COMPLAIN OR OPINION

23 เมษายน 2546 :: by WillowTree

"คู่รักคู่แค้น"

หลังจากที่สงครามบนอิรัก หรือ WAR ON IRAQ (ยืมคำพูดCNN มาค่ะ ลองแปลดีๆนะคะ)ระเบิดขึ้นมาเกือบเดือน และเจ้านายของฉันสองคนไปอยู่ดูสถานการณ์ที่นั่นจะต้องกลับมาที่เมืองไทยนั้น ก็ถึงเวลาแทคทีม คือ เปลี่ยนตัวนักข่าวที่จะไปประจำตะวันออกกลาง หัวหน้าของฉันซึ่งนั่งๆนอนๆอยู่ในออฟฟิศด้วยความเบื่อก็ได้ฤกษ์เดินทางไปแทนนักข่าวอีกคนที่จะกลับมาซะที หลังจากที่แกเตรียมตัวมานานพอสมควร ด้วยกระเป๋าลากใบเล็กกับใบใหญ่

“อันนี้ ไปฟิลลิปปปินส์” แกอวดกระเป๋าใบเล็กจากนั้นก็ยกเสื้อหนาวที่คลุมอยู่บนกระเป๋าใบใหญ่กว่าขึ้นมา
“ส่วนอันนี้ ไปอัฟกานิสถาน” แถมยังมีการ ใส่เสื้อหนาวเอสกิโมโชว์อีกต่างหาก

สาเหตุที่ต้องมีกระเป๋าสองใบนั้นก็คือว่า ช่วงที่เตรียมตัวนั้นเป็นช่วงที่สนามบินที่ DAVAO ระเบิดพอดี ประกอบกับช่วงกระแสที่ว่า บินลาเดนอยู่ตรงนู้นบ้างตรงนี้บ้าง เฮียแกก็เลยต้องเตรียมตัวเอาไว้เพราะว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นนั้น แกจะต้องเป็นคนที่ต้องไป เพราะว่าทั้งออฟฟิศเหลือนักข่าวอยู่คนเดียว แถมแกยังมาบอกกับฉันอีกว่า ฉันอาจจะได้ไปปีนเขาไปช่วยกันหาบินลาเดนตามซอกเขาด้วยกันอีก ก็เลยให้ฉันเก็บกระเป๋าไปด้วย อุตส่าห์เอามาทิ้งไว้ที่ออฟฟิศตังหลายอาทิตย์จนไม่มีเสื้อผ้าจะใส่ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีวี่แววของบินลาเดนซะทีก็เลยลากกระเป๋ากลับบ้านด้วยความสุขใจ ว่าจะได้มีเสื้อตัวเก่งใส่ซะที

แต่แล้ว อีกสองอาทิตย์ถัดมา ก็มีคำสั่งมาจากบริษัทแม่ว่า จะให้เราไปคูเวตกัน หัวหน้าก็เลยให้ หนูเหมียว (นามสมมติ) เพื่อนร่วมงานสาวสวยหมวยอึ๋ม จัดการเรื่องการทำวีซ่า ซึ่งมาคิดๆดูแล้วเหมือนกับว่าหล่อนดวงสมพงษ์กับคนทางแถบๆนี้ซะจริงๆเชียว ถ้าในอนาคตจะตกลงปลงใจแต่งงานไปกับแขกชาติไหน ฉันซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่แสนดีคนนี้จะไม่แปลกใจโดยซักนิดเดียว เพราะว่าก่อนหน้านั้นไม่นาน เหมียวต้องไปทำวีซ่าที่สถานทูตอินเดีย หล่อนกลับมาที่ออฟฟิศ หัวฟัดหัวเหวี่ยง พอถามว่าเกิดอะไรขึ้นนั้นก็ได้คำตอบมาว่า โดนเจ้าหน้าที่ทำ Sexual Harassment ซึ่งไอ้Sexual Harassment ที่ว่านั้นคือการลวนลามทางเพศ ที่พวกเราโดนกันบ่อยๆจนเริ่มชิน เพราะไม่ได้รุนแรงอะไรนัก ส่วนใหญ่จะล้อกันเล่นซะมากกว่า ฉันก็เลยถามต่อว่า มันยังไงกันหล่ะ หล่อนก็เลยเล่ามาว่า

เค้าแสดงความมีน้ำใจโดยการ เอื้อมมือมาสัมผัสประหนึ่งว่าเราคุ้นเคยกันมานาน และฉันมาจากชาติตะวันตก หารู้ไม่ว่าหญิงไทยนั้นรักนวลสงวนตัวจะตายไป

ฉันฟังด้วยความรู้สึกขำ เรื่องแค่นี้เอง ฉันดันไปนึกว่า เจ้าหน้าที่อินเดียนั้นลวนลามเจ้าหล่อนในสถานที่สาธารณะซะอีก อันนั้นสมควรโกรธ แต่เลี้ยงน้ำชาเนี่ย แหม น่าจะดีด้วยซ้ำ เพราะว่าได้กินฟรีไงหล่ะ แต่อย่างว่า ฉันกับยัยเหมียวไม่เหมือนกันนี่นา…

