5. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (multiple choice test)
ลักษณะข้อสอบ จะประกอบด้วยโจทย์หรือข้อความที่เป็นประโยคที่สมบูรณ์เป็นตัวคำถาม (stem) เพื่อวัดความรู้ความสามารถ และตัวเลือกตั้งแต่ 3 ตัวเลือกขึ้นไปอีก 1 ชุด รวมเป็น 1 ข้อ ในตัวเลือกนั้นจะมีทั้งคำตอบถูก (key) และคำตอบผิด(distracter) ที่เป็นตัวลวงมาให้นักเรียนพิจารณา
หลักการสร้างข้อสอบแบบเลือกตอบ
1. คำถามควรเป็นประโยคคำถามที่สมบูรณ์ เพื่อจะช่วยให้มีความชัดเจน และเข้าใจง่ายกว่าประโยคบอกเล่า เช่น
ไม่ดี : ทองคำจัดเป็น
ก. แร่โลหะ ง. แร่เชื้อเพลิง
ข. แร่อโลหะ จ. แร่ประกอบหิน
ค. แร่รัตนชาติ
ดีขึ้น : ทองคำจัดเป็นแร่ชนิดใด (ตัวเลือกคงเดิม)
2. เน้นจุดที่เป็นคำถามให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดความเป็นปรนัย เช่น
ไม่ดี : สัตว์ในข้อใดแตกต่างจากพวก
ก. ช้าง ง วัว
ข. ล่อ จ. ควาย
ค. ม้า
ไม่ดี เพราะไม่ได้บอกแง่มุมที่จะถามว่าต้องการเน้นด้านไหน หรือยึดสิ่งใดเป็นหลัก
ดีขึ้น : สัตว์ในข้อใดเกิดจากการผสมพันธุ์ที่แตกต่างจากพวก (ตัวเลือกคงเดิม)
3. หลีกเลี่ยงคำถามที่เป็นประโยคปฏิเสธ โดยเฉพาะปฏิเสธซ้อน แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ประโยคปฏิเสธควรขีดเส้นใต้ให้ชัดเจน
4. การถามคำถามจะต้องสั้น กระทัดรัดและได้ใจความ ไม่ควรใช้คำฟุ่มเฟือย เช่น
ไม่ดี : การแปรงฟันสม่ำเสมอ จะช่วยให้สุขภาพภายในช่องปากสมบูรณ์ การแปรงฟันผิดวิธี จะทำให้เกิดสิ่งใด
ดีขึ้น : การแปรงฟันผิดวิธี จะทำให้เกิดสิ่งใด
5. ถามในสิ่งที่มีประโยชน์ เพราะจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่ดีงาม เป็นการปลูกฝังค่านิยมที่พึงประสงค์ กล่าวคือ ถ้าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีสังคมยอมรับ ให้ถามในทางที่ดี แต่ถ้าสิ่งใดไม่ดีสังคมไม่ยอมรับ ให้ถามในทางที่ไม่ดี เช่น
ไม่ดี : การเป็นหวัดดีอย่างไร
ดีขึ้น : การเป็นหวัดแสดงว่าร่างกายอยู่ในสภาพใด
6. ถามในสิ่งที่สามารถหาข้อยุติได้ตามหลักวิชา เพื่อให้เด็กได้ใช้ความคิด ไม่ถามในสิ่งที่เป็นความเชื่อ เช่น
ไม่ดี : การแห่นางแมวเพื่อให้ฝนตก ควรทำพิธีเวลาใด จึงจะได้ผลดี
ไม่ดี เพราะเป็นการถามในสิ่งที่เป็นความเชื่อ ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้
7. ควรถามพฤติกรรมที่ต้องใช้ความคิด และควรหลีกเลี่ยงการถามความจำจากตำรา
8. ใช้ภาษาให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพราะถ้าใช้ภาษาที่ยากเกินไป เด็กก็จะไม่สามารถที่จะเข้าใจในความหมาย จึงไม่สามารถทำข้อสอบนั้นได้
9. ควรใช้คำถามที่ยั่วยุให้เด็กชวนคิด และบางครั้งคำถามหรือตัวเลือกอาจเป็นรูปภาพ สัญลักษณ์ สถานการณ์ เพื่อยั่วยุให้เด็กอยากทำ เช่น
ไม่ดี : (1/2) มีค่าเท่ากับเศษส่วนในข้อใด
ดีขึ้น : ส่วนที่แรเงามีค่าเท่าใด
10. ตัวเลือกควรสั้น กระทัดรัด และมีความหมาย คำฟุ่มเฟือยตัดทิ้ง
11. ตัวเลือกแต่ละตัวควรมีความยาวเท่า ๆ กัน ถ้าตัวเลือกยาวไม่เท่ากัน ควรเรียงจากสั้นไปหายาว แต่ทั้งนี้ถ้าเป็น วัน เดือน พ.ศ. ตัวเลขหรือจำนวน ให้เรียงจากน้อยไปหามาก
12. หลีกเลี่ยงการเขียนตัวเลือกซ้ำซ้อนกัน หรือมีความหมายเหมือนกัน เพราะจะทำให้ตัวเลือกมีคุณค่าลดน้อยลง
ไม่ดี : น้ำปูนใสจัดอยู่ในสารชนิดใด
ก. กรด ง. ด่างทับทิม
