NECTEC
Reseach

02/09/48

โฮม
VHDL & FPGA training
Publications
Reseach
Downloads
Web Links
About Me
My Photo
My Son Photo

 

 งานวิจัยด้านเทคโนโลยี RFID

RFID คือระบบชี้เฉพาะอัตโนมัติ (Automatic Identification) แบบไร้สาย (wireless)  เช่นเดียวระบบ barcode แต่ใช้ความถี่วิทยุ ในการติดต่อสื่อสาร ระบบนี้จะประกอบด้วยอุปกรณ์สองส่วน คือ Reader  และ Tags โดยการทำงานนั้นเครื่องอ่านจะทำหน้าที่จ่ายกำลังงานในรูปคลื่นความถี่วิทยุให้กับ Tags เพื่อให้ Tags ส่งรหัสชี้เฉพาะ กลับมา ข้อดีของระบบ RFID คือเป็นระบบไร้สายจึงไม่จำเป็นต้องนำ Tag ไปสัมผัสกับเครื่องอ่านซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกและเป็นอัตโนมัติให้กับระบบชี้เฉพาะ โดยระบบ RFID สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้อย่างกว้างขวาง เช่น การใช้บอกรหัสสินค้า การใช้บอกรหัสประจำตัวพนักงาน หรือการใช้งานควบคุมการเข้าออกเป็นต้น

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ " RFID คืออะไร ")

โครงการพัฒนาเครื่องอ่าน RFID ระยะที่สอง
(2548-47)

คณะวิจัย

- นายวัชรากร หนูทอง
- นายอนุกูล น้อยไม้
- เจนวิทย์ ศรีหารักษา
- อภิรดี ยอดเทียน

โครงการย่อยพัฒนาต้นแบบไมโครชิพหน่วยประเมินผลด้านดิจิตอลแบบหลายมาตรฐานที่ใช้ในเครื่องอ่าน RFID ย่านความถี่ต่ำ

คุณสมบัติ

- พัฒนาด้วยเทคโนโลยี AMS CMOS 0.35 um 3.3V
- สามารถอ่านบัตรแบบ Proximity และ Animal tag ได้
- สามารถโปรแกรม Bitrate และจำนวน Maximum block data ได้
- สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทางพอร์ตอนุกรม
- กินกำลังไฟต่ำ สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในเครื่องอ่านแบบพกพาได้ (Handheld)

โครงการย่อยพัฒนาต้นแบบเครื่องอ่านฉลากเพื่อคนตาบอดและผู้สูงอาย

หลักการ
เป็นการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยี RFID ในด้านสาธารณสุขโดยการติด RFID ร่วมกับฉลากยา ให้กลายเป็น Smart Labelโดยรายละเอียดเกี่ยวกับยาแต่ละชนิดนั้นถูกบันทึกไว้ในเครื่องอ่านซึ่งมีขนาดเล็กกินไฟน้อยสามารถแสดงผลออกมาเป็นเสียงตามรายละเอียดของยาที่บันทึกไว้

การใช้งาน
เมื่อนำขวดยาที่ติดฉลาก RFID Label มาอยู่ในระยะที่เครื่องอ่านสามารถจะอ่านได้ เครื่องอ่านจะเปรียบเทียบหมายเลขฉลากเทียบกับข้อมูลในเครื่องอ่าน แล้วจะแสดงผลเป็นเสียงตามรายละเอียดที่ได้บันทึกไว้

ส่วนประกอบ
- EM4095 เป็น IC รับส่งและถอดรหัสสัญญาณ RFID เพื่อติดต่อกันระหว่าง RFID Tag และ Microcontroller
- T5557 เป็น IC รับสัญญาณ และตอบกลับสัญญาณ กลับไปให้ EM4095 โดยจะติดอยู่บน Tag สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า
- AT89S8252 เป็น Microcontroller ทำให้ที่ควบคุมการทำงานของทั้งระบบ
- ISD4003 เป็น IC บันทึกเสียงขนาด 4 นาที ทำหน้าที่บันทึกเสียงรายละเอียดของ Tag แต่ละตัว
<สามารถเพิ่มได้สูงสุดเป็น 16 นาที >
- 7 Segment ทำหน้าที่แสดงลำดับของแต่ละ Tag

