ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการล่มสลายของแอตแลนติส

ครับ... พูดกันหลายต่อหลายครั้งแล้วว่า แอตแลนติสน่าจะล่มสลายลงในยุคน้ำแข็ง หรือเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นกว่าปีก่อน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ การที่อาณาจักรใหญ่ที่เจริญด้วยเทคโนโลยีเกิดประสบเข้ากับสิ่งที่ถึงขั้นทำให้สิ้นอารยธรรมนั้น มันต้องเป็นภัยพิบัติรุนแรงถึงขั้นกระเทือนไปทั้งโลกสิ และถ้าถึงขั้นกระเทือนไปทั่วโลกจริงๆ หลักฐานต่างๆที่บ่งชี้เกี่ยวกับอาณาจักรนี้ ก็น่าจะยังเหลืออยู่บ้าง ดังนั้น นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงได้ทุ่มกายทุ่มใจ เพื่อหาหลักฐานมายืนยันข้อสงกาของพวกเขา ฟ้าดินไม่กลั่นแกล้งคนตั้งใจครับ อย่างน้อยๆ ความพยายามของพวกเขาก็ได้หลักฐานมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจมากทีเดียว มาดูกันสักส่วนสองส่วนไหมครับ ว่ามีอะไรบ้างที่ว่าน่าสนใจน่ะ

ศ. เอ็น เลดเนฟ นักวิทยาศาสตร์และนักฟิสิกส์ชาวมอสโกได้ทำวิจัยเรื่องของแอตแลนติสมานับสิบปี ท้ายที่สุด เขาสรุปงานของเขาเพียงสั้นๆว่า แอตแลนติสในตำนานมิใช่เพียงนิทานปรัมปรา แต่เอกสารทางประวัติศาสตร์โบราณ และอนุสรณ์สถานทางวัฒนธรรมหลายแห่ง บ่งชี้ว่า แอตแลนติสเคยเป็นเกาะมหึมาที่มีอยู่จริงมาก่อน

ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกคน ที่เสนอแนวคิดเกี่ยวกับแอตแลนติสเอาไว้อย่างน่าสนใจโดยเฉพาะเกี่ยวกับที่ตั้งของมันเอาไว้ว่า หากเราพิจารณาถึงกระแสน้ำอุ่นที่ไหลไปถึงมหาสมุทรอาร์คติกเมื่อระหว่างหมื่นถึงหมื่นสองพันปีที่แล้ว แอตแลนติสจะต้องคอยเป็นแนวกั้นที่คอยเบี่ยงเบนกระแสน้ำไปทางใต้ "เพราะแอตแลนติสไปขวางกระแสน้ำ แอตแลนติสจึงเป็นาเหตุของการทำให้เกิดยุคน้ำแข็ง และมันก็เป็นสาเหตุของจุดจบนั้นด้วย" เขาสรุป

ครับ เมื่อเราพิจารณาจากซากพืชพันธุ์ ซากสัตว์ทะเลที่พบในบริเวณทิศทางของกระแสน้ำดังกล่าวไหลผ่าน ก็เป็นไปได้มากทีเดียวว่าเมื่อหลายหมื่นปีก่อน มีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศและธรณีวิทยาอย่างรุนแรงในมหาสมุทรแอตแลนติค และมีผลทำให้เกาะๆหนึ่งซึ่งขวางทางไหลของกระแสน้ำอุ่นนั้นจมลง

ประเด็นนี้ดูจะเห็นพ้องต้องกันล่ะครับว่า แอตแลนติสคืออนุทวีปที่จมลงเพราะภัยพิบัติบางประการ

จากการสำรวจใต้น้ำของสมาคมธรณีวิทยาของสหรัฐเมื่อปี 1949 เกี่ยวกับจานหินปูนนับตันที่ถูกยกจากท้องมหาสมทุรแอตแลนติค ทางตอนใต้ของหมู่เกาะอาซอเรส จานเหล่านี้มีขนาดโดยเฉลี่ย 6 นิ้ว หนา 2 นิ้ว ซึ่งตรงกลางมีรูเจาะไว้อย่างน่าแปลก ขอบนอกดูเรียบแต่รูดังกล่าวถูกเจาะไว้อย่างหยาบๆ จานเหล่านี้ดูเหมือนไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แถมไม่มีใครตอบได้ด้วยว่าจะเอามันไว้ใช้ทำอะไร หอสังเกตการณ์ทางธรณีวิทยาของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียให้ข้อสันนิษฐานว่า "สภาพการโค้งงอได้ของหินปูนเหล่านี้ บ่งชี้ว่าอาจเกิดขึ้นในสภาพใต้ดิน และภูเขาใต้น้ำอาจเคยเป็นเกาะในอดีตเมื่อหมื่นสองพันปีก่อนก็ได้..."

