ภาคที่สอง: การอพยพและอาณานิคม 

 

 

ว่าด้วยเรืออาร์ค และอากาศยานอื่นๆ

นิทานปรำปราว่าด้วยน้ำท่วมโลก มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกวัฒนธรรม มีมากเสียเกินกว่าจะเกิดจากความบังเอิญ หรือเกิดจากการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม เพราะชนชาติที่อยู่กันคนละซีกโลกอย่างชาวบุชเมนในแอฟริกา หรือชาวเอสกิโมในแถบขั้วโลก ยังมามีตำนานที่ต้องตรงกันได้ เรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นความทรงจำในอดีตที่ถุกถ่ายทอดกันมามากกว่าอย่างอื่น และที่สำคัญ ความทรงจำในช่วงนั้นคงน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ความทรงจำของคลื่นลูกเท่าภูเขา พายุและภูเขาไฟที่ปะทุขึ้นพร้อมกันทั่วโลก

... รวมทั้งอารยธรรมที่มาถึงจุดหยุดนิ่ง และมนุษยชาติที่เหลืออยู่ก็ได้กลับสู่ความป่าเถื่อนอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่าสูงสุดกับคืนสู่สามัญแบบในหนังจีนนั่นเองครับ

ว่าจะไม่เอาเรื่องเก่าๆมาพูดซ้ำ แต่ก็ต้องเล่ากันอีกจนได้ เพราะไม่มีตัวอย่างใดที่ดีกว่านี้มาสนับสนุนแล้ว เรื่องที่ว่าก็คือตำนานของ"น้ำท่วมโลก" ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องจริงกันล่ะครับ เพราะ"ทั่วโลก"มีตำนานเรื่องนี้ตรงกันหมด เช่นตำนานของชาวสุเมเรียน - มหากาพย์กิลกาเมช กล่าวถึงอุตนาปิชทิมบรรพบุรุษคนแรกของมนุษยชาติ เขาและครอบครัวเป็นผู้รอดตายจากน้ำท่วมครั้งนั้น โดยได้ช่วยชีวิตของคน สัตว์ และนก ขึ้นเรืออาร์คหนีภัยจากน้ำท่วมโลก

"อาร์ค เรืออาร์คของโนอาห์น่ะเรอะ?"

แม่นแล้วครับ เรืออาร์คลำเดียวกันนั่นแหละ เพราะเรื่องของโนอาห์ในไบเบิ้ลเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงเขียนขึ้นมาภายหลังจากยุคสมัยของชาวสุเมเรียน เอาหลักฐานอีกสักเรื่องไหม? คัมภีร์ "เซ็นต์อเวสตา" ของอิหร่าน กล่าวถึงผู้อาวุโสแห่งเปอร์เซียที่ได้รับคำสั่งจากเทพอาหุรมาซดา (เทพโบราณแห่งลัทธิบูชาไฟโซโรอัสเตอร์) ให้เตรียมพร้อมการอพยพภัยจากน้ำท่วมโลก ดังนั้นจึงมีการสร้างอุโมงค์ใหญ่ บรรจุสัตว์และพืชที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์และปิดเอาไว้ในช่วงมีภัยพิบัติ ด้วยเหตุนี้ อารยธรรมจึงยังคงหลงเหลืออยู่ได้ภายหลังน้ำท่วมใหญ่ได้จบลง

ในมหาภารตะของอินเดีย ได้เล่าถึงพระพรหมแปลงกายเป็นปลา เตือนพระมนูเรื่องน้ำท่วมโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยคำแนะนำที่พระมนูได้รับนั้นคือการ "พาฤาษีทั้งเจ็ด และเมล็ดพันธุ์นาๆชนิดลงเรือ เก็บรักษาไว้ให้จงดี" พระมนูทำตามคำสั่งของพระพรหมและลงเรือใหญ่ผ่านมหันตภัยนับเป็นปีๆ จนกระทั่งจอดบนเทือกเขาหิมาลัย โดยจุดที่พระมนูขึ้นฝั่งนั้นเรียกว่าอารยวรรต (คิดถึง Ararat ยอดเขาที่โนอาห์ขึ้นฝั่งกันบ้างไหม?)