คุณสมบัติ
สามารถตรวจสอบฉลากยาที่ติดตั้ง Tag RFID ไว้ภายใน สามารถแสดงผลด้วย 7-Segment และเปล่งเสียงบอกรายละเอียดเกี่ยวกับยาชนิดนั้นๆ ตามที่ได้บันทึกไว้ โดยสามารถบันทึกเสียงประจำรหัสบัตรได้ทั้งหมด 40 ช่อง รองรับจำนวนยาทั้งหมด 40 ชนิดโดยแต่ละช่องมีความยาวประมาณ 5 วินาที

โครงการออกแบบเครื่องอ่าน RFID สำหรับงานควบคุมการเข้าออก
(2547-46)

คณะวิจัย

- นายวัชรากร หนูทอง
- นายอนุกูล น้อยไม้

บทคัดย่อ
การออกแบบต้นแบบเครื่องอ่าน RFID (Radio Frequency Identification) ย่านความถี่ 125 KHz เพื่อใช้งานประเภทควบคุมการเข้าออกสำนักงานต่างๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อทดแทนการนำเข้าเครื่องอ่าน RFID ราคาแพงจากต่างประเทศ โดยเครื่องอ่านที่จะออกแบบจะต้องสามารถอ่านและเขียนบัตร RFID มาตรฐานทั่วไปได้ มีหน่วยแสดงผลแบบ LCD ขนาด 2 บรรทัด มีหน่วยความจำอีอีพรอม8 กิโลไบต์สำหรับบันทึกข้อมูลการใช้งาน และสามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่านพอร์ต RS-232 ได

ผลงานวิจัย

ต้นแบบเครื่องอ่าน RFID สำหรับควบคุมการเข้า-ออก (RFID Reader v 2.0)

คุณสมบัต

- AT89S52/53/8252/8253 MCU
- External 8-KByte EEPROM
- EM4095 Front-end chip
- Powered via switching regulator (LM2575)
- Programmable 6-bit ID
- Power supply and data interface thru RJ45 connector
- Data interface via RS422 protocol
- Real-Time Clock
- LCD display
- 1 on-board switch and 1 external 4x4 matrix switch
- 1 buzzer
- 2 external TTL input
- 3 external TTL output
- 3 external LED
- In-System Programming
- PCB size: 4.5 in. x 5.5 in.

Technologies
Performance Characteristics

Frequency: LF band, 134.2/125 KHz
Supported Transponders: Temic-e5550, e5551, SiC77xxx and ISO tags
Communications: RS-232/422/485
Read distances: 5-8 cm
Antenna Type: Inductance: 660 uH, Q: 30-50 at 125 KHz
Upgradeable Firmware: Yes

Physical Characteristics

Models: OEM134TD-Reader-v2
Dimensions (L x W x D): 12.7 x 14.5 x 4.0 cm
Weight: 640 g

Environment

Operating temperature: 0C to +70C
Power:
- Input voltage: +9VDC
- Active current: 150 mA (typ), antenna dependent
- Standby current: < 100 mA (typ)
-
Output power: 120 mW (typ)


โครงการพัฒนาเทคโนโลยี RFID ระยะที่สอง
(2546-45)

คณะวิจัย

- นายวัชรากร หนูทอง
- นายอนุกูล น้อยไม้

ความเป็นมาและเหตุผล (Background and Rationale)

เนื่องจากในปีพ.ศ. 2545 TIDI/RDE-2 ได้พัฒนาระบบ RFID (Radio Frequency IDentification)
ทั้งระบบขึ้นสำเร็จ ในรูปแบบของ ชิพต้นแบบ (Prototype chip) และเครื่องอ่านต้นแบบ (Prototype reader) ซึ่งชิพและเครื่องอ่านต้นแบบสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยมีคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้ดังนั้นในปี พ.ศ. 2546 ทาง TIDI/RDE-2 จึงมีแนวทางการพัฒนาโครงการดังกล่าว ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริง 2 แนวทางได้แก่

