ข้อสอบปรนัย (objective test)

ลักษณะโดยทั่วไปของข้อสอบปรนัย จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือคำถาม และคำตอบ ตัวคำถามของข้อสอบปรนัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ตอบได้แสดงความรู้ความสามารถต่าง ๆ ตามที่ผู้ถามต้องการ ซึ่งจะวัดตั้งแต่ความจำผิวเผินไปจนถึงวัดพฤติกรรมที่ลึกซึ้งคือการประเมินค่า คำถามแต่ละข้อจะถามเฉพาะจุดเล็ก ๆ ของเนื้อหา ดังนั้นจึงมีจำนวนมากข้อ ส่วนคำตอบของคำถามประเภทนี้ผู้ตอบต้องใช้เวลาในการคิดและการตอบเป็นส่วนใหญ่ การเขียนตอบจะใช้เวลาน้อยซึ่งอาจเขียนเป็นประโยคสั้น ๆ หรือทำเครื่องหมายบนคำตอบที่ต้องการ (บุญเชิด ภิญโญอนันตพงษ์. 2526 : 122) ดังนั้น สาระสำคัญของผู้ตอบที่ต้องปฏิบัติมี ดังนี้ (Throndike and Hagen. 1969 : 64)

1. ต้องอ่านข้อสอบที่มีทั้งคำถามและคำตอบที่สมบูรณ์ ทำให้ผู้ตอบไม่มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นในคำตอบนั้นเลย

2. เลือกคำตอบที่ถูกที่สุด จากตัวเลือกที่ผู้เขียนข้อสอบกำหนดมาให้

3. ต้องตอบคำถามจากข้อสอบหลายข้อ

 

ข้อสอบปรนัยสามารถแบ่งแยกย่อยได้ 5 ประเภท คือ

1. แบบตอบสั้นๆ

2. แบบเติมคำ

3. แบบจับคู่

4. แบบถูก-ผิด

5. แบบเลือกตอบ

ซึ่งจะขอเสนอรายละเอียดในแต่ละประเภท ดังนี้

 

1. ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ (short answer test)

ลักษณะข้อสอบ จะประกอบด้วยคำถามที่สมบูรณ์ ต้องกำหนดให้ผู้ตอบแสดงความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยการเขียนตอบ โดยตัวคำตอบจะมีลักษณะเป็นคำเดี่ยว ๆ หรือประโยคสั้น ๆ

 

หลักการสร้าง

1. ตั้งปัญหาเป็นรูปคำถาม และต้องการคำตอบเพียงสั้น ๆ เช่น

- ประธานาธิบดีอเมริกาคนปัจจุบันชื่ออะไร

- วิหคแปลว่าอะไร

2. ต้องเป็นคำถามที่มีคำตอบตายตัวแน่นอน

 

ข้อดีของข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ

1. สร้างง่าย สะดวกรวดเร็ว

2. สามารถเขียนคำถามได้มากข้อ

3. เขียนคำตอบได้ง่ายกว่าข้อสอบอัตนัย

4. เหมาะสำหรับวัดพฤติกรรมความรู้-ความจำ เช่น การถามคำศัพท์ กฎ นิยาม เป็นต้น

 

ข้อจำกัดของข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ

1. บางครั้งอาจเกิดปัญหาในการตรวจให้คะแนน เช่น ผู้ตอบใช้ภาษาผิดพลาด

2. ตรวจยากกว่าข้อสอบปรนัยประเภทกำหนดคำตอบมาให้

3. ไม่เหมาะที่จะวัดพฤติกรรมขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า

4. ยากที่จะเขียนคำถามเพื่อให้ได้เพียงคำตอบเดียว

 

ตัวอย่างข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ

1. นายกรัฐมนตรีของไทยคนปัจจุบันชื่ออะไร

2. จงให้ความหมายของคำว่า การประเมินผล

3. เรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นบทประพันธ์ของใคร

2. ข้อสอบแบบเติมคำ (completion test)

ลักษณะข้อสอบ ข้อสอบเติมคำจะเขียนประโยคหรือข้อความตอนนำไว้ แล้วเว้นว่าง
ข้อความหรือท้ายข้อความสำหรับให้เติมคำ เพื่อให้ข้อความนั้นถูกต้องสมบูรณ์ การเว้นช่องว่างให้เติมอาจเว้นมากกว่าหนึ่งแห่งก็ได้

 

 

หลักการสร้าง

1. พยายามเขียนปัญหาให้แจ่มชัด เฉพาะเจาะจงไม่กำกวม เพราะถ้าคำถามกำกวมจะทำให้
ผู้ตอบเสียเวลาในการตีความ

ไม่ดี : - ผู้ที่อุปสมบทได้ต้อง....................................................................