เป็นไงครับ ความคล้ายคลึงกันของเรื่องราวเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ใช่เพียงแค่ เรื่องของความบังเอิญเสียแล้ว แต่น่าจะเป็นเรื่องจรงิที่ชัดเจนที่ถูกถ่ายทอดต่อๆกันมา ถึงมหันตภัยครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นบนโลก

ว่าแต่ว่า มนุษย์นั้นหนีจากน้ำท่วมโลกครั้งนั้นได้อย่างไรกัน? สองสิ่งที่จะหนีพ้นกระแสน้ำได้ก็คือทางเครื่องบินและเรือเดินทะเล ครับ... ฟังดูแล้วอาจจะเพ้อฝันไปหน่อย แต่หลักฐานทั้งหลายที่คนรุ่นหลังได้ค้นพบมันชี้นำไปว่า มีความเป้นไปได้ที่สมัยโบราณนั้น มนุษย์มีอากาศยานใช้กันแล้ว และใช้เป็นวิธีการหลักในการหนีน้ำท่วมโลกเสียด้วยสิครับ เช่นตำนานของชาวเอสกิโม กล่าวถึงนกเหล็กขนาดยักษ์ที่พาพวกเขาหนีน้ำไปทางเหนือ สู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง นี่มิได้หมายถึงการบอกเล่าเรื่องราวของอากาศยานก่อนยุคประวัติศาสตร์ดอกหรือครับ?

เมื่อน้ำลดลง "โนอาห์" ของแต่ละชาติก็ขึ้นฝั่งกันบนยอดเขา.

ชาวพื้นเมืองของดินแดนทางตอนเหนือของออสเตรเลีย มีเรื่องของน้ำท่วมโลกและคนกึ่งนก คะวันผู้เป็นหัวหน้าได้ให้ปีกแก่วาร์คและไวร์ เมื่อ"น้ำเต็มลำธารและทะเลเอ่อสูง น้ำท่วมหมดทั้งแดนดิน ภูเขา ต้นไม้และทุกสิ่ง" จากนนั้นคะวันก็บินจากไป

มหากาพย์กิลกาเมชกล่าวถึงเทพผู้กลัวน้ำท่วม และอพยพหนีภัยขึ้นไปบนสวรรค์ ว่ากันว่าตำนานนี้ตีความออกมาได้ลึกล้ำน่าพิศวงมาก หากสวรรค์เบื้องบนน่าจะหมายถึงอวกาศและเทพทั้งหลายก็ไม่ใช่เทพจริงๆ พวกเขาน่าจะเป็นชนชั้นปกครองของแอตแลนติสที่หนีภัยน้ำท่วมมากกว่า ...ภายใต้คำเตือนและความช่วยเหลือของ Anunnaki หึ หึ หึ...

ว่าด้วยเรืออาร์คและอากาศยาน(ต่อ)

ในการหนีจากน้ำท่วมนั้นคงไมใช่ทุกคนหรอกนะครับ ที่จะมีสิทธิขึ้นนาวาฉุกเฉินนี้เพื่อลี้ภัยไปได้ ซึ่งก็ไม่ต่างกันกับปัจจุบัน ที่เครื่องบินหรือเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ ผู้มีปัญญาพอที่จะเป็นเจ้าของได้ก็คือรัฐหรือบริษัทองค์กรใหญ่ๆเท่านั้น คนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆหมดสิทธิขอรับ

ชาวบาบิโลเนียนโบราณยังคงเก็บรักษาความทรงจำในเรื่องของการบินดังที่ผมเขียนถึงไปแล้วหลายตอนในชุด "นักบินอวกาศยุคโบราณ" พวกเขากล่าวถึงเอทานา นักบินที่ทรงพาหนะเป็นทรงกระบอกปิดผนึก แสดงภาพเอทานาเหินหาวอยู่บนหลังนกอินทรี และอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ และพี่พาเลงกอ ประเทศแม็กซิโก มีแบบลายที่น่าสนใจบนโลงหินที่นักโบรารคดี รุซ-ลิลเลียร์ได้ค้นพบ มันเป็นลายแบบมายาแสดงภาพคนกำลังนั่งอยู่ในเครื่องยนต์คล้ายจรวด เป็นกรวยจรวดที่ประกอบไปด้วยกลไกอันน่ามหัศจรรย์และชิ้นส่วนจำนวนมหาศาล ผลสรุปจากนักโบราณคดีคือ ภาพนั้นแสดงแนวคิดตามแบบมายา อันเป็นความทรงจำเกี่ยวกับนักบินอวกาศครับ