1. โครงการ ไมโครชิพฝังสุนัข (Animal ID chip)

โครงการไมโครชิพฝังสุนัขเป็นโครงการของกรุงเทพมหานคร มีนโยบายจะทำการฝังไมโครชิพกับสุนัขบ้านและสุนัขจรจัด ในแต่ละเขตของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเทคโนโลยีพื้นฐานของโครงการ RFID ที่ TIDI ได้วิจัยและออกแบบไว้ใกล้เคียงกันมาก เพียงรายละเอียดย่อยเท่านั้นที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับมาตรฐาน ISO 11784-85 ซึ่งเป็นมาตรฐานของAnimal Identification โดยโครงการนี้สามารถทดแทนการนำเข้าของชิพจากต่างประเทศได้ทันที

วัตถุประสงค์ของโครงการ

1. เพื่อพัฒนาต้นแบบเดิมให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโครงการไมโครชิพฝังสุนัข ซึ่งมี ISO 11784-85เป็นมาตรฐานของ Animal Identification โดยอาศัยสถาปัตยกรรมเดิมที่ออกแบบไว้ แต่เปลี่ยนย่านความถี่ที่ใช้งานไปเป็นย่านความถี่ 134.2 kHz ตามมาตรฐานการออกแบบและโค้ดดิ่งและการ Verification และการจัดรูปแบบการเก็บข้อมูลให้ตรงกับมาตรฐานที่กำหนด ดังรายละเอียดข้างล่าง
2. เพื่อพัฒนาให้สามารถอ่านและเขียนข้อมูลได้ทางอากาศ โดยจะออกแบบที่เทคโนโลยี 0.35 ไมครอน โดยใช้ EEPROM ในการจัดเก็บข้อมูล ID ภายในชิพ
3. เพื่อพัฒนารูปทรงให้มีขนาดเล็กที่จะสามารถฝังลงในผิวหนังของสัตว์ได้ ซึ่งในการออกแบบเดิมสายอากาศจะใช้เป็นขดลวดเหนี่ยวนำ ซึ่งมีขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้ Ferrite coil แทนเพราะมีขนาดเล็ก

2. โครงการบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ด (E-Citizen)

โครงการบัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดเป็นโครงการที่รัฐบาลมุ่งเน้นให้ประชาชนเข้าสู่ระบบการใช้บัตรสมาร์ทการ์ดแทนบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งบัตรดังกล่าวเป็นบัตรอิล์กทรอนิกส์มีชิพคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กฝังอยู่ เพื่อทำหน้าที่บันทึกข้อมูล ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ ถ้าเราสามารถทำต้นแบบและผลิตเองภายในประเทศก็จะทำให้ประหยัดงบประมาณได้มาก ซึ่ง TIDI เล็งเห็นความสำคัญนี้ จึงจะได้ทำการพัฒนาต่อยอดของโครงการพัฒนาเทคโนโลยี RFID ไปสู่ Contactless smartcard ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโครงการ E-Citizen ได้ในอนาคต

ผลงานวิจัย

ต้นแบบเครื่องอ่าน RFID ตามมาตรฐาน ISO 11784/85
(ใช้ในงานปศุสัตว์)


คุณสมบัติ

- สามารถอ่านบัตรหรือไมโครชิพตามมาตรฐาน ISO 11784/85
- ระยะอ่านประมาณ 4-6 cm
- เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทางพอร์ตอนุกรม

ต้นแบบหน่วยประเมินผลด้านดิจิตอลของไมโครชิพตามมาตรฐาน ISO 11784/85 ในรูปแบบ VHDL


ภาพตัวอย่างของไมโครชิพที่ใช้ในปศุสัตว์

โครงการออกแบบไมโครชิพ RFID ย่านความถี่ 13.56 MHz
(2545-44)