โจทย์ข้อนี้อาจตอบได้ว่าเป็นชาย ,ไม่วิกลจริต หรือต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ก็ได้

ดีขึ้น : ผู้ที่อุปสมบทได้ต้องเป็นชายอายุ...(20)...ปีบริบูรณ์

2. อย่าเว้นช่องว่างสำหรับเติมหลายที่ จนกระทั่งไม่ทราบว่าโจทย์ต้องการอะไร เช่น

ไม่ดี : ............หาได้โดยเอา.............หารด้วย.................

ดีขึ้น : ความเร็วหาได้โดยเอา....(ระยะทาง)....หารด้วย.....(เวลา).....

3. คำที่นำมาเติมในช่องว่าง ควรเป็นสิ่งสำคัญไม่ใช่สิ่งปลีกย่อย เช่น

ไม่ดี : ในปี 1492 โคลัมบัส...(พบ)...อเมริกา

ดีขึ้น : โคลัมบัสพบอเมริกาในปี ค.ศ. ..(1492)..

4. การเว้นช่องว่างไว้ท้ายข้อความดีกว่าไว้ข้างหน้าหรือตอนกลาง เช่น

ไม่ดี : ..(H2O)..คือสัญลักษณ์ทางเคมีของน้ำ

ดีขึ้น : สัญลักษณ์ทางเคมีของน้ำคือ..(H2O)..

5. ไม่ควรลอกข้อความจากหนังสือมาเขียนถาม โดยการตัดข้อความบางตอนออกเพราะจะเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนตอบด้วยวิธีท่องจำ

6. ควรสร้างประโยคคำถามเพื่อให้ได้คำตอบที่สั้นที่สุด

7. พยายามถามในสิ่งที่มีคำตอบถูกเพียงคำตอบเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการตรวจ

8. เว้นที่ว่างสำหรับเติมคำตอบให้เพียงพอ เพราะนักเรียนแต่ละคนเขียนหนังสือโตไม่เท่ากัน และช่องว่างในแต่ละข้อควรมีขนาดเท่า ๆ กัน เพื่อป้องกันการแนะคำตอบ

9. คะแนนในแต่ละช่องควรให้เท่ากัน

 

ข้อดีของข้อสอบแบบเติมคำ

1. สร้างง่ายสะดวกและรวดเร็ว

2. โอกาสที่ตอบถูกโดยการเดามีน้อย

3. สามารถสร้างคำถามวัดในเรื่องหนึ่ง ๆ ได้หลายข้อ

 

ข้อจำกัดของข้อสอบเติมคำ

1. วัดพฤติกรรมความรู้-ความจำ ซึ่งเป็นความรู้ขั้นต่ำ

2. ถ้าส่วนที่ต้องการเติมมีหลายเรื่อง ก็ไม่เหมาะที่จะสร้างข้อสอบประเภทนี้ เพราะการเว้นที่อาจเป็นการแนะคำตอบ เช่น

-ธงชาติไทยมี........สี คือ 1.................. 2................... 3.....................

3. ขาดความเป็นปรนัยในกรณีที่เขียนประโยคนำไม่ดี เช่น

ไม่ดี : สบู่เป็น............................................................

ดีขึ้น : สบู่เป็นของผสมระหว่าง....(ไขมัน)....กับ....(ด่าง)....

 

ตัวอย่างข้อสอบ

1. จังหวัดที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทยปี พ.ศ. 2539 คือ ...............................

2. สีม่วงเกิดจากการผสมระหว่างสี..................................กับสี.................................... .

3. กษัตริย์ที่ทรงกอบกู้เอกราชพระองค์แรกของกรุงศรีอยุธยาคือ.................................