กลับมาถึงการขอวีซ่าคูเวตต่อ เหมียวเคยติดต่อกับทางนั้นเพื่อขอวีซ่าให้เจ้านายไปแล้วหลายครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งนั้นมันยากเย็นเหลือเกิน เพราะว่าการขอวีซ่าคูเวต ต้องติดต่อกับแผนก International media department กระทรวงข่าวสารของเค้าโดยตรงเลย ซึ่งเค้าจะออกจดหมายรับรองมาให้ และสามารถทำวีซ่าได้เลย แต่กว่าจะได้นั้นก็หนักหนาสาหัสอยู่ เพราะเจ้าหน้าที่ทำงานกันแปลกๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจกับงานซักเท่าไหร่นัก ทำงานไม่เป็นระบบเท่าไหร่ แต่ละครั้งที่ไปขอวีซ่านั้น ก็จะมีวิธีการไม่เหมือนกันตามแต่สไตล์เจ้าหน้าทื่ที่เจอ ยิ่งช่วงที่ไปขอวีซ่าสำหรับเหมียวเองนั้น เป็นช่วงที่ค่อนข้างจะเข้มงวดมากๆ เพราะนักข่าวที่ไหนก็อยากจะเข้าคูเวตทั้งนั้น เพราะฉะนั้น อำนาจในการทำ recommendation letter ก็จะอยู่ที่หัวหน้าแผนก คือ มิส บูไทน่าคนเดียวเท่านั้น ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของแผนกเหมือนเมื่อก่อน แต่หลังจากสงครามจบแล้ว คงจะกลับมาเป็นแบบเดิมละมั้ง ตอนนี้มีสบูไทน่าก็ได้กลายเป็นคู่รักคู่แค้นกับพวกเราไปโดยปริยายซะแล้ว คือคงจะต้องเจอกันอีกหลายๆครั้ง

สาเหตุก็คือว่า หลังจากที่ได้ยื่นเรื่องขอวีซ่าไปประมาณสองอาทิตย์ และวีซ่าเจ้านายได้แล้วนั้น ข่าวคราววีซ่าของสาวเหมียว(นามสมมติ) ซึ่งจะต้องติดตามเจ้านายไปก็ยังไม่มีวี่แววซักนิด จะให้เจ้านายอีกคนที่อยู่คูเวตตามให้ก็เกรงใจ เพราะว่างานทางนั้นก็ล้นมือเหลือเกิน อย่ากระนั้นเลย เหมียวและฉันก็เลยต้องช่วยกันตามคนละไม้คนละมือ แต่โทรไปก็เงียบหายไปบ้าง หรือปล่อยให้รอจนสายหลุดบ้าง จนพวกฉันฉุนตะหงิดๆ นี่โทรศัพท์อินเตอร์ไม่ใช่local นะยะ เจ้าหน้าที่ทำงานมั่วอีกแล้ว ….มีสบู (ย่อชื่อเพื่อความกระชับ) เอง กว่าจะเข้าทำงานก็ปาเข้าไป 11 โมงเช้า คือประมาณบ่ายสามโมงของเมืองไทย เข้ามาแล้วดันไม่อยู่ที่โต๊ะตัวเองอีกต่างหาก.. สงสัยงานจะยุ่ง โทรไปครั้งแรกๆนั้น ฉัน ยังงงๆอยู่ เพราะก่อนจะเข้าถึงตัวเจ้าหล่อน ได้มีการคุยอธิบายให้ลูกน้องเค้าเข้าใจแล้ว ว่าส่ง fax ข้อมูลไปให้แล้ว และทางนั้นได้รับแล้ว และจะเอาไปวางบนโต๊ะหล่อนให้ แต่พอเข้าไปคุยกับมีสบูเองนั้น แกดันบอกว่า ไหนล่ะ ไม่เห็นเลย ไม่ได้วางอยู่บนโต๊ะชั้นนี่

พอแกอธิบายมายังงี้ ยัยเหมียวก็อึ้ง แต่ก็บอกไปอย่างสุภาพว่าจะfax ไปให้ใหม่ และจะโทรไปถามหลังจากส่งfax ไปเพื่อคอนเฟิร์ม ว่าแล้วก็จัดการส่งfax ไปและโทรกลับไปทางออฟฟิศมีสบูอีกครั้ง แต่โทรไปคราวนี้ เจ๊แกหายไปไหนก็ไม่รู้ ทั้งๆที่เวลาผ่านไปไม่ถึงห้านาที แต่เหมียวจอมอึดก็ไม่ย่อท้อ ตามจนเจอจนได้ แต่คำตอบจากมีสบูกลับบอกว่า โอเคๆ ไว้โทรมาใหม่นะ ชั้นจะจัดการให้