ความเป็นมาและเหตุผล

ในปัจจุบัน การใช้บัตรอัจฉริยะ (SmartCard) และระบบตรวจสอบรหัสโดยใช้ความถี่วิทยุ (RFID)
เป็นที่ยอมรับอย่างสูงว่าเป็นเทคโนโลยีที่เอื้ออำนวยต่อการใช้งานที่ต้องการการบ่งบอกความแตกต่างหรือข้อมูลจำเพาะของแต่ละบุคคล ที่สามารถทำงานได้ถูกต้องแม่นยำ รวดเร็ว และมีความเป็นอัตโนมัติกว่าระบบตรวจสอบรหัสในระบบอื่นๆ เช่น รหัสแบบแท่ง (Barcode) การใช้งานที่ง่ายและยังเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเสริมในเชิงพาณิชย์ด้านต่างๆ อีกทั้งยังสอดคล้องกับเทคโนโลยีทางการเก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ยังผลให้การขยายตัวของการใช้งาน RFID/SmartCard สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

วัตถุประสงค์ของโครงการ

โครงการ RFID เป็นโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์วงจรรวมชิปเดี่ยวเพื่อใช้ในบัตรอัจฉริยะ (SmartCard Chip) ชนิดไร้สัมผัส (Contactless) เพื่อสร้างต้นแบบให้กับผู้ประกอบการ RFID/SmartCard ในประเทศไทยนำไปพัฒนาต่อในเชิงพาณิชย์เป็นการยกระดับขีดความสามารถในการพัฒนาออกแบบและผลิตอุปกรณ์ด้านวงจรรวมและสนับสนุนให้เกิดผลผลิต
ทางการออกแบบวงจรรวมของสถาบันวิจัยในประเทศซึ่งเป็นฐานสำหรับการพัฒนาบุคลากรทางด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ทั้งยังสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมากให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

การประยุกต์ใช้งาน
- ระบบการบอกรหัสสัตว์เลี้ยง (Animal identification)
- ระบบทะเบียนประวัติ บัตรประชาชน (e-Citizen)
- ระบบข้อมูลประวัติการรักษาพยาบาล (Health Care)
- ระบบตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ (e-Ticket)
- ระบบบัญชีรายการอัตโนมัติ (Automated Inventory)
- ระบบบอกรหัสพนักงาน (Automatic Teller)
- ระบบอนุณาติเข้าออกสำนักงาน (Security Access)


คณะวิจัย
- นายมานพ ธรรมสิริอนันต์ TIDI บริหารโครงการ, Design Integration
- นายอภิศักดิ์ วรพิเชฐ TIDI Analog design, RF front end
- นายวัชรากร หนูทอง RDE2 Digital design
- นายชำนาญ ปัญญาใส RDE2 Technical Coordinator / Fab Contact
- นายณพงษ์ ปณิธานธรรม TIDI Analog design
- นาย ชรัณ มีนกาญจน์* RDE2 Hardware design
- น.ส.อภิรดี ยอดเทียน* RDE2 Layout Design

ผลการวิจัย

คุณสมบัติเบื้องต้นของไมโครชิป RFID

- เป็นระบบชี้เฉพาะด้วยความถี่วิทยุบนชิพเดียว
- เป็นระบบไร้สัมผัส (Contactless) ในย่านความถี่ 13.56 MHz
- มีหน่วยความจำพรอมอนุกรมแบบโปรแกรมได้ครั้งเดียวขนาด 64 บิต
- ใช้การเข้ารหัสข้อมูลแบบอินเวอร์สแมนเชสเตอร์ขนาด 70 กิโลบิตต่อวินาที
- มีระบบป้องกันการชนกันของข้อมูล (Anti-Collision Feature)
- รูปแบบของการจัดเก็บข้อมูล IDขนาด 64 บิตตามมาตรฐาน ISO 11784
- ขนาดได (Die) 2,270 x 2,620 ตารางไมครอน
- ใช้ศักดาไฟฟ้า 3.3 โวลต์ กินกำลังไฟ 140 ไมโครวัตต์
- ออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีซีมอส 0.8 ไมครอน
- ใช้แพลตฟอร์มออกแบบ Cadence EDA

- ต้นแบบหน่วยประเมินผลด้านดิจิตอลของชิป RFID บน FPGA technology



- ต้นแบบของ
ชิป RFID บนเทคโนโลยี AMS CMOS 0.8 um



First chip in silicon proved!