 

3. ข้อสอบแบบจับคู่ (matching test)

ลักษณะข้อสอบ ข้อสอบจะประกอบไปด้วยภาคคำถาม และภาคคำตอบ โดยผู้ตอบจะต้องจับคู่ระหว่างคำถามและคำตอบที่กำหนดให้ตรงกัน หรือสัมพันธ์กันอย่างมีเหตุผล ตัวอย่าง เช่น

 

คำชี้แจง แถว ก ประกอบด้วยรายการที่เกี่ยวกับคำนาม จงเลือกลักษณะนามจากอักษรในแถว ข ที่เหมาะสม หรือสอดคล้องที่สุดกับข้อความในแถว ก คำตอบในแถว ข อาจนำไปใช้มากกว่าหนึ่งครั้ง หรือไม่ใช้เลยก็ได้

 

แถว ก

แถว ข
.......1. เข็ม

.......2. ช้าง

......3. หนังสือ

......4. รถ

.......5. แห

ก. ปาก

ข. เชือก

ค. เล่ม

ง. ตัว

จ. คัน

ฉ. ด้าม

ช. ผืน

ซ. หลัง

 

หลักการสร้าง

1. คำสั่ง หรือคำชี้แจงที่จะให้ผู้ตอบปฏิบัติอย่างไร ควรเขียนให้ชัดเจน

2. จำนวนข้อความในภาคคำตอบควรมีจำนวนมากกว่าข้อความในภาคคำถาม 3-5 ข้อ

(สุภาพ วาดเขียน และอรพินธ์ โภชนดา. 2520 : 59)

3. คำที่อยู่ในภาคคำถามและคำตอบควรเป็นชนิดเดียวกัน หรืออาจสร้างเป็นประโยค วลี เครื่องหมายใด ๆ รูปภาพ ตัวเลข หรือตัวอักษร โดยเมื่อนำภาคคำถามและคำตอบมาเข้าคู่กันแล้ว จะได้ข้อความที่สอดคล้องกัน

4. คำที่เข้าคู่กันควรจะวางตำแหน่งให้อยู่สลับกันหรืออาจจะจัดเรียงลำดับตามตัวอักษรเวลา หรือจากมากไปหาน้อย เพื่อที่จะได้สะดวกในการพิจารณาคำตอบและลดการเดา

5. พยายามให้ภาคคำถาม และภาคคำตอบสมดุลย์กัน จำนวนข้อย่อยในภาคคำถามควรอยู่ระหว่าง 5-8 ข้อย่อย

(อนันต์ ศรีโสภา. 2525 : 120) เพราะถ้าหากคำถามมากจะทำให้นักเรียนเสียเวลาในการหาคำตอบ เช่น

ถ้าภาคคำถามมี 5 ข้อย่อย ภาคคำตอบจะมี 8-10 ข้อย่อย

ถ้าภาคคำถามมี 7 ข้อย่อย ภาคคำตอบจะมี 10-12 ข้อย่อย

6. ทั้งภาคคำถามและภาคคำตอบจะต้องอยู่หน้าเดียวกัน

 

ข้อดีของข้อสอบแบบจับคู่

1. สร้างง่ายและประหยัดเวลา

2. สามารถถามได้มากข้อในเวลาจำกัด

3. เหมาะสำหรับการวัดความจำ

4. ตรวจให้คะแนนสะดวกรวดเร็ว เพราะสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ตรวจได้

5. สามารถพัฒนาเป็นข้อสอบเลือกตอบแบบตัวเลือกคงที่ได้

 

ข้อจำกัดของข้อสอบแบบจับคู่

1. เป็นการยากที่จะสร้างข้อคำถามให้เป็นเอกพันธ์กัน

2. วัดความสามารถชั้นสูงได้น้อย

3. ข้อสอบข้อท้าย ๆ มีโอกาสตอบถูกได้ง่าย

 

4. ข้อสอบแบบถูกผิด (true-false items)

ลักษณะข้อสอบ เป็นข้อสอบที่ให้พิจารณาข้อความที่เป็นปัญหานั้นว่าถูกหรือผิดตามหลักวิชา โดยผู้ตอบต้องทำรหัสหรือเครื่องหมายลงที่ข้อความนั้น ๆ ตามที่โจทย์กำหนด เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย เป็นต้น

 

หลักการสร้าง

1. เขียนข้อสอบที่ต้องการจะถามให้อยู่ในรูปประโยคบอกเล่า โดยข้อความที่ถามไม่ควรจะยากเกินไปนัก

2. ควรใช้ภาษาง่าย ๆ ไม่คลุมเครือหรือกำกวม เพราะจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นักเรียนทำ
ข้อสอบผิด เช่น

ไม่ดี : ถูก ผิด ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน

โจทย์ข้อนี้นักเรียนอาจตีความหมายผิดจากที่ครูต้องการ เพราะคิดว่าคนเรามีความสามารถทางสมองต่างกัน รูปร่างต่างกัน เป็นต้น

ดีขึ้น : ถูก ผิด ตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าทุกคนมีความเท่าเทียมกัน