อีกตัวอย่างเบ้อเริ่มของการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา คือหุบเขาไนแองการา(อย่าบอกนะครับว่า ไม่รู้จัก)ที่เก่าถึง 12,500 ปี ข้อพิสูจน์บ่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การยกตัวของเทือกเขาคอร์ดิลเลราที่ยกขึ้นถึง 19,000 ฟุตนั้น เกิดขึ้นเมื่อหมื่นปีเศษๆมาแล้ว

แล้วยังมีตัวอย่างยิบย่อยอีกมากมาย ที่เราเห็นได้ชัดว่า เกิดธารน้ำแข็งจำนวนมากมายขึ้นเมื่อ 11,000 - 12,000 ปีมาแล้ว หลังจากธารน้ำแข็งเคลื่อนตัวลงจากขั้วโลก สภาพอากาศก็ดูจะอบอุ่นขึ้น และในสมัยเมื่อ 8000 ปีก่อน ค.ศ. ในสมัยที่นักโบราณคดีเรียกว่ายุคหินกลางนั้น แผ่นน้ำแข็งก็เคลื่อนออกเปิดทางสายใหม่สู่แผ่นดินใหม่ให้กับสัตว์และมนุษย์ ความสอดคล้องกันของหลักฐานเหล่านี้ สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีการกั้นขวางของเกาะที่จมลง ซึ่งกันมิให้กระแสน้ำอุ่นไหลไปทางเหนือ ฟังดูแล้วงงดีไหมครับ ลองหาแผนโลกโลกหรือวาดประกอบไปด้วยก็ได้ครับ จะได้นึกภาพออก

คิดดูดีๆอีกแง่แล้ว การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาเป็นสิ่งที่ค่อยเป็นค่อยไป หากมันเกิดขึ้นจริงมันก็น่าจะมีลางบอกเหตุให้มนุษย์(ถ้ามีอยู่จริงนะครับ)ที่เจริญแล้วในยุคหมื่นกว่าปีก่อนโน้น ได้หาทางรับมือหรือแก้ไข(เหมือนที่เรากำลังวิตกเรื่องสภาวะเรือนกระจก) กันได้บ้างสิน่า... แต่ถ้าหากภัยพิบัตินั้นเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เหมือนกับจู่ๆมันก็หล่นลงมาจากบนฟ้าเสียอย่างนั้น การจจะรับมือคงเป็นไปได้ยาก... เหตุผลอันนี้ค่อยดูฟังเข้าท่าหน่อย จริงไหมครับ?

มหาภัยจากฟากฟ้า

ว่ากันว่าร่องรอยของความเจริญของมนุษย์ในทวีปต่างๆ โดยเฉพาะทวีปอเมริกา ได้หายหรือชะงักไปอย่างไม่มีใครคาดคิดเมื่อ 10,400 ปีก่อน อะไรกันแน่ครับที่เป็นสาเหตุของการหยุดชะงักทางอารยธรรมแบบนี้ คำตอบทั้งหมดดูเหมือนจะชี้ไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือ "น้ำท่วมโลก" ในตำนาน

ปริศนาของชาวบาสค์

บาสค์คือชนเผ่าที่เคยอาศัยอยู่ในทวีปยุโรป พวกเขามีตำนานเรื่องน้ำท่วมใหญ่ ไฟไหม้และภัยพิบัติจากสงคราม บรรพบุรุษของพวกเขาได้ซ่อนตัวหลบภันอยู่ในถ้า จนรอดชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นมาได้ เรื่องราวที่น่าสนใจของชนเผ่านี้คือห่วงครับ ห่วงที่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆที่ชี้ทำให้นักโบราณคดีเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ทำไมชนเผ่าเล็กๆในทวีปยุโรป จึงไปมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรมโบราณในอเมริกาได้อย่างน่าทึ่งขนาดนี้

