละ 35 ในปี 2539 ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าพอถึงช่วงที่ฟองสบู่ได้แตกราวปลายปี 2540 นั้น สัดส่วนของการจับกุมยาบ้าเทียบกับคดีทั้งหมดยิ่งเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 51 จากนั้นก็มีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงล่าสุดที่มีการรายงานเมื่อปี 2542 ก็พบว่า มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 80 หรือมีผู้ต้องหาคดียาบ้าเป็นจำนวนสูงถึง 131,732 คน เทียบกับจำนวนผู้ต้องหาที่มีอยู่ทั้งหมด 163,986 คน

จากสถิติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าคนไทยกำลังตกเป็นทาสของยาบ้าอย่างน่าเป็นห่วงเพราะไม่ว่าเศรษฐกิจไทยจะอยู่ในภาวะเช่นใด คนไทยก็ยังพึ่งพายาบ้ากันมากทั้งผู้เสพ ผู้ผลิต และผู้จำหน่าย ยิ่งผู้เสพมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นเท่าใด ผู้ผลิตยาบ้าก็ยิ่งผลิตและจำหน่ายยาบ้ามากขึ้นเท่านั้น โดยอาศัยช่องทางต่าง ๆ อย่างไม่หวั่นเกรงต่อโทษทัณฑ์ที่จะได้รับ จึงทำให้การปราบปรามยิ่งยากลำบากมากขึ้นไปด้วย

3. “เพื่อน” มีส่วนสำคัญที่จะโน้มนำให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่สมัครใจที่จะลิ้มลองรสชาติของยาเสพติดเองก็ตาม แต่ถ้าหากพิจารณาจากสิ่งแวดล้อมที่สำคัญคือ “เพื่อนสนิท” ของผู้ต้องขังแล้ว จะพบปมของประเด็นปัญหาที่สำคัญได้ว่า เพื่อนนั้นมีอิทธิพลต่อการโน้มนำ
ให้ผู้ต้องขังเข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้ไม่น้อยทีเดียว

จากการศึกษาภูมิหลังของผู้ต้องขังก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในทัณฑสถานเกี่ยวกับเรื่องเพื่อนสนิทนั้น พบว่าผู้ต้องขังส่วนใหญ่มีเพื่อนสนิทมากถึง 251 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 83.7 ของผู้ต้องขังกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเพื่อนสนิทของผู้ต้องขังส่วนใหญ่มีอาชีพเดียวกันกับผู้ต้องขังคือรับจ้าง โดยมีจำนวนถึง 126 คน หรือกล่าวได้ว่า มีมากถึงครึ่งหนึ่งของผู้ต้องขังที่มีเพื่อนสนิท ซึ่งอาชีพรับจ้างนี้เป็นอาชีพของผู้ต้องขังส่วนใหญ่ก่อนที่จะกระทำผิด และเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปอีกถึงการกระทำผิดของเพื่อนสนิท ซึ่งมี

Hosted by www.Geocities.ws

1