3. หลีกเลี่ยงการใช้คำบางประเภทที่อาจเป็นการชี้แนะคำตอบได้ เช่น คำว่าทั้งหมด เสมอๆ ทุก ๆ ไม่มีเลย ฯลฯ คำประเภทนี้จะมีโอกาสทำให้ข้อความผิดมากกว่าถูก ส่วนคำว่า อาจจะ บางอย่าง บางครั้ง โดยทั่วไปคำประเภทนี้มีโอกาสที่จะทำให้ข้อความถูกมากกว่าผิด

ไม่ดี : ในสมัยกรุงสุโขทัยประเทศไทยทำสงครามกับพม่าบ่อย ๆ

ดีขึ้น : ในสมัยกรุงสุโขทัยประเทศไทยทำสงครามกับพม่ามากกว่า 5 ครั้ง

4. พยายามใช้ข้อความที่แสดงปริมาณมากกว่าข้อความแสดงคุณภาพ เพราะการใช้คำว่า มาก น้อย ดี เลว เป็นสิ่งที่ตัดสินใจลำบาก

ไม่ดี : คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หลายคน

ดีขึ้น : คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน มีรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมากกว่า 1 ใน 4

5. ข้อความแต่ละข้อควรถามประเด็นเดียว ไม่ใช่ว่าส่วนแรกผิดส่วนหลังถูกเพราะจะทำให้ลำบากในการตอบ

ไม่ดี : ปลาโลมาเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ดีขึ้น : ปลาโลมาเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

ดีขึ้น : ปลาโลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

6. หลีกเลี่ยงการใช้คำที่เป็นคำสั่ง เพราะไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าถูกหรือผิด

ไม่ดี : จงแปรงฟันทุกวัน วันละสามครั้ง

7. หลีกเลี่ยงการใช้คำปฏิเสธซ้อน เพราะจะทำให้เด็กตีความลำบาก แต่ถ้าหากจำเป็นต้องใช้คำปฏิเสธควรจะขีดเส้นใต้ด้วย เช่น

ไม่ดี : เด็กไม่ดื้อ ไม่ใช่เด็กไม่ดี

ดีขึ้น : เด็กดื้อไม่ใช่ เด็กดี

8. ในกรณีออกข้อสอบประเภทถูกผิดทั้งหมดควรสร้างคำถามให้มีจำนวนข้อมาก ๆ เช่น 50, 100 หรือ 200 ข้อ และควรวางตำแหน่งข้อถูก-ผิด สลับกันอย่างไม่มีระบบ เพื่อป้องกันการเดา

9. ควรกำหนดคะแนนไว้ในคำชี้แจงให้แน่นอน เช่น กำหนดข้อละ 1 คะแนน และไม่ควรหักคะแนนหรือติดลบข้อที่ทำผิด

 

ข้อดีของข้อสอบแบบถูก-ผิด

1. ตรวจง่าย รวดเร็ว ยุติธรรม มีความเป็นปรนัย

2. สามารถวัดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้ความจำได้ดี

3. สามารถสอบเนื้อหาวิชาได้มากกว่าข้อสอบแบบอื่นในเวลาที่เท่ากัน

4. สามารถพัฒนาเป็นแบบทดสอบเลือกตอบได้

5. ออกข้อสอบง่าย และได้จำนวนมากข้อ แต่ผู้สอบใช้เวลาทำน้อย

 

ข้อจำกัดของข้อสอบแบบถูก-ผิด

1. นักเรียนได้คะแนนเนื่องจากการเดามีค่อนข้างสูง เพราะเลือกจากหนึ่งในสองอย่าง

2. ไม่สามารถที่จะวินิจฉัยได้ว่า สาเหตุที่นักเรียนทำข้อสอบผิดเนื่องมาจากอะไร

3. มีความเชื่อมั่นต่ำ ดังนั้นควรออกข้อสอบไม่น้อยกว่า 50 ข้อ (Stanley and Hopkins. 1972)

4. ส่วนมากวัดได้เฉพาะพฤติกรรมความรู้-ความจำ

5. ส่งเสริมการเรียนที่ไม่ดีแก่นักเรียน เพราะว่านักเรียนทำข้อสอบเพียงแค่ทำเครื่องหมายถูกผิดเท่านั้น

 

ตัวอย่างข้อสอบ

.......1. ผู้ชนะสิบทิศเป็นบทประพันธ์ของสุนทรภู่

.......2. ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทยคือดอยสุเทพ

.......3. ราคาขายคือผลบวกของราคาซื้อและกำไร

 

            Back            Next

 

 

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1