ตัวอย่างเช่น ภาษาของชาวบาสค์มีความใกล้เคียงกับภาษาถิ่นอินเดียนอเมริกันอย่างยากจะอธิบายได้ มิชชันนารีชาวบาสค์ได้เทศนาชาวอเมริกันอินเดียนในกัวเตมาลาด้วยภาษาของตน และผู้คนเหล่านั้นก็ดันเข้าใจเสียด้วยสิ

แม้จะอยู่กันคนละด้านของมหาสมุทร พวกเขากลับมรความเชื่อทางศาสนาที่ใกล้เคียงกัน ชาวบาสค์นับถือพญางูเจ็ดเศียรที่ชื่อ เอเรน ซูเก คล้ายกับชาวแอซเท็คโบราณที่นับถือพญางูบิน การนับของชาวบาสค์โบราณก็เป็นจำนวนนับแบบยี่สิบไม่ใช่สิบ ซึ่งก็ตรงกับการนับของชาวอเมริกากลางโบราณอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะชาวมายา ในทำนองเดียวกันชาวบาสค์ได้มีการละเล่นลูกบอลที่ชื่อ "ไจ อะไล" โดยการผูกตะกร้าติดกับแขนคล้ายคลึงกันกาบเล่นของชาวมายาที่เรียกกันว่า "โพลอะโทก"

ชาวบาสค์ยังนับเป็นชาวยุโรปตะวันตกพวกเดียวที่ไม่ล่าสัตว์ และรักษาวัฒนธรรมการเต้นรำดั้งเดิมของบรรพชนเอาไว้ พวกเขายังเชื่อในความอมตะของร่างที่ไม่ได้ฝัง อันเป็นความเชื่อที่สอดคล้องกันกับชีวิตหลังความตายของชาวอินคาและชาวอียิปต์โบราณ ซึ่งเหล่านี้ยังไม่รวมถึงวัฒนธรรมเล็กๆน้อยๆเช่นการโพกศีรษะ ที่มีอยู่เหมือนกันทั้งในชาวบาสค์และคนโบราณในทวีปอเมริกากลาง

น่าคิดไหมครับว่า พวกเขาอาจมีจุดกำเนิดหรือบรรพบุรุษร่วมกัน?

วันพิพากษาและวันโลกาวินาศ

จากบันทึกของชาวอียิปต์โบราณทำให้เราทราบว่า "นู" เทพเจ้าแห่งน้ำทรงแนะนำให้โอรสของพระองค์คือ "รา" ให้ทำลายล้างมวลมนุษย์เมื่อชาติต่างๆหันมารวมหัวกันทรยศเทพเจ้า (รายละเอียดอยู่ในเรื่องของหอคอยบาป - - บาเบล และสงครามปิระมิด ที่ผมกำลังหาเวลาเรียบเรียงอยู่ครับ) เราอาจสรุปเรื่องราวจากเทพตำนานเหล่านั้นออกมาได้ว่า การทำลายล้างมนุษย์สามารถสำเร็จลงง่ายๆด้วยน้ำท่วมโลกจาก "นู" เทพแห่งมหาสมุทรนี่เอง

ปาปิรัสโบราณสมัยราชวงศ์ที่ 12 ซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ที่เลนินกราด ได้ระบุถึงเกาะแห่งหนึ่งนามว่าเกาะงูใหญ่ ความว่า "เมื่อเจ้าจากที่แห่งนี้ไปแล้ว เราจะไม่พบเกาะนี้อีก เพราะที่แห่งนี้จะมลายหายไปกับคลื่นในมหาสมุทร" ปาปิรัวนี้ยังบรรยายถึงอุกกาบาตที่ตกลงมาและน้ำท่วมใหญ่ ความว่า "เมื่อดาวร่วงจากสวรรค์และเปลวไฟลามเลียทุกสิ่งอัน สิ่งทั้งมวลก็ไหม้ไฟ แต่กระนั้น... ข้าฯรอดพ้นมาได้แต่ผู้เดียว เมื่อข้ามองเห็นศพกองเป็นภูเขา ข้าก็แทบจะสิ้นใจด้วยความโศกาอาลัย..."