ข. ด่าง จ. กรดเกลือ
ค. กรดสารส้ม
ไม่ดี เพราะตัวเลือก ค และ จ เป็นส่วนหนึ่งของตัวเลือก ก ส่วนตัวเลือก ง เป็นส่วนหนึ่งของตัวเลือก ข
13. ตัวเลือกต้องเป็นเอกพันธ์กัน (homogeneity) หรือไม่ก็มีโครงสร้างสอดคล้องกัน เช่น
ไม่ดี : การทำลายป่าเกิดจากสาเหตุใด
ก. ความยากจน ง. กฎหมายมีช่องว่าง
ข. ความเห็นแก่ตัว จ. เจ้าหน้าที่ไม่กวดขัน
ค. คนต้องการที่ทำกิน
ไม่ดี
เพราะตัวเลือก ก,ข เป็นเพียงวลี
ส่วน ค,ง,จ เป็นประโยค ดังนั้น
ควรทำ
ตัวเลือกให้มีโครงสร้างที่เหมือนกัน
ดีขึ้น : ก. คนยากจนมีมากขึ้น
ข. คนเห็นแก่ตัวมีมาก
14. ควรระมัดระวังการใช้ตัวเลือกประเภท ปลายเปิด และปลายปิด ซึ่งได้แก่ ถูกทุกข้อ ไม่มีข้อถูก ผิดทุกข้อ สรุปแน่นอนไม่ได้ เป็นต้น
15. หลีกเลี่ยงการแนะคำตอบ เพราะเพียงแต่เด็กสังเกตก็สามารถหาคำตอบได้โดยไม่ได้ใช้ความคิดเลย เช่น
ข้อแรก ๆ ถามว่า สีเขียวในพืชเรียกว่าอะไร (คลอโลฟิล)
ข้อหลัง ๆ ถามว่า พืชสีเขียวซึ่งมีคลอโลฟิลจะปรุงอาหารได้ต้องอาศัยสิ่งใด (ไพศาล หวังพานิช. 2526 : 80)
16. ไม่ควรถามในสิ่งที่เด็กคล่องปาก เช่น
ไม่ดี : ใจคนคดเคี้ยวเหมือนสิ่งใด (เถาวัลย์)
17. ควรกระจายตัวเลือกที่เป็นตัวถูกให้อยู่ในตำแหน่งที่ต่าง ๆ กัน และแต่ละตัวเลือกควรมีโอกาสเป็นตัวถูกในจำนวนที่เท่า ๆ กัน
18. หลีกเลี่ยงการเขียนตัวถูกที่พ้องเสียงหรือพ้องความหมายกับตัวคำถาม เพราะจะเป็น การแนะคำตอบ เช่น
ไม่ดี : จังหวัดใดผลิตเกลือสมุทรได้มากที่สุด
ก. อยุธยา
ข. นครราชสีมา
ค. สมุทรสาคร
ข้อดีของข้อสอบแบบเลือกตอบ
1. วัดพฤติกรรมทางการศึกษาได้หลายด้าน ตั้งแต่ความรู้ความจำไปจนถึงการประมาณค่า
2. เป็นข้อสอบที่ตรวจให้คะแนนง่าย ถูกต้อง รวดเร็ว และมีความเป็นปรนัย
3. สามารถควบคุมความยากง่ายของข้อสอบได้
4. เป็นข้อสอบที่ครูสามารถวินิจฉัยสาเหตุแห่งการทำข้อสอบผิด ว่าเนื่องมาจากสาเหตุอะไรบ้าง โดยพิจารณาจากตัวเลือกต่าง ๆ จากกระดาษคำตอบ
5. มีความเชื่อมั่นสูง เพราะมีจำนวนข้อสอบมาก และตอบถูกโดยการเดามีน้อย
6. สามารถใช้สัญลักษณ์ รูปภาพหรือกราฟมาเขียนข้อสอบได้
ข้อจำกัดของข้อสอบแบบเลือกตอบ
1. สร้างข้อสอบให้ดี ทำได้ยาก และใช้เวลาในการสร้างนาน
2. ไม่เหมาะที่จะวัดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ การเสนอแนวคิด หรือทักษะการเขียน
3. สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงในการสร้างข้อสอบ
รูปแบบของข้อสอบแบบเลือกตอบ
ข้อสอบแบบเลือกตอบจะมีคุณภาพมากหรือน้อย มักเกิดจากการเขียนตัวคำถาม และตัวเลือก นอกจากนี้ควรเขียนคำถามที่วัดพฤติกรรมขั้นสูง ๆ โดยใช้รูปแบบคำถามที่เหมาะสม รูปแบบ
คำถามแบบเลือกตอบที่นิยมมี 3 ประเภท คือ
1. ประเภทคำถามเดี่ยว (single question) เป็นข้อสอบเลือกตอบที่แต่ละข้อมุ่งถามเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ และสมบูรณ์ในตัวเอง โดยไม่เกี่ยวพันธ์กับข้ออื่น ๆ เลย ซึ่งแต่ละข้อจะเป็นอิสระต่อกัน เช่น
1. วุ้นที่อยู่รอบ ๆ ไข่กบมีหน้าที่สำคัญอะไร 2. ข้อใดกล่าวถูกต้องตามหลักสุขศึกษา
ก. เป็นเกราะป้องกันศัตรู ก. กินอาหารที่ร้อน
ข. เป็นทุ่นให้ไข่ลอยได้ ข. กินอาหารที่สะอาด
ค. เป็นอาหารให้ตัวอ่อน ค. กินอาหารที่ถูกปาก
ง. เป็นที่เกาะของเชื้อตัวผู้ ง. กินอาหารที่ถูกส่วน
จ. เป็นสิ่งเชื่อมให้ไข่ติดกัน จ. กินอาหารที่ปรุงเองในบ้าน
2.