หลังจากเวลาผ่านไป ก็เริ่มเอะใจว่าทำไมไม่fax กลับมาหล่ะ พอดีวันนั้นเป็นวันพฤหัส วันหยุดของแขก และวันรุ่งขึ้นก็หยุดอีก ก็เลยไม่รู้จะทำยังไง ฉันก็เลยตามเรื่องให้เหมียวซึ่งหนีเที่ยวอยู่ต่างจังหวัดวันเสาร์ กะเวลาซักบ่ายโมงจะโทรศัพท์ไปหา หลังจากกระหน่ำโทรไปแล้ว ไม่มีเสียงรับ ฉันด้วยความหัวเสียเลยโทรไปบ่นให้เหมียวซึ่งกำลังพักผ่อนที่โคราชฟัง จากนั้นเลยกลายเป็นทั้งฉันทั้งเหมียวกระหน่ำโทรกันใหญ่ หลังจากพยายามกันอยู่หลายชั่วโมง ก็ติดจนได้ แต่คำตอบเหมือนเดิมเป๊ะๆ (โปรดรีพีท สองย่อหน้าที่แล้ว) ฉันไม่รู้ว่าเอาfax ไปไว้ไหน เอางี้นะ ยูส่งให้ใหม่แล้วฉันจะจัดการให้ ฉันถึงกับอึ้ง โอ้โห หล่อนขี้เกียจหารึเปล่ายะ … ฉันเลยส่งfax ไปให้อีกครั้งนึง และย้ำว่าต้องได้นะยะ เพื่อความไม่ประมาท ก็ได้ติดต่อเจ้านายที่อยู่คูเวตให้ตามเรื่องให้อีกแรงนึง เผื่อทางนั้นชิ่ง หลังจากยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่หลายวัน ก็ได้รับคำตอบว่า ให้โทรมาวันพฤหัสนะ วีซ่าเสร็จแน่ๆ ฉันก็ชะล่าใจ บอกยัยเหมียวไป ว่าพฤหัสได้ชัวร์ ปรากฏว่า..พฤหัสมันวันหยุดนี่หว่า …โดนหลอกซะแล้วไง ….. เลยกลายเป็นว่าแทนที่เหมียวจะได้ไปคูเวตพร้อมกับนายตอนวันเสาร์ กลับต้องตามไปทีหลังแทน ฉันว่า กว่าอะไรๆจะเสร็จเรียบร้อยนั้น มีสบูไทน่าคงจะสาปส่งพวกฉันเยอะพอดูหล่ะ คงอาจจะพอๆกับที่พวกฉันนั่งด่าเค้าอยู่ก็ได้ …

หลังจากนั้นเมื่อวันอาทิตย์ ยัยเหมียวก็ได้คำตอบอย่างฉุกละหุกจากมีสบูอย่างเดิมว่า เหมียวต้องเดินทางวันจันทร์ตอนตีสี่ พร้อมกับอุปกรณ์อีกหลายสิบกิโล เข้าคูเวตคนเดียว … หลังจากผ่านไปอาทิตย์กว่าๆ สาวเหมียวก็เดินทางกลับไทยคนเดียวอีกเช่นเคย พร้อมกับอุปกรณ์อีกร้อยกว่ากิโล ส่วนเจ้านายฉันน่ะเหรอ ตอนนี้คงไปนอนอาบแดดอยู่ที่ไหนซักแห่งแล้วกระมัง

เหตุการณ์ครั้งนี้ สอนให้พวกฉันได้รู้ว่า นอกจากข้าราชการไทยและจีนแล้ว ข้าราชการแขกทำงานระบบเดียวกับเรา เผลอๆ แย่กว่าเราซะอีก เพราะพวกคูเวต ไม่ต้องดิ้นรนทำงาน อยู่เฉยๆก็ไม่เดือดร้อน ฉันเองก็ได้แต่หวังว่า อย่าต้องได้เจอกันอีกเลย ซึ่งคงเป็นไปได้ยากมาก เพราะในอนาคต ฉันอาจจะต้องไปคูเวตเองก็ได้ ใครจะรู้ กว่าจะถึงวันนั้น ฉันคงจะได้เรียนรู้วิธีใหม่ๆที่จะดีลกับมีสบูไทน่าได้หลายวิธีเลยทีเดียว และเจ้าหล่อนอาจจะเขม่นพวกฉันขึ้นกว่าเดินก็ได้ ใครจะรู้ แต่วันนี้ขณะนั่งนินทามีสบูไทน่าอยู่นั้น เหมียวบอกว่า เค้าก็ไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกนะ … จริงๆนะเธอจะบอกให้







>> นักข่าวหรือว่าทำทัวร์? เมื่อเจ้านายจะไปจีน...:)

>> แวะไปที่หน้าสารบัญผลัดกันเขียนค่ะ...:)

| HOME | WORK'S EXPERIENCE | SIGN &VIEW GUESTBOOK |

© 2001 "Complain or Opinion" Created and Published by JaRuWaN yUnG-yUeN All rights reserved.
 
Hosted by www.Geocities.ws

1