แม้ว่าเราๆท่านๆ จะยังนึกภาพของมหาภัยพิบัติซึ่งทำลายอารยธรรมแอตแลนติสลงอย่างฉับพลันไม่ออก แต่นิทานพื้นบ้านและจารึกของคนโบราณหลายชาติก็พูดถึงเรื่องราวเหล่านี้อย่างถูกต้องตรงกัน จนยากที่เราจะมองเพียงแค่ว่านี่คือผลพวงของคำๆหนึ่งซึ่งสะกดว่าบังเอิญ หรือถูกเล่าขานสืบต่อกันมาจากชาติสูชาติภายใต้กระบวนการของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เอาแค่ตัวอย่างง่ายๆที่เรารู้จักกันดีสักสองสามตัวอย่างก็ได้ครับ

มหากาพย์กิลกาเมชของชาวสุเมเรียน มีรายละเอียดของน้ำท่วมโลกและความวินาสของอารยธรรมโบราณ สิ่งหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงอย่างน่าสนใจและน่าจะถูกต้องตามความเป็นจริงก็คือ "ความอดอยากทำลายโลกมากกว่าน้ำท่วมใหญ่" ส่วนในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้นเล่า มีเรื่องของโนอาห์และเรืออาร์คที่ถูกกล่าวถึงอย่างถูกต้องตรงกัน และที่น่าสังเกตมากก็คือเรื่องราวของ เอโนช ผู้มาเตือนโนอาห์ถึงภัยพิบัติที่กำลังจะมาและภายหลังได้ขึ้นสวรรค์ไปทั้งๆที่ยังมีชีวิตอยู่ (Book Of Enoch เป็นหนังสือโบรารอีกเล่มหนึ่งที่ฮือฮากันมากครับ เพราะว่ากันว่าเนื้อหาของหนังสือโบราณเล่มนี้นั้น กล่าวถึงเรื่องมนุษย์ต่างดาวและการเดินทางสู่ห้วงอวกาศอย่างชัดเจน) โดยเอโนชได้ให้ข้อคิดกับโนอาห์ถึงบางสิ่งบางอย่างที่เป็น "ไฟทางตะวันตก" และ "ทะเลอันกว้างใหญ่ทางตะวันตก"

เมื่อประมาณพันแปดร้อยปีก่อน ลูเซียนได้บันทึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งซึ่งแสดงว่า เรื่องน้ำท่วมใหญ่นั้นมีอยู่อย่างแน่นอนในโลกยุคโบราณ กล่าวคือนักบวชแห่งบาลเบ็ค ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเลบานอน มีพิธีศักดิ์สิทธิ์เป็นการรินน้ำจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่รอยแตกใกล้วิหาร เพื่อตรึงความทรงจำเรื่องการช่วยชีวิตของเทพดูคาเลียนไว้ตลอดไป พิธีกรรมนี้อาจเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นหรือความทรงจำพื้นบ้านเกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่ก็เป็นได้

นิทานของพวกบุชเมนได้กล่าวถึงเกาะขนาดมหึมาอยู่ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา แต่ต่อมาก็จมอยู่ใต้น้ำ นี่เป็นหนึ่งในตำนานจำนวนมากหลายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของแอตแลนติส ตำนานของน้ำท่วมโลกมีอยู่ในทุกทวีป โดยเฉพาะทั้งสองฝั่งของมหาสมทุร ซึ่งมันก็น่าจะเป็นเรื่องปกติถ้าหากเราถือเอาว่า ครั้งหนึ่งแอตแลนติสนั้น เคยเป็นจุดเชื่อมต่อทางการค้าและวัฒนธรรมระหว่าง ยุโรป แอฟริกา และอเมริกา

ชนชาติที่เจริญก้าวหน้าอย่าน่าพิศวงของโลกโบราณเช่นชาวมายาหรืออียิปต์ ล้วนแล้วแต่มีตำนานเรื่องน้ำท่วมโลกนี้ และจากการศึกษานิทานพื้นบ้านของชาวอเมริกันอินเดียนโลยละเอียดแล้ว ทำให้เราทราบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า มีชนเผ่าอเมริกันอินเดียนกว่า 130 เผ่าเลยทีเดียวที่มีตำนานเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกที่คล้ายคลึงกัน ถูกเล่าสืบต่อกันมาจากยุคบรรพบุรุษ

แล้วตำนานเหล่านี้มันเชื่อถือได้แค่ไหน? เป็นแค่นิทานหรือเปล่า?