ประเภทตัวเลือกคงที่ (constant choice)
ข้อสอบประเภทนี้ ในแต่ละตอนจะมี
ตัวเลือกอยู่ชุดหนึ่งให้นักเรียนพิจารณาตัวเลือกเหล่านี้
แล้วนำไปตอบคำถามที่กำหนดมาให้หลายคำถาม
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นข้อสอบที่มีคำถามหลายข้อแต่มีตัวเลือกอยู่ชุดเดียว
ซึ่งข้อสอบชนิดนี้พัฒนามาจากข้อสอบแบบจับคู่
แต่มีลักษณะที่แตกต่างไปจากข้อสอบแบบจับคู่
คือ (สมนึก ภัททิยธนี. 2537 : 78)
2.1 สามารถใช้ตัวเลือกซ้ำกันได้
2.2 ตัวเลือกมีเพียง 4-5 ตัว ส่วนตัวคำถามมีกี่ข้อก็ได้ แต่นิยมใช้ 2-10 ข้อ
ตัวอย่างข้อสอบแบบตัวเลือกคงที่
คำชี้แจง จากข้อ 1-5 ให้พิจารณาข้อความแต่ละข้อ ว่ามีความเกี่ยวข้องกับคำศัพท์ในข้อ ก-จ มากที่สุด คำศัพท์เหล่านั้น จะใช้ครั้งเดียวหรือหลายครั้งก็ได้
ก. การแยกประเภท (differentiation)
ข. การผสมพันธุ์เลือดเดียวกัน (inbreeding)
ค. การผ่าเหล่า (mutation)
ง. การเลือกสรรโดยธรรมชาติ (natural selection)
จ. การแปรปรวน (variation)
1. การปรากฏลักษณะที่ไม่เคยมีในเผ่าพันธุ์มาก่อน (ค)
2. ความแตกต่างในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม (ง)
3. การทำให้สิ่งมีชีวิตมียีนส์บริสุทธิ์ (ข)
4. ความผิดแบบของบรรดาลูก ๆ ในครอบครัวเดียวกัน (จ)
5. การทำให้เกิดการแบ่งบานระหว่างเซล (ก)
(ชวาล แพรัตกุล. ม.ป.ป. : 352-353)
3. ประเภทสถานการณ์ (situational test) คำถามชนิดนี้จะประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ ของจริง หรือเรื่องราวอะไรสักอย่างหนึ่งมาเสนอเร้าใจให้เด็กเกิดความคิดก่อนเป็นตอนนำ จากนั้นจึงตั้งคำถามหลาย ๆ ข้อ หลาย ๆ แง่มุมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น คำถามชนิดนี้มีคุณค่าตรงที่สามารถวัดผลสัมฤทธิ์เบ็ดเสร็จของการศึกษาได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถวัดสมรรถภาพสมองขั้นสูงได้ง่ายกว่าข้อสอบประเภทอื่น ๆ
ตัวอย่างข้อสอบประเภทสถานการณ์
คำชี้แจง พิจารณาคำประพันธ์ต่อไปนี้ แล้วตอบคำถามข้อ 1-2
จะหักอื่นขืนหักพอจักได้ หักอาลัยไม่หยุดสุดจะหัก
สารพัดตัดขาดประหลาดนัก แต่ตัดรักไม่ขาดประหลาดใจ
1. สิ่งใดเป็นต้นเหตุของคำประพันธ์นี้ 2. ผู้เขียนคำประพันธ์นี้อยู่ในอารมณ์เช่นไร
ก. ความรัก ก. ว้าวุ่นใจ
ข. ความอาลัย ข. เศร้าโศก
ค. การหักใจ ค. ปลงตก
ง. ความทุกข์ใจ ง. ห่วงหา
จ. การพลัดพราก จ. ว้าวุ่น
(ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2527 : 153)