ภาพสุดคลาสสิคของปากัล กษัตริย์นักบินชาวมายา

ระเบิดปรมาณู ยานรบ และสงครามก่อนน้ำท่วมโลก

แอตแลนติสเป็นอย่างไรก่อนสมัยน้ำท่วมโลก เราคงซึมซาบกันดีอยู่แล้วจากงานเขียนของเพลโต ลัทธิจักรวรรดินิยมของแอตแลนติส การล่าเมืองขึ้น สงคราม ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นนำไปสู่ความหายนะของอารยธรรมนี้ ยังคงเหลือร่องรอยหลักฐานมาถึงพวกเราคนรุ่นหลังในปัจจุบันอยู่ไม่น้อย

ในคัมภีร์ "สัมสัปตะกะพธะ" ของอินเดียกล่าวถึงยานอวกาศที่ได้รับแรงขับจากพลังสวรรค์ กล่าวถึงขีปนาวุธที่มีฤทธาและระเบิดเป็นแสงสว่างเจิดจ้าราวกับอาทิตย์นับพันดวง ส่วนใน "เมาโสละปุราวะ" ในภาษาสันสกฤต ยังอ้างถึงอาวุธที่พวกเราไม่รู้จัก สายฟ้าเหล็กทูตมรณะยักษ์ซึ่งทำลายล้างเผ่าพันธุ์ทั้งปวงของ วฤศนิส และ อังหกะ ศพของผู้ตายถูกเผาเป็นตอตะโก ผมและเล็บกลายเป็นสีเทา ตึกรามบ้านช่องแตกสลาย ฝูงนกการ่วงหล่นจากท้องฟ้าด้วยขี้เถ้าสีขาว และภายในเวลาไม่ช้านานแหล่งน้ำคลังเสบียงก็ปนเปื้อนด้วยพิษจนไม่สามารถใช้การได้สิ้น

อเล็กซานเดอร์ กอร์โบฟสกี้ ให้ข้อคิดเกี่ยวกับโครงกระดูกที่พบบริเวณเมืองโบราณ โมเฮนโจดาโร และ ฮารัปปา ว่า ล้วนแล้วแต่มีกัมมันตรังสีปนเปื้อนอยู่มากจนน่าตกใจ ครับ... มันมีค่ามากถึงห้าสิบเท่าจากที่ควรจะมีตามธรรมชาติ ราวกับชาวเมืองทั้งหลายตายด้วยระเบิดปรมาณูเสียอย่างนั้น เขาสรุปว่าเรื่องราวใน "เมาโสละปุราณะ" คงเป็นเรื่องจริงมากกว่าจินตนาการของผู้รจนา ซึ่งทั้งหมดนี้ผมเคยกล่าวถึงไปแล้วในเรื่องของวิมานะอากาศยานของชาวภารตะโบราณครับ (และคงไม่ว่าอะไรหากจะเอามาขยายรายละเอียดอีกใน Ancient Astronaut Revivited ที่กำลังจะนำมาลง) โดยเล่าถึงเรื่องสงครามในสมัยมหาภารตะที่มีฟากฟ้าเป็นสมรภูมิ รวมทั้งผู้รุกรานที่คัมภีร์เล่มนี้เรียกกันว่าเผ่า Asvin - อัศวิน - แอนแลนติส? สนใจก็หารื้ออ่านกันเองนะครับ ฉายซ้ำบ่อยนักคงไม่ดี

<< BACK หน้า2 // หน้า4 NEXT >>

 

 

 


 
 
BY ขจรศักดิ์ เลาห์สัฒนะ
Hosted by www.Geocities.ws

1