ภาพถ่าย Die ของชิป RFID


ภาพต้นแบบชิปนำไปต่อกับสายอากาศเพื่อนำไปทดสอบการใช้งานจริง

ต้นแบบเครื่องอ่าน RFID (RFID Reader)

- ส่งคลื่นพาหะ (Carrier) ย่านความถี่ 13.56 MHz
- อัตราการกินกำลัง 150 มิลิแอมป์ ระดับไฟ 9 โวลต์
- ดัชนีการมอดูเลตเชิงขนาด ระดับ 10 เปอร์เซ็นต์
- ลักษณะข้อมูลที่รับเป็นแบบเมนเชสเตอร์โค้ด (Manchester code) ขนาด 128 บิต
- ระยะที่สามารถอ่านค่าข้อมูลได้ถูกต้องในระยะ 10 เซนติเมตร (จากการทดสอบกับชิพจริง)

โปรแกรมเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ในการประยุกต์งานใช้งานด้านต่างๆ





งานวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี GPS

ระบบ GPS หรือระบบบอกพิกัดบนโลกโดยการอ้างอิงจากดาวเทียมระบบนี้เป็นระบบที่มีการคิดค้นขึ้นมาโดย
กระทรวงกลาโหมของประเทศสหรัฐอเมริกา
(U.S. Department of Defense, DOD) เริ่มแรกระบบ GPS เป็นระบบที่ออกแบบเพื่อใช้ในการทหารเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ระบบนี้ได้เปิดกว้างให้บุคคลทั่วไปสามารถใช้งานได้
การบอกพิกัดของระบบ
GPS จะต้องมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า GPS Receiver ทำหน้าที่รับสัญญาณจากดาวเทียม
แล้วนำสัญญาณดังกล่าวมาประมวลผลเพื่อหาพิกัดปัจจุบันของผู้ใช้ว่ากำลังอยู่ที่ตำแหน่งใดบนโลกสัญญาณดาวเทียม
ที่ใช้ในการประมวลผลเพื่อหาพิกัดจะต้องเป็นสัญญาณที่รับจากดาวเทียมอย่างน้อย
4 ดวงซึ่งอยู่ในระนาบสามมิติ

(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ "
GPS คืออะไร ")

โครงการพัฒนาเทคโนโลยีจีพีเอส
(2544-42)

บทคัดย่อ

โครงการวิจัยและพัฒนานี้มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาเทคโนโลยีจีพีเอส (GPS: Global Positioning System) ซึ่งเป็นระบบดาวเทียมบอกพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลก ที่มีความเที่ยงตรงสูง และกำลังได้รับความนิยมในการงานอย่างกว้างขวางในด้านต่างๆ เช่น การนำร่อง การเดินทาง การจราจร เป็นต้น

โครงการวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะออกแบบและสร้างระบบต้นแบบจีพีเอสที่สามารถบอกตำแหน่งพิกัดได้อย่างถูกต้องขนาด 12 ช่องสัญญาณ โดยจะทำการออกแบบชิพวงจรวมต้นแบบโดยใช้ภาษาวีเอชดีแอล (VHDL) ในการบรรยายพฤติกรรม จำลองการทำงาน (Simulation) และใช้โปรแกรมช่วยสังเคราะห์ (EDA: Electronics Design Automation) ทำการสังเคราะห์ (Synthesize) และนำไปทดสอบการทำงานด้วยอุปกรณ์เอฟพีจีเอ (FPGA: Field Programmable Gate Array) บนบอร์ดทดสอบต้นแบบที่พัฒนาขึ้น ในการบอกพิกัดตำแหน่งต่อไป