คำถามทำนองนี้มีขึ้นอยู่บ่อยๆ และคงเป็นคำถามที่ได้รับคำตอบมาแล้วหลายๆครั้งว่า นิทานนั้นมันไม่ใช่แค่นิทาน นับตั้งแต่การค้นพบเมืองโบราณโมเฮนโจ ดาโร และ ฮารัปป้า บริเวณลุ่มน้ำสินธุ หรือการค้นพบเกาะครีต พบนครทรอย สิ่งเหล่านี้ไม่เคยย้ำเตือนใจพวกเราเลยหรอกหรือว่า ในบางครั้งนิทานกลับเป็นประวิติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นจริงๆ ในกรณีของแอตแลนติสนั้นจะจัดเข้าแนวเดียวกับเคสดังๆในอดีตเหล่านี้ได้หรือไม่ การค้นคว้าและเวลาอาจจะให้คำตอบที่น่าพอใจกับพวกเราได้ในไม่ช้านี้(มั้ง...)

แค่น้ำท่วม อาจจะยังไม่พอ...

หมายความว่าอย่างไรงั้นหรือครับ ผมอยากจะสะกิดความทรงจำของพวกเราอีกสักนิดว่า จริงอยู่ทฤษฎีเรื่องการเคลื่อนที่ของแกนโลกและธารน้ำแข็ง จะสามารถอธิบายเรื่องของแอตแลนติสในอดีต ได้อย่างสมเหตุสมผลอยู่บ้าง แต่... แค่นี้จะเพียงพอหรือครับ? สำหรับภัยพิบัติที่แทบทำลายอารยธรรมโบราณลงจนไม่เหลือซาก และสาเหตุของมันล่ะ? เกิดจากอะไรกันแน่ นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังกังขากับข้อนี้อยู่ เนื่องจากแม้จะรู้อาการแต่กลับไม่รู้สาเหตุว่างั้นเหอะ ที่ตั้งทฤษฎีกันไปส่วนใหญ่ก็จะมองขึ้นไปบนฟ้า มองหาอุกกาบาตหรือดาวหางที่พุ่งตรงลงมาชนโลกในตอนนั้นพอดีครับ

เรื่องนี้มีความเป็นไปได้สูงเหมือนกัน อย่างน้อยๆการชนกับอุกกาบาตก็นับเป็นสาเหตุการเคลื่อนของเปลือกโลกได้เหมือนกัน และในความเป็นไปได้ทางดาราศาสตร์ โอกาสที่วัตถุแปลกปลอมสักชิ้นจะพุ่งเข้ามาชนโลกของเรานั้น มันก็มีอยู่สูงมากๆเสียด้วยสิ ภัยพิบัติในครั้งกระโน้นทำเอาโลกถึงกับพลิกกลับ (ลองหาเรื่องราวที่เกี่ยวกับ Pole Shift หรือ Pole Round มาอ่านกันนะครับ) หรืออย่างน้อยก็เสียศูนย์ไปพอสมควร เราลองมาดูกันหน่อยดีไหมครับว่า นักวิทยาศาสตร์เค้าเอาหลักฐานที่ไหนมายืนยันสมมุติฐานข้อนี้ของพวกเขา

ศาสตราจารย์ เอ็น. เอช. เวตชินกิน ได้ให้ข้อสงเกตเกี่ยวกับสาเหตุของการล่มสลายของอาณาจักรแอตแลนติส และการเกิดน้ำท่วมโลกเอาไว้ว่า "สาเหตุของการเกิดภัยพิบัติครั้งนั้น น่าจะมาจากการที่มีอุกกาบาตขนาดมหึมาพุ่งเข้ามาชนโลก มากกว่าการที่เปลือกโลกจะเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ที่เราไม่เห็นร่องรอยการชนของมันในปัจจุบัน เพราะมันไม่ได้ตกลงในที่ที่เราสามารถมองเห็นได้" ท่านโปรเฟสเซอร์กล่าว "ร่องรอยของอุกกาบาต เราสามารถเห็นได้ชัดเจนบนดวงจันทร์ ปล่องอุกกาบาตที่ใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึงสองร้อยกิโลเมตร ในขณะที่บนโลกร่องรอยที่ใหญ่ที่สุดกลับกว้างเพียงสามกิโลเมตรเท่านั้น มีความเป้นไปได้สูงที่อุกกาบาตจะตกลงในทะเล ทันทีที่มันตกกระทบมหาสมุทร จะก่อให้เกิดคลื่นสูงที่ไม่เพียงทำลายล้างสัตว์และพืชเท่านั้น แต่ยังสามารถกวาดภูเขาสูงต่างๆให้ราบพณาสูรไปได้อีกด้วย"

มหันตภัยจากอุกกาบาตยักษ์คราวนั้น คงรุนแรงเหลือที่จะเอ่ย..

