ภาคสาม: เทพโบราณที่นำมาซึ่งแสงสว่างและอารยธรรม
เทพแท้หรือเทียม ตำนานหรือประวัติศาสตร์
.เพลโตผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการปรัชญาเมธีกล่าวไว้ว่า เขาเคยได้ยินนักบวชอียิปต์กล่าวถึงภัยพิบัติทำลายโลก มีผู้รอดตายจากน้ำท่วมมากมายเหมือนกัน หากแต่ยังขาดบันทึกยืนยันที่ชัดเจน ในไม่ช้า เรื่องราวทั้งหลายจึงหายสาบสูญไปพร้อมๆกับการล้มหายตายจากของผู้คนเหล่านั้น
ย้อนมองไปถึงเรื่องของแอตแลนติส ภัยพิบัติระดับนั้นย่อมทำให้ผู้คนแตกสานซ่านเซ็นไปทั่วโลก ศูนย์กลางของอารยธรรมองค์ประกอบทางวัฒนธรรมล้วนสูญสิ้น แหงสิครับ เจออีแบบนี้ใครจะมีกะใจมานั่งทำบันทึก จารึก หรือภาพเขียนในช่วงเวลาร้อยสองร้อยปีแห่งการเอาตัวรอดเช่นนั้น คงเหลือเพียงเรื่องราวเล่าผ่านปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น จนแม้ข้อเท็จจริงบางประการก็ได้ถูกบิดเบือนไปตามกาลเวลา สุดท้าย รายละเอียดที่คนรุ่นหลังอย่างพวกเราได้พบ ก็มีเพียงแต่ศิลปะการเขียนที่บันทึกตำนานเอาไว้อย่างถาวรบนแผ่นหิน หรือ ปาปิรัสเท่านั้นเอง
เป็นธรรมดาใช่ไหมล่ะครับว่า เรื่องเล่าตกทอดที่นานจนกลายเป็นนิทานปรัมปรานั้น ส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อเร้าความสนใจของผู้ฟังนั้นก็คืออภินิหาร เป้นไปได้ไหมว่ากลุ่มคนหลังน้ำท่วมโลกนี้ได้กระจายกลายไปเป็นเทพเจ้าในสายตาของคนรุ่นหลัง สิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่งของพวกเขาคือ อยู่ในฐานะของผู้ให้แสงสว่างทางอารยธรรม หลายๆชนชาติมีจุดร่วมที่คล้ายกันมากๆเช่น การปลูกฝังให้บูชาพระอาทิตย์ การสั่งสอนศาสตร์ทั้งปวงอันได้แก่ เกษตรกรรม สถาปัตยกรรม การแพทย์ และศาสนา โดยหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดนั้น เราได้มาจากจารึกแผ่นดินเหนียวของดินแดนทางตะวันออกกลาง หลักฐานดังกล่าวคือพงศาวดารของซูเมอร์หรือชาวสุเมเรียน ซึ่งพงศาวดารดังกล่าวได้ให้รายนามของกษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดินหลังสมัยน้ำท่วมโลก แน่นอนครับ พงศาวดารนี้ถูกนักโบราณคดีเยาะเย้ยถากถางว่าเป็นรายชื่อที่อิงมาจากนิทาน จะเอาไปอ้างอิงเชิงประวัติศาสตร์อะไรได้
ในบรรดารายชื่อทั้งหลายของกษัตริย์สุเมเรียนนั้น มีอยู่หลายองค์ที่มีเครื่องหมายกำกับว่าทรงเป็นเทพหรือกึ่งเทพ นอกจากนี้ช่วงเวลาของพงศาวดาร ยังครอบคลุมถึงกษัตริย์ทุกองค์ในราชวงศ์แรกหลังน้ำท่วม อันเป็นระยะเวลายาวนานถึงสองหมื่นสี่พันกว่าปี เหอะ เหอะ อย่าว่าแต่นักโบราณคดีเลยครับ กับคนช่างฝันบางคนก็ยังเหลือเชื่อจนอดที่จะคลางแคลงใจไม่ได้กับหลักฐานเหล่านั้น