คณะผู้วิจัย
- นายชำนาญ ปัญญาใส เนคเทค หัวหน้าโครงการ
- ดร. สวัสดิ์ ตันติพันธุ์วดี RBD,Orbital Science ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ
- นายชรัณ มีนกาญจน์ เนคเทค
- นายเจนวิทย์ ศรีหารักษา เนคเทค
- นายวัชรากร หนูทอง เนคเทค
- นายสุธา อาภานุพงศ์ เนคเทค

หลักการทำงาน

หลักการพื้นฐานของระบบ GPS เป็นเรื่องง่าย ๆ แต่อุปกรณ์ของเครื่องมือถูกสร้างขึ้นด้วยวิทยาการขั้นสูง การทำงาน GPS แบ่งออกได้เป็น 5 ขั้นตอนคือ
1. การรับสัญญาณจากดาวเทียมโดยหลักการรูปสามเหลี่ยมระหว่างดาวเทียมกับเครื่องรับ
GPS วัดระยะโดยใช้เวลาเดินทางของคลื่นวิทยุ
2. ในดาวเทียมและเครื่องรับจำเป็นจะต้องมีนาฬิกาที่ละเอียดสูงมาก
3. นอกจากระยะทางแล้วจะต้องทราบตำแหน่งของดาวเทียมที่อยู่ในอวกาศด้วย
4. การชดเชยค่าความล่าช้าของสัญญาณในการเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) และชั้นบรรยากาศโลก (Atmosphere)


เครื่องรับสัญญาณจีพีเอส (GPS RECEIVERS)

เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการประมวลผลสัญญาณดาวเทียมเพื่อใช้ในการบอกพิกัด โดยตัว GPS Receivers สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนหลักคือ
- RF Module เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการรับสัญญาณดาวเทียมนำสัญญาณดาวเทียมที่รับเข้ามาผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น Downconversion, Filtering, Sampling และ Analog to Digital Conversion สัญญาณ Analog ที่รับจากดาวเทียมเมื่อผ่านส่วนนี้ไปแล้วได้เป็นสัญญาณดิจิตอล เพื่อใช้ในการประมวลผลในส่วนต่อไป
- GPS Chip ทำหน้าที่ในการติดตามสัญญาณที่ได้จาก RF Module เพื่อใช้ในการประมวลผลหาพิกัด
- Microprocessor ทำหน้าที่ในการประมวลผลหาพิกัด โดยการคำนวณจะใช้ Digital Signal Processing Algorithm เข้าช่วย และมีการใช้ข้อมูลที่ได้จาก GPS Chip ร่วมในการคำนวณด้วย


GPS receiver block diagram

GPS CHIP

GPS Chip คือ อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการค้นหาและตรวจจับ (Acquisition and Tracking) สัญญาณ GPS Satellite Signals ที่มีการเข้ารหัสแบบ C/A Code จากดาวเทียม NAVSTAR GPS Satellites ได้สูงถึง 12 สัญญาณพร้อมกัน โดยที่สัญญาณดังกล่าวผ่านการ Down Frequency Conversion และ A/D Conversion ภายในอุปกรณ์ RF Front End

GPS Chip ทำการค้นหาและตรวจจับสัญญาณจากดาวเทียมแต่ละดวงซึ่งจะต้องอาศัยการประมวลผลของ
ไมโครโปรเซสเซอร์ ในการคำนวณ Digital Signal Processing Algorithm ต่างๆ ซึ่ง Digital Correlator ตัวนี้สามารถเลือกใช้ได้กับ ARM60 32-bit RISC Processor ของ Mitel Semiconductor หรือ 32-bit RISC processor ของ Motorola

คุณสมบัติและลักษณะ (FEATURES) ของ GPS CHIP

- 12 Parallel Tracking Channels
- On-chip Dual UART (Full Duplex) and Real Time Clock
- Compatible with ARM60 32-bit RISC Processor and Motorola 32-bit RISC Processor
- Low Voltage, Power Management Mode
- Compatible with GP2010 and GP2015 RF Front Ends
- Full In-phase and Quadrature Outputs for Prompt and Early-Minus-Late Correlators
โครงสร้างของ GPS Chip ประกอบด้วย 12 Channel Correlator, Microprocessor Interface, Clock Generator และ Peripheral Components (Power & Reset Control, Dual UART และ Real Time Clock)