นึกภาพออกกันไหมครับ? ถ้านึกไม่ออกขอให้ลองทบทวนถึงภาพของมหันตภัยทำลายโลกจากหนังของสปีลเบิร์กที่ชื่อ Deep Impact สิครับ คลื่นยักษ์ที่เกิดจากอุกกาบาตหรือดาวหางสามารถสร้างความเสียหายกับโลกได้ราวๆหรือมากกว่าภาพยนตร์นั่นแหละ และหากเรานำมาผนวกกับเรื่องราวแบบปรำปรา ที่ถูกถ่ายกันผ่านปากต่อปากอย่า.ื่อสัตย์ของคนโบราณแล้ว ความเสียหายที่เกิดมันตรงกับขอบเขตและคุณลักษณะตามที่นักวิทยาศาสตร์คาดคะเนไว้พอดีเลย

เนื้อหาของน้ำท่วมโลกยังสามารถนำมาปะติดปะต่อได้อีก หากเราขยายขอบเขตการศึกษาไปยังโซนตะวันออกของโลก คลื่นยักษ์ในแอตแลนติคจะมีผลทำให้เกิดน้ำลดในอีกฟากของโลก นั่นคือบริเวณที่เป็นมหาสมุทรแปซิฟิคในปัจจุบัน ในบันทึกเก่าแก่ของชาวจีนกล่าวถึงเวลาที่ท้องฟ้าตกลงในทางทิศเหนืออย่างฉับพลัน พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาวบนท้องฟ้าต่างพากันเปลี่ยนวิถีโคจรหลังโลกสั่นสะเทือน ซึ่งแน่นอนว่า เราสามารถเอาคำอธิบายทางดาราศาสตร์มาอธิบายเหตุการณ์เหล่านี้ได้อย่างตรงเป๊ะ ว่ามันเกิดขึ้นเพราะสาเหตุใดกัน ในอียิปต์ แผนที่ดาวสองชิ้นในหลุมศพของเซนเมาธ์ สถาปนิกของราชินีฮัตเซปชูต ได้กล่าวถึงแผนที่ดาวอันแปลกประหลาด โดยทิศหลักนั้นอยู่ตรงกับแผนที่ทางดาราศาสตร์ แต่ทิศอื่นๆนั้นกลับตาลปัตกันหมด ราวกับว่าโลกเราได้เคยเคลื่อนตัวมาก่อนเสียอย่างนั้น และในบันทึกเก่าแก่อื่นๆเช่น ฮาร์รืส ปาปิรัส, เฮอร์มิเทจ ปาปิรัส, รวมไปถึง อิปูเวอร์ ปาปิรัส ที่ ดร.อิมมานูเอล เวลิคอฟสกี้นำมากล่าวอ้าง (อ่านรายละเอียดได้ ที่นี่ ครับ)ก็ล้วนกล่าวตรงกันว่าโลกเคยสั่นสะเทือนอย่างใหญ่หลวงจะแทบจะกลับพลิกด้านมาแล้ว

ครับ... ไม่ว่าจะเกิดจากอุกกาบาตหรือดาวหาง ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นก็น่ากลัวเกินกว่าจะจินตนาการถึง แม้ในปัจจุบันความเสี่ยงดังกล่าวก็ยังมีอยู่ สมมุติแค่อุกกาบาตลูกเท่าเกาะภูเก็ตตกลงในมหาสมุทร เพียงเท่านั้นก็พอแล้วล่ะครับที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ล้างโลก อย่าว่าแต่ลูกที่มันใหญ่กว่านั้น...

 

<< BACKหน้า1 // หน้า3 NEXT >>

 

 

 


 
 
BY ขจรศักดิ์ เลาห์สัฒนะ
Hosted by www.Geocities.ws

1