ต่อมา เซอร์เลียวนาร์ด วูลลีย์ นักโบราณคดีได้ค้นพบอารามแห่งหนึ่งที่ภูเขาอัลอูไบด์ ใกล้กับนครโบราณอูร์ ซึ่งพบหลักฐานและข้อความแสดงการมีอยู่จริงของกษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่ 3 ของนครอูร์ ข้อความนั้นกล่าวถึงการอุทิศอารามให้กับเทพเจ้าและปวงชน ซึ่งสิ่งนี้สอนให้เรารู้ว่าการละเลยหลักฐานบางอย่างเช่น ตำนานหรือนิทานพื้นบ้านนั้น อาจทำให้เราพลาดห่วงโซ่สำคัญในการโยงใยประวัติศาสตร์ยุคก่อน รวมถึงการค้นพบสิ่งที่มีอยู่จริงหลายๆสิ่งที่เมื่อก่อนเข้าใจกันว่ามีอยู่เพียงแต่ในนิทานเท่านั้น กรุงทรอยและนครไมซินี่ รวมถึงสุสานของมหาจักรพรรดิ์จิ๋นซีฮ่องเต้เป็นตัวอย่างที่ดีของกรณีดังกล่าวครับ
ยูโฟเทมุส(ปราชญ์สมัย 2 BC) กล่าวถึงนครบาบิโลนว่า นครนี้เป็นหนี้บุญคุณการสร้างของเทพเจ้ากลุ่มหนึ่ง ซึ่งรอดชีวิตจากภัยพิบัติในอดีตโดยกษัตริย์แห่งซูเมอร์ ถือกันว่าเป็นทายาทโดยตรงของผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วมใหญ่ และจากนั้นพระเจ้าก็ส่งกษัตริย์ลงมาเพื่อกอบกู้เผ่าพันธุ์มนุษย์ กษัตริย์เทพองค์รแกที่ได้รับการจารึกพระนามคือ คันกิ โอรสของเทพเจ้านินซันครับ
ว่ากันว่าผู้รอดตายจากน้ำท่วมใหญ่ได้กระจัดกระจายไปตามส่วนต่างๆของโลก และมักกลายเป็นเทพเจ้าผู้ปกครองดินแดนนั้นๆอยู่เสมอ พวกเขากลายเป็นโอรสแห่งสวรรค์ ถูกยกย่องโดยชนพื้นเมือง เช่นชาวอินคาบูชากษัตริย์ว่าเป็นโอรสแห่งพระอาทิตย์ หรืออียิปต์โบราณที่เชื่อว่าในอดีตถูกปกครองโดยพระเจ้า ที่ลงมาอาศัยอยู่บนผืนดินกับเหล่ามนุษย์ และมีโฮรัสโอรสของโอสิริสเป็นกษัตริย์เทพองค์สุดท้ายที่นั่งบัลลังก์อียิปต์
โดยปาปิรัสตูรินบันทึกเอาไว้ว่า กษัตริย์เทพของราชวงศ์ที่หนึ่งแห่งอียิปต์ ได้ขึ้นครองราชย์เมื่อ 9850 ปีก่อนคริสตกาล
ส่วนในจีน ได้มีการบันทึกกล่าวถึงราชาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามอันได้แก่ เทียนหวง ตี้หวง และเหยินหวง อันหมายถึงราชาแห่งสวรรค์ ราชาแห่งผืนดิน และราชาแห่งมนุษย์ตามลำดับ ราชาเหล่านี้หอบเอาอารยธรรมสูงส่งอันมีที่มาที่ไปไม่แน่ชัดมาสู่ชาวจีน และหายไปกับคลื่นแห่งประวัติศาสตร์อย่างไร้ร่องรอย (โปรดดูเรื่องปิระมิดในจีนประกอบด้วยนะครับ)
เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าและทายาทแห่งพระเจ้าที่มีอยู่ทั่วไปในขอบข่ายและช่วงเวลาอันยาวนานไร้ที่สุดของกาลเวลา เสียดายครับที่เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวทั้งหลายได้ถูกเอาไปปะปนกับเทพนิยายและไสยศาสตร์ ความทรงจำอันรางเลือนจากบรรพชนเหล่านี้ มีทางที่จะฟื้นขึ้นมาให้ความกระจ่างแก่พวกเราหรือไม่หนอ...