GPS chip block diagram

ผลการออกแบบ GPS chip ในส่วนของ 12-Channel Digital Correlator

จากการจำลองการทำงานโดยใช้โปรแกรม ModelSim ในการจำลองการทำงานของโมเดลที่ทำการออกแบบแต่ละโมดูล โดยใช้ความถี่ของการ Sampling ที่ 5.714 MHz พบว่าการทำงานในระดับฟังก์ชันถูกต้องตามการออกแบบไว้ข้างต้น และได้ทดลองทำการสังเคราะห์ให้อยู่ในรูปของ Gate level โดยใช้เทคโนโลยี XILINX เอฟพีจีเอตระกูล XC4000 เบอร์ XC4062XLA-09-HQ160 และนำไปโปรแกรมลงชิพเอฟพีจีเอโดยใช้โปรแกรม Xilinx Foundation series 2.1i ในการ Place & Route ได้ผลดังนี้

- Number of CLBs 337 out of 2304 14%
- Total Latches: 11 out of 4608 1%
- Total CLB Flops: 361 out of 4608 7%
- 4 input LUTs: 531 out of 4608 11%
- 3 input LUTs: 233 out of 2304 10%
- Number of BUFGLSs: 3 out of 8 37%

โดยความเร็วที่สามารถทำงานได้ประมาณ 19.64 MHz (เฉพาะส่วนของ Digital correlator)


12-Channel Digital Corelator emulator board

เครื่องรับจีพีเอสต้นแบบ (GPS RECEIVER PROTOTYPE)

เครื่องรับจีพีเอสต้นแบบได้พัฒนาขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากชุดพัฒนา GPS Architect ของบริษัท Mitel Semiconductor (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Zarlink Semiconductor) ภายในเครื่องรับจีพีเอสต้นแบบประกอบด้วยส่วนประกอบหลักๆ คือ GPS Active Antenna, GPS RF Front End (GP2015), 12-Channel GPS Correlator (GP2021), DW9255 filter, ARM Microprocessor (P60ARM-B), หน่วยความจำ, และ RS232 communication module


GPS development board

Tracking Algorithm

ในขั้นตอนการพัฒนาเครื่องรับจีพีเอสต้นแบบนี้ได้นำ Tracking Algorithm ของชุดพัฒนา GPS Architect [1], [4] ซึ่งเป็น Source code ภาษา C รายละเอียดของ Tracking Algorithm ดูเพิ่มเติมได้จาก [5], [6] ในชุดพัฒนา GPS Architect จะมี ARM TOOLKIT [1], [5], [6] ซึ่งเป็น Compiler/Debugger ที่ทำหน้าที่ Compile source code ภาษา C ให้เป็น Firmware สำหรับ ARM Processor และ Download Firmware ลงเครื่องรับจีพีเอส


WINMON Monitor Program

เครื่องรับจีพีเอสจะติดต่อสื่อสารกับโปรแกรม WINMON [1], [4] ผ่านทางพอร์ต B เพื่อแสดงค่าพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลกที่เครื่องรับจีพีเอสตรวจจับได้


สรุปผลการทดสอบเครื่องรับจีพีเอส และแนวทางในการพัฒนาขั้นต่อไป

จากผลการทดสอบเครื่องรับจีพีเอสต้นแบบพบว่ามีปัญหาในส่วนของวงจรกรอง 175.42 MHz ซึ่งยังมีผลตอบสนองทางความถี่ไม่ตรงกับช่วงการทำงานของ IC GP2015 ซึ่งเป็น IC RF Front End จึงได้ทำการ Bypass ตัดวงจรกรองส่วนนี้ออกก่อน เพื่อทดสอบการทำงานพบว่าเครื่องรับจีพีเอสต้นแบบ
สามารถตรวจจับพิกัดตำแหน่งจากดาวเทียมจีพีเอสได้สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหา
ในส่วนของวงจรกรอง 175.42 MHz นั้น ต้องปรับค่าของ L, C ในวงจร ซึ่งขณะนี้ได้สั่งซื้อ L, C ที่เป็น SMD หลายๆ ค่า จากต่างประเทศ เพื่อจะนำมาทดลองปรับเปลี่ยนในวงจรเพื่อให้ผลตอบสนองทางความถี่ตรงตามต้องการ
แนวทางการพัฒนาเครื่องรับจีพีเอสต้นแบบในขั้นตอนต่อไปหลังจากปรับวงจรกรอง 175.42 MHz เรียบร้อยแล้ว จะเป็นการลดขนาดของบอร์ดให้เล็กลง และสามารถพกพาไปใช้งานนอกสถานที่ได้ โดยการทำงานและวงจรยังคงยึดตามแบบของชุดพัฒนา GPS Architect อยู่

ปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาเครื่องรับจีพีเอสต้นแบบ

1. อุปกรณ์ที่ใช้เป็นอุปกรณ์ประเภท SMD เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหาซื้อปลีกได้ยากในประเทศไทย ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้ขั้นตอนและระยะเวลาในการจัดซื้อเพิ่มมากขึ้น
2. IC หลักๆ ที่ใช้ในเครื่องรับจีพีเอส เช่น GP2015, GP2021 และ P60ARM-B เป็น IC เฉพาะทาง ซึ่งหาซื้อไม่ได้ในประเทศไทย ต้องติดต่อผ่านตัวแทนจำหน่ายของบริษัท Mitel (Zarlink) ในประเทศไทยซึ่งคือบริษัท Electronics Source เพื่อขอซื้อ ซึ่งต้องซื้อเป็นจำนวนมากๆ จึงต้องวิธีขอเป็น Sample แทน ซึ่งล่าสุดที่ขอไปเพื่อพัฒนาเครื่องรับจีพีเอสเวอร์ชั่นที่เล็กลงนี้ ปรากฏว่าทางบริษัท Electronics Source ตอบกลับมาว่าทางบริษัท Mitel (Zarlink) ไม่มีการตอบสนองกลับมา อาจจะต้องแก้ไขปัญหาโดยซื้อจากตัวแทนจำหน่ายรายอื่นที่อยู่ในต่างประเทศ
3. เนื่องจากผู้ออกแบบ PCB ไม่มีความรู้และประสบการณ์ในการออกแบบ PCB ความเร็วสูง จึงได้นำ Layout ของ RF Front End จากบอร์ด GPS ORION ของบริษัท Mitel มาใช้ในเครื่องรับจีพีเอสต้นแบบ เพื่อลดข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะว่าส่วน RF Front End นี้เป็นส่วนที่รับสัญญาณความถี่ 1.57542 GHz จากดาวเทียมจีพีเอส ซึ่งเป็นสัญญาณที่มีความถี่สูง

ผลงานและบทความวิจัย

- Correlator soft core 1 ชิ้น
- เครื่องรับจีพีเอสต้นแบบ 1 เครื่อง
- รายงานการออกแบบ GPS ชิพในระยะขั้นตอนการทำ PDR (Preliminary Design Review) ซึ่งได้รายละเอียดและขอบเขตของสถาปัตยกรรมภายในของ GPS ชิพที่จะทำการออกแบบเบื้องต้น
- บทความวิจัยตีพิมพ์ภายในประเทศ 3 บทความดังนี้
1. “ระบบนำร่องด้วยดาวเทียมและการประยุกต์ใช้” การประชุมวิชาประจำปี 2543 ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ วันที่ 24-25 มิถุนายน 2543 ณ. ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ
2. "การออกแบบและพัฒนา GPS chip ด้วยภาษา VHDL" การประชุมวิชาประจำปี 2543 ของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ วันที่ 24-25 มิถุนายน 2543 ณ. ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ
3. "การออกแบบชิพจีพีเอสขนาด 12 ช่องสัญญาณโดยใช้เอฟพีจีเอ" การประชุมวิชาทางวิศวกรรมไฟฟ้า ครั้งที่ 23 วันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2543 ณ. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

Hosted by www.Geocities.ws

1