ตัวอย่างของเทพแห่งวัฒนธรรม
ใครที่ดู The Mummy คงจำคัมภีร์ที่ชื่อ The Book Of The Dead ได้นะครับ ในคัมภีร์แห่งความตายเล่มนี้กล่าวถึงบันทึกของธ็อธ - - เทพแห่งวรรณคดีและความรู้ อันมีสถานที่กำเนิดอยู่ในดินแดนห่างไกลทางตะวันตก ที่นั่นมีนครริมทะเลและมีภูเขาไฟขนาดใหญ่ 2 ลูก วันหนึ่งมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในดินแดนของธ็อธ ที่จู่ๆพระอาทิตย์ก็ได้ดับมืดลง แม้แต่เทพอย่างธ็อธก็ยังอับจนปัญญากับสถานการณ์เช่นนี้ พระองค์ทรงนำประชากรข้ามน้ำไปยังดินแดนทางตะวันออก เนื้อหาของคัมภีร์โบราณของชาติที่เจริญผิดยุคอย่างอียิปต์นี้ อ่านแล้วพอจะคิดถึงแอตแลนติสกันบ้างไหมครับ?

Thot เทพบรรพชนแห่งอียิปต์โบราณ
เอล. ฟิลิโบฟฟ์ นักดาราศาสตร์แห่งหอดูดาวอัลเจียรส์ ได้พบข้อเท็จจริงอย่างใหม่ในข้อความในปิระมิดระหว่างราชวงศ์ที่ 5-6 เป็นเรื่องของเทพธ็อธผู้ทรงเกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ราศีพิจิก พิลิโบฟฟ์จึงสรุปว่า ในยุคที่อารยธรรมของพระเจ้าปรากฏขึ้นในอียิปต์เป็นเวลาเมื่อเวอร์นัลอิควิน็อกซ์อยู่ในราศีพิจิก หรือเมื่อประมาณ 7,256 BC (ใกล้เคียงกับที่ Sitchin คาดการณ์เอาไว้ครับ แต่ขัดแย้งกันทางแนวคิด หนึ่งว่ามาจากแอตแลนติส หนึ่งว่ามาจากอวกาศ อ่านรายละเอียดได้ในเรื่องพระเจ้าจากอวกาศนะครับ) นอกจากอียิปต์แล้ว เฮอร์เมสแห่งกรีก(เมอร์คิวรี่นั่นแหละครับ ในภาษาโรมัน) ก็เป็นเทพผู้นำวัฒนธรรมมาสู่มวลมนุษย์ เฮอร์เมสได้สอนมนุษยชาติให้รู้จักกระบวนการทางตรรกะ การดูดาว เล่นพิณ วิชาแพทย์ และการหลอมโลหะ เฮอร์เมสมักจะมีปีก หมวกและถือคาดูซิอุสหรือคทาที่มี"งูสองตัวพันกันและมีปีก" อันเป็นสัญลักษณ์ของการสื่อสารจากทูตแห่งเทพเจ้าบนสวรรค์
ตามตำนานแล้ว เฮอร์เมสเป็นบุตรของเซอุสและไมอา คำว่า Hermes ในภาษากรีกหมายถึงผู้ตีความ และเป็นที่น่าสังเกตนะครับที่เฮอร์เมสเป็นหลานของเทพแอตลาส(ซึ่งเป็นบรรพบุรุษแห่งแอตแลนติส?)
สรรพสิ่งกำเนิดจากห้วงน้ำ
อารยธรรมของมนุษย์ มักจะเดินหน้าแบบก้าวกระโดดไปในทิศทางที่คาดไม่ถึงเสมอๆ สมัยโบราณก็เช่นกัน ท่ามกลางความป่าเถื่อนและไฟสงคราม ยังมีอารยธรรมที่แสดงถึงภูมิปัญญาอันลึกล้ำของคนโบราณ
<< BACK